จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 45 เผ่ายุทธ์ทองคำ

            หลายวันมานี้ อารมณ์ของสยงท่าเทียนดูแย่มากเป็นพิเศษในใจของเขามีแต่ความโกรธและเสียใจอย่างไม่รู้จบ

            สิบวันก่อน

            เขาและหลี่เทียนจีได้เฝ้าดูอยู่บริเวณโดยรอบของแดนสุสานอสูรเพื่อรอคอยฉินอวี่

            แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนต้องตกใจคือแดนสุสานอสูรเกิดระเบิดขึ้นอย่างกะทันหันเป็นเพราะพวกเขาอยู่ตรงขอบของแดนสุสานอสูรทั้งสองคนจึงถูกแรงกระแทกสั่นสะเทือนลอยกระเด็นออกไปทันทีไม่รู้ว่าด้วยคนเคราะห์ไม่ดีหรืออย่างไรทั้งสองถูกสิ่งของบางอย่างกระแทกเข้าอย่างแรง จนได้รับบาดเจ็บไปไม่เบา

            แต่ไม่ว่าทั้งสองคนจะบาดเจ็บแค่ไหนทั้งคู่ก็รีบมุ่งหน้ากลับไปยังแดนสุสานอสูรอย่างบ้าคลั่ง

            เมื่อทั้งสองคนไปถึงยังแดนสุสานอสูรที่ถูกทำลายลง

            ม่านแสงของค่ายกลพลังเวทที่แข็งแกร่งก็ขวางทางของพวกเขาเอาไว้และด้วยกำลังของพวกเขาทั้งสองคนต่างก็ไม่สามารถทำลายค่ายกลพลังเวทนี้ได้เลย

            ขณะที่ทั้งสองคนกำลังกระวนกระวายใจผู้แข็งแกร่งมากหน้าหลายตาก็เข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทั้งสองคนตกใจและยิ่งเป็นกังวลเกี่ยวกับฉินอวี่มากขึ้น

            ในขณะที่พวกเขาสองคนกำลังคิดหาวิธีทำลายค่ายกลเวทอยู่นั้น

            การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ได้ปะทุขึ้นในแดนสุสานอสูรการระเบิดตนเองของผู้แข็งแกร่งแห่งสำนักเทียนหั่วได้เปลี่ยนสีของฟ้าดินไปทันทีถือว่าโชคดีที่ยังมีค่ายกลเวทอยู่ ทั้งสองคนจึงยังปลอดภัยแต่เสียงของค่ายกลเวทก็ยังดังอยู่อย่างต่อเนื่องจนทั้งสองต่างก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย

            ในที่สุดหลังจากฟื้นขึ้นมาทั้งสองก็พบว่าได้เกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้นในแดนสุสานอสูรนอกจากเหล่าผู้แข็งแกร่งแล้วก็ไม่มีผู้ฝึกตนระดับต่ำคนใดเหลือรอดเลยทั้งคู่จึงหมดหวังอย่างสมบูรณ์และแน่ใจเป็นอย่างมากว่าฉินอวี่ได้ตายอยู่ในแดนสุสานอสูรแล้ว

            ความเสียใจและความรู้สึกผิดทำให้พวกเขารู้สึกเลวร้ายยิ่งกว่าเผชิญความตายหลังจากที่เหล่าผู้แข็งแกร่งจากไปทั้งสองก็ตามค้นหาฉินอวี่อย่างบ้าคลั่งในแดนสุสานอสูรหากยังมีชีวิตก็ขอให้ได้พบหากตายไปก็ขอให้เจอศพแต่หลังจากค้นหาอยู่สองสามวันก็ยังไม่พบอะไรเลย

            ระหว่างทางสยงท่าเทียนไม่พอใจที่หลี่เทียนจีทำการพยากรณ์เรื่องฉินอวี่แบบสุ่มสี่สุ่มห้าเลยตัดสินใจแยกตัวกับหลี่เทียนจีทั้งสองคนจึงแยกกันไปคนละทาง

