กู้หวาเซวียนรู้สึกร้อนรน เขาวางแผนจะพากู้หวาจิงออกไปจากที่นี่อย่างเงียบๆ ทว่าตระกูลไป๋ที่แสนน่ารังเกียจทรมานน้องสาวเขาให้เป็เช่นนี้ เขาไม่มีทางปล่อยเื่นี้ไปเด็ดขาด!
“จิงจิง เ้าเป็อย่างไรบ้าง เ้า...เ้าพูดอะไรกับพี่รองหน่อยเถิด”
กู้หวาเซวียนเ็ปหัวใจ ั้แ่เล็กพวกเขาสามคนพี่น้องดูแลน้องสาวตัวน้อยด้วยความรักใคร่และทะนุถนอมเป็ที่สุด ทำผิดแค่ไหนก็ไม่เคยปล่อยให้นางต้องตกระกำลำบากแม้แต่น้อย ทว่าไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาเพิ่งจะเห็นหญิงชั้นต่ำเ่าั้กดน้องสาวตัวน้อยของเขาลงกับพื้น พวงแก้มแนบติดกระเบื้องขาวเปื้อนละอองฝุ่น ในมือเต็มไปด้วยรอยเศษแก้วบาด...
เพียงแค่คิดถึงสิ่งที่ตระกูลไป๋กระทำกู้หวาเซวียนก็แทบจะควบคุมความเดือดดาลเอาไว้ไม่ได้ ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือจิงจิง บัญชีแค้นกับตระกูลไป๋ พวกเขาจะมาชำระในภายหลัง!
“...พี่รอง...”
ตอนนี้กู้หวาจิงทราบชัดแล้วว่ากู้หวาเซวียนเป็พี่ชายคนที่เท่าไหร่ของนาง นางคิดว่าควรจะเปล่งเสียงเรียกออกมาอย่างไรให้ดูเป็ธรรมชาติ
ทว่าเมื่อเอ่ยออกไป น้ำตากลับรินไหลออกมาในทันทีโดยไม่ทราบสาเหตุ
กู้หวาจิงไม่ได้อยากร้องไห้ นางไม่ได้มีนิสัยอ่อนแอ แต่อย่างไรก็ตามนางไม่สามารถหยุดร้องได้ ทำได้เพียงปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมายังสองข้างแก้มทีละน้อย
“พี่รอง...”
ั้แ่ข้ามมิติมายังอีกโลกหนึ่งแม้จะโดนดูถูกดูแคลนขนาดไหนนางก็ไม่เคยร้องไห้ออกมา ทว่าเมื่อพบกับบุรุษแปลกหน้าผู้นี้ นางกลับร้องไห้จนแทบจะไม่สามารถควบคุมตนเองได้
นางคิดว่านี่อาจจะเป็จิตใต้สำนึกของกู้หวาจิงเ้าของร่างเดิมที่หลงเหลืออยู่ในร่างกาย
“อย่าร้องเลย อย่าร้องเลย เ้าสบายใจได้แล้ว พี่มาช่วยเ้าแล้ว เ้าไม่ต้องกลัวแล้วนะ”
กู้หวาเซวียนมือไม้อ่อนไปหมดทำอะไรไม่ถูก เขาไม่รู้จะปลอบใจอย่างไรให้น้องสาวตัวน้อยหยุดร้องไห้ ภายในใจร้อนรนกระวนกระวาย จนในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นส่งสายตาดุร้ายแก่เหล่าสตรีในตระกูลไป๋ “ความแค้นนี้ สกุลกู้ของข้าจะจำไว้!”
เหลียงหรูเยียนเป็เพียงผู้เดียวในตระกูลไป๋ที่ซ่อนความตื่นตระหนกจากสายตาของกู้หวาเซวียนไว้ได้ นางรู้สึกอับจนหมดหนทาง ถึงอย่างไรเสียก็ไม่เป็ผลดีต่อตระกูลไป๋ที่ปฏิบัติกับกู้หวาจิงเช่นนี้ ทว่าที่แห่งนี้ก็ยังเป็จวนของตระกูลไป๋ ในที่สุดนางจึงตั้งสติทำใจให้สงบ และให้บ่าวไพร่รีบไปตามพวกนายท่านและทหารมา
“ไปกันเถอะ พวกเรากลับไปก่อนแล้วค่อยคุยกัน ข้าให้คนไปแจ้งแก่ท่านพ่อ พี่ใหญ่ และน้องสามแล้ว หากช้ากว่านี้ พวกเขาอาจจะรีบตามมาถึงที่นี่ก็เป็ได้”
กู้หวาเซวียนไม่ได้ตระเตรียมแผนการที่จะเจอกับเหล่าทหารของตระกูลไป๋เอาไว้ หน้าที่ของเขาคือพาจิงจิงกลับไปเท่านั้น ยามนี้ภารกิจลุล่วงแล้ว ส่วนความแค้นที่เหลืออยู่ พวกเขาจะกลับมาคิดบัญชีในวันข้างหน้า!
...
ระหว่างทางกลับไปยังจวนตระกูลกู้ กู้หวาเซวียนคอยปลอบประโลมกู้หวาจิงมาตลอดทาง กล่าวแก่นางว่าไม่ต้องกลัว เวลานี้ได้ออกมาจากที่นั่นแล้ว หลังจากนี้จะไม่มีใครมารังแกนางได้อีก
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ ดวงตาของกู้หวาเซวียนก็ลอบสำรวจมองกายของกู้หวาจิงไปมา มองจนกู้หวาจิงรู้สึกลนลาน คิดว่ามีตรงไหนที่ดูมีพิรุธแปลกตา และทำให้กู้หวาเซวียนพบว่าน้องสาวของเขาผู้นี้เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนหรือไม่
อย่างไรเสียกู้หวาเซวียนก็คิดเช่นนั้นจริงๆ “สกุลไป๋ช่างทำเกินไปยิ่งนัก! ยามที่เ้าแต่งออกไปนั้นกลมดุจมุกงามละเมียดละไมดั่งหยก ผิวพรรณมีน้ำมีนวลแลดูสมบูรณ์ ทว่าดูเ้าตอนนี้สิ ร่างกายผ่ายผอมจนกระดูกเล็กเท่ากับฟืน[1]! พวกตระกูลไป๋ช่างจิตใจอำมหิตเหี้ยมโหด! ไม่ได้การ ข้าต้องกลับไปอีกคราเพื่อให้พวกมันชดใช้อย่างสาสม!”
