บทที่ 34
ออกเดินทาง
“อาจารย์ ฉันต้องไปแล้ว” พูดจบเอวาหันมองไปที่เคลเลน เธอโน้มศีรษะลง
“พี่ชาย...ฝากดูแลอาจารย์แทนฉันด้วยนะ”
ได้ยินอีกฝ่ายเรียกตัวเองว่าพี่ชาย เคลเลนชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มอบอุ่นอกอมา “คุณเองก็รักษาตัวด้วย หากมีเรื่องอะไรที่แก้ไขไม่ได้ ก็ให้กลับมา สถานที่แห่งนี้
คือบ้านของคุณเสมอ” เคลเลนพูดด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
ชายชรามองค้อนชายหนุ่มเล็กน้อย “เฮ๊อะ...เจ้าแย่งคำพูดของข้าไปแล้วนะ” จากนั้นเขาได้มอบกล่องไม้ให้อีกฝ่ายรับไว้
เอวามองกล่องไม้ด้วยรอยยิ้มปลื้มปริ่ม ‘ในที่สุดอาจารย์ก็มอบไดรฟ์ให้กับฉันสักที หวังว่าจะเป็นไดรฟ์ระดับสูงกว่าไดมอนด์ที่คุณเคลเลนเคยมอบให้นะ’ แต่ทว่าเมื่อเปิดกล่องออกดู เธอกลับไม่พบไดรฟ์อย่างที่คิด และสิ่งที่อยู่ในกล่องคือ กระจกใสขนาดเล็กที่ไม่รู้ว่าใช้ประโยชน์อย่างไร
“อาจารย์ สิ่งนี้คือ??”
“มันคือเลนส์วิเคราะห์พลังงาน ใส่มันไว้ที่ดวงตา เวลามองคนอื่นจะรู้ได้ทันทีว่าเป้าหมายที่จ้องมองกำลังครอบครองไดรฟ์ระดับใดอยู่ ไดรฟ์ระดับสูงมีความสามารถในการปกปิดและลดทอนระดับของตัวเองอยู่ ถึงเจ้าจะมีสัญชาตญาณเฉียบคมมากเพียงใด แต่ระดับไดมอนด์ขึ้นไป ไม่สามารถระบุได้ด้วยจิตสัมผัสเพียงอย่างเดียว”
ฟังดังนั้น เอวาพยักหน้าขึ้นลง ก่อนจะจ้องมองไปที่อีกฝ่ายราวกับกำลังรอคอยของสำคัญจากอีกฝ่าย
เห็นท่าทางแบบนั้นชายชรารีบถาม “อะไรอีก...เจ้ายังต้องการอะไรอีก!!??”
“อาจารย์ท่านลืมอะไรไปหรือเปล่า??” เอวาถามพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้กับอีกฝ่าย
“ลืมอะไร ไม่มีเรื่องที่ข้าลืมแล้ว ไป...ไป...ไปได้แล้ว”
ถึงตรงนี้เอวาทวงถามออกไปตรงๆ “ไดรฟ์ไงละ...ไดรฟ์ ลูกศิษย์กำลังจะออกเดินทางแล้วนะ อาจารย์ยังไม่มอบไดรฟ์ให้อีกเหรอ??”
