พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 43 คำลาจากสาวงาม

    เสียงพังทลายของตำหนักสืบทอดยังไม่ทันสงบลงดี

    แผ่นดินทั้งผืนก็พลันสั่นไหวอีกครา


    ครืนนนน...


    หุบเหวโลหิตทั้งหมดที่เคยยิ่งใหญ่และเก่าแก่ราวยืนหยัดมาหมื่นปีกำลังแปรสภาพในเวลาอันสั้น
    หมอกเลือดบนฟ้าแตกออกเป็นริ้ว
    บันไดโลหิตถล่มลงทีละขั้น
    ธารจันทร์พิพากษาและลานเขี้ยววิหคซึ่งอยู่ลึกถัดไปเริ่มกลายเป็นประกายแสงเล็ก ๆ ลอยสลายขึ้นสู่อากาศ
    ราวกับมรดกทั้งผืนกำลังปิดม่านของมันอย่างแท้จริงแล้ว

    อี้ซินยืนมั่นอยู่บนพื้นหินที่แตกร้าว
    นิลกาฬกลืนดาราพาดอยู่บนบ่า
    แรงกดข่มจากกายเขาหนักแน่นกว่าก่อนเข้าสนามทดสอบอย่างสิ้นเชิง
    ข้างซ้ายคือหนิงเยว่อิง
    ข้างขวาคือเสวี่ยอวิ๋นเหยา

    หญิงงามทั้งสองเพิ่งถูกวางลงยืนมั่น
    แต่ความสั่นสะเทือนของพื้นดินและแรงปั่นป่วนของสนามที่กำลังสลาย ทำให้ชายเสื้อและเส้นผมของพวกนางยังพลิ้วสะบัดอยู่ในหมอกฝุ่นแดงทอง
    ภาพนั้นงดงามเกินจริงนัก

    หนิงเยว่อิงในอาภรณ์สีเงินขาว แม้จะมีคราบฝุ่นและคราบโลหิตบางส่วนติดอยู่ตามชายแขนเสื้อ
    ทว่าความงามเย็นลึกของนางกลับมิได้ลดลงแม้แต่น้อย
    หากยิ่งมีเสน่ห์จับตาดุจจันทร์กลางพายุหิมะ
    ดวงตาคู่งามลึกราวบึงเย็น
    คิ้วเรียว
    ริมฝีปากบางได้รูป
    เรือนกายอรชรระหงสง่างามดุจเทวธิดาผู้ก้าวลงจากฟากเมฆ

    ส่วนเสวี่ยอวิ๋นเหยาในอาภรณ์สีฟ้าขาว ผมขาวเงินยาวพลิ้วอ่อนท่ามกลางละอองแสงที่กำลังแตกสลายรอบตัว
    กลับดูคล้ายเทพธิดาแห่งหิมะที่ยืนอยู่หน้าประตูสวรรค์
    ผิวพรรณขาวผ่องราวหิมะแรก
    ดวงตาสีฟ้าอ่อนเย็นใสดุจธารน้ำแข็งยามราตรี
    ทุกอิริยาบถของนางล้วนสงบและสูงส่งเกินกว่าผู้คนในแดนระดับต่ำจะเคยพบเห็น

    แรงสั่นสะเทือนใต้เท้าเพิ่มขึ้นอีก

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาเงยหน้ามองฟากฟ้าที่กำลังแตกเป็นเส้นแสง
    แววตาสีฟ้าลึกขึ้นชัดเจน


    “ม่านผนึกกำลังปิด” นางกล่าวเบา ๆ


    “สนามจะผลักทุกคนออกไปแล้ว”


    หนิงเยว่อิงเองก็รับรู้ได้เช่นกัน
    นางก้มมองพื้นเพียงแวบหนึ่ง
    อักขระสีแดงทองใต้ฝ่าเท้าทั้งสามกำลังก่อตัวขึ้นช้า ๆ
    มิใช่ค่ายสังหาร
    แต่เป็นค่ายส่งกลับ

    อี้ซินยังไม่ทันตอบ
    พื้นทั้งผืนก็พลันเรืองแสงพร้อมกัน


    วูมมม!


