แผ่นดินทั้งผืนก็พลันสั่นไหวอีกครา
ครืนนนน...
หุบเหวโลหิตทั้งหมดที่เคยยิ่งใหญ่และเก่าแก่ราวยืนหยัดมาหมื่นปีกำลังแปรสภาพในเวลาอันสั้น
หมอกเลือดบนฟ้าแตกออกเป็นริ้ว
บันไดโลหิตถล่มลงทีละขั้น
ธารจันทร์พิพากษาและลานเขี้ยววิหคซึ่งอยู่ลึกถัดไปเริ่มกลายเป็นประกายแสงเล็ก ๆ ลอยสลายขึ้นสู่อากาศ
ราวกับมรดกทั้งผืนกำลังปิดม่านของมันอย่างแท้จริงแล้ว
อี้ซินยืนมั่นอยู่บนพื้นหินที่แตกร้าว
นิลกาฬกลืนดาราพาดอยู่บนบ่า
แรงกดข่มจากกายเขาหนักแน่นกว่าก่อนเข้าสนามทดสอบอย่างสิ้นเชิง
ข้างซ้ายคือหนิงเยว่อิง
ข้างขวาคือเสวี่ยอวิ๋นเหยา
หญิงงามทั้งสองเพิ่งถูกวางลงยืนมั่น
แต่ความสั่นสะเทือนของพื้นดินและแรงปั่นป่วนของสนามที่กำลังสลาย ทำให้ชายเสื้อและเส้นผมของพวกนางยังพลิ้วสะบัดอยู่ในหมอกฝุ่นแดงทอง
ภาพนั้นงดงามเกินจริงนัก
หนิงเยว่อิงในอาภรณ์สีเงินขาว แม้จะมีคราบฝุ่นและคราบโลหิตบางส่วนติดอยู่ตามชายแขนเสื้อ
ทว่าความงามเย็นลึกของนางกลับมิได้ลดลงแม้แต่น้อย
หากยิ่งมีเสน่ห์จับตาดุจจันทร์กลางพายุหิมะ
ดวงตาคู่งามลึกราวบึงเย็น
คิ้วเรียว
ริมฝีปากบางได้รูป
เรือนกายอรชรระหงสง่างามดุจเทวธิดาผู้ก้าวลงจากฟากเมฆ
ส่วนเสวี่ยอวิ๋นเหยาในอาภรณ์สีฟ้าขาว ผมขาวเงินยาวพลิ้วอ่อนท่ามกลางละอองแสงที่กำลังแตกสลายรอบตัว
กลับดูคล้ายเทพธิดาแห่งหิมะที่ยืนอยู่หน้าประตูสวรรค์
ผิวพรรณขาวผ่องราวหิมะแรก
ดวงตาสีฟ้าอ่อนเย็นใสดุจธารน้ำแข็งยามราตรี
ทุกอิริยาบถของนางล้วนสงบและสูงส่งเกินกว่าผู้คนในแดนระดับต่ำจะเคยพบเห็น
แรงสั่นสะเทือนใต้เท้าเพิ่มขึ้นอีก
เสวี่ยอวิ๋นเหยาเงยหน้ามองฟากฟ้าที่กำลังแตกเป็นเส้นแสง
แววตาสีฟ้าลึกขึ้นชัดเจน
“ม่านผนึกกำลังปิด” นางกล่าวเบา ๆ
“สนามจะผลักทุกคนออกไปแล้ว”
หนิงเยว่อิงเองก็รับรู้ได้เช่นกัน
นางก้มมองพื้นเพียงแวบหนึ่ง
อักขระสีแดงทองใต้ฝ่าเท้าทั้งสามกำลังก่อตัวขึ้นช้า ๆ
มิใช่ค่ายสังหาร
แต่เป็นค่ายส่งกลับ
อี้ซินยังไม่ทันตอบ
พื้นทั้งผืนก็พลันเรืองแสงพร้อมกัน
วูมมม!
