ถึงแม้จะพูดว่าตอนหิวสุด ๆ กินอะไรก็ได้ ตราบใดที่ในดินยังมีผักป่าขึ้นตามปกติ ก็ไม่มีใครยอมกินของแบบนี้แน่นอน!
เื่ที่จู้เจียงเจียงถือเครื่องในหมูกลับมา ั้แ่ที่นางก้าวขาเข้าประตู ชาวบ้านก็รับรู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้านแล้ว
ต่อมา คนในหมู่บ้านที่อยากรู้อยากเห็นก็หาเื่เดินผ่านหน้าบ้านตระกูลเผยอย่างไม่ขาดสาย อยากดูน้องสาวและพี่สะใภ้ทั้งสองว่าจะกินของแบบนี้ลงได้อย่างไร
สำหรับเื่นี้ ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะมีปากแต่ก็ยากที่จะอธิบาย ทั้งจนใจและขบขัน
พวกเขาจงใจเดินกลับไปกลับมาเช่นนี้ ท่าทางอยากดูแต่ก็ไม่กล้า ขยะแขยงแต่ก็อยากรู้อยากเห็น ทำเหมือนนางกำลังกินขี้ไลฟ์สด ช่างให้ความรู้สึกที่แปลกมากจริง ๆ
“ลุงสามสวี ที่บ้านเตรียมดินหรือยัง คิดจะเพาะปลูกเมื่อไร?”
จู้เจียงเจียงเรียกลุงสามสวีที่เดินผ่านหน้าบ้านนางมาหลายครั้งเอาไว้ หาหัวข้อพูดคุยผูกสัมพันธ์กับพวกเขาสักหน่อย ให้ทุกคนสามารถอยู่ต่ออย่างสง่าผ่าเผยได้
เมื่อมีหัวข้อนี้ คนที่ไป ๆ มา ๆ อยู่หน้าประตูบ้านตระกูลเผยเ่าั้ก็ล้อมวงเข้ามาอย่างเป็ธรรมชาติ พลางหาที่นั่งของตัวเองแล้วพูดจ้อไม่หยุด
“เพาะปลูกไม่เร็วเช่นนั้น อาจจะเดือนสี่กระมัง”
“สะใภ้เล็ก เ้าก็อย่าร้อนใจเกินไป เสี่ยวอวี๋ยังเล็ก พวกเ้าสองคนพี่สะใภ้น้องสามีก็ปลูกสักสองหมู่ให้พออยู่พอกินก็พอ”
ทุกคนรู้ว่าสองวันก่อนจู้เจียงเจียงได้เผาหญ้าป่าหลายสิบหมู่ของตระกูลเผย ดูท่าคงคิดจะปลูกทั้งหมดจึงได้พูดเตือน
นางที่เป็ผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่ง ในบ้านก็ไม่มีผู้ชายสักคน แล้วคนคนหนึ่งจะเพาะปลูกบนที่ดินหลายสิบหมู่ได้อย่างไร?
