รอยจูบในความทรงจำ
ยามบ่ายวันศุกร์ใกล้เลิกงาน ณัฐรินีย์นั่งอยู่ที่โต๊ะในมุมหนึ่งของคาเฟ่เล็ก ๆ ที่อยู่ในตึกของบริษัท Vivid บรรยากาศในร้านสงบเงียบ เสียงเพลงแจ๊สเบา ๆ ลอยคลออยู่ในอากาศ ข้างๆ เธอ กลิ่นหอมของกาแฟคั่วสดใหม่ทำให้บรรยากาศยิ่งอบอุ่นยิ่งขึ้น แต่จิตใจของณัฐรินีย์กลับไม่ได้สงบตามไปด้วย
เธอนั่งเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางคิดถึงธีรเทพ หัวใจของเธอเต้นแรงทุกครั้งที่นึกถึงเขา ภาพของเขาที่นั่งรอเธอทำมาม่าให้ทาน ภาพของรอยยิ้มที่อบอุ่น และสายตาที่มองเธอด้วยความห่วงใยยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเธอ
ณัฐรินีย์คิดถึงวันที่ธีรเทพเข้ามาในชีวิตของเธอ โดยไม่ทันได้คาดคิด ความใกล้ชิดและการพูดคุยที่เป็ธรรมชาติทำให้เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นที่หายไปนาน ความรู้สึกที่เคยเก็บซ่อนไว้กลับมาปรากฏชัดในใจอีกครั้ง
(ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้นะ?ทั้งๆ ที่เขามีภรรยาอยู่แล้ว เราควรจะตัดใจสิ...แต่มันยากเหลือเกิน)
ณัฐรินีย์คิดในใจ พลางถอนหายใจเบา ๆ
เธอรู้ว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่หัวใจของเธอกลับไม่ยอมฟังเหตุผล ความคิดถึงและความรู้สึกหวั่นไหวที่เธอมีต่อธีรเทพทำให้เธอต้องต่อสู้กับตัวเองในทุกๆ วัน
ณัฐรินีย์เผลอยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก รอยจูบที่เขาเผลอจูบเธอเมื่อครั้งที่มาดูงานออกแบบที่ห้องพักยังคงตามหลอกหลอนเธออยู่ ริมฝีปากของเขานุ่มนวลและอบอุ่น รสชาติของมันยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเธอ
“ณัฐ...ณัฐ!!” เสียงเรียกชื่อเธอทำให้เธอสะดุ้ง เธอหันไปมองเห็นอาคิรานั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้าม
“ไอ ขอโทษที ฉันไม่ได้ยินเธอเรียก”
“เหม่ออะไรอยู่ล่ะ” อาคิราถามยิ้มๆ
“ไม่มีอะไร แค่คิดเื่งานน่ะ” ณัฐรินีย์หน้าแดงเล็กน้อย
“เื่งาน? แล้วทำไมหน้าแดง?” อาคิราหรี่ตามองอย่างรู้ทัน
“เล่ามาเลย” อาคิราคาดคั้น
“ไม่มีไรๆ จริงๆ” ณัฐรินีย์รีบปฏิเสธรัวๆ
“จะเล่าเองหรือจะให้ฉันถาม....” อาคิราหรี่ตาลงสีหน้าเ้าเล่ห์
“อึก!”
ณัฐรินีย์สะอึก เธอรู้ดีว่า เพื่อนของเธอมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง และเธอไม่เคยสามารถปิดบังอะไรเพื่อนสาวของเธอคนนี้ได้เลย
“รู้แล้วๆ เล่าแล้วๆ” ณัฐรินีย์ยอมแพ้
“คือ..”