ม่านพลังมหาศาลสายหนึ่งพุ่งขึ้นจากใต้ดิน
ห่อร่างของทั้งสามและผู้คนอีกฟากที่รออยู่ไว้อย่างฉับพลัน
จากนั้นทุกสิ่งก็พร่าเลือนไปในคราเดียว
เมื่อภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดขึ้นอีกครั้ง
สิ่งที่ปรากฏหาใช่หุบโลหิตหรือซากตำหนักไม่
หากเป็นลานหินกว้างในแดนทดสอบชั้นนอกของสำนักเมฆาคราม
ท้องฟ้ากลับมาเป็นสีเทาหม่นของยามสาย
ลมภูเขาเย็นบาง
หมอกขาวลอยต่ำตามซอกผา
และเหนือหัวของลานนั้น
มีอักขระผนึกวงใหญ่กำลังหมุนช้า ๆ เหมือนเพิ่งคายคนออกมาจากอีกฟากหนึ่ง
ศิษย์จำนวนมากของสำนักเมฆาครามยืนรออยู่รอบลานมาตั้งแต่แรก
ทั้งศิษย์ใหม่ ศิษย์ชั้นใน ครูฝึก และผู้อาวุโสบางคน
ทุกคนต่างเงยหน้ามองม่านแสงนั้นด้วยความคาดคะเนปะปนตื่นเต้น
แต่เมื่อม่านพลังสลายลงหมด
ทั้งลานก็พลันเงียบสนิท
เพราะผู้ที่ยืนอยู่กลางลานในเวลานี้
หาใช่เพียงอี้ซินกับศิษย์ที่เข้าด่านไปพร้อมกันไม่
หากข้างกายของเขา
กลับมีหญิงงามสองคนซึ่งไม่มีผู้ใดในสำนักเคยเห็นมาก่อนแม้แต่คนเดียว
สือเหยียน หลินเซวียน เยี่ยซูซิน หานหลง ฟางเหอ ซ่งอี้ และคนอื่น ๆ ที่เคยถูกสนามคัดออกมาก่อนหน้าอยู่แล้ว
ต่างยืนอยู่คนละมุมของลาน
แต่ครั้นเห็นภาพอี้ซินถูกผลักออกมาพร้อมหนิงเยว่อิงและเสวี่ยอวิ๋นเหยา
แม้แต่พวกเขาเองยังต้องสูดลมหายใจแรงอย่างห้ามไม่อยู่
ส่วนเหล่าศิษย์ที่ไม่เคยรู้เรื่องราวข้างในสนามมาก่อนนั้น
ความตกตะลึงยิ่งทวีคูณหลายเท่า
“นั่นผู้ใด...”
“หญิงงามสองคนนั้นมาจากที่ใด”
“เป็นไปได้อย่างไร...”
“ข้างกายอี้ซินถึงกับ...”
เสียงกระซิบแผ่วดังขึ้นรอบลานอย่างรวดเร็ว
แต่ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงดังเกินไป
เพราะแรงกดจากอี้ซินในยามนี้เองก็หนักแน่นจนต่างจากก่อนเข้าสนามทดสอบอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ฉินก่วงซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าลานในฐานะครูฝึกผู้คุมแดนทดสอบ
ดวงตาหดเล็กลงทันทีเมื่อเห็นภาพนั้นชัด
เขาหาได้มองเพียงหนิงเยว่อิงกับเสวี่ยอวิ๋นเหยาไม่
หากกำลังมอง “อี้ซิน”
เสี้ยวแรกที่ม่านแสงคายร่างเขาออกมา
ฉินก่วงก็สัมผัสได้แล้วว่า
พลังในกายคนผู้นี้ก้าวข้ามเดิมไปแล้วจริง ๆ
ระดับลมปราณ มิใช่ชำระลมปราณขั้นยอดอีกต่อไป
หากขยับขึ้นสู่หลอมกายโลหิตขั้นต้นอย่างมั่นคง
ทั้งยังมิใช่เพียงผู้เพิ่งข้ามระดับอย่างฝืน ๆ
แต่กลับหนักแน่นหนากว่าผู้เพิ่งแตะระดับนี้ทั่วไปอย่างมาก
ครูฝึกอีกสองสามคนซึ่งยืนด้านหลังฉินก่วงเองก็เปลี่ยนสีหน้าเช่นกัน
ดวงตาของพวกเขาเลื่อนไปยังดาบยักษ์สีดำนิลบนบ่าอี้ซินอย่างพร้อมเพรียง