            เนื่องจากฉินอวี่เคยบอกว่าเขาเป็นคนจากเมืองหลักเทียนอู่หลังจากที่เดินแยกทางกับหลี่เทียนจีสยงท่าเทียนจึงรีบมายังเมืองหลักเทียนอู่เพียงลำพังเพื่อดูว่าจะสามารถตามหาครอบครัวของฉินอวี่ได้บ้างหรือไม่ทั้งนี้ก็เพื่อจะพยายามหาทางชดเชยให้กับครอบครัวของฉินอวี่ เช่นนี้จึงจะทำให้สยงท่าเทียนรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

            และในขณะที่สยงท่าเทียนกำลังตามหาอยู่นั้นก็มีโต๊ะชาจากร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งตกลงมากระแทกถูกเขานี่เป็นเหมือนชนวนระเบิดที่จุดให้สยงท่าเทียนมีท่าทีโกรธเกรี้ยวและเคียดแค้นยิ่งนักเรื่องราวก่อนหน้าจึงมีความเป็นไปเช่นนี้

            ในตอนแรกเริ่ม สยงท่าเทียนคิดว่าตนเองได้ยินคำพูดของถงอวิ๋นเฟยผิดไปดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อระงับความบ้าคลั่งในใจของตนเองและทำจนแน่ใจอยู่สองสามครั้ง

            แต่เมื่อเขาได้ยินว่าถงอวิ๋นเฟยกำลังดูถูกฉินอวี่ สยงท่าเทียนจึงนึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้ถงอวิ๋นเฟยก็ต่อว่าฉินอวี่ว่าเป็นพวกคนชั้นต่ำสิ่งนี้จึงทำให้เขาโกรธขึ้นมาทันที

            ถงอวิ๋นเฟยไม่นึกว่าสยงท่าเทียนจะกล้าโจมตีเขาจริงๆ อย่างไรก็ตามสยงท่าเทียนก็ยังมีระดับการฝึกอยู่ในขั้นปราณเสถียรระดับกลางเท่านั้น เขาจะกล้าเป็นคู่ต่อสู้กับตนเองที่อยู่ในขั้นเทียนชุ่ยสามชั้นหรือ?

            นี่ไม่เท่ากับเป็นการพาตัวเองไปตายหรือ? เมื่อนึกถึงรูปลักษณ์ที่โง่เขลาของสยงท่าเทียนถงอวิ๋นเฟยก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ในตอนแรกเขานึกเป็นกังวลว่าจะหาข้ออ้างในการสั่งสอนฉินอวี่ไม่ได้ แต่ตอนนี้... สยงท่าเทียนเป็นฝ่ายลงมือก่อนจึงเป็นเรื่องที่เข้าจังหวะตามเจตนาของถงอวิ๋นเฟยพอดี

            ในขณะที่สยงท่าเทียนปล่อยหมัดเข้ามาอย่างกะทันหันถงอวิ๋นเฟยก็ไม่หลบเลี่ยงใดๆ เขาควบแน่นพลังลมปราณขึ้นเป็นเกราะป้องกันในทันทีและปล่อยให้สยงท่าเทียนโจมตีทั้งอย่างนั้น

            แต่เมื่อหมัดของสยงท่าเทียนปะทะเข้ากับเกราะพลังปราณของถงอวิ๋นเฟยสีหน้าของถงอวิ๋นเฟยก็เปลี่ยนไปอย่างมาก

            “ตูม!” เสียงระเบิดอันน่าสยดสยองดังขึ้นถงอวิ๋นเฟยที่ยังไม่ทันตั้งตัวรู้สึกได้เพียงว่ามีพลังอันมหาศาลได้ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรงและมุ่งเข้าทำลายเกราะพลังปราณของเขาในทันทีและก่อนที่เขาจะได้ตอบโต้กลับมือทั้งสองของสยงท่าเทียนก็คว้าจับไหล่ทั้งสองข้างของถงอวิ๋นเฟยไว้อย่างแน่นหนาดวงตาดุจพยัคฆ์ร้ายจ้องมองมาด้วยความโกรธอย่างถึงขีดสุด พลันพูดขึ้นอย่างเคร่งขรึม“เจ้าคนหล่อ เจ้าบอกว่าพี่ชายของข้าเป็นคนชั้นต่ำหรือ? ข้าขอดูหน่อยสิว่าเจ้าสูงส่งแค่ไหนกัน!”