จู้เจียงเจียงเพิ่งไปตักน้ำริมแม่น้ำเล็กหน้าหมู่บ้าน พร้อมใช้ตะแกรงร่อนทรายละเอียดและสะอาดกลับมาหนึ่งตะกร้า
นางไม่มีเกลือมากพอ จึงทำได้แค่ใช้ทรายละเอียดมาล้างไส้หมูให้สะอาด
นางถือเครื่องในหมูที่เอากลับมาไปล้างข้างนอก ถึงอย่างไรห้องครัวก็เปิดโล่งไม่มีเพดาน นางจะถือเสียว่าทำให้ทุกคนที่อยากรู้อยากเห็นในหมู่บ้านได้พึงพอใจ ดังนั้นจึงได้เริ่มทำกับข้าวต่อหน้าพวกเขา
จู้เจียงเจียงโยนไส้อ่อนและลำไส้ใหญ่ไปในกะละมังไม้ ก่อนจะยัดทรายละเอียดเข้าไปตรงปลายไส้ท่อนหนึ่ง
จากนั้นก็ใช้ความลื่นไหลของทรายละเอียด เสียดสีไปมา ของที่เกาะอยู่บนผนังลำไส้พลันถูกเม็ดทรายกวาดออกมาจนหมด
เมื่อขัดถูได้พอประมาณ จากนั้นก็รีดเม็ดทรายออก ก่อนจะใช้น้ำชำระล้างแล้วโยนลงไปในน้ำสะอาด
เมื่อลำไส้ในน้ำดูสะอาดหมดจด น้ำไม่เปลี่ยนเป็สีขุ่นแล้วก็นับว่าใช้ได้
“ลุงสาม พรุ่งนี้หลังจากข้าไปในเมืองช่วยเขาฆ่าหมูเสร็จ กลับมาก็เตรียมดิน ส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าแช่ไว้แล้ว”
จู้เจียงเจียงคุยเล่นเื่แปลงดินกับทุกคนไปพลาง มือก็ทำงานไปพลาง
เผยเสี่ยวอวี๋เป็เด็กรู้ความคนหนึ่ง ช่วยนางก่อไฟต้มน้ำได้
เมื่อดึงไขมันที่หนาหน่อยบนไส้อ่อนที่ล้างเสร็จแล้วเก็บเอาไว้ จากนั้นก็ใช้มีดจิ้ม ๆ ให้เป็รอยเล็ก ๆ บนไส้อ่อนนับไม่ถ้วน เสร็จแล้วจึงหั่นให้เป็ท่อนมีขนาดเท่ากัน
ลำไส้ใหญ่และกระเพาะหมูก็หั่นแล้วเช่นกัน
แน่นอนว่าพวกนางสองคนพี่สะใภ้น้องสามีกินของพวกนี้ทั้งหมดนี้ไม่หมดแน่ แต่ที่จู้เจียงเจียงเอาพวกมันมาทำทั้งหมดก็เพื่อคนกลุ่มที่กำลังพูดคุยกันอย่างคึกคักตรงหน้า
นางต้องทำให้พวกเขายอมรับกับข้าวจานนี้ ‘เมื่อกินของเขาแล้วปากอ่อน’ ครั้นถึงเวลาจะได้มีคนมาช่วยนางพลิกหน้าดิน
อีกอย่าง เริ่มั้แ่พรุ่งนี้ นางก็จะเอาเครื่องในรวมถึงเืหมูกลับบ้านเป็ประจำ
ข้าวไม่กี่มื้อแลกแรงงานเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิ คุ้มค่า!
ว่าแล้วก็โยนไขมันหมูที่ดึงออกจากไส้อ่อนเมื่อครู่ทั้งหมดลงในหม้อ เปิดไฟอ่อนค่อย ๆ ทอด ไม่นานก็มีน้ำมันออกมา
เมื่อทอดไขมันหมูจนดูกรอบและมีสีเหลืองทอง จู้เจียงเจียงถึงยอมยกหม้อ เทลงเครื่องปั้นดินเผาที่ไว้เก็บน้ำมันพร้อมกับกากหมู
แม้ว่านี่จะไม่ใช่การทำน้ำมันหมูที่จริงจังอะไร แต่ก็ทอดจนได้น้ำมันหมูออกมามากกว่าหนึ่งถ้วย
ต่อไปหากทอดแบบนี้ทุกวันละก็ บ้านนางก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันกินแล้ว