    ม่านพลังมหาศาลสายหนึ่งพุ่งขึ้นจากใต้ดิน
    ห่อร่างของทั้งสามและผู้คนอีกฟากที่รออยู่ไว้อย่างฉับพลัน
    จากนั้นทุกสิ่งก็พร่าเลือนไปในคราเดียว

    เมื่อภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดขึ้นอีกครั้ง

    สิ่งที่ปรากฏหาใช่หุบโลหิตหรือซากตำหนักไม่
    หากเป็นลานหินกว้างในแดนทดสอบชั้นนอกของสำนักเมฆาคราม

    ท้องฟ้ากลับมาเป็นสีเทาหม่นของยามสาย
    ลมภูเขาเย็นบาง
    หมอกขาวลอยต่ำตามซอกผา
    และเหนือหัวของลานนั้น
    มีอักขระผนึกวงใหญ่กำลังหมุนช้า ๆ เหมือนเพิ่งคายคนออกมาจากอีกฟากหนึ่ง

    ศิษย์จำนวนมากของสำนักเมฆาครามยืนรออยู่รอบลานมาตั้งแต่แรก
    ทั้งศิษย์ใหม่ ศิษย์ชั้นใน ครูฝึก และผู้อาวุโสบางคน
    ทุกคนต่างเงยหน้ามองม่านแสงนั้นด้วยความคาดคะเนปะปนตื่นเต้น

    แต่เมื่อม่านพลังสลายลงหมด
    ทั้งลานก็พลันเงียบสนิท

    เพราะผู้ที่ยืนอยู่กลางลานในเวลานี้
    หาใช่เพียงอี้ซินกับศิษย์ที่เข้าด่านไปพร้อมกันไม่

    หากข้างกายของเขา
    กลับมีหญิงงามสองคนซึ่งไม่มีผู้ใดในสำนักเคยเห็นมาก่อนแม้แต่คนเดียว

    สือเหยียน หลินเซวียน เยี่ยซูซิน หานหลง ฟางเหอ ซ่งอี้ และคนอื่น ๆ ที่เคยถูกสนามคัดออกมาก่อนหน้าอยู่แล้ว
    ต่างยืนอยู่คนละมุมของลาน
    แต่ครั้นเห็นภาพอี้ซินถูกผลักออกมาพร้อมหนิงเยว่อิงและเสวี่ยอวิ๋นเหยา
    แม้แต่พวกเขาเองยังต้องสูดลมหายใจแรงอย่างห้ามไม่อยู่

    ส่วนเหล่าศิษย์ที่ไม่เคยรู้เรื่องราวข้างในสนามมาก่อนนั้น
    ความตกตะลึงยิ่งทวีคูณหลายเท่า


    “นั่นผู้ใด...”
    “หญิงงามสองคนนั้นมาจากที่ใด”
    “เป็นไปได้อย่างไร...”
    “ข้างกายอี้ซินถึงกับ...”


    เสียงกระซิบแผ่วดังขึ้นรอบลานอย่างรวดเร็ว
    แต่ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงดังเกินไป
    เพราะแรงกดจากอี้ซินในยามนี้เองก็หนักแน่นจนต่างจากก่อนเข้าสนามทดสอบอย่างสิ้นเชิงแล้ว

    ฉินก่วงซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าลานในฐานะครูฝึกผู้คุมแดนทดสอบ
    ดวงตาหดเล็กลงทันทีเมื่อเห็นภาพนั้นชัด

    เขาหาได้มองเพียงหนิงเยว่อิงกับเสวี่ยอวิ๋นเหยาไม่
    หากกำลังมอง “อี้ซิน”

    เสี้ยวแรกที่ม่านแสงคายร่างเขาออกมา
    ฉินก่วงก็สัมผัสได้แล้วว่า
    พลังในกายคนผู้นี้ก้าวข้ามเดิมไปแล้วจริง ๆ

    ระดับลมปราณ มิใช่ชำระลมปราณขั้นยอดอีกต่อไป
    หากขยับขึ้นสู่หลอมกายโลหิตขั้นต้นอย่างมั่นคง
    ทั้งยังมิใช่เพียงผู้เพิ่งข้ามระดับอย่างฝืน ๆ
    แต่กลับหนักแน่นหนากว่าผู้เพิ่งแตะระดับนี้ทั่วไปอย่างมาก

    ครูฝึกอีกสองสามคนซึ่งยืนด้านหลังฉินก่วงเองก็เปลี่ยนสีหน้าเช่นกัน
    ดวงตาของพวกเขาเลื่อนไปยังดาบยักษ์สีดำนิลบนบ่าอี้ซินอย่างพร้อมเพรียง