            สยงท่าเทียนยกถงอวิ๋นเฟยขึ้นมาอย่างรุนแรง และจับกระแทกพื้นอย่างดุเดือด

            สยงท่าเทียนที่กำลังโกรธจัดไม่ทันสังเกตว่าระเบียงที่นี่ทำมาจากไม้ตอนนี้เมื่อมันถูกสั่นสะเทือนอย่างหนัก ทั้งยังถูกเขาทุบลงไปอย่างแรงอีกพื้นระเบียงก็เป็นรูไปในทันที

            แต่ตอนนี้ สยงท่าเทียนไม่ได้สนใจอะไรมาก ในตอนที่เขาร่วงลงมาเขาได้คว้าถงอวิ๋นเฟยเอาไว้ ด้วยตั้งใจว่าจะฟาดถงอวิ๋นเฟยไปบนพื้นอีกครั้งจากนั้นก็จะทุบตีถงอวิ๋นเฟยให้ตายคามือ

            จื่อซวินเอ๋อยืนอยู่บนระเบียงเผยอริมฝีปากสีแดงของนางเล็กน้อยใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ นางเห็นระดับการฝึกฝนของสยงท่าเทียนแค่ขั้นพลังปราณระดับกลางสามารถทำลายเกราะพลังปราณของถงอวิ๋นเฟยได้ในหมัดเดียวเช่นนี้หรือ?

            พลังของคนผู้นี้น่ากลัวขนาดนี้เชียวหรือ? ฉินอวี่ไปมีพี่น้องที่บ้าคลั่งเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

            จื่อซวินเอ๋ออดไม่ได้ที่จะหันมองไปฉินอวี่แต่กลับพบว่าฉินอวี่กำลังยิ้มอย่างขมขื่น

            ก่อนหน้านี้ตอนที่เสียงของสยงท่าเทียนดังขึ้น ฉินอวี่ก็เกือบจะคาดการสถานการณ์ทั้งหมดนี้เอาไว้แล้วไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยคิดขวางสยงท่าเทียนแต่ฉินอวี่ก็ดูออกว่าสยงท่าเทียนมีความคับแค้นใจอยู่นานแล้วซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากตนเอง และในตอนนี้เกรงว่านอกจากผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับสูงกว่าสยงท่าเทียนหลายขั้นแล้ว ก็คงไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางเขาได้

            ในตอนนั้น สยงท่าเทียนกล้าที่จะสู้กับหลิงเหยาอย่างสุดชีวิตแล้วเขาจะเกรงกลัวถงอวิ๋นเฟยที่อยู่ในขั้นเทียนชุ่ยสามชั้นได้อย่างไรกัน?

            แต่ในครั้งนี้ฉินอวี่ก็รู้ดีว่าถงอวิ๋นเฟยประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไปและคงไม่คาดคิดว่าสยงท่าเทียนจะมีพลังที่บ้าคลั่งและดุร้ายขนาดนี้

            เช่นเดียวกับที่ฉินอวี่ได้คิดไว้ในตอนนี้ถงอวิ๋นเฟยเองก็ยังรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมากเขาไม่นึกเลยว่าระดับการฝึกฝนในขั้นปราณเสถียรระดับกลางจะปลดปล่อยพลังที่น่ากลัวเช่นนี้ออกมาได้เขาอยู่ในระดับการฝึกฝนชั้นสูงสุดของขั้นเทียนชุ่ยมีพลังปราณที่หนาแน่นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ถึงขนาดที่ว่าผู้ฝึกตนขั้นเทียนชุ่ยโดยทั่วไปก็ยังยากที่จะทำลาย

            แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเขาไม่สามารถแม้จะหยุดหมัดของสยงท่าเทียนไว้ได้หลังจากถูกสยงท่าเทียนทุบตีไปสองสามครั้ง ถงอวิ๋นเฟยก็มีพลังปราณพลุ่งพล่านและมีสติกลับมาได้ในขณะเดียวกัน พลังปราณเปล่งออกมาทั่วทั้งร่างกลายเป็นดั่งพายุที่รุนแรง จนสยงท่าเทียนต้องยอมปล่อยเขาไป

            หลังจากกระโดดลุกขึ้นมาได้ถงอวิ๋นเฟยก็มองมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึมพลางพูดว่า “ไม่เลว ขั้นปราณเสถียรระดับกลางสามารถมีพลังเช่นนี้ได้ ข้ามองผิดไปเองเจ้ามีคุณสมบัติที่จะสู้กับข้า” พูดจบ ถงอวิ๋นเฟยก็เรียกกระบี่ยักษ์สีทองออกมาทันใดนั้นรอยตราสีทองก็เปล่งประกายออกมาจากระหว่างคิ้วและกลายเป็นประกายแสงสีทองส่องระยิบบนเสื้อผ้าทั่วทั้งร่างของถงอวิ๋นเฟย

            เมื่อฉินอวี่ที่อยู่ด้านบนเห็นดังนั้น เขาก็กล่าวอย่างเคร่งขรึม“ร่างยุทธ์ทองคำ! คนของเผ่ายุทธ์ทองคำ!”

            ก่อนหน้านี้ฉินอวี่รู้สึกคุ้นกับรอยตราที่อยู่ตรงหน้าผากระหว่างคิ้วของถงอวิ๋นเฟยแต่ยังนึกไม่ออกว่าเคยเห็นจากที่ไหน แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของถงอวิ๋นเฟย เขาก็นึกขึ้นมาได้ทันที

            เผ่ายุทธ์ทองคำ เป็นหนึ่งในเผ่ายุทธ์ระดับสูงของแดนเซียนอู่ มีข่าวลือว่าเผ่ายุทธ์ทองคำนั้นเป็นที่รักใคร่ของสวรรค์ไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์ด้านสงครามที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้แล้ว ยังมีชีพจรเกราะยุทธ์โดยกำเนิดเกราะยุทธ์นี้เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาจากรอยตราสีทองระหว่างคิ้วของถงอวิ๋นเฟย

            รอยตราสีทองนี้ถูกเรียกว่าแหล่งกำเนิดทองคำมีเพียงแต่การเบิกชีพจรทองคำแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถรวบรวมมันออกมาได้จึงกล่าวได้ว่า ถงอวิ๋นเฟยได้ทำการเบิกชีพจรทองคำแล้ว

            แม้ว่าม่านแสงสีทองที่ปกคลุมเสื้อผ้าของเขาดูจะเหมือนทำลายได้แค่เพียงดีดนิ้วแต่กลับไม่ธรรมดาเช่นนั้น เพราะพลังป้องกันของมันแข็งแกร่งอย่างมากจากตำราโบราณและสิ่งที่ได้ยินมา นี่เป็นเพียงระดับที่หนึ่งเท่านั้น ว่ากันว่าแหล่งกำเนิดทองคำนี้สามารถเข้าถึงขีดจำกัดจนกลายสภาพเป็นเกราะยุทธ์ทองคำได้การป้องกันของมันเทียบได้กับอาวุธเซียนเลยทีเดียว!

