ตอนที่2 ภารกิจแรกหลังเกิดใหม่
เวลานี้ซูเวยตื่นขึ้นมาแล้วเธอยังไม่ลืมตาตื่นขึ้นมา แต่ฟังเสียงพูดคุยของชายฉกรรจ์ทั้งหลายในรถตู้อย่างตั้งใจพลางคิดในใจด้วยความโมโหและโกรธแค้นว่า“บัดซบ! ฉันถูกพวกแกจับมาขายหรอกหรือ? รองแม่ทัพอย่างฉันตกอับขนาดนี้เชียว”
เธอลอบกำหมัดแน่นด้วยความโมโหจากนั้นเธอหรี่ตาเล็กน้อยมองสำรวจภายในรถตู้เพื่อวางแผนจัดการคนร้ายและหลบหนีออกไป
แต่ทว่าเมื่อมองเห็นเด็กเล็กที่อายุใกล้เคียงกับร่างใหม่ทำให้ซูเวยจำเป็ต้องวางแผนใหม่เพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ให้รอดพ้นจากคนร้ายด้วยกันถึงแม้ว่าเธอจะเป็คนใจร้ายและใจคอคับแคบแต่ไม่สามารถทนเห็นเด็กเหล่านี้ถูกขายออกไปได้
ในตอนนี้ซูเวยกำลังทดสอบทักษะเอสเปอร์ของตนเองว่ามีติดตัวจากโลกเดิมกี่ทักษะเพื่อหาหนทางหลบหนีหรือจัดการกับคนร้ายกลุ่มนี้พลางบ่นกับตัวเองอย่างไม่พอใจว่า“ร่างนี้ยังเด็กและอ่อนแอเกินไป จะต่อสู้กับชายทั้งห้าคนคงเป็ไปไม่ได้ต้องลองดูว่าฉันมีทักษะอะไรติดตัวมาบ้างไหม?”
ซูเวยคิดอย่างคาดหวังและเริ่มสำรวจทักษะของเอสเปอร์ปัญจทักษ์ ผู้ที่เป็มนุษย์กลายพันธุ์ซึ่งมีพลังแฝงในร่างกายได้สูงสุด 5ทักษะภายในรอบหนึ่งปี เธอขับเคลื่อนพลังซาเซินที่ได้เรียนรู้มาจากแม่ทัพซ่งเย่พร้อมกับเปิดใช้งานทักษะทั้งหลาย
พบว่าตอนนี้ตนเองมีทักษะติดตัวมาด้วยแค่ 3 ทักษะ นั่นคือ ทักษะต่อสู้ที่ยังอ่อนแอเกินไปทักษะสะกดจิต และทักษะดวงตา์ที่สามารถมองทะลุผ่านสิ่งต่างๆได้อย่างง่ายดาย
“เจ๋ง!แค่สามทักษะในตอนนี้ก็น่าจะจัดการคนร้ายทั้งห้าคนได้” ซูเวยคิดอย่างตื่นเต้น
เธอลอบสังเกตเห็นว่าเด็กทั้งหมดมีห้าคนรวมตนเองด้วยซูเวยรู้จักเด็กแค่สองคน คือ ตงลี่ซือ หลานสาวของผู้ใหญ่บ้านผู้เป็ลูกพี่ลูกน้องกับหูเจียวจ้าน ศัตรูตัวฉกาจของเธอที่ทะเลาะกันเป็ประจำส่วนเด็กชายอีกคนหนึ่งคือ ผานลี่หยาง หลานชายของตระกูลไป่เ้าของร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในตัวอำเภอจง ส่วนเด็กชายหญิงอีกสองคนนั้นซูเวยไม่รู้จัก บางคนอยู่ในท่ากึ่งนั่งนอนและบางคนนอนรวมกันอยู่พื้นที่ส่วนกลางของรถตู้โชคดีที่ซูเวยที่แผลบนหัว ทำให้เธอถูกคนร้ายจับนั่งพิงตัวถังของรถตู้ เธอจึงแอบใช้สายตากวาดมองภายในรถตู้ได้อย่างชัดเจน
ด้านหน้ามีคนขับและคนนั่งข้างรวมสองคนใน่กลางรถตู้ใกล้ประตูเลื่อนมีชายฉกรรจ์นั่งอยู่สองคนและด้านท้ายรถตู้อีกหนึ่งคน
เธอวางแผนที่จะจัดการชายนั่งท้ายรถตู้ก่อนเพื่อทดสอบพลังสะกดจิตของตนเองว่าแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด
“หวังว่าทักษะนี้จะแข็งแกร่งมากพอที่จะช่วยให้ฉันรอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ไปได้”ซูเวยคิดในใจอย่างมีความหวัง
ทันใดนั้นรถเบรกกะทันหันเพื่อเลี้ยวหลบเข้าไปถนนอีกเส้นทางหนึ่ง
ต้าซ่านนั่งคุมอยู่ท้ายรถตู้เขาเหลือบมองซูเวยเพราะเห็นเธอเอนเอียงไปตามการเบรกของรถตู้ด้วยความสนใจฉับพลันเขาเบิกตากว้างเล็กน้อยก่อนที่จะมีสายตาว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว
“เยี่ยม! ทักษะนี้ยังใช้การได้ดี”ซูเวยยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจที่สามารถสะกดจิตคนร้ายได้อย่างรวดเร็วเธอสะกดจิตให้เขาหลับเพื่อช่วยตำรวจให้จับตัวเขาได้
“เฮ้ย! อาซ่านแกจะง่วงนอนตอนนี้ได้ยังไง?” หยานเกิงที่นั่งข้างเสว่ฉือผู้เป็หัวหน้าทีม เขาส่งเสียงะโใส่ต้าซ่านที่กำลังเอนตัวลงนอนในท้ายรถตู้อย่างไม่สนใจรอบข้างแต่อย่างใดทำให้หยานเกิงเหลือบมองเห็นพอดีจึงส่งเสียงบอกอย่างไม่พอใจ
“หือ.......”ฉับพลันนั้นเสว่ฉือเหลือบมองเห็นซูเวยที่เงยหน้าขึ้นจ้องมองหยานเกิงพอดีทำให้เขากำลังส่งเสียงบอกลูกน้องไปเพิ่มยาสลบให้เธออีก
แต่ทว่าเขากลับถูกซูเวยสะกดจิตเข้าอย่างจังเขาไม่ได้เปล่งเสียงใดเพิ่มอีกนอกจากค่อยๆหลับตาลงและเอนกายลงนอนเหมือนกับชายสองคนก่อนหน้านี้
เวลานี้ซูเว่ยสามารถจัดการคนร้ายได้แล้วสามคนยังเหลือคนขับและคนนั่งข้างซึ่งเธอคิดว่ารอเวลาให้ทั้งสองคนมาเปิดประตูรถตู้ก่อนดีกว่า เธอไม่กังวลกับชายทั้งสามคนจะตื่นขึ้นมาเพราะเธอมั่นใจในทักษะสะกดจิตอันแข็งแกร่งของตนเอง
เธอเหลือบมองผ่านช่องกระจกส่วนกลางที่เชื่อมต่อกับส่วนหน้าของรถตู้พบว่าเวลานี้พวกเธออยู่นอกเมือง เนื่องจากไม่มีอาคารบ้านเรือนของผู้คนนั่นหมายความว่าอีกไม่นานชายทั้งสองคนจากด้านหน้าก็คงใกล้ถึงที่หมายและลงมาเปิดประตูรถตู้เสียทีดังนั้นซูเวยจึงนั่งรออย่างใจเย็น
ตอนนี้ซูเวยจึงไปตบหน้าเบาๆให้เด็กทั้งหลายตื่นขึ้นมาเพราะเธอไม่อยากเสียเวลารอให้ทุกคนตื่นก่อนที่จะเสียแผนการทั้งหมด “เพี้ยะ ๆๆๆๆๆ”
“เจ็บ!” “หยุด!”“อย่า!” เด็กชายหญิงเริ่มทยอยตื่นขึ้นมาซูเวยปิดปากเด็กแต่ละคนพร้อมกับทำท่าให้เด็กเงียบเสียงลงเด็กชายหญิงทั้งสามคนพยักหน้ารับ
แต่ทว่าตงลี่ซือหลานสาวผู้ใหญ่บ้านมีท่าทางหวาดกลัวและกำลังจะเริ่มร้องไห้
ซูเวยเงื้อมือพร้อมที่จะชกต่อยเธออย่างจริงจังทำให้ตงลี่ซือกลั้นเสียงร้องไห้ไว้ด้วยความหวาดกลัวซูเวยแทน
เมื่อเห็นว่าเด็กทั้งสามคนเชื่อฟังตนเองแล้วซูเวยหันไปตบหน้าของศัตรูเก่าของตัวเอง
นั่นคือผานลี่หยาง “เพี้ยะ ๆๆๆ”
“อ๊ะ! ยะ....” ผานลี่หยางลืมตาตื่นขึ้นมาและกำลังจะส่งเสียงกรีดร้องอย่างเสียขวัญแต่เขาถูกซูเวยปิดปากพร้อมกับถลึงตาใส่อย่างโมโหทำให้เขาพลันเงียบเสียงลงอย่างเชื่อฟังแต่ยังมีท่าทางหวาดกลัวอยู่
ซูเวยพูดเบาๆแค่ให้ได้ยินในกลุ่มเด็กทั้งหมดว่า“เมื่อพวกสองคนด้านหน้าจอดรถแล้ว ก่อนที่จะมีคนมาเปิดประตูรถ ให้ทุกล้มตัวลงนอนเหมือนเดิมเมื่อฉันะโบอกว่าเรียบร้อยแล้ว ให้ทุกคนรีบวิ่งลงมาจากรถตู้ พวกเราจะหนีพวกนี้เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว”เด็กชายหญิงทั้งสี่คนพยักหน้ารับคำกับซูเวยด้วยท่าทางทั้งหวาดกลัวและตื่นใอยู่เล็กน้อยแต่เมื่อทุกคนเห็นว่าซูเวยพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงไม่สั่นเทาทำให้ทุกคนเริ่มเชื่อฟังและเชื่อมั่นในตัวซูเวยอย่างไม่มีเหตุผล
..........