    เพราะของสิ่งนั้นให้ความรู้สึกอำมหิต ลึกล้ำ และหนักแน่นเกินกว่าจะเป็นอาวุธที่ศิษย์รุ่นเยาว์คนหนึ่งควรถือไว้ได้ง่าย ๆ

    ส่วนจ้าวคุนกับโจวเหอที่ยืนอยู่ไม่ไกล
    ใบหน้าของทั้งคู่เย็นค้างอย่างบอกไม่ถูก

    โดยเฉพาะจ้าวคุน
    ในอกของมันคล้ายถูกหินหนักนับพันชั่งกดทับ
    เพราะภาพตรงหน้าชัดเจนเกินไปแล้วว่า
    คนที่มันริษยาและหมายจะกดอยู่ตลอด
    บัดนี้ได้ก้าวขึ้นไปอีกระดับที่ทำให้มันแทบตามไม่เห็นฝุ่น

    และที่ทำให้โลหิตในอกมันเดือดพล่านยิ่งกว่านั้นคือ
    หนิงเยว่อิงกับเสวี่ยอวิ๋นเหยาสตรีที่งดงามยิ่งทั้งสองกลับยืนอยู่ข้างอี้ซินอย่างสงบ
    ราวกับการยืนเคียงเขาเป็นสิ่งที่สมควรอยู่แล้วโดยธรรมชาติ

    ทั่วทั้งลานจึงเงียบงันอยู่ชั่วครู่ใหญ่

    จนกระทั่งฉินก่วงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน


    “อี้ซิน”


    น้ำเสียงของครูฝึกผู้นี้ยังคงหนักแน่นดังเดิม
    แต่แฝงความประหลาดใจไว้อย่างยากปิดบัง


    “พวกนางคือผู้ใด”


    สายตาทุกคู่ในลานหันมารวมกันที่คนทั้งสามทันที

    หนิงเยว่อิงหาได้สนใจฝูงสายตารอบด้านไม่
    นางเพียงกวาดตามองสถานที่แห่งนี้ช้า ๆ
    รับรู้ได้ในทันทีว่านี่คือโลกภายนอกจริง
    มิใช่ภาพลวงหรือเขตผนึกของสนามทดสอบอีกแล้ว

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาเองก็มองท้องฟ้าเหนือสำนักเมฆาครามอยู่ครู่หนึ่ง
    แววตาสีฟ้าอ่อนลึกของนางนิ่งสงบ
    แต่ผู้ที่จ้องใกล้พอย่อมเห็นได้ว่า มันมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างซ่อนอยู่ลึกมาก

    อี้ซินยังไม่ทันกล่าวคำใด
    หนิงเยว่อิงกลับเป็นฝ่ายก้าวออกมาครึ่งก้าวก่อน

    เพียงการขยับนั้น
    ทั้งลานก็เหมือนสว่างขึ้นอีกส่วน
    ความงามเย็นลึกของนางทำให้เหล่าศิษย์หนุ่มจำนวนมากเผลอใจสะท้านไปพร้อมกัน
    ผู้คนบางส่วนถึงกับลืมหายใจชั่วครู่เมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเต็มตา


    “ข้าเพียงเป็นผู้เดินร่วมทางกับเขาในสนามสืบทอด”


    นางกล่าวเรียบเย็น
    น้ำเสียงไพเราะแต่สูงส่ง


    “ขณะนี้สนามปิดแล้ว เส้นทางของข้าก็ย่อมสิ้นสุดเพียงเท่านี้”


    แม้คำพูดนั้นไม่ได้บอกชื่อชัดเจน
    แต่เพียงถ้อยคำและกิริยาของนาง
    ก็ทำให้ผู้คนในลานสัมผัสได้ทันทีว่า สตรีผู้นี้ต้องมีภูมิหลังสูงส่งเกินจะมองเป็นคนธรรมดาเด็ดขาด

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงเอ่ยตามบ้างด้วยน้ำเสียงใสเย็นดุจธารหิมะ


    “ข้าเองก็เช่นกัน”


    คราวนี้เสียงฮือแผ่วดังขึ้นทั่วลานโดยไม่อาจห้าม
    เพราะหญิงงามที่งามถึงเพียงนี้ กลับมิใช่คนของสำนักเมฆาครามแม้แต่คนเดียว
    แต่กลับปรากฏตัวออกมาพร้อมอี้ซินจากแดนทดสอบที่ผู้คนคิดว่าเป็นเพียงเขตฝึกภายใน