เพราะของสิ่งนั้นให้ความรู้สึกอำมหิต ลึกล้ำ และหนักแน่นเกินกว่าจะเป็นอาวุธที่ศิษย์รุ่นเยาว์คนหนึ่งควรถือไว้ได้ง่าย ๆ
ส่วนจ้าวคุนกับโจวเหอที่ยืนอยู่ไม่ไกล
ใบหน้าของทั้งคู่เย็นค้างอย่างบอกไม่ถูก
โดยเฉพาะจ้าวคุน
ในอกของมันคล้ายถูกหินหนักนับพันชั่งกดทับ
เพราะภาพตรงหน้าชัดเจนเกินไปแล้วว่า
คนที่มันริษยาและหมายจะกดอยู่ตลอด
บัดนี้ได้ก้าวขึ้นไปอีกระดับที่ทำให้มันแทบตามไม่เห็นฝุ่น
และที่ทำให้โลหิตในอกมันเดือดพล่านยิ่งกว่านั้นคือ
หนิงเยว่อิงกับเสวี่ยอวิ๋นเหยาสตรีที่งดงามยิ่งทั้งสองกลับยืนอยู่ข้างอี้ซินอย่างสงบ
ราวกับการยืนเคียงเขาเป็นสิ่งที่สมควรอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
ทั่วทั้งลานจึงเงียบงันอยู่ชั่วครู่ใหญ่
จนกระทั่งฉินก่วงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“อี้ซิน”
น้ำเสียงของครูฝึกผู้นี้ยังคงหนักแน่นดังเดิม
แต่แฝงความประหลาดใจไว้อย่างยากปิดบัง
“พวกนางคือผู้ใด”
สายตาทุกคู่ในลานหันมารวมกันที่คนทั้งสามทันที
หนิงเยว่อิงหาได้สนใจฝูงสายตารอบด้านไม่
นางเพียงกวาดตามองสถานที่แห่งนี้ช้า ๆ
รับรู้ได้ในทันทีว่านี่คือโลกภายนอกจริง
มิใช่ภาพลวงหรือเขตผนึกของสนามทดสอบอีกแล้ว
เสวี่ยอวิ๋นเหยาเองก็มองท้องฟ้าเหนือสำนักเมฆาครามอยู่ครู่หนึ่ง
แววตาสีฟ้าอ่อนลึกของนางนิ่งสงบ
แต่ผู้ที่จ้องใกล้พอย่อมเห็นได้ว่า มันมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างซ่อนอยู่ลึกมาก
อี้ซินยังไม่ทันกล่าวคำใด
หนิงเยว่อิงกลับเป็นฝ่ายก้าวออกมาครึ่งก้าวก่อน
เพียงการขยับนั้น
ทั้งลานก็เหมือนสว่างขึ้นอีกส่วน
ความงามเย็นลึกของนางทำให้เหล่าศิษย์หนุ่มจำนวนมากเผลอใจสะท้านไปพร้อมกัน
ผู้คนบางส่วนถึงกับลืมหายใจชั่วครู่เมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเต็มตา
“ข้าเพียงเป็นผู้เดินร่วมทางกับเขาในสนามสืบทอด”
นางกล่าวเรียบเย็น
น้ำเสียงไพเราะแต่สูงส่ง
“ขณะนี้สนามปิดแล้ว เส้นทางของข้าก็ย่อมสิ้นสุดเพียงเท่านี้”
แม้คำพูดนั้นไม่ได้บอกชื่อชัดเจน
แต่เพียงถ้อยคำและกิริยาของนาง
ก็ทำให้ผู้คนในลานสัมผัสได้ทันทีว่า สตรีผู้นี้ต้องมีภูมิหลังสูงส่งเกินจะมองเป็นคนธรรมดาเด็ดขาด
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงเอ่ยตามบ้างด้วยน้ำเสียงใสเย็นดุจธารหิมะ
“ข้าเองก็เช่นกัน”
คราวนี้เสียงฮือแผ่วดังขึ้นทั่วลานโดยไม่อาจห้าม
เพราะหญิงงามที่งามถึงเพียงนี้ กลับมิใช่คนของสำนักเมฆาครามแม้แต่คนเดียว
แต่กลับปรากฏตัวออกมาพร้อมอี้ซินจากแดนทดสอบที่ผู้คนคิดว่าเป็นเพียงเขตฝึกภายใน