“เอ๊ะ? นั่นวดีนี่นา”
อาคิราเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน ดวงตาสีอำพันจ้องเขม็งไปที่หญิงสาวที่กำลังเดินเข้ามาในคาเฟ่พร้อมกับชายหนุ่มหน้าตาดี ทั้งสองคนกำลังนั่งลงที่โต๊ะไม่ไกลจากพวกเธอเท่าไหร่
“ใช่ มากะใครน่ะ?” ณัฐรินีย์หันไปมองอย่างสนใจ หรี่ตามอง
“นึกออกแล้ว แฟนนางที่นางบอกว่า ชื่อ...ชื่ออะไรน้า”
“ก้องเกียรติ” คำพูดหลุดออกจากปากอาคิรา
“เออ ใช่ ก้องเกียรติๆ ว่าแต่ ไอรู้จักเหรอ?” ณัฐรินีย์งงที่เพื่อนของเธอพูดชื่อออกมา
“ไม่รู้จัก”
“อ้าว แล้ว...”
“ผู้หญิงที่อยู่กับวดี หน้าตาดู...แย่มาก น่าอึดอัด ทรมาน ยังกับถูกบังคับให้ทำอะไรที่ไม่เต็มใจ” อาคิราพึมพำออกมา
“ผู้หญิงไหน? มีแค่วดีกับก้องเกียรติเอง” ณัฐรินีย์หันมองซ้ายขวาก็ไม่พบใครที่มากับสองคนนั้น
“เอ๊ะ ยัยวดีกำลังเอาขนมเค้กให้อีตานั่นกินนี่นา” ณัฐรินีย์อธิบายออกมาราวกับพากย์หนังรักตรงหน้า
“ณัฐ ฉันคิดว่าเรามีปัญหาแล้วล่ะ” อาคิรากระซิบพร้อมกับดึงณัฐรินีย์ให้ลุกขึ้น
“ห๊ะ? ปัญหาอะไร?” ณัฐรินีย์งง แต่ก็ลุกตามเพื่อน
“เราต้องขัดขวางไม่ให้อีตานั่นกินขนมเค้กให้ได้” อาคิรากระซิบเสียงเบาหวิว
“ฉันมีแผน ตามมา”
“ณัฐ ทำยังไงก็ได้ให้ของที่อยู่ในกระเป๋าวดีกระเด็นออกมาให้หมดนะ” อาคิรารั้งแขนเพื่อนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“จัดไป”
ณัฐรินีย์ลุกขึ้นเดินตรงไปที่โต๊ะของญาณวดีและก้องเกียรติ โดยทำทีเป็ไม่ระวังตัว เธอกะจังหวะที่ญาณวดีกำลังจะป้อนเค้กให้ก้องเกียรติ เดินชนเข้าที่โต๊ะอย่างแรง ทำให้เค้กกระเด็นไปเปื้อนเสื้อของญาณวดี ส่วนกระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะหล่นลงไปบนพื้น ทำให้ของที่อยู่ในกระเป๋ากระเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง
“กระเป๋าฉัน!”