            ฉินอวี่นึกไม่ถึงเลยว่าถงอวิ๋นเฟยจะเป็นคนของเผ่ายุทธ์ทองคำ ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่เป็นกังวลสักเท่าไรสยงท่าเทียนเป็นคนจากตระกูลขวงสยงซึ่งหากคลั่งขึ้นมาเมื่อใดก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากเช่นกัน

            เมื่อได้ยินคำอุทานของฉินอวี่ นางจึงหันไปมองฉินอวี่ด้วยความประหลาดใจนางนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะมองเห็นตัวตนของถงอวิ๋นเฟยได้ในพริบตาเดียวสิ่งนี้ยิ่งทำให้จื่อซวินเอ๋อมีความสงสัยในตัวฉินอวี่มากขึ้นและเมื่อหวนนึกถึงคำพูดของผู้อาวุโส นางก็อดที่จะสงสัยไม่ได้แม้ว่าแม่ของฉินอวี่จะเป็นคนของสำนักยุทธ์ว่านจ้งแต่ฉินอวี่ก็ไม่น่าจะมีพลังดวงตาเช่นนี้?

            “ไม่ว่าข้าจะมีคุณสมบัติพอจะต่อสู้กับเจ้าได้หรือไม่ในเมื่อเจ้าดูถูกพี่ใหญ่ของข้า ข้าก็จะต้องฆ่าเจ้าให้ได้!” สยงท่าเทียนกำหมัดแน่นงอแขนลงเล็กน้อย กล้ามเนื้อเริ่มกระตุกอย่างช้าๆ พลังอันรุนแรงได้เปล่งออกมา ทันทีดวงตาทั้งสองข้างของเขาจ้องไปยังถงอวิ๋นเฟย และเริ่มโจมตีออกไปอีกครั้ง

            ถงอวิ๋นเฟยรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของสยงท่าเทียนดังนั้นเขาจึงไม่อาจดูถูกมันได้ หากเทียบกับก่อนหน้านั้นแล้วนับว่าร่างกายของเขาได้รับการกำเนิดใหม่อย่างสมบูรณ์ การแสดงออกของเขาเคร่งขรึมดวงตาที่กะพริบของเขาดูเหมือนมีจิตวิญญาณการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ในตอนนี้พลังของสยงท่าเทียนได้ปลุกจิตวิญญาณการต่อสู้ของเขาขึ้นมาเช่นกัน

            ขณะที่สยงท่าเทียนก้าวไปข้างหน้ากระบี่ยักษ์ในมือของถงอวิ๋นเฟยก็เบ่งบานด้วยแสงสีทองและพุ่งตรงไปทางสยงท่าเทียนกระบี่เล่มหนึ่งถูกกวาดออกไปด้วยลำแสงกระบี่ยาวหลายจ้าง บังคับให้เขาถอยหลังกลับ

            แต่สิ่งที่ถงอวิ๋นเฟยไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเบื้องหน้าสยงท่าเทียนเพิกเฉยต่อลำแสงกระบี่ของเขาและพุ่งตรงเข้ามาอย่างไม่ลดละ

            “ตูม!” สยงท่าเทียนกระแทกกระบี่ยักษ์ออกไปโดยไม่สนใจว่าไหล่ของเขาจะถูกฟันจนมีคราบเลือดไหล จากนั้นเขาก็ชกต่อยตรงไปทางถงอวิ๋นเฟยด้วยพลังที่รุนแรงอย่างมากแม้แต่พื้นที่แห่งนี้ก็เกิดเสียงระเบิดขึ้นดังสนั่น

            หากจะคำนวณดูจากอายุของตระกูลขวงสยงสยงท่าเทียนจะมีอายุเพียงสิบเอ็ดปีเท่านั้นแต่อันที่จริงเขาเอาตัวรอดมาได้กว่าหนึ่งร้อยสิบปีแล้วและก่อนที่เขาจะจากครอบครัวมา ไม่เพียงแต่จะได้ทำการชุบหลอมกายเท่านั้นแต่ยังได้เรียนรู้วิชายุทธ์ของตระกูลขวงสยงด้วย แต่ถึงอย่างไรในช่วงที่คนของตระกูลขวงสยงยังไม่โตเต็มวัย สติปัญญาก็จะยังไม่พัฒนาสามารถถูกยั่วยุจากคนอื่นได้ง่าย แต่หากไม่มีพลังเช่นนี้พ่อแม่ของเขาจะวางใจยอมปล่อยให้เขาลงจากเขามาหรือ?