ถือโอกาสที่หม้อร้อน ๆ และยังมีน้ำมันติดอยู่เล็กน้อย จู้เจียงเจียงก็หั่นต้นหอมป่าที่เด็ดกลับมาจากริมแม่น้ำ ใส่ส่วนรากสีขาวของต้นหอมลงไปในหม้อ ผัดสองสามครั้งก็โยนลำไส้ใหญ่ที่ผ่านการลวกแล้วลงไป
ลำไส้ใหญ่มีกลิ่นแรง เมื่อลงหม้อก็กลบกลิ่นหอมของน้ำมันที่เพิ่งทอดไว้จนหมด
ทุกคนในหมู่บ้านที่ตาละห้อยกับน้ำมันหมูกระปุกนั้น ตอนนี้ก็หมดอารมณ์แล้ว
พวกเขาเกือบลืมไปแล้ว น้ำมันหมูก็เอามาจากของสิ่งนั้น
หัวใจสำคัญของการทอดลำไส้ใหญ่นี้คือ ต้องทอดให้แห้งโดยไม่เติมน้ำแม้สักหยด เมื่อต้นหอมป่าถูกน้ำมันทอดจนส่งกลิ่นหอม มันก็ค่อย ๆ กลบกลิ่นของลำไส้ใหญ่ ทำให้จุดเด่นของกับข้าวจานนี้เผยออกมาให้เห็น
อีกด้านหนึ่ง เผยเสี่ยวอวี๋ยังก่อไฟอยู่ ที่เผาอยู่บนเตาก็คือหม้อหูหิ้ว ที่ข้างในนั้นกำลังตุ๋นกระเพาะหมูอยู่
กระเพาะหมูถูกโยนลงหม้อเป็ชิ้นแรก เพราะไม่มีไก่ จึงไม่ต้องตุ๋นนานขนาดนั้น เมื่อตอนใกล้สุก จู้เจียงเจียงก็ยกหม้อหูหิ้วลงมา
น้ำแกงกระเพาะหมูถูกเทลงในหม้อผัดผักใบใหญ่ เมื่อเติมน้ำก็นำไปต้มและรอให้น้ำเดือดอีกครั้ง จากนั้นก็มีคนเห็นนางเทหญ้าป่าเพื่อดับกลิ่นคาวของไส้อ่อน มีทั้งหญ้าเหมาเฉ่า และสะระแหน่ต่าง ๆ ที่เตรียมรอเอาไว้ก่อนหน้านี้ลงในหม้อ
น้ำแกงกระเพาะหมูสีขาวขุ่นในหม้อส่งกลิ่นหอมกระตุ้นของตัวมันเอง ดึงดูดคนในหมู่บ้านมากขึ้น แม้แต่สวี่เหล่าเกินก็มาด้วย
“พี่สะใภ้เสี่ยวอวี๋ นี่เ้าไปเอาเนื้อมาจากที่ใด?” สวี่เหล่าเกินจ้องหม้อใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยเนื้อ รู้สึกใไม่หาย
นี่มันไม่สอดคล้องกับตอนที่นางเพิ่งมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงโดยสวมชุดขาด ๆ เลยสักนิดเดียว
ไม่รอให้จู้เจียงเจียงตอบ ชาวบ้านข้าง ๆ ก็ดึงสวี่เหล่าเกินไว้ แล้วพูดกระซิบบางอย่างข้างหูเขา
หลังจากที่รู้ว่าในหม้อนั้นคืออะไร สวี่เหล่าเกินก็ไม่ได้ถามซ้ำ แต่กลับทำหน้าเห็นใจมองนางพร้อมกับทุกคน
ในทางกลับกัน จู้เจียงเจียงที่ถูกกลุ่มคนรายล้อมพร้อมกับคิดว่านางกำลังต้มขี้ บนใบหน้าก็ไม่มีการแสดงความรู้สึกใด ๆ เพียงก้มหน้าก้มตาสนใจล้างใบชาในกะละมังเท่านั้น
ยอดใบชาอ่อนเขียวสดหนึ่งตะกร้าเทใส่ไปในน้ำแกง แกงเนื้อสีขาวพลันมีสีเขียวมาแต่งเติม กลิ่นหอมของชาและเนื้อแข่งกันส่งกลิ่น คนดูอดไม่ได้ที่จะน้ำลายไหล
พอดูอย่างนี้แล้ว ของสิ่งนั้นเหมือนจะกินได้จริง ๆ?