“อุ๊ย ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ณัฐรินีย์แสร้งทำเป็ใ
“ตายแล้ว ณัฐ ทำไมซุ่มซ่ามแบบนี้”
อาคิรารีบเดินเข้ามาทำทีเป็ช่วยเก็บของให้ญาณวดี
“ฉันขอโทษจริงๆ” ณัฐรินีย์รีบหยิบทิชชู่บนโต๊ะ และเช็ดที่เสื้อของญาณวดี
“ไม่ต้องยุ่ง!!” ญาณวดีปัดมือของณัฐรินีย์ออกด้วยความโกรธ
“ขอโทษจริงๆ ไปห้องน้ำมั้ย เดี๋ยวฉันช่วยเช็ด” ณัฐรินีย์รีบอาสาทันที
“ไม่ต้อง”
“ไม่ดีนะ เสื้อตัวนี้สวยซะด้วย ถ้าเปื้อนเค้กไปมากกว่านี้จะซักไม่ออกนะ” ณัฐรินีย์แสร้งทำเป็ห่วง
“นั่นสิ วดี เสื้อตัวโปรดคุณเลยไม่ใช่เหรอ?” ก้องเกียรติพูดเสริม
“หึ ก็ได้ มาช่วยฉันเลย” ญาณวดียอมให้ณัฐรินีย์ช่วย เพียงเพราะก้องเกียรติเอ่ยปาก
“ไปๆ เดี๋ยวฉันจะช่วยเช็ดให้สะอาด” ณัฐรินีย์ดันหลังญาณวดีให้ตรงไปที่อ่างล้างมือ ก่อนจะหันมาขยิบตาให้อาคิรา
“เอ้อ นี่กระเป๋าของวดีค่ะ”
เมื่ออาคิราแอบหยิบขวดยาเสน่ห์ออกจากกระเป๋าของญาณวดีเรียบร้อยแล้ว จึงส่งคืนให้ก้องเกียรติ
“ขอบคุณครับ” ก้องเกียรติยิ้มให้อย่างเ้าชู้ เขานึกชอบใบหน้าสวยของอาคิรา
“เอ้อ จริงสิ ฉันมีเื่จะเตือนคุณ” อาคิรานึกขึ้นได้
“?” ก้องเกียรติเลิกคิ้วสงสัย
“ถ้าไม่อยากมีอันเป็ไป ก็อย่ากินของที่วดีให้” อาคิราพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ห๊ะ? หมายความว่าไงกัน” ก้องเกียรติงง
“ภรรยาของคุณเสียสติแล้วไม่ใช่หรอ? ถ้าอยากเสียสติอีกคน ก็กินของที่วดีให้ซะ” อาคิราหรี่ตามองเขาอย่างรู้ทัน
“คุณรู้ได้ไง?” ก้องเกียรติตกตะลึง
อาคิราถอนใจ เอามือเท้าไปที่โต๊ะ ก้มหน้ากระซิบที่ข้างหูก้องเกียรติ
“ฉันขอเตือนอีกครั้ง ถ้าไม่อยากเป็เหมือนภรรยา ก็อย่ากินของที่วดีเอามาให้”
“ทุกอย่าง” อาคิราผละออกมามองหน้าเขา และเน้นเสียงแข็ง
“ทำอะไรกัน?”
ญาณวดีที่ทำความสะอาดเสื้อเสร็จแล้ว เดินมาถึงโต๊ะถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจที่อาคิรากระซิบกระซาบกับก้องเกียรติ
“ไม่มีอะไร ฉันเอากระเป๋าเธอคืนให้แฟนเธอแล้วนะ” อาคิรายิ้มให้ราวกับไม่มีเื่อะไร
“ไอ ไปกันเถอะ เดี๋ยวจองร้านอาหารไม่ทัน” ณัฐรินีย์รีบเข้าไปคล้องแขนเพื่อนสาว
“อื้อ”
“งั้นพวกเราไปก่อนนะ” ณัฐรินีย์หันมาโบกมือ พร้อมกับควงแขนกับอาคิราเดินออกจากคาเฟ่ไป โดยที่อาคิราได้ทิ้งะเิลูกใหญ่ไว้ให้ญาณวดีและก้องเกียรติ
สัญญาณอันตรายบ่งบอก
กฤตินนั่งอยู่ในห้องอ่านหนังสือส่วนตัวภายในหอสมุด แสงแดดอ่อน ๆ ที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างสร้างบรรยากาศที่สงบเงียบและเหมาะสมสำหรับการศึกษาค้นคว้า