ครู่หนึ่งรถตู้จอดหน้าอาคารโกดังร้างแถบนอกเมืองหลังจากที่คนร้ายขับรถหลบหนีตำรวจไปหลายเส้นทางจนมาถึงเมืองหลานซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองจงและหมู่บ้านัของซูเวยเกือบสองร้อยกิโลเมตรโชคดีที่พลังสะกดจิตของซูเวยมีผลคงอยู่หลายชั่วโมงดังนั้นชายทั้งสามคนในรถตู้ยังคงนอนหลับนิ่งอย่างสงบอยู่เช่นเดิม
“ลูกพี่ติดต่อคนซื้อหรือยัง?”ชายนั่งคู่คนขับะโถามขึ้นทันทีที่รถจอดหน้าอาคารโกดังร้างนอกเมือง
หานเกอขมวดคิ้วด้วยความสงสัยที่ลูกพี่ของตนเองไม่ส่งเสียงตอบกลับมาเขาจึงหันหลังกลับไปดูภายในรถตู้ และพบว่าทุกคนนอนหลับกันหมด “อ๊ะ! ลูกพี่ทำไมหลับแบบนี้ล่ะ?”
“มีอะไรผิดปกติกับลูกพี่งั้นหรือ?” หลานซานถามเพื่อนด้วยความสงสัยเนื่องจากลูกพี่หรือเสว่ฉือไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้มาก่อน
หลานซานและหานเกอสบตากันด้วยความแปลกใจจากนั้นทั้งสองคนลงจากรถมาเปิดประตูรถตู้
ทันทีที่หานเกอเปิดประตูรถตู้เขาพลันมีสายตาว่างเปล่าเพราะมองสบตากับซูเวยพอดีซึ่งเธอตั้งท่านั่งรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
“อาเกอ....”หลานซานเดินมาตบไหล่เพื่อนที่ยืนนิ่งค้างอยู่หน้าประตูด้วยความสงสัยทันใดนั้นเขาเหลือบมองเห็นซูเวยซึ่งเธอทำการสะกดจิตเขาโดยตรงทำให้หลานซานนิ่งค้างไปอีกคน ไม่กี่วินาทีต่อมา ทั้งหลานซานและหานเกอล้มตัวลงนอนกับพื้นในทันที“ตุบ!”
“ทุกคน!เรียบร้อยแล้ว ลงจากรถเร็ว” ซูเวยส่งเสียงบอกกับเด็กทุกคนอย่างเร่งรีบ
“เร็วๆรีบลงจากรถให้ไว” ซูเวยส่งเสียงะโบอกกับเด็กๆอย่างรวดเร็วเพราะเธอสังหรณ์ใจว่าคนร้ายอีกกลุ่มกำลังใกล้เข้ามาแล้ว
ซูเวยผลักหลังเด็กๆพร้อมกับชี้นิ้วให้ทุกคนวิ่งไปหลบทางด้านหลังของโกดังร้างอย่างรวดเร็วพร้อมกับส่งเสียงเร่งเร้าอย่างกังวลใจ“เร็วๆ วิ่งไปหลบให้เร็วเข้า ห้ามส่งเสียงเด็ดขาดเข้าใจไหม? ปิดปากตัวเองไว้ซะถ้าไม่อยากตาย”
หลังจากที่ซูเวยและเด็กทั้งสี่คนวิ่งหลบหนีไปได้แค่อึดใจเดียวพลันมีรถตู้และรถเอสยูวีสีดำวิ่งเข้ามาจอดใกล้กับรถตู้คันก่อนหน้า
ซูเวยได้ยินเสียงพูดคุยด้วยความโมโหของคนร้ายกลุ่มใหม่อย่างชัดเจนด้วยทักษะพื้นฐานของเอสเปอร์อย่างเธอ
“บัดซบ! ฉันสังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าอาฉือหายเงียบไปแบบนี้จะต้องมีเื่แน่ๆ”
“หัวหน้าครับ พวกอาฉือทำไมพากันนอนหลับแบบนี้?”