“จะมาแบมือขอไดรฟ์ได้ยังไง ของแบบนั้นก็ใช้ความสามารถหาเอาเองสิ” ชายชราตอบกลับอย่างไม่สนใจ
ได้ยินแบบนั้น เอวาถกแขนเสื้อขึ้น มือขวาหยิบกิ่งไม้ใหญ่ขึ้นมา “ได้เลย วันนี้ฉันต้องแย่งไดรฟ์จากคุณให้ได้”
“ก็มาสิ เจ้าศิษย์อกตัญญู คิดล้างครูงั้นเรอะ!!” ชายชราตะโกนกลับพร้อมตั้งท่าเตรียมต่อสู้
เคลเลนเห็นแบบนั้น รีบเข้าแทรกกลาง เขาห้ามทัพก่อนที่คนทั้งสองจะทะเลาะกัน
“คุณซิกฟรีดเลิกแกล้งเธอได้แล้ว ให้ผมมอบไดรฟ์ระดับไดมอนด์ให้กับเธอเลยดีมั้ย” เคลเลนขออนุญาตอีกฝ่าย
“ข้าสั่งหรือไง??” ชายชรากล่าวถามน้ำเสียงแข็งกร้าว
ได้ยินน้ำเสียงแบบนั้น เคลเลนรีบส่ายหน้าปฏิเสธ เขาเองก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง
เอวาเห็นดังนั้น เธอเปลี่ยนจากสีหน้าบึ้งตึงเป็นรอยยิ้มเล็กๆ แน่นอนว่าเธอไม่ได้ผิดหวังแต่เป็นเพราะความผูกพันธ์จึงทำให้เธอแกล้งอารมณ์เสียกับอีกฝ่าย
“ช่างเถอะ ฉันไม่ได้ต้องการความแข็งแกร่งทางลัดอยู่แล้ว...แต่ก็แค่อยากสู้กับอาจารย์ดูเป็นครั้งสุดท้ายแค่นั้น”
“ครั้งสุดท้ายอะไร พูดเหมือนเจ้าจะไม่กลับมาที่นี่อีกอย่างนั้นแหละ...คิดว่าฉันไม่กล้าออกจากป่าไปลากคอลูกศิษย์คนเดียวกลับมาบ้านหรือไงกัน” ชายชราพูดอย่างหงุดหงิด ทว่าเห็นได้ชัดว่าความหงุดหงิดที่แสดงออกมาเป็นการกลบเกลือนความรู้สึกที่ต้องจากลา
“คุณซิกฟรีดจะร้องไห้งั้นเหรอ??” เคลเลนถามด้วยความสงสัย
“พูดบ้าๆ คนอย่างข้าหรือจะร้องไห้” พูดถึงตรงนี้ ชายแก่มองไปที่ตัวของเอวาและพูดออกมาจากใจจริง “ที่ข้าไม่คิดจะมอบไดรฟ์ให้กับเจ้า เพราะมีเหตุผลของตัวเองต่างหาก...เจ้ายังจำขนนกที่ชอบใช้อยู่ตลอดได้ไหม??”
เอวาพยักหน้าขึ้นลง เธอนำขนนกออกมาจากกระเป๋าสัมภาระ “ใช้แทนปากกาได้ดีทีเดียว ว่าแต่อาจารย์สิ่งนี้มันทำไมเหรอ??”
“เจ้าของขนนกคนเก่า มีไดรฟ์ในระดับใด??”
“เจ้าของเดิม คือลูคัส ไฟฟ์ มือสังหารระดับเงิน เห็นว่าความสามารถไปถึงระดับทองได้นานแล้วแต่ก็ไม่ยอมทะลวงผ่านระดับของตัวเอง ยอมติดอยู่ในระดับเงินด้วยเหตุผลส่วนตัว”
“ข้ารู้เหตุผลนั้น เพราะคนที่จะเข้าสุสานของกษัตริย์ ‘เรียลเวอร์ซัส’ ได้มีเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้รับการผสานไดรฟ์ หรือผสานสูงสุดที่ระดับเงินเท่านั้น เคยมีผู้ครอบครองขนนกในระดับไดมอนด์ ยอมทำลายไดรฟ์ของตัวเองเพื่อเริ่มผสานไดรฟ์ระดับเงิน แต่ก็ยังไม่เข้าเงื่อนไขของการผ่านประตูสุสาน”
เคลเลนได้ถามแทรกขึ้น “หรือว่า ขนนกที่คุณเอวาใช้จดบันทึกคือกุญแจเปิดประตู”
ชายชราพยักหน้าขึ้นลงแทนคำตอบ
เอวาจึงถามออกไป “ถ้าขนนกคือกุญแจเปิดประตูสู่ขุมทรัพย์แล้วเพราะเหตุใด วันนั้นก่อนตาย ลูคัสถึงพูดเหมือนกับว่า สุสานเป็นความฝันที่ต้องตามหาละ?? หากมีคนทำลายไดรฟ์เพื่อทดลองเปิดประตู ย่อมแสดงว่าสุสานนั้นได้ถูกค้นพบไปก่อนแล้วไม่ใช่หรือ?”
“เจ้าก็ถามแปลกๆ สุสานระดับแกรนมาสเตอร์ จะไปตั้งอยู่กับที่ได้อย่างไร ถ้ามันตั้งอยู่กับที่จริงๆ คนตายจะได้อยู่อย่างสงบสุขไหม” พูดถึงตรงนี้ชายชราได้นำของบางสิ่งออกมา มันมีลักษณะคล้ายผนึกคริสตัลขนาดเล็กเท่าเหรียญทอง ถูกเจียระไนจากพลังเวทย์จนกลายเป็นรูปลักษณ์ของตานกฮูกยามราตรีส่องประกายแสงสีม่วงอ่อนออกมา
เคลเลนเห็นสิ่งนั้น เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะพึมพำออกมา
“ดวงตาของผู้พเนจร อาร์ติแฟกต์ที่เปรียบเสมือนเทพเจ้าของเหล่านักล่าดันเจี้ยน หรือว่าคุณซิกฟรีดเคยเป็นโจรล่าสุสานมาก่อน??”
ชายชราไม่ยอมตอบคำถามนี้ตรงๆ เพราะความจริงแล้วในอดีตเขามักจะชอบเข้าไปในสุสานของผู้มีชื่อเสียงในอดีต และหนึ่งในสิ่งที่เขาเคยหยิบติดไม้ติดมือมาในอดีต ก็ได้กลายเป็นต้นตอของความวุ่นวายนั้นก็คือวงแหวนเวทย์โบราณที่อัญเชิญเอวามายังทวีปเวอร์เทมแบร์ก
“เจ้าพูดบ้าอะไร ข้าไม่ได้เป็นโจรล่าสุสาน ข้าก็แค่เข้าไปจดบันทึกว่าพวกเขาเหล่านั้นสร้างสุสานกันยังไง ข้าจะได้ออกแบบไว้ใช้สร้างสุสานของตัวเองบ้างต่างหากละ”
จากนั้นเขาหันไปหาเอวา “รับนี้ไป ใช้มันตามหาสุสานของกษัตริย์เรียลเวอร์ซัส หากเจ้าโชคดี อาจได้เห็นไดรฟ์ระดับแกรนมาสเตอร์ด้วยตา”
เอวารับดวงตาแห่งผู้พเนจรเอาไว้ สายตาจ้องมองไปที่ตัวของชายชรา นับตั้งแต่ที่เขาเห็นขนนกของกษัตริย์ผู้สาบสูญ เขาก็ได้เตรียมเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้กับเธอแล้ว หญิงสาวโน้มศีรษะแสดงความเคารพอีกฝ่าย “พระคุณของท่าน ฉันจะไม่มีวันลืมเลย”
“ไปไปไป...ไปได้แล้ว ก่อนภาคีอีเธอเรียมจะเปิดรับสมัคร ยังพอมีเวลาอีกหนึ่งเดือนรีบๆไปตามหาเถอะ แต่ถ้าไร้วาสนาหาไม่พบก็ให้หาซื้อไดรฟ์ระดับเงินมาใช้ ก่อนเข้าร่วมภาคีละ...ไม่งั้นเจ้าไม่รอดแน่” กล่าวจบเขาพร้อมกับตะโกนออกมาก่อนที่ร่างกายจะหายไปจากสายตาของเอวา
“ทักษะที่ข้าสอนไป ถ้าเจ้าใช้อย่างประเจิดประเจ้อ จะสร้างศัตรูให้กับเจ้าได้ เพราะนิสัยของข้าตอนออกท่องโลกกว้างไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก มีคนจำนวนมากได้รับบาดเจ็บเพราะทักษะคลื่นราชันมังกร ฉะนั้นคิดให้ดีก่อนใช้แล้วกัน”
เอวาตะโกนกลับไปกับความว่างเปล่า “อาจารย์ ท่านต้องรักษาตัวด้วยนะ อย่าได้นอนบนที่สูง กลางดึกก็ห่มผ้าด้วย”
เคลเลนยิ้มเล็กน้อย “คุณซิกฟรีดเขาไม่ชอบการจากลาเท่าไหร่นัก”
“ฉันรู้ดี พี่เองก็รักษาตัวด้วยนะ” เอวาโบกมือลาก่อนจะเดินทางออกจากผืนป่าของผู้วายชนม์ โดยเป้าหมายต่อไปของเธอ คือสุสานของกษัตริย์เรียลเวอรซัส!!