เขาเปิดตำราเก่าแก่ที่บันทึกเื่ราวของคุณไสยและเวทมนตร์ขาว แต่จู่ ๆ ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่างก็เกิดขึ้นในใจของเขา
“เฮ้ เ้ารู้สึกมั้ย?” เด็กหนุ่มคนหนึ่งจู่ๆ ก็โผล่มาด้านหลัง
“อื้อ” กฤตินปิดหนังสือทันที
“แหม พอเป็เื่ของยัยเด็กนั่น เ้ารีบร้อนทุกทีเลยนะ” เด็กหนุ่มค่อนแคะ
“หนวกหูน่า โซระ”
กฤตินลุกขึ้นและเดินออกจากหอสมุดไปทันที
ภายในร้านอาหารไทยสไตล์ทันสมัยที่ตั้งอยู่ใกล้ออฟฟิศอาคิราและณัฐรินีย์กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารริมหน้าต่าง แสงแดดยามเย็นที่ตกกระทบผ่านกระจกทำให้ภายในร้านดูอบอุ่นและเงียบสงบ คนในร้านไม่พลุกพล่านมากนัก ทำให้บรรยากาศเป็ใจสำหรับบทสนทนาที่เคร่งเครียดและสำคัญ
อาคิราและณัฐรินีย์นั่งตรงข้ามกัน อาหารบนโต๊ะถูกจัดเรียงอย่างน่าทาน แต่ทั้งสองคนแทบไม่ได้แตะต้อง มีเพียงถ้วยชาที่ถูกหยิบขึ้นมาจิบเป็ระยะๆ
อาคิรานำขวดยาเสน่ห์ที่ได้มาจากญาณวดียื่นให้ณัฐรินีย์ดู
“นี่แหล่ะ ยาเสน่ห์แน่นอน”
“เธอแน่ใจได้ยังไง?” ณัฐรินีย์มองขวดแก้วสีแดงที่เต็มไปด้วยน้ำยาสีดำขลับอยู่ภายในอย่างสงสัย
“ก็...ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ตรงนี้น่ะ” อาคิราส่งสายตาไปทางด้านซ้ายของโต๊ะ เป็นัยบอกเพื่อนสาว
“ห๊ะ!!” ณัฐรีนีย์หันรีหันขวางใ
“ละ ละ..แล้วเราต้องทำยังไงกับมันอะ?” ณัฐรินีย์รู้สึกกลัว
“ยังไม่รู้เลย” อาคิราส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
“ไปทำอะไรมาอีกแล้วสินะ”
เสียงเข้มของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลังของอาคิรา
“อึ๋ย อย่าบอกนะ...” อาคิราสะดุ้งเฮือก มองเพื่อนที่อยู่ตรงหน้าเพื่อขอความช่วยเหลือ
“ขะ ขะ...ข้างหลังเธอ...” ณัฐรินีย์ชี้มือไปด้านหลังก่อนกลืนน้ำลายลงคอ เพราะสีหน้าของชายหนุ่มตอนนี้ดูน่ากลัวมาก
“เอ้อ...แหะๆ” อาคิราทำใจดีสู้เสือ ค่อยๆ หันไปยิ้มแหยให้กับกฤตินที่ยืนมองเธอเขม็ง
“มานี่เลย” กฤตินลากตัวอาคิราลุกออกจากโต๊ะทันที โดยไม่สนเสียงโวยวายของเธอ
“โชคดีนะเพื่อน” ณัฐรินีย์ได้แต่โบกมือให้เพื่อน ก่อนจะเอามือเท้าคางด้วยท่าทางอ่อนเพลีย
“อย่าคิดว่าคุณจะรอดนะ”
เสียงชายหนุ่มอีกคนดังขึ้นด้านหน้าของณัฐรินีย์
“อึ๋ย ทำไมพวกคุณถึงมาพร้อมกันได้เนี้ย” ณัฐรินีย์เงยหน้าขึ้นมองด้วยความใ
“คุณกฤตบอกว่า พวกคุณสองคนไปทำอะไรที่แย่มากมา” ธีรเทพนั่งลงฝั่งตรงข้ามจ้องมองที่ณัฐรินีย์เขม็ง
“เปล่าซะหน่อย....” ณัฐรินีย์แก้ตัวเสียงอ่อย
“เล่ามาเดี๋ยวนี้” ธีรเทพคาดคั้น
“เอ้อ..คือ เื่มันมีอยู่ว่า.....”