    ฉินก่วงหรี่ตา
    เขาไม่ใช่คนจะถูกความงามหลอกให้ลืมสติได้ง่าย
    สิ่งที่เขาสนใจกว่าคือ กลิ่นอายของหญิงงามทั้งสองนี้ลึกล้ำเกินไป
    และการที่พวกนางปรากฏออกมาพร้อมอี้ซิน ย่อมหมายความว่าเรื่องราวในแดนทดสอบครั้งนี้ไม่ธรรมดาแล้วจริง ๆ

    แต่ก่อนครูฝึกผู้นี้จะได้ซักถามลึกกว่านั้น


    หนิงเยว่อิงกลับหันมามองอี้ซินโดยตรง

    สายตาของนางหยุดอยู่บนใบหน้าเขานานกว่าปกติ
    นานจนผู้คนรอบลานเริ่มรู้สึกได้ถึงสิ่งบางอย่างในความเงียบนั้น

    จากนั้นนางจึงกล่าวช้า ๆ
    ทุกถ้อยคำชัดเจนและลึกกว่าคำใดที่ผ่านมา


    “ข้าควรไปแล้ว”


    แม้เพียงห้าพยางค์
    แต่บรรยากาศทั้งลานกลับเงียบลงยิ่งกว่าเดิม
    เพราะน้ำหนักในคำนี้หาใช่เพียงบอกลาอย่างมารยาทไม่
    หากเป็นการบอกลาที่กดความรู้สึกลึกหลายส่วนไว้ภายใต้ความสงบนิ่ง


    อี้ซินมองนางนิ่ง
    แววตาคมลึกของเขาเองก็อ่อนลงเพียงเสี้ยวซึ่งน้อยคนนักที่จะจับได้


    “เส้นทางของเจ้ากับข้ายังไม่จบเพียงเท่านี้”


    เขากล่าว
    น้ำเสียงหนักแน่นแต่มิได้แข็งกระด้าง

    หนิงเยว่อิงริมฝีปากบางไหวขึ้นเพียงน้อย
    มิใช่รอยยิ้มเต็มรูป
    แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้หัวใจของบุรุษรอบลานสั่นสะท้านแล้ว


    “เช่นนั้นก็จงจำคำนี้ไว้”
    นางกล่าว


    “เมื่อการประลองร้อยสำนักและการประลองร้อยแคว้นเวียนมาถึง
    ข้าย่อมจะไป”


    คำว่า “ข้าย่อมจะไป” ของนางมิใช่เพียงคำรับธรรมดา
    หากแฝงความหมายลึกซึ่งผู้ฟังทุกคนสัมผัสได้ชัดเจนว่า
    นางมิใช่จะไปเพื่อดูการประลองเท่านั้น
    แต่จะไปเพราะที่นั่นมี “เขา” อยู่ด้วย


    ทั่วลานจึงเกิดคลื่นเงียบอันประหลาดขึ้นทันที

    เหล่าศิษย์หนุ่มจำนวนมากแทบไม่เชื่อหูตนเอง
    จ้าวคุนยิ่งกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาว

    ยังไม่ทันที่ผู้คนจะได้กลืนความตกตะลึงนี้ลงคอ


    เสวี่ยอวิ๋นเหยากลับก้าวเข้ามาอีกฝั่งหนึ่งของอี้ซิน

    นางยืนตรงข้ามหนิงเยว่อิง
    ผมขาวเงินยาวพลิ้วรับลมอ่อน
    ความงามบริสุทธิ์สูงส่งของนางยามต้องแสงแดดจริงในโลกภายนอก
    กลับยิ่งบาดตาผู้คนกว่าตอนอยู่กลางสนามทดสอบเสียอีก

    ดวงตาสีฟ้าอ่อนคู่นั้นจับอยู่ที่อี้ซินนิ่ง
    แล้วนางจึงกล่าวออกมาช้า ๆ
    น้ำเสียงเบาใส แต่กินใจยิ่งนัก


    “โลกภายนอกกว้างใหญ่กว่าสำนักนี้มาก”
    “อย่าเพิ่งหยุดเพียงเพราะก้าวพ้นด่านหนึ่งมาได้”
    “เจ้าต้องมุ่งขึ้นไปอีก”


    ประโยคนี้ฟังคล้ายคำเตือน
    ทว่าแววตาของนางกลับนุ่มลงเล็กน้อย
    จนคนที่ฟังไม่โง่เขลาย่อมรู้ว่า นั่นหาใช่คำเตือนเย็นชาไม่
    หากเป็นความห่วงใยอันลึกที่นางเลือกกล่าวออกมาในรูปของคำชี้ทาง