“แล้วเด็กละ? ไปตามหาเด็กเร็วเข้า”
“หัวหน้าครับเครื่องยนต์รถยังอุ่นอยู่เลย แสดงว่าพวกเด็กหนีไปได้ไม่ไกลแน่นอน”
“หัวหน้าครับรอยเท้าบนพื้นเหมือนของเด็กเลยครับ ดูเหมือนวิ่งสะเปะสะปะ”
“แปลกจริงผมไม่แน่ใจว่าเด็กพวกนั้นจะวิ่งไปทางไหนกันแน่ครับ?”
“โธ่เว้ย! รีบค้นหาเด็กเร็วเข้า”
“แยกเป็สองทีมสิทีมหนึ่งค้นหาแถบนี้ อีกทีมขับรถดูใกล้ๆ จะมาพลาดตอนนี้ได้ยังไง?”
..........
ทางด้านซูเวยเวลานี้เธอกำลังปิดปากของตงลี่ซือที่กำลังเริ่มสติแตกเพราะควบคุมความหวาดกลัวของตนเองไม่ได้เป็ผลทำให้เด็กอีกสามคนเริ่มควบคุมตนเองไม่ไหวเช่นกันเนื่องจากเสียงฝีเท้าของคนร้ายดังใกล้เข้ามามากขึ้น ซึ่งคนร้ายเดินตรงมายังที่หลบซ่อนของทุกคนในตอนนี้
ซูเวยตัดสินใจทำให้เด็กทุกคนหมดสติเพื่อตัดปัญหาในทันทีโดยใช้สันมือเล็กของตนเองฟันฉับเข้าที่ต้นคอของแต่ละคนอย่างรวดเร็ว “ฉับ ๆๆๆ”
ซูเวยเหลือบมองเห็นเด็กแต่ละคนล้มตัวลงนอนหมดสติพลางลอบถอนหายใจด้วยความอ่อนเพลียเพราะเธอต้องใช้พลังซาเซินเป็จำนวนมากเพื่อเค้นพลังทำให้ทุกคนหมดสติในเวลาอันสั้น
ทักษะพลังซาเซินนี้ซูเวยได้รับการฝึกฝนมาจากแม่ทัพซ่งเย่จากดาวเอเอสนั่นเอง
แต่ทว่าในตอนนี้เธอยังอ่อนแออยู่จึงต้องเค้นพลังจากภายในร่างกายออกมาใช้มากเกินตัว
ซูเวยเหลือบมองเห็นเหล็กแหลมอันหนึ่งวางอยู่ไม่ไกลจากตัวเองนักเธอเอื้อมมือไปหยิบมาถือไว้ พร้อมที่จะสังหารคนร้ายที่โผล่เข้ามาในบริเวณหลบซ่อนตัวอยู่
โชคดีที่หลังอาคารร้างเป็ป่ารกมีหญ้าขึ้นสูงท่วมจนปิดบังร่างของซูเวยและเด็กทุกคนได้อย่างมิดชิดแต่เธอไม่ประมาทและพร้อมที่จะต่อสู้กับคนร้ายถึงแม้ว่าร่างกายในเวลานี้จะเป็เด็กตัวเล็กสูงแค่ 120 เิเก็ตาม แต่จิตใจอัน
แข็งแกร่งของรองแม่ทัพและเอสเปอร์อย่างเธอย่อมไม่เกรงกลัวคนร้ายเพียงเท่านี้
ปรากฏว่าซูเวยได้ยินเสียงไซเรนของรถตำรวจหลายคันกำลังมุ่งหน้ามาที่โกดังร้างแห่งนี้พร้อมกับมีเสียงะโจากคนร้ายให้ถอยทัพหลบหนีตำรวจอย่างรวดเร็ว
“บัดซบ! ตำรวจตามกลิ่นพวกเราเจอแล้ว หนีก่อน!เร็ว!”