จูบแรกสะท้านใจ
กฤตินลากอาคิรามาตามซอยเปลี่ยวที่เป็ทางลัดไปหอสมุดของเขา ใบหน้าของกฤตินที่ปกติดูเ็าตลอดเวลา ยามโกรธทำให้ใบหน้าของเขาดูน่ากลัวมากกว่าเดิม
อาคิราที่เดินตามมารู้สึกได้ถึงความโกรธของเขาที่ไหลผ่านมาที่มือ
“เธอรู้มั้ย ว่าเธอทำอะไรลงไป” อยู่ๆ กฤตินก็หยุดและหันมาถามเธอเสียงดัง
“เอ้อ...” อาคิรามือสั่นเล็กน้อยจากความรู้สึกผิด
“รู้มั้ยว่ามันอันตราย” กฤตินถามเสียงเข้ม
“ฉันรู้ แต่....ฉันไม่สามารถยืนดูเฉยๆ ได้นี่นา” อาคิราตอบเสียงเบาหวิว
“เธอไม่เข้าใจ ของที่เธอไปเอามาทำให้เธอตกอยู่ในอันตรายมากกว่าที่เธอคิด”
“แต่...เราต้องทำอะไรซักอย่าง...”
กฤตินไม่สามารถควบคุมความโกรธของตัวเองได้ เขาจับไหล่เธอแน่น สายตาของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยและความรู้สึกที่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาไม่สามารถหักห้ามใจตัวเองได้อีกต่อไป
“ฉันไม่อยากเสียเธอไป ไอ”
ทันใดนั้น กฤตินดึงอาคิราเข้ามาใกล้ และก่อนที่เธอจะทันรู้ตัว ริมฝีปากของเขาก็ประทับลงบนริมฝีปากของเธอ ความร้อนแรงและความอ่อนโยนที่ส่งผ่านจูบนี้ทำให้อาคิราใเล็กน้อย แต่เธอกลับรู้สึกถึงความรักและห่วงใยที่กฤตินมีต่อเธออย่างชัดเจน หัวใจของเธอเต้นแรง
กฤตินถอนจูบออกชั่วครู่ และมองดวงตาสีอำพันของอาคิรา ความรู้สึกที่สะสมมานานปีทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายและอ่อนแอในเวลาเดียวกัน
“ไอ...” เขาพึมพำชื่อเธอเบาๆ
อาคิราไม่ได้ตอบอะไร แต่ความเงียบและสายตาของเธอเป็คำตอบที่ชัดเจน กฤตินไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้อีกต่อไป เขาก้มลงและจูบเธออีกครั้ง คราวนี้จูบนั้นร้อนแรงและเต็มไปด้วยความปรารถนา
มือของเขาลูบไล้ไปตามเส้นผมของอาคิรา แล้วค่อยๆ เลื่อนลงมาที่หลังของเธอ เขาดึงเธอเข้ามาใกล้จนร่างของพวกเขาัักัน อาคิราตอบสนองด้วยการโอบแขนรอบคอของกฤติน
จูบที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความปรารถนานั้น ทำให้เธอรู้สึกเหมือนทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่ง
หัวใจของอาคิราเต้นแรงขึ้น และเริ่มหายใจหอบ ร่างกายของเธอสั่นเบาๆ จากความรู้สึกที่กฤตินปลุกขึ้นมา ความอบอุ่นจากจูบนั้นแผ่กระจายไปทั่วร่างของเธอ เธอรู้สึกถึงความรักและความห่วงใยที่กฤตินมีให้
กฤตินค่อยๆ ถอนจูบออกแต่ไม่ห่างไกล เขามองใบหน้าแดงก่ำของหญิงสาว สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรักและความปรารถนา
“อย่าทำแบบนี้อีก” กฤตินกระซิบที่ข้างหู
“มีอะไรให้บอกฉันก่อน เข้าใจมั้ย?”
“อื้อ” อาคิราพยักหน้ารับก่อนจะซบหน้ากับอกของเขาด้วยความอาย