“...” กู้หวาจิงรีบเร่งสกัดความเดือดดาลของพี่รองไว้ ‘นิสัยเช่นนี้เป็ขุนนางฝ่ายบุ๋นจริงๆ งั้นหรือ มิใช่ว่าเถียนหมอมอจำผิดหรอกนะ’
“พี่รอง ข้ามิอยากเอ่ยถึงสิ่งที่ผ่านมาอีก มิใช่ว่าข้าไม่เข้าใจ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจเป็เพราะตัวข้าที่ก่อกรรมทำเข็ญไว้เอง...”
นางก้มศีรษะลง สิ่งที่เอ่ยออกไปนั้นถูกต้องแล้ว ถ้าหากไม่ใช่เพราะกู้หวาจิงใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบายเพื่อที่จะได้แต่งเข้าไปในตระกูลไป๋ จะเกิดเื่ร้ายแรงแบบนี้ได้เช่นไร
โอ๊ะ แต่เื่นั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนางนี่ กู้หวาจิงหมายมั่นตั้งใจจะใช้ชีวิตนี้ให้มีความสุข ถ้าอย่างนั้นนางยังต้องรออะไรอีกเล่า
“เื่นี้จะไปโทษเ้าได้เช่นไร! สกุลกู้ของเรามิได้เป็ดั่งโชคลาภของสกุลไป๋หรอกรึ! เป็ที่แน่นอนว่าการให้เ้าแต่งงานเข้าไปเปรียบเหมือนเสริมความสิริมงคลให้แก่สกุลไป๋ ไม่คาดคิดว่าพวกมันจะไม่รู้จักบุญคุณกลับตอบแทนด้วยการปฏิบัติโหดร้ายทารุณเยี่ยงนี้ เ้าวางใจเถอะ ความแค้นครั้งนี้พวกข้าจะต้องสะสางให้เ้าอย่างแน่นอน”
นี่ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!
กู้หวาจิงตกตะลึงพรึงเพริด นางเคยได้ยินเถียนหมอมอกล่าวไว้ว่านายท่านทั้งสามของตระกูลกู้รักนางอย่างสุดจิตสุดใจมาก ทว่าไม่เคยคิดว่าจะเข้าข้างปกป้องกันถึงเพียงนี้ หากจะพูดให้ถูกต้อง เื่นี้ความจริงแล้วก็คือความผิดของกู้หวาจิง ถ้าไม่ใช่เพราะกู้หวาจิงยืนกรานจะแต่งงานกับไป๋หลิงเทียนให้ได้ ในภายหลังจะเกิดเื่ราวต่างๆ เช่นนี้ได้อย่างไรกัน
...
เมื่อลงจากรถม้า กู้หวาจิงก็เข้าใจสิ่งที่เถียนหมอมอเคยเอ่ยไว้เกี่ยวกับความแตกต่างของจวนตระกูลไป๋และตระกูลกู้
จวนของตระกูลกู้ไม่ได้ดูเด่นสะดุดตา กำแพงสีขาวหลังคาปูกระเบื้องธรรมดา และป้ายสกุลออกแบบเรียบง่ายติดอยู่ตรงบานประตูใหญ่ เมื่อมองครั้งแรกไม่ได้ดูโดดเด่นเป็พิเศษ
ทว่าปากประตูทางเข้ามีรูปปั้นสัตว์ผู้พิทักษ์สีขาววางตั้งอยู่ กู้หวาจิงมองแค่แวบเดียวก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากกว้าง
‘นี่เป็หินอ่อนสีขาวมิใช่หรือ หินชนิดนี้มิใช่ว่าเอาไปทำรั้วล้อมรอบพระราชวังหรอกรึ’ ทั้งหมดนี่คือ ‘รั้วล้อมรอบหินอ่อนสีขาว’
รูปปั้นสัตว์ผู้พิทักษ์ที่ปากทางเข้าของตระกูลไป๋เป็เพียงหินธรรมดา แต่ไม่คาดคิดว่าตระกูลกู้จะสามารถใช้หินที่ใช้เฉพาะในวังแบบนี้ได้
คนเฝ้าประตูได้แจ้งแก่พวกเขาว่านายท่านผู้เฒ่ากู้กลับมาจากพระราชวังแล้ว และตระเตรียมรถม้าไว้เสร็จสรรพ พร้อมจะเดินทางไปยังจวนตระกูลไป๋ด้วยตนเอง
“แยกย้ายเถอะ ไปแจ้งท่านพ่อว่าพวกข้ากลับมาแล้ว”
กู้หวาเซวียนให้บ่าวรับใช้ล่วงหน้าไปแจ้งข่าวก่อน เขาคอยดูแลกู้หวาจิงด้วยความทะนุถนอมและเดินเข้าไปข้างในช้าๆ
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1]ผอมจนกระดูกเท่ากับฟืน มาจากสำนวนว่า มีความหมายตรงกับสำนวนไทยว่า “ผอมเป็กุ้งแห้ง” หรือ “ผอมราวกับไม้เสียบผี”