“เร็วๆ หนีเร็ว!”
เสียงะโโหวกเหวกของคนร้ายร้องบอกให้พรรคพวกตนเองรีบขึ้นรถหนีตำรวจทำให้ชายคนร้ายสองคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้จุดที่ซูเวยและเด็กๆหลบซ่อนตัวอยู่ต้องหันหลังกลับและวิ่งขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว
เวลานี้ซูเวยได้ยินเสียงไซเรนของรถตำรวจดังชัดเจนมากขึ้นเธอทิ้งตัวลงนอนหงายบนพื้นหญ้าอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
เนื่องจากเธอรู้สึกอ่อนเพลียจนแทบจะหลับในทันทีเป็เพราะว่าซูเวยทุ่มเทใช้พลังจิตเพื่อสะกดจิตคนร้ายในเวลาอันสั้นซึ่งเธอต้องเค้นเอาพลังจิตภายในร่างกายออกมาจนเกือบหมดและต้องเค้นพลังเพื่อใช้สันมือฟันต้นคอให้เด็กทุกคนหมดสติ
เวลานี้ซูเวยได้ยินเสียงฝีเท้าของคนหลายคนใกล้เข้ามาก่อนที่เธอจะหมดสติไป เธอเหลือบมองเห็นตำรวจหญิงคนหนึ่งปราดเข้ามาจับตัวเธอพร้อมกับะโบอกเพื่อนร่วมทีมด้วยความตื่นตระหนกว่า“เร็วเข้า! มีเด็กได้รับาเ็ที่ศีรษะเืออกมากด้วย”
..........
ซูเวยลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องคนป่วยของโรงพยาบาลประชาชนเมืองหลาน
เธอเหลือบมองเห็นยายของร่างเดิมนอนฟุบหลับอยู่ข้างเตียงซูเวยพิจารณาใบหน้าและมือของยายที่ยังกุมมือข้างหนึ่ง
ของตนเองไว้หลวมๆรอยเหี่ยวย่นของหลังมือ แขนและใบหน้าของยายทำให้ซูเวยรู้สึกสะท้อนใจและสงสารหญิงชราคนนี้
เธอคิดในใจพร้อมกับสัญญากับตัวเองอย่างจริงจังว่า“ฉันได้โอกาสมาเกิดใหม่ทั้งที ไม่ว่าร่างเดิมจะเป็ยังไงก็แล้วแต่ ต่อไปนี้ฉันจะดูแลยายเองพ่อแม่จะอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่พวกเขา ฉันเป็ถึงเอสเปอร์ปัญจทักษ์จะดูแลยายคนนี้ไม่ได้เชียวหรือ?”
ซูเวยขยับตัวแค่เล็กน้อยแต่ทำให้ยายรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเธอเงยหน้าขึ้นมาและมองเห็นหลานสาวคนเดียวของตนจ้องมองอยู่ เกาอิงรู้สึกแปลกใจที่แววตาของหลานไม่แข็งกร้าวเหมือนเดิมแต่กลับเป็สายตาอ่อนโยนที่จ้องมองดูตนเอง ทำให้เกาอิงถามหลานสาวด้วยความแปลกใจว่า“เวยเวย หลานปวดหัวอยู่ไหม? ตอนนี้เป็ยังไงบ้าง?”
ซูเวยยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบยายด้วยภาษาของโลกนี้ตามความทรงจำของร่างเดิมว่า“ไม่ปวดหัวแล้วค่ะยาย ยายไม่ต้องกังวลนะคะ”
“หือ! เวยเวย ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”เกาอิงรีบเอาหลังมือมาอังหน้าผากเพื่อทดสอบว่าหลานสาวป่วยไข้หรือไม่
เนื่องจากหลานสาวคนเดิมไม่เคยพูดจาไพเราะกับตนเอง รวมทั้งแม่และน้องชายหญิงด้วยทำให้เกาอิงรู้สึกประหลาดใจจนต้องค้นหาสาเหตุที่ทำให้หลานสาวมีท่าทางเช่นนี้
ซูเวยเข้าใจความคิดจากท่าทางของยายทำให้เธอพูดยืนยันอีกครั้งอย่างหนักแน่นว่า “โชคร้ายคราวนี้ทำให้หนูสำนึกผิดต่อไปหนูจะดูแลยายและไม่ทำให้ยายต้องปวดหัวอีกแล้วค่ะ”