ฉินก่วงหรี่ตา
เขาไม่ใช่คนจะถูกความงามหลอกให้ลืมสติได้ง่าย
สิ่งที่เขาสนใจกว่าคือ กลิ่นอายของหญิงงามทั้งสองนี้ลึกล้ำเกินไป
และการที่พวกนางปรากฏออกมาพร้อมอี้ซิน ย่อมหมายความว่าเรื่องราวในแดนทดสอบครั้งนี้ไม่ธรรมดาแล้วจริง ๆ
แต่ก่อนครูฝึกผู้นี้จะได้ซักถามลึกกว่านั้น
หนิงเยว่อิงกลับหันมามองอี้ซินโดยตรง
สายตาของนางหยุดอยู่บนใบหน้าเขานานกว่าปกติ
นานจนผู้คนรอบลานเริ่มรู้สึกได้ถึงสิ่งบางอย่างในความเงียบนั้น
จากนั้นนางจึงกล่าวช้า ๆ
ทุกถ้อยคำชัดเจนและลึกกว่าคำใดที่ผ่านมา
“ข้าควรไปแล้ว”
แม้เพียงห้าพยางค์
แต่บรรยากาศทั้งลานกลับเงียบลงยิ่งกว่าเดิม
เพราะน้ำหนักในคำนี้หาใช่เพียงบอกลาอย่างมารยาทไม่
หากเป็นการบอกลาที่กดความรู้สึกลึกหลายส่วนไว้ภายใต้ความสงบนิ่ง
อี้ซินมองนางนิ่ง
แววตาคมลึกของเขาเองก็อ่อนลงเพียงเสี้ยวซึ่งน้อยคนนักที่จะจับได้
“เส้นทางของเจ้ากับข้ายังไม่จบเพียงเท่านี้”
เขากล่าว
น้ำเสียงหนักแน่นแต่มิได้แข็งกระด้าง
หนิงเยว่อิงริมฝีปากบางไหวขึ้นเพียงน้อย
มิใช่รอยยิ้มเต็มรูป
แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้หัวใจของบุรุษรอบลานสั่นสะท้านแล้ว
“เช่นนั้นก็จงจำคำนี้ไว้”
นางกล่าว
“เมื่อการประลองร้อยสำนักและการประลองร้อยแคว้นเวียนมาถึง
ข้าย่อมจะไป”
คำว่า “ข้าย่อมจะไป” ของนางมิใช่เพียงคำรับธรรมดา
หากแฝงความหมายลึกซึ่งผู้ฟังทุกคนสัมผัสได้ชัดเจนว่า
นางมิใช่จะไปเพื่อดูการประลองเท่านั้น
แต่จะไปเพราะที่นั่นมี “เขา” อยู่ด้วย
ทั่วลานจึงเกิดคลื่นเงียบอันประหลาดขึ้นทันที
เหล่าศิษย์หนุ่มจำนวนมากแทบไม่เชื่อหูตนเอง
จ้าวคุนยิ่งกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาว
ยังไม่ทันที่ผู้คนจะได้กลืนความตกตะลึงนี้ลงคอ
เสวี่ยอวิ๋นเหยากลับก้าวเข้ามาอีกฝั่งหนึ่งของอี้ซิน
นางยืนตรงข้ามหนิงเยว่อิง
ผมขาวเงินยาวพลิ้วรับลมอ่อน
ความงามบริสุทธิ์สูงส่งของนางยามต้องแสงแดดจริงในโลกภายนอก
กลับยิ่งบาดตาผู้คนกว่าตอนอยู่กลางสนามทดสอบเสียอีก
ดวงตาสีฟ้าอ่อนคู่นั้นจับอยู่ที่อี้ซินนิ่ง
แล้วนางจึงกล่าวออกมาช้า ๆ
น้ำเสียงเบาใส แต่กินใจยิ่งนัก
“โลกภายนอกกว้างใหญ่กว่าสำนักนี้มาก”
“อย่าเพิ่งหยุดเพียงเพราะก้าวพ้นด่านหนึ่งมาได้”
“เจ้าต้องมุ่งขึ้นไปอีก”
ประโยคนี้ฟังคล้ายคำเตือน
ทว่าแววตาของนางกลับนุ่มลงเล็กน้อย
จนคนที่ฟังไม่โง่เขลาย่อมรู้ว่า นั่นหาใช่คำเตือนเย็นชาไม่
หากเป็นความห่วงใยอันลึกที่นางเลือกกล่าวออกมาในรูปของคำชี้ทาง
อี้ซินสบตานางโดยตรง
ก่อนตอบเสียงหนักแน่นไม่แปร