    อี้ซินสบตานางโดยตรง
    ก่อนตอบเสียงหนักแน่นไม่แปร


    “ข้าย่อมไม่หยุดเพียงแค่นี้”
    “และเมื่อถึงวันนั้น...เราย่อมได้พบกันอีก”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงพยักหน้าเพียงน้อย
    จากนั้นจึงกล่าวถ้อยคำที่ทำให้ผู้คนทั้งลานใจสะเทือนอีกครา


    “เช่นนั้นข้าจะรอเจ้า...ที่การประลองร้อยแคว้น”


    คำว่า “ข้าจะรอเจ้า” ออกจากปากสตรีงามเหนือดินแดนผู้หนึ่ง
    ต่อหน้าครูฝึก ศิษย์ และผู้คนมากมายเช่นนี้
    ย่อมหนักพอจะทำให้เหล่าบุรุษทั่วลานหัวใจแทบแตกสลาย

    ทั้งริษยา
    ทั้งเหลือเชื่อ
    ทั้งเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก

    หลินเซวียนถึงกับเผลอเบิกตากว้างแล้วหันไปมองสือเหยียน
    สือเหยียนเองก็หัวเราะแห้งในคออย่างไม่รู้จะกล่าวเช่นไร
    หานหลงยิ่งไม่ต้องพูดถึง
    เพียงมองภาพตรงหน้า เขาก็รู้แล้วว่าต่อให้ตนฝึกอีกสิบปี
    ก็คงไม่มีวันมีสตรีเช่นนี้กล่าวคำเช่นนั้นต่อหน้าเขาแน่

    จ้าวคุนเองในเวลานี้
    จิตริษยาราวถูกไฟเผาจนแทบทะลักออกมาจากดวงตา

    หนิงเยว่อิงเพียงคนเดียวก็ทำให้มันแทบกลืนเลือดแล้ว
    แต่นี่ยังมีเสวี่ยอวิ๋นเหยามาเพิ่มอีกคน
    และทั้งสองกลับเอ่ยคำลาอันลึกซึ้งกินใจเช่นนี้กับอี้ซินต่อหน้าผู้คนทั้งหมด

    มันย่อมไม่ต่างจากการตบหน้าคนทั้งลานอย่างเงียบงันที่สุด

    อี้ซินหาได้สนใจสายตารอบด้านไม่
    เพียงมองหญิงงามทั้งสองนิ่ง ๆ
    ดวงตาคมลึกของเขามีคลื่นบางอย่างแล่นผ่านแล้วสงบลงอย่างรวดเร็ว


    “วันนั้น”
    เขากล่าวช้า ๆ


    “ข้าย่อมไปถึงในไม่ช้า”


    ถ้อยคำเรียบง่าย
    แต่หนักแน่นและเชื่อถือได้จนผู้ฟังยากสงสัย

    หนิงเยว่อิงกับเสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงไม่กล่าวสิ่งใดซ้ำอีก
    เพียงสบตาเขาครู่หนึ่งราวกับต่างจดภาพนี้ไว้ในใจ

    จากนั้นทั้งสองก็หมุนกาย

    หนิงเยว่อิงยกแขนเสื้อขึ้นเบา ๆ
    กระแสลมเย็นสายหนึ่งพลันรวมตัวใต้ฝ่าเท้านาง
    ทำให้ร่างอรชรทะยานขึ้นไปบนขอบผาสูงด้านตะวันออกในชั่วพริบตา

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาเองก็เหยียบละอองน้ำแข็งใสซึ่งก่อตัวขึ้นใต้เท้า
    เรือนกายสูงระหงของนางจึงลอยขึ้นอย่างแผ่วเบาไปทางฟากฟ้าด้านเหนือ
    ผมขาวเงินยาวปลิวสะบัดเป็นสายราวม่านจันทร์

    ภาพสตรีงามเหนือแดนดินทั้งสองจากไปพร้อมกันเช่นนั้น
    งดงามจนผู้คนในลานยากจะลืมเลือนได้ไปตลอดชีวิต

    เพียงไม่นาน
    เงาของพวกนางก็หายลับไปหลังทิวผาและหมอกเมฆ

    เหลือเพียงความเงียบงันกว้างใหญ่คลุมทับทั้งลานไว้

    สุดท้ายฉินก่วงจึงเป็นผู้ทำลายความเงียบ


    “อี้ซิน”


    เสียงของเขาหนักแน่นกว่าเดิมอีกส่วน


    “ตามข้ามา”


    ผู้คนรอบลานพลันได้สติกลับมาพร้อมกัน
    แต่อี้ซินยังมิทันก้าว
    หลินเซวียนกับสือเหยียนกลับรีบเข้ามาก่อน


    “เจ้า...”


