เดินเล่นด้านนอกรอบหนึ่งความสนใจของหลันเฟิงก็ค่อยๆ หมดไป จึงกลับมาที่จวนหยาง
หลังจากประสานนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกันแล้วรองศีรษะเอาไว้ชายหนุ่มก็เดินอย่างสบายอารมณ์ไปทางเรือนหมายเลขสอง
ยามที่ผ่านลานกว้างของสวนดอกไม้เงาร่างตื่นเต้นของชายหนุ่มฝูงหนึ่งก็เข้ามาในครรลองสายตาของหลันเฟิง
หลันเฟิงกวาดตามองแวบหนึ่งเมื่อได้ยินบทสนทนาก็หาได้ใส่ใจ พลางเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย
“หลันเฟิง”
ยามที่เดินผ่าน ท่ามกลางฝูงชนมีชายหนุ่มคนหนึ่งมองมาแล้วอ้าปากร้องตะโกนเข้าพอดี