“ข้าย่อมไม่หยุดเพียงแค่นี้”
“และเมื่อถึงวันนั้น...เราย่อมได้พบกันอีก”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงพยักหน้าเพียงน้อย
จากนั้นจึงกล่าวถ้อยคำที่ทำให้ผู้คนทั้งลานใจสะเทือนอีกครา
“เช่นนั้นข้าจะรอเจ้า...ที่การประลองร้อยแคว้น”
คำว่า “ข้าจะรอเจ้า” ออกจากปากสตรีงามเหนือดินแดนผู้หนึ่ง
ต่อหน้าครูฝึก ศิษย์ และผู้คนมากมายเช่นนี้
ย่อมหนักพอจะทำให้เหล่าบุรุษทั่วลานหัวใจแทบแตกสลาย
ทั้งริษยา
ทั้งเหลือเชื่อ
ทั้งเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก
หลินเซวียนถึงกับเผลอเบิกตากว้างแล้วหันไปมองสือเหยียน
สือเหยียนเองก็หัวเราะแห้งในคออย่างไม่รู้จะกล่าวเช่นไร
หานหลงยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เพียงมองภาพตรงหน้า เขาก็รู้แล้วว่าต่อให้ตนฝึกอีกสิบปี
ก็คงไม่มีวันมีสตรีเช่นนี้กล่าวคำเช่นนั้นต่อหน้าเขาแน่
จ้าวคุนเองในเวลานี้
จิตริษยาราวถูกไฟเผาจนแทบทะลักออกมาจากดวงตา
หนิงเยว่อิงเพียงคนเดียวก็ทำให้มันแทบกลืนเลือดแล้ว
แต่นี่ยังมีเสวี่ยอวิ๋นเหยามาเพิ่มอีกคน
และทั้งสองกลับเอ่ยคำลาอันลึกซึ้งกินใจเช่นนี้กับอี้ซินต่อหน้าผู้คนทั้งหมด
มันย่อมไม่ต่างจากการตบหน้าคนทั้งลานอย่างเงียบงันที่สุด
อี้ซินหาได้สนใจสายตารอบด้านไม่
เพียงมองหญิงงามทั้งสองนิ่ง ๆ
ดวงตาคมลึกของเขามีคลื่นบางอย่างแล่นผ่านแล้วสงบลงอย่างรวดเร็ว
“วันนั้น”
เขากล่าวช้า ๆ
“ข้าย่อมไปถึงในไม่ช้า”
ถ้อยคำเรียบง่าย
แต่หนักแน่นและเชื่อถือได้จนผู้ฟังยากสงสัย
หนิงเยว่อิงกับเสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงไม่กล่าวสิ่งใดซ้ำอีก
เพียงสบตาเขาครู่หนึ่งราวกับต่างจดภาพนี้ไว้ในใจ
จากนั้นทั้งสองก็หมุนกาย
หนิงเยว่อิงยกแขนเสื้อขึ้นเบา ๆ
กระแสลมเย็นสายหนึ่งพลันรวมตัวใต้ฝ่าเท้านาง
ทำให้ร่างอรชรทะยานขึ้นไปบนขอบผาสูงด้านตะวันออกในชั่วพริบตา
เสวี่ยอวิ๋นเหยาเองก็เหยียบละอองน้ำแข็งใสซึ่งก่อตัวขึ้นใต้เท้า
เรือนกายสูงระหงของนางจึงลอยขึ้นอย่างแผ่วเบาไปทางฟากฟ้าด้านเหนือ
ผมขาวเงินยาวปลิวสะบัดเป็นสายราวม่านจันทร์
ภาพสตรีงามเหนือแดนดินทั้งสองจากไปพร้อมกันเช่นนั้น
งดงามจนผู้คนในลานยากจะลืมเลือนได้ไปตลอดชีวิต
เพียงไม่นาน
เงาของพวกนางก็หายลับไปหลังทิวผาและหมอกเมฆ
เหลือเพียงความเงียบงันกว้างใหญ่คลุมทับทั้งลานไว้
สุดท้ายฉินก่วงจึงเป็นผู้ทำลายความเงียบ
“อี้ซิน”
เสียงของเขาหนักแน่นกว่าเดิมอีกส่วน
“ตามข้ามา”
ผู้คนรอบลานพลันได้สติกลับมาพร้อมกัน
แต่อี้ซินยังมิทันก้าว
หลินเซวียนกับสือเหยียนกลับรีบเข้ามาก่อน
“เจ้า...”
สือเหยียนมองดาบยักษ์บนบ่าเขาอย่างอึ้ง ๆ
ก่อนหัวเราะแห้ง “ข้าคิดมาตลอดว่าเจ้าน่าจะได้วาสนาใหญ่ แต่ไม่คิดว่าจะใหญ่ถึงขั้นนี้”
หลินเซวียนยิ่งไม่ต้องปิดบังความตกตะลึง
“ระดับพลังของเจ้า...มัน...”
เขาหยุดหายใจลึกหนึ่งคราแล้วกล่าวต่อ “เจ้าเลื่อนช่วงชั้นแล้วจริง ๆ”
อี้ซินพยักหน้าเพียงน้อย
ไม่ปฏิเสธ
หานหลงซึ่งเดินมาถึงช้ากว่าก้าวหนึ่งก็หัวเราะลั่น
แม้ในแววตายังมีความช็อกอยู่มาก
“ข้าว่าในรุ่นศิษย์ใหม่ของสำนัก”
เขากล่าว
“จากนี้คงไม่มีผู้ใดกล้ามองเจ้าเป็นศิษย์อ่อนแออีกแล้ว”
คำพูดนั้นจริงเกินโต้
แม้แต่ฟางเหอ ซ่งอี้ และผู้ที่เคยดูแคลนอี้ซินในตอนแรก
บัดนี้เมื่อเห็นเพียงกลิ่นอายจากร่างเขาและนิลกาฬกลืนดาราบนบ่า
ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำเยาะเช่นเก่าอีกแม้เพียงพยางค์เดียว
จ้าวคุนยืนแข็งอยู่ห่าง ๆ
สีหน้าเย็นจัด
แต่กลับไม่กล้าเดินเข้ามาแม้ครึ่งก้าว
เพราะลึกในใจมันรู้แล้วว่า
คนผู้นี้มิใช่คู่ต่อสู้ที่ตนจะกดได้ง่ายดังเดิมอีกต่อไป
อี้ซินกวาดสายตามองคนทั้งหลายแวบหนึ่ง
ก่อนกล่าวกับสหายของตนเสียงนิ่ง
“เรื่องพูดยาว ค่อยว่ากันภายหลัง”
จากนั้นเขาจึงก้าวตามฉินก่วงไปทันที
นิลกาฬกลืนดาราพาดอยู่บนบ่า
ทุกย่างก้าวมั่นคงหนักแน่น
ดวงตาคมลึกนิ่งดุจผืนน้ำไร้คลื่น
แม้จะยังมิได้ปล่อยแรงกดเต็มที่
แต่เพียงรัศมีรอบกายเขาในเวลานี้
ก็ทำให้เหล่าศิษย์สองข้างทางเผลอเปิดทางให้โดยไม่รู้ตัวแล้ว
ฉินก่วงพาเขาไปยังศาลาหินด้านในของแดนทดสอบ
ระหว่างทางครูฝึกผู้นี้มิได้กล่าวคำใด
แต่สายตาที่เหลือบมองอี้ซินอยู่เป็นระยะ
กลับบอกชัดว่ามีเรื่องต้องถามมากกว่าหนึ่งเรื่องแน่
เมื่อเข้ามาถึงในศาลา
ฉินก่วงจึงหยุดยืนและหันกลับมาเผชิญหน้าเขาโดยตรง
“ข้าไม่ถามสิ่งที่เจ้าไม่อาจบอก”
เขากล่าวช้า ๆ
“แต่มีสองเรื่องที่เจ้าต้องตอบข้า”
อี้ซินยืนนิ่ง
“ท่านจงกล่าวมา”
ฉินก่วงหรี่ตาเล็กน้อย
“หนึ่ง..ระดับของเจ้าเลื่อนขึ้นเพราะวาสนาในแดนทดสอบใช่หรือไม่”
“สอง..การปรากฏของหญิงงามทั้งสองเกี่ยวข้องกับสำนักเมฆาครามในภายหน้าหรือไม่”
คำถามทั้งสองตรงและต้องการรู้
อี้ซินมิได้ตอบในทันที
เขาชั่งถ้อยคำอยู่เพียงครู่เดียวก่อนกล่าวอย่างสัตย์ตรงในขอบที่ควร
“ระดับของข้าก้าวขึ้นจริงจากวาสนาในแดนนั้น”
เขาตอบ
“ส่วนหญิงงามทั้งสอง...ไม่ใช่คนของสำนักเรา
แต่ภายหน้าหากถึงการประลองร้อยสำนักกับร้อยแคว้น
ชื่อของพวกนางย่อมต้องปรากฏที่นั่นแน่”
ฉินก่วงดวงตาเปลี่ยนเล็กน้อย
เพียงประโยคนี้
ก็ทำให้เขาเข้าใจแล้วว่า ภูมิหลังของทั้งสองสตรีน่ากลัวเกินกว่าศิษย์ชั้นล่างของสำนักเมฆาครามจะไปแตะต้องมั่วซั่ว
และคำว่า “การประลองร้อยสำนักกับร้อยแคว้น” เอง
ก็ยิ่งทำให้เขาแน่ใจว่า จากนี้ชีวิตของอี้ซินย่อมไม่อาจอยู่แค่สำนักเล็กแห่งนี้ได้อีกแล้ว
ฉินก่วงจึงเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวชัด
“นับแต่วันนี้ไป ข้าจะรายงานการเลื่อนขั้นของเจ้าเข้าสู่บัญชีศิษย์แกนกลางชั่วคราว”
“แต่เรื่องวาสนาในแดนทดสอบ ข้าจะไม่เปิดเผยเกินจำเป็น”
อี้ซินพยักหน้า
เขารู้ดีว่านี่เป็นความคุ้มครองรูปแบบหนึ่งจากฉินก่วง
แต่ครูฝึกผู้นี้ก็ยังกล่าวต่อทันที
“ทว่าเจ้าต้องระวังตัวให้มาก”
“พลังที่เพิ่มขึ้นเร็วเกินไปย่อมดึงสายตาของผู้คน”
“ดาบบนบ่าของเจ้าก็เช่นกัน”
“ต่อให้เจ้าไม่คิดอวด มันก็สะดุดตาเกินจะซ่อนอยู่แล้ว”
อี้ซินมองนิลกาฬกลืนดาราแวบหนึ่ง
จากนั้นจึงตอบเรียบ ๆ
“ขอขอบคุณท่าน ข้าย่อมรู้”
ฉินก่วงพยักหน้า
แล้วในที่สุดมุมปากของเขาจึงขยับขึ้นเล็กน้อย
เป็นครั้งแรกนับแต่พาอี้ซินออกมาจากลาน
“อย่างไรก็ดี...”
เขากล่าว
“สำนักเมฆาครามไม่เคยมีศิษย์ผู้ใดเข้าแดนทดสอบแล้วเดินออกมาพร้อมแรงกดข่มเช่นเจ้ามาก่อน”
“วันข้างหน้า หากเจ้าไม่ตายเสียก่อน”
“ชื่อของเจ้าคงทำให้ผู้อาวุโสทั้งสำนักต้องนั่งไม่ติดแน่”
ครานี้อี้ซินจึงตอบพร้อมแววตาคมที่ยิ่งลึกกว่าเดิม
“เช่นนั้นก็ให้พวกเขาดูต่อไปเถิด”
คำพูดนั้นไม่ดัง
แต่แน่น หนัก และมีพลังจนแม้ฉินก่วงยังต้องนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง
เมื่อออกจากศาลาหินกลับสู่เขตเรือนศิษย์
ข่าวเรื่องอี้ซินยกดาบยักษ์กลับออกจากแดนทดสอบ
พร้อมหญิงงามลึกลับสองคน
ก็แพร่สะพัดไปทั่วสำนักเมฆาครามราวพายุ
บางคนกล่าวว่าเขาได้พบเทพธิดา
บางคนกล่าวว่าเขาเข้าไปในเขตต้องห้ามของบรรพกาล
บางคนยืนยันว่าเห็นกับตาเองว่าพลังของเขาข้ามสู่หลอมกายโลหิตแล้วจริง
บางคนถึงกับเล่าปนแต่งเติมว่า อี้ซินพาหญิงงามทั้งสองออกมาจากแดนทดสอบด้วยอ้อมแขนของตนเองท่ามกลางตำหนักถล่ม
ยิ่งเล่า
ยิ่งขยาย
และยิ่งขยาย
ยิ่งทำให้ชื่อ “อี้ซิน” สะเทือนไปทั้งสำนักในเวลาอันรวดเร็ว
สำหรับคนที่เคยดูแคลนเขา
เรื่องนี้ย่อมเหมือนตบหน้าอย่างแรง
สำหรับคนที่ยืนดูเฉย ๆ
เรื่องนี้ย่อมทำให้ต้องกลับมามองเขาใหม่
และสำหรับพวกที่ริษยาอยู่แล้ว...
เรื่องนี้ย่อมกลายเป็นไฟเผาใจอย่างแท้จริง
จ้าวคุนนั่งอยู่ในห้องตนเองยามราตรี
กำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
ภาพอี้ซินถือดาบยักษ์
ภาพหญิงงามทั้งสองกล่าวคำลาอันกินใจต่อหน้าเขา
และภาพสายตาของผู้คนทั้งลานที่ยกย่องอีกฝ่าย
ยังตามหลอกหลอนมันไม่หยุด
“อี้ซิน...”
มันพึมพำลอดไรฟัน
ดวงตาแดงจัดราวอสรพิษ
“ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าสูงขึ้นไปเพียงลำพังแน่”
แต่ในอีกห้องหนึ่งไม่ไกลกัน
อี้ซินกลับนั่งนิ่งอยู่เพียงลำพังบนเตียงไม้
นิลกาฬกลืนดาราวางพิงผนังอยู่ข้างกาย
เงามันทอดยาวบนพื้นหินดุจอสูรเงียบตนหนึ่ง
เม็ดธาตุมืดที่กลมกลืนแล้วสงบนิ่งอยู่ใต้หัวใจ
โลหิตโบราณในกายยังคงไหลร้อนแผ่ว ๆ
และลมปราณมหาเทพดาราเองก็หมุนประคองทุกส่วนในร่างอย่างสม่ำเสมอ
เขายกมือขึ้น
ปล่อยลมหายใจออกเบา ๆ
จากนั้นก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าวในความเงียบ
วูบ..
เงาหนึ่งค้างอยู่ที่เดิม
ตัวจริงกลับไปปรากฏอีกจุดหนึ่งแล้ว
อี้ซินหยุดนิ่ง
แววตาลึกขึ้น
ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าขั้นแรก...
สมบูรณ์แล้วจริง
เขากำหมัดเบา ๆ
รู้สึกถึงจุดชีพจรดาราที่เปิดขึ้นใต้หัวใจ
รับรู้ถึงพลังที่อาจเปิดพุ่งขึ้นอีกหนึ่งเท่าภายในเก้าลมหายใจ
รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของกายที่เพิ่มขึ้นกว่าก่อนชัดเจน
สนามทดสอบสัตว์เทวะบรรพกาล
มิได้เพียงมอบสมบัติให้เขา
แต่มันได้เปลี่ยนเขาไปทั้งกาย ปราณ จิต และฝีเท้าอย่างแท้จริง
ทว่าอี้ซินกลับมิได้ยิ้มกว้างหรือปล่อยใจไปกับชัยชนะ
เพราะถ้อยคำของหนิงเยว่อิงกับเสวี่ยอวิ๋นเหยา
ถ้อยคำของเจตจำนงสัตว์เทวะ
และภาพการประลองร้อยสำนักกับร้อยแคว้นที่ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาในส่วนลึกของใจ
ล้วนบอกชัดแล้วว่า
เส้นทางข้างหน้า...
ยิ่งสูง ยิ่งกว้าง และยิ่งเต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่งกว่าที่สำนักเมฆาครามแห่งนี้จะเทียบได้
อี้ซินจึงปิดตาลงช้า ๆ
มุมปากขยับน้อยยิ่ง
ไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยน
แต่เป็นเส้นโค้งคมลึกของผู้ที่มองเห็นยอดเขาใหม่อยู่ไกลลิบแล้ว
สำนักเมฆาครามย่อมไม่ใช่เวทีเดียวที่พอให้เขายืนอยู่อีกต่อไป