    สือเหยียนมองดาบยักษ์บนบ่าเขาอย่างอึ้ง ๆ


    ก่อนหัวเราะแห้ง “ข้าคิดมาตลอดว่าเจ้าน่าจะได้วาสนาใหญ่ แต่ไม่คิดว่าจะใหญ่ถึงขั้นนี้”

    หลินเซวียนยิ่งไม่ต้องปิดบังความตกตะลึง


    “ระดับพลังของเจ้า...มัน...”


    เขาหยุดหายใจลึกหนึ่งคราแล้วกล่าวต่อ “เจ้าเลื่อนช่วงชั้นแล้วจริง ๆ”

    อี้ซินพยักหน้าเพียงน้อย
    ไม่ปฏิเสธ

    หานหลงซึ่งเดินมาถึงช้ากว่าก้าวหนึ่งก็หัวเราะลั่น
    แม้ในแววตายังมีความช็อกอยู่มาก


    “ข้าว่าในรุ่นศิษย์ใหม่ของสำนัก”


    เขากล่าว


    “จากนี้คงไม่มีผู้ใดกล้ามองเจ้าเป็นศิษย์อ่อนแออีกแล้ว”


    คำพูดนั้นจริงเกินโต้

    แม้แต่ฟางเหอ ซ่งอี้ และผู้ที่เคยดูแคลนอี้ซินในตอนแรก
    บัดนี้เมื่อเห็นเพียงกลิ่นอายจากร่างเขาและนิลกาฬกลืนดาราบนบ่า
    ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำเยาะเช่นเก่าอีกแม้เพียงพยางค์เดียว

    จ้าวคุนยืนแข็งอยู่ห่าง ๆ
    สีหน้าเย็นจัด
    แต่กลับไม่กล้าเดินเข้ามาแม้ครึ่งก้าว
    เพราะลึกในใจมันรู้แล้วว่า
    คนผู้นี้มิใช่คู่ต่อสู้ที่ตนจะกดได้ง่ายดังเดิมอีกต่อไป

    อี้ซินกวาดสายตามองคนทั้งหลายแวบหนึ่ง
    ก่อนกล่าวกับสหายของตนเสียงนิ่ง


    “เรื่องพูดยาว ค่อยว่ากันภายหลัง”


    จากนั้นเขาจึงก้าวตามฉินก่วงไปทันที

    นิลกาฬกลืนดาราพาดอยู่บนบ่า
    ทุกย่างก้าวมั่นคงหนักแน่น
    ดวงตาคมลึกนิ่งดุจผืนน้ำไร้คลื่น
    แม้จะยังมิได้ปล่อยแรงกดเต็มที่
    แต่เพียงรัศมีรอบกายเขาในเวลานี้
    ก็ทำให้เหล่าศิษย์สองข้างทางเผลอเปิดทางให้โดยไม่รู้ตัวแล้ว

    ฉินก่วงพาเขาไปยังศาลาหินด้านในของแดนทดสอบ
    ระหว่างทางครูฝึกผู้นี้มิได้กล่าวคำใด
    แต่สายตาที่เหลือบมองอี้ซินอยู่เป็นระยะ
    กลับบอกชัดว่ามีเรื่องต้องถามมากกว่าหนึ่งเรื่องแน่

    เมื่อเข้ามาถึงในศาลา
    ฉินก่วงจึงหยุดยืนและหันกลับมาเผชิญหน้าเขาโดยตรง


    “ข้าไม่ถามสิ่งที่เจ้าไม่อาจบอก”


    เขากล่าวช้า ๆ


    “แต่มีสองเรื่องที่เจ้าต้องตอบข้า”


    อี้ซินยืนนิ่ง



    “ท่านจงกล่าวมา”

    ฉินก่วงหรี่ตาเล็กน้อย
    “หนึ่ง..ระดับของเจ้าเลื่อนขึ้นเพราะวาสนาในแดนทดสอบใช่หรือไม่”
    “สอง..การปรากฏของหญิงงามทั้งสองเกี่ยวข้องกับสำนักเมฆาครามในภายหน้าหรือไม่”