            เมื่อรู้สึกถึงหมัดอันรุนแรงของสยงท่าเทียนถงอวิ๋นเฟยก็เหลือบมองไปที่รอยเลือดบนไหล่ของเขาด้วยสีหน้าเยาะเย้ยเขาปล่อยกระบี่ยักษ์ในมือลงและคว้ากำปั้นยักษ์ของสยงท่าเทียนอย่างรุนแรงด้วยมือทั้งสองแล้วดึงกลับไปในขณะที่มือของเขาปะทะเข้ากับมือของสยงท่าเทียนนั้นเองก็มีแรงผลักดันไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง

            ฝ่ายหนึ่งผลัก อีกฝ่ายหนึ่งดึงเปลี่ยนพลังทั้งหมดของสยงท่าเทียนให้กลายเป็นพลังของเขา

            ทันใดนั้นสยงท่าเทียนก็สัมผัสได้ถึงเสียงของกระดูกที่ดังใกล้เข้ามาจากมือข้างขวาและขณะที่เขายังไม่ทันจะยกมือขวาออก ถงอวิ๋นเฟยก็กระโดดขึ้นไปในอากาศจากนั้นจึงใช้เข่าที่เต็มไปด้วยพลังปราณกระแทกลงบนแขนข้างขวาของสยงท่าเทียนทันที

            “อ๊าก!” สยงท่าเทียนกรีดร้องและได้ยินเสียงกระดูกหักจากมือขวาของเขาแต่ถงอวิ๋นเฟยไม่ปล่อยให้เขามีโอกาสเลยแม้แต่น้อย รีบยกร่างเขาขึ้นและทุ่มลงอย่างรวดเร็วจนร่างที่กำยำของสยงท่าเทียนกระแทกนิ่งลงกับพื้นทันที

            “ปัง!”

            แผ่นดินสั่นสะเทือน ถงอวิ๋นเฟยเผยความชั่วร้ายออกมาและกระโดดขึ้นไปในอากาศกระบี่ยักษ์สีทองที่ลอยอยู่ด้านข้างปรากฏขึ้นในมือของเขา และกระแทกลงไปบนศีรษะของสยงท่าเทียนอย่างรุนแรงโดยตั้งใจจะฆ่าให้ตายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

            “ระวัง!” ฉินอวี่ตะโกน แม้ว่าถงอวิ๋นเฟยจะดูผอมโซแต่ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งมาก เขาเคยประมาทศัตรูมาก่อน แต่เมื่อเขาต่อสู้จริงๆจึงรู้ว่าเขาแข็งแกร่งเพียงใด

            “พลังของขวงสยง!”

            ในขณะที่กำลังจะถูกถงอวิ๋นเฟยแทงด้วยกระบี่ที่จับอยู่ในมือทั้งสองสยงท่าเทียนก็ส่งเสียงคำรามราวกับอสูรร้าย

            ลมหายใจอันทรงพลังถูกปล่อยออกมาจากร่างกายของสยงท่าเทียน

            ในตอนนี้ถงอวิ๋นเฟยเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาแล้ว

            ทันใดนั้นเองสยงท่าเทียนก็ได้จับกระบี่ยักษ์สีทองของเขาขึ้นอย่างรุนแรงด้วยมือทั้งสอง!

            สิ่งที่ทำให้ถงอวิ๋นเฟยตกใจอย่างมากคือมือของสยงท่าเทียนที่แต่เดิมก็มีความหนาอยู่แล้วแต่ในเวลานี้ทั้งท่อนแขนของเขากลับมีสภาพเหมือนลำต้นของต้นไม้ใหญ่

            ตระกูลขวงสยง?

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน