อย่าว่าแต่พวกเขาที่แปลกใจเลย แม้แต่ตัวของขุนเทพเองก็แปลกใจเช่นเดียวกัน แต่เดี๋ยวเรื่องนี้เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังเพราะขวัญได้มองเขาไปในห้องเห็นเจ้าหน้าที่กำลังถอดสายต่างๆออกจากตัวของพี่ราฟอยู่
“แทนพวกนายจะตามเราไปที่ห้องพักฟื้นคนไข้พิเศษไหม เพราะเราจะย้ายคนไข้ไปที่นั่น” พระนายเดินออกมาถามเพื่อนที่ตอนนี้อยู่รวมกับพวกเด็กๆ
“ไปด้วยแล้วกันว่าแต่ญาติเขาจะไม่ว่าอะไรใช่ไหมวะ กูเห็นท่าทางของเขาเหมือนกับไม่พอใจอะไรบางอย่าง" แทนไทยถามกับผู้เป็นเพื่อน
“เขาคงไม่ว่าอะไรหรอก เพราะคนไข้เองก็ฟื้นแล้วแต่กูนี่โครตแปลกใจเลยในการฟื้นตัวของเขา ทำไมเขามีอาการฟื้นตัวได้เร็วหลังจากที่โคม่าไปหลายวันได้กัน มึงรู้เหตุผลไหม” พระนายถามแทนไทยในสิ่งที่สงสัย
“ไม่รู้หรอก แต่กูว่ามึงอย่าไปสนใจเลย เพราะเรื่องบางอย่างที่หาเหตุผลไปทั้งหมดไม่ได้มันก็มีเยอะแยะไป เขาฟื้นขึ้นมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้วคิดว่านี่มันเป็นปาฎิหาริย์ ของเขาเองก็แล้วกัน” ทั้งคู่คุยกันอยู่สักพักเจ้าหน้าที่ก็เข็นเตียงคนไข้ออกมาจากห้องผู้ป่วยหนัก
“ขวัญ ตามพี่มาด้วยนะ” ราฟส่งเสียงเรียกขวัญในขณะที่เจ้าหน้าที่เข็นเตียงผ่านกลุ่มคนที่ขวัญยืนอยู่ในนั้นด้วย
“ราฟน้องเรียกใคร แล้วไปรู้จักกับคนพวกนั้นที่ไหนกัน” พี่สาวต่างแม่ที่เดินมาพร้อมกับเตียงคนไข้ถามกับราฟออกมา แต่ราฟกับนิ่งเฉยไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งอาการนิ่งนี้ก็ได้แต่สร้างความหงุดหงิดใจให้กับผู้หญิงคนนี้ไม่น้อย
เมื่อราฟได้เปลี่ยนมาพักอยู่ห้องพิเศษเดี่ยวแล้ว ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็พากันเดินออกไป ตอนนี้ก็เหลือแต่ขวัญ กับพี่ชายน้องชาย แทนไทย พระนาย ส่วนพี่สาวต่างแม่ของราฟเดินออกไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่เหล่านั้นแล้ว
“พี่รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง”ขวัญเดินเข้ามาถามราฟที่ข้างเตียง เธอมองสำรวจดูพี่ชายที่ใจเป็นหญิงนี้อย่างละเอียดแล้วก็มาจ้องหน้าพี่ราฟอีกครั้ง
“หน้าพี่มีอะไรผิดปกติเหรอ ตั้งแต่ที่พี่ฟื้นขึ้นมาพี่ก็ยังไม่เห็นหน้าตัวเองเลย”ราฟพูดขึ้นพร้อมกับเอามือข้างที่ปราศจากสายน้ำเกลือลูบหน้าของตน
“หนูว่าหน้าพี่ดูคุ้นๆ นะพี่คิดว่าหน้าพี่กับท่านขุนเทพหน้าตาคล้ายกันไหม” ขวัญถามกับราฟเพระเขาเคยเห็นหน้าท่านขุนเทพมาแล้ว
“พี่ว่าแล้วว่าทำไมถึงรู้สึกแปลกๆ เวลาเห็นหน้าท่านขุนแต่พี่ว่าหน้าท่านดูสมชายมากกว่าพี่นะ ส่วนของพี่เห็นไหมว่าบางมุมมันดูคล้ายผู้หญิงเพราะมีแต่คนบอกว่าพี่หน้าตาเหมือนแม่มาก” ราฟพูดกับขวัญพร้อมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ให้ผู้เป็นน้องได้สำรวจ
“ใกล้ไปแล้วครับ ช่วยเอาหน้าออกห่างจากน้องสาว หลานสาว พี่สาวของผมหน่อย” ทั้งสามหนุ่มที่อยู่ในห้องพูดออกมาพร้อมๆกัน ซึ่งทำให้พระนายที่ได้ยินถึงกับต้องหัวเราะออกมา
“ไอ้คุณพระนายมึงหัวเราะอะไรครับ ขำมากไหม”แทนไทยหันไปพูดกับเพื่อนเสียงเขียว
“เปล่าวะ พอดีตรูนึกเรื่องตลกขึ้นมาได้ก็เลยขำเฉยๆ” พระนายพูดแก้ตัวออกไปอย่างแกนๆ
ส่วนขวัญกับราฟที่เป็นต้นเหตุของเรื่องก็ได้แต่หันหน้าไปมองทั้งสี่คนด้วยความไม่เข้าใจ
“คุณหมอครับผมสามารถจะออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไหร่เหรอครับ” ราฟหันหน้ามาถามกับพระนายซึ่งเป็นแพทย์ประจำตัวของเขาที่เขารู้ก็เพราะตลอดเวลาที่เขาล่องลอยอยู่หลังจากที่เจอร่าง เขาเห็นแต่หมอคนนี้มาโดยตลอด
“ถ้าร่างกายของคุณฟื้นฟูได้ดีแล้วร่างกายไม่มีปัญหาอะไรสองสามวันก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วครับ”พระนายบอกกับราฟ
“พี่ราฟหากพี่ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วพี่จะทำยังไงต่อ จะกลับไปที่นั่นไหม”ขวัญถามราฟด้วยความเป็นห่วง
“กลับสิ พี่จะไปจัดการเรื่องต่างๆให้เสร็จ เมื่อเสร็จแล้วพี่จะไปหาขวัญและเพื่อนๆ ที่สวนนะ อาจจะต้องไปขออาศัยอยู่ด้วยก่อนเนื่องจากหมดตัว”ราฟพูดหยอกขวัญออกมา
“ไปอยู่ได้เลยที่สวนยินดีต้อนรับแล้วถ้าพี่ไปคนเดียวพี่แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรพี่เหรอ”ขวัญก็ยังคงสงสัยออกมาอีก
“ไม่หรอกพี่มีวิธีจัดการตามแบบของพี่ พี่ไม่ได้เป็นคนอ่อนแอถึงขนาดไร้เขี้ยวเล็บหรอกน่าขวัญไม่ต้องเป็นห่วง พี่สามารถเอาตัวรอดได้ยกเว้นครั้งนี้นะที่พี่ไม่มีสติเอง”ราฟพูดกับขวัญ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นหน้าห้องสองครั้งก็ได้มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเดินเข้ามา เจ้าหน้าที่มาด้วยกันสามคนและหนึ่งในนั้นดูเหมือนว่าจะรู้จักกับอาแทนไทยและอาพระนายด้วย
“ไอ้แทน ไอ้นาย ดีใจจังที่ได้เจอมึงสองคน พวกมึงสบายดีไหม กูเห็นชื่อแพทย์เจ้าของไข้ว่าเป็นพระนายแต่ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันแบบนี้ ว่าแต่แทนมึงย้ายกลับเข้ามายังวะพวกกูรอรวมกลุ่มอยู่นะ” วายุหนึ่งในกลุ่มเพื่อนของแทนไทยถามกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน
“ยังวะ กูเพิ่งจะได้รับต่ำแหน่งและอีกอย่างกูอยู่ที่โน่นมีเรื่องแปลกๆ ให้ลับสมองเยอะดี ไอ้ติณมันยังขอย้ายไปอยู่กับกูเลย” แทนไทยตอบคำถามของเพื่อนพร้อมกับได้พูดถึงติณณภพด้วย
ด้านเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานก็คุยกันถามสารทุกข์สุกดิบกันไป ในเรื่องต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับงานบ้าง เรื่องส่วนตัวบ้างโดยที่วายุก็ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ ที่มาด้วยเป็นฝ่ายถามคำถามกับราฟ ส่วนเขาก็คอยฟัง
ทางเจ้าหน้าที่อีกสองคนก็ไปคุยกับราฟถึงเรื่องราวที่ทำให้เขาบาดเจ็บว่ามันเกิดจากอะไร ราฟก็ได้เล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังตามความจริงถึงสาเหตุที่ตนบาดเจ็บเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลจากราฟแล้ว พวกเขาก็มายืนรอหัวหน้าของตน
“ถ้าอย่างนั้นเอาไว้เจอกันใหม่นะ ถ้ามึงกลับมาที่นี่หลายวันมึงอย่าลืมติดต่อมานะ หรือไม่ถ้ากูได้ไปที่นั่นกูจะแวะไปหามึงกับไอ้ติน วันนี้กูต้องกลับไปทำงานก่อนแล้ว”วายุพูดจบก็จากไป
ขวัญและราฟก็ยังคุยกันอยู่พร้อมกับบอกลากันไปด้วย เนื่องจากขวัญจะต้องกลับไปยังสวนขวัญแล้วเพราะเหลืออีกห้าวันโรงเรียนก็จะเปิดแล้วเธอยังไม่ได้ไปจัดการเรื่องชุดและอุปกรณ์การเรียนเลย
ณ. ห้องอีกฝั่งหนึ่งของโรงพยาบาลซึ่งเป็นคนละแผนกที่ราฟได้ทำการรักษาตัวอยู่ได้มีหญิงสาวนางหนึ่งมองเข้าไปด้านในห้องที่ชายคนหนึ่งนอนรักษาตัวอยู่ด้วยน้ำตาไหลริน
“หมอคะ รูนจะเป็นอย่างไรบ้าง” พี่สาวต่างแม่ของราฟถามถึงอาการคู่หมั้นของตัวเองออกมาอย่างร้อนใจ
“ก็อย่างที่ผมเคยบอกคุณไปแล้วนั่นแหละครับตอนนี้เราก็พยายามหาทางช่วยอยู่แต่ผมขอแนะนำให้คุณติดต่อญาติของเขาด้วยจะดีกว่า” หมอก็ตอบกับญาติของคนไข้ไปตามจริงแล้วเขาก็เดินไปดูคนไข้รายอื่นต่อไป
เมื่อหญิงสาวได้ยินสิ่งที่หมอบอกออกมา ทำให้เธอได้ทรุดกายนั่งลงอย่างคนหมดเรี่ยวแรงไปแล้ว พร้อมกับคำถามที่ว่าเธอควรจะทำอย่างไรดี
ทางด้านราฟเมื่อกลุ่มของขวัญและหมอออกไปจากห้องของเขา เขาก็ได้ใช้โทรศัพท์ที่อยู่ในห้องเพื่อติดต่อกับใครบางคน
“บอกคนของเราเตรียมตัวให้พร้อม แล้วส่งคนของเราส่วนหนึ่งไปช่วยดูแลน้องสาวของฉันตามที่ฉันได้เล่าไปเมื่อสักครู่นี้ด้วย เรื่องบ้านที่อยู่ที่เมืองนั้นก็ไม่ต้องสืบหาแล้วเพราะเดี๋ยวน้องสาวฉันก็คงจะพาไปหาเอง แล้วจะติดต่อไปอีกครั้งในวันที่ฉันออกจากโรงพยาบาลได้” เมื่อราฟพูดกับคนปลายสายจบเขาก็วางหูลง
‘นี่คือสิ่งที่เขาเลือกแล้ว เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตตามแบบที่เขาต้องการ เพราะเขาคิดว่าคนที่ได้รู้จักและไว้ใจมาสิบกว่าปี ยังหักหลังเขาได้อย่างเลือดเย็น ผิดกับคนที่เขาเพิ่งรู้จักได้เพียงแค่เดือนกว่าๆ ที่ได้ทำทุกอย่างเพื่อเขาอย่างมากมายโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จากเขาเลย’ ราฟคิดขึ้นในใจของตน
พร้อมกับยิ้มออกมาเมื่อเขาได้นึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในสวนขวัญ ที่แห่งนั้นไม่ว่าจะเป็นคนหรือเพื่อนต่างภพของเขาต่างก็อยู่รวมกันด้วยความสามัคคีและมีน้ำใจให้กัน ชีวิตแบบนี้นี่แหละที่เขาต้องการ
เขาคิดว่าหลังจากที่เขากลับไปจัดการเรื่องทางนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะขอไปอยู่ที่สวนขวัญสักพัก แล้วก็ต้องไปดูบ้านที่ตากับยายยกให้เขาด้วย
การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาที่ได้กลับมาหลังจากที่ได้ตายไปแล้วเขาหวังว่าชีวิตของเขาต่อจากนี้ไปจะได้มีความ สุขจริงๆได้เสียที
กลับมาทางด้านสวนขวัญ ซึ่งกลุ่มของขวัญก็ได้เดินทางกลับมาถึงเมืองพรรตคีรีแล้วด้วยความปลอดภัย ทุกคนต่างก็ดีใจกันเป็นอย่างมากที่ได้กลับมาเยือนยังบ้านของตัวเอง
“ที่ไหนจะสุขใจ เท่าบ้านเราหามีไม่”แม่นวลพูดประโยคนี้ออกมา หลังจากที่ลงจากรถมายืดเส้นยืดสายแล้ว
“ใช่จ้ะแม่ ที่ไหนจะสุขใจเท่าบ้านเราหามีไม่ ประโยคนี้คือที่สุดของที่สุดจริงๆ”ขวัญก็พูดขึ้นตามแม่ของตนเช่นเดียวกัน ป้าลำเจียก ป้าขจีเมื่อได้ยินที่แม่และลูกสาวพูดออกมาแบบนี้ก็ต่างพากันยิ้มอย่างเห็นด้วย
เช้าวันต่อมา เหล่าบรรดาลูกๆ ของแม่นวลก็ได้ถูกผู้เป็นแม่บังคับให้ไปซื้อชุดนักเรียน ที่ต้องบอกว่าบังคับก็เพราะทุกคนไม่อยากไป เพราะเวลาไปซื้อของทีไรพวกเขาต่างก็หมดแรงและเหนื่อยมากกว่าที่จะทำงานอยู่สวนในไร่เสียอีก
“กินข้าวกันเสร็จแล้วก็ไปแต่งตัวกันเลยนะ อย่าช้าล่ะเรายังจะต้องเอาเสื้อนักเรียนไปปักกันอีก ไปให้ไวกันเดี๋ยวนี้เลยลูกบ้านอื่นเขามีแต่จะดีใจที่ได้ไปเที่ยว มีแต่ลูกบ้านเรานี่แหละชวนไปเที่ยวทำอย่างกับแม่จะพาไปฆ่าเสียอย่างนั้น”แม่นวลพูดไปก็ขำบรรดาลูกๆของตน
“ลูกมันไม่เที่ยวก็ดีแล้วนี่จ้ะแม่ ลูกบ้านเราแต่ละคนต่างก็มีแต่คนอยากจะมาจับจองกันทั้งนั้นเพราะมีแต่คนขยันและหน้าตาดีได้พ่อฮ่าๆ”
“พ่อนี่ก็มั่นหน้าไปอีกนะ ไปเลยพ่อก็อีกคนรีบไปแต่งตัวแก่จนป่านนี้แล้วยังจะมาชมตัวเองอยู่อีกหน้าไม่อายจริงๆ”แม่นวลกล่าวว่าพ่ออย่างยิ้มๆ
“มัวแต่ยืนยิ้มกันแบบนี้ วันนี้จะได้ไปไหมตลาดนะ ไปแต่งตัวกันได้แล้ว” เสียงแม่นวลเร่งขึ้นอีกครั้ง พวกเด็กๆ ที่พากันยิ้มในความน่ารักของพ่อกับแม่เมื่อกี้ ต่างก็ได้พากันแยกย้ายวิ่งไปยังห้องของตัวเองอย่างว่องไว
แม่กับพ่อรออยู่ไม่นานลูกชายและลูกสาวก็พากันมาที่รถจนหมดทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าตัวเล็กทั้งสามด้วยเพราะน้ำใสก็ต้องไปซื้อชุดนักเรียนเช่นเดียวกัน เพราะปีนี้น้ำใสแปดขวบแล้วต้องเข้าโรงเรียนได้แล้วแม้ว่าจะช้าไปหนึ่งปีก็ไม่เป็นไรหรอกขนาดหมูยังช้าไปตั้งสามปีเลย
เมื่อมาถึงตลาดเสื้อผ้า มหกรรมการซื้อก็เริ่มขึ้นแม่นวลซื้อทุกอย่างให้ลูกๆ โดยไม่นึกเสียดายเงินแม้แต่น้อย ชุดนักเรียนคนละสองชุด ร้องเท้านักเรียนหญิงชาย ร้องเท้าผ้าใบนักเรียน ถุงเท้า กระเป๋า อุปกรณ์เครื่องเขียน
อะไรที่เห็นว่านักเรียนต้องใช้แม่ก็ซื้อให้กับลูกทุกคนอย่างเท่าเทียม จนลูกๆ ต้องบอกให้แม่หยุดซื้อนั่นแหละแม่ถึงได้หยุดซื้อแต่ก็ยังคงตรวจตราว่าครบหรือเปล่า และได้กันทุกคนไหม
“แม่เรียนจบน้อย ในเมื่อพวกลูกมีโอกาสได้เรียนแล้วก็ต้องตั้งใจเรียนกันนะ เราจะได้มีความรู้มากๆ จะได้ไม่โดนใครเขาหลอกเอารู้หรือเปล่า” แม่นวลพูดกับลูกของตนขณะนั่งอยู่ในรถ
“หนูสัญญาจ้ะแม่ พวกหนูจะไม่ทำให้แม่กับพ่อผิดหวังที่ได้ให้โอกาสกับพวกเรา” บรรดาลูกๆ ก็พูดขึ้นมาพร้อมๆกันทำให้แม่และพ่อที่ได้ยินต่างก็ยิ้มออกมาอย่างปลื้มใจ