    คำถามทั้งสองตรงและต้องการรู้

    อี้ซินมิได้ตอบในทันที
    เขาชั่งถ้อยคำอยู่เพียงครู่เดียวก่อนกล่าวอย่างสัตย์ตรงในขอบที่ควร


    “ระดับของข้าก้าวขึ้นจริงจากวาสนาในแดนนั้น”
    เขาตอบ


    “ส่วนหญิงงามทั้งสอง...ไม่ใช่คนของสำนักเรา
    แต่ภายหน้าหากถึงการประลองร้อยสำนักกับร้อยแคว้น
    ชื่อของพวกนางย่อมต้องปรากฏที่นั่นแน่”


    ฉินก่วงดวงตาเปลี่ยนเล็กน้อย

    เพียงประโยคนี้
    ก็ทำให้เขาเข้าใจแล้วว่า ภูมิหลังของทั้งสองสตรีน่ากลัวเกินกว่าศิษย์ชั้นล่างของสำนักเมฆาครามจะไปแตะต้องมั่วซั่ว

    และคำว่า “การประลองร้อยสำนักกับร้อยแคว้น” เอง
    ก็ยิ่งทำให้เขาแน่ใจว่า จากนี้ชีวิตของอี้ซินย่อมไม่อาจอยู่แค่สำนักเล็กแห่งนี้ได้อีกแล้ว

    ฉินก่วงจึงเงียบไปครู่หนึ่ง
    ก่อนกล่าวชัด


    “นับแต่วันนี้ไป ข้าจะรายงานการเลื่อนขั้นของเจ้าเข้าสู่บัญชีศิษย์แกนกลางชั่วคราว”
    “แต่เรื่องวาสนาในแดนทดสอบ ข้าจะไม่เปิดเผยเกินจำเป็น”


    อี้ซินพยักหน้า
    เขารู้ดีว่านี่เป็นความคุ้มครองรูปแบบหนึ่งจากฉินก่วง

    แต่ครูฝึกผู้นี้ก็ยังกล่าวต่อทันที


    “ทว่าเจ้าต้องระวังตัวให้มาก”
    “พลังที่เพิ่มขึ้นเร็วเกินไปย่อมดึงสายตาของผู้คน”
    “ดาบบนบ่าของเจ้าก็เช่นกัน”
    “ต่อให้เจ้าไม่คิดอวด มันก็สะดุดตาเกินจะซ่อนอยู่แล้ว”


    อี้ซินมองนิลกาฬกลืนดาราแวบหนึ่ง
    จากนั้นจึงตอบเรียบ ๆ


    “ขอขอบคุณท่าน ข้าย่อมรู้”


    ฉินก่วงพยักหน้า
    แล้วในที่สุดมุมปากของเขาจึงขยับขึ้นเล็กน้อย
    เป็นครั้งแรกนับแต่พาอี้ซินออกมาจากลาน


    “อย่างไรก็ดี...”


    เขากล่าว


    “สำนักเมฆาครามไม่เคยมีศิษย์ผู้ใดเข้าแดนทดสอบแล้วเดินออกมาพร้อมแรงกดข่มเช่นเจ้ามาก่อน”
    “วันข้างหน้า หากเจ้าไม่ตายเสียก่อน”
    “ชื่อของเจ้าคงทำให้ผู้อาวุโสทั้งสำนักต้องนั่งไม่ติดแน่”


    ครานี้อี้ซินจึงตอบพร้อมแววตาคมที่ยิ่งลึกกว่าเดิม


    “เช่นนั้นก็ให้พวกเขาดูต่อไปเถิด”


    คำพูดนั้นไม่ดัง
    แต่แน่น หนัก และมีพลังจนแม้ฉินก่วงยังต้องนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง

    เมื่อออกจากศาลาหินกลับสู่เขตเรือนศิษย์

    ข่าวเรื่องอี้ซินยกดาบยักษ์กลับออกจากแดนทดสอบ
    พร้อมหญิงงามลึกลับสองคน
    ก็แพร่สะพัดไปทั่วสำนักเมฆาครามราวพายุ

    บางคนกล่าวว่าเขาได้พบเทพธิดา
    บางคนกล่าวว่าเขาเข้าไปในเขตต้องห้ามของบรรพกาล
    บางคนยืนยันว่าเห็นกับตาเองว่าพลังของเขาข้ามสู่หลอมกายโลหิตแล้วจริง
    บางคนถึงกับเล่าปนแต่งเติมว่า อี้ซินพาหญิงงามทั้งสองออกมาจากแดนทดสอบด้วยอ้อมแขนของตนเองท่ามกลางตำหนักถล่ม

    ยิ่งเล่า
    ยิ่งขยาย

    และยิ่งขยาย
    ยิ่งทำให้ชื่อ “อี้ซิน” สะเทือนไปทั้งสำนักในเวลาอันรวดเร็ว

    สำหรับคนที่เคยดูแคลนเขา
    เรื่องนี้ย่อมเหมือนตบหน้าอย่างแรง

    สำหรับคนที่ยืนดูเฉย ๆ
    เรื่องนี้ย่อมทำให้ต้องกลับมามองเขาใหม่

    และสำหรับพวกที่ริษยาอยู่แล้ว...
    เรื่องนี้ย่อมกลายเป็นไฟเผาใจอย่างแท้จริง

    จ้าวคุนนั่งอยู่ในห้องตนเองยามราตรี
    กำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
    ภาพอี้ซินถือดาบยักษ์
    ภาพหญิงงามทั้งสองกล่าวคำลาอันกินใจต่อหน้าเขา
    และภาพสายตาของผู้คนทั้งลานที่ยกย่องอีกฝ่าย
    ยังตามหลอกหลอนมันไม่หยุด


    “อี้ซิน...”


    มันพึมพำลอดไรฟัน
    ดวงตาแดงจัดราวอสรพิษ


    “ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าสูงขึ้นไปเพียงลำพังแน่”

    แต่ในอีกห้องหนึ่งไม่ไกลกัน

    อี้ซินกลับนั่งนิ่งอยู่เพียงลำพังบนเตียงไม้

    นิลกาฬกลืนดาราวางพิงผนังอยู่ข้างกาย
    เงามันทอดยาวบนพื้นหินดุจอสูรเงียบตนหนึ่ง
    เม็ดธาตุมืดที่กลมกลืนแล้วสงบนิ่งอยู่ใต้หัวใจ
    โลหิตโบราณในกายยังคงไหลร้อนแผ่ว ๆ
    และลมปราณมหาเทพดาราเองก็หมุนประคองทุกส่วนในร่างอย่างสม่ำเสมอ

    เขายกมือขึ้น
    ปล่อยลมหายใจออกเบา ๆ
    จากนั้นก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าวในความเงียบ


    วูบ..


    เงาหนึ่งค้างอยู่ที่เดิม
    ตัวจริงกลับไปปรากฏอีกจุดหนึ่งแล้ว

    อี้ซินหยุดนิ่ง
    แววตาลึกขึ้น

    ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าขั้นแรก...
    สมบูรณ์แล้วจริง

    เขากำหมัดเบา ๆ
    รู้สึกถึงจุดชีพจรดาราที่เปิดขึ้นใต้หัวใจ
    รับรู้ถึงพลังที่อาจเปิดพุ่งขึ้นอีกหนึ่งเท่าภายในเก้าลมหายใจ
    รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของกายที่เพิ่มขึ้นกว่าก่อนชัดเจน

    สนามทดสอบสัตว์เทวะบรรพกาล
    มิได้เพียงมอบสมบัติให้เขา
    แต่มันได้เปลี่ยนเขาไปทั้งกาย ปราณ จิต และฝีเท้าอย่างแท้จริง

    ทว่าอี้ซินกลับมิได้ยิ้มกว้างหรือปล่อยใจไปกับชัยชนะ

    เพราะถ้อยคำของหนิงเยว่อิงกับเสวี่ยอวิ๋นเหยา
    ถ้อยคำของเจตจำนงสัตว์เทวะ
    และภาพการประลองร้อยสำนักกับร้อยแคว้นที่ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาในส่วนลึกของใจ
    ล้วนบอกชัดแล้วว่า

    เส้นทางข้างหน้า...
    ยิ่งสูง ยิ่งกว้าง และยิ่งเต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่งกว่าที่สำนักเมฆาครามแห่งนี้จะเทียบได้

    อี้ซินจึงปิดตาลงช้า ๆ

    มุมปากขยับน้อยยิ่ง
    ไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยน
    แต่เป็นเส้นโค้งคมลึกของผู้ที่มองเห็นยอดเขาใหม่อยู่ไกลลิบแล้ว

    สำนักเมฆาครามย่อมไม่ใช่เวทีเดียวที่พอให้เขายืนอยู่อีกต่อไป