ชาวบ้านทุกคนสบตากัน พลางสื่อสารกันด้วยสายตา พลันนั้นความคิดในใจก็เริ่มสั่นคลอน
ลำไส้ใหญ่ทอดและกระเพาะหมูใบชาทั้งสองอย่างล้วนทำเสร็จแล้ว
ถึงแม้น้ำแกงจะดูน่ากิน แต่จู้เจียงเจียงยังตักน้ำแกงกระเพาะหมูและไส้อ่อนให้เผยเสี่ยวอวี๋ไปหนึ่งถ้วยใหญ่ ให้นางกินเนื้อแทนข้าว
ตอนนี้ที่เผยเสี่ยวอวี๋้าคือความรู้สึกอิ่มท้อง น้ำแกงค่อย ๆ ดื่มก็ยังทัน
“ปู่สวี่ ปู่ก็มาดื่มสักถ้วยเถอะ” จู้เจียงเจียงตักให้สวี่เหล่าเกินอีกหนึ่งถ้วย “ถือเป็การขอบคุณปู่ที่ดูแลแม่สามีข้าและเสี่ยวอวี๋ก็แล้วกัน”
นางไม่ถามสักนิดก็ยัดถ้วยไปที่หน้าอกของสวี่เหล่าเกินตรง ๆ
ใช้ปากพูดเฉย ๆ ถึงนางจะพูดจนปากถลอกก็มิสู้หาคนคนหนึ่งมาลองชิมดูเลยดีกว่า
สวี่เหล่าเกินก็คือคนที่เหมาะสมที่สุดในการใช้มาเป็ข้ออ้าง หลังจากกับข้าวนี้ถูกคนยอมรับ จู้เจียงเจียงก็สร้างภาพลักษณ์คนที่กตัญญูรู้ความให้กับตัวเองได้
“นี่จะเกรงใจเกินไปแล้ว…”
สวี่เหล่าเกินใกับความหวังดีของจู้เจียงเจียงที่มาอย่างกะทันหัน ไม่รู้จะทำอย่างไรกับถ้วยที่ถืออยู่ในมือ
สายตาของทุกคนในหมู่บ้านต่างมารวมกันอยู่บนตัวเขา มีทั้งอยากรู้อยากเห็น เห็นใจ และคาดหวังต่าง ๆ นานา ล้วนแล้วแต่ดูด้วยความสนุก
“เสี่ยวอวี๋อร่อยไหม?”
จู้เจียงเจียงตักให้ตัวเองหนึ่งถ้วย นั่งลงข้าง ๆ เผยเสี่ยวอวี๋ที่ก้มหน้าก้มตากิน และจงใจถามนาง
เด็กคนนี้ก็ไม่รู้จักพูดดี ๆ แทนนางหน่อย
เผยเสี่ยวอวี๋ที่ถูกเอ่ยถึงเงยหน้าขึ้น เอาแต่พยักหน้า อาหารเต็มปาก
นางเอาแต่รีบกินไม่มีเวลาพูด แต่สายตานั้นกลับเปล่งประกายเจิดจ้า แค่ดูก็รู้ว่านางพึงพอใจกับอาหารมื้อนี้มากเพียงใด
สวี่เหล่าเกินมองพวกนางสองคนพี่สะใภ้น้องสามีกินอย่างเอร็ดอร่อย แล้วมองในถ้วยที่ล้างสะอาดสะอ้านในมือตน มองไม่เห็นร่องรอยของสิ่งสกปรกเลยแม้แต่น้อย ยังมีกลิ่นที่เขาไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน กลิ่นน้ำแกงที่ทั้งเข้มข้นและหอมอ่อน ๆ จนต้องกลืนน้ำลายแล้วกลืนน้ำลายอีก
สวี่เหล่าเกินจับตะเกียบขึ้นอย่างช้า ๆ ภายใต้สายตาลุ้นระทึกของทุกคน คีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นส่งเข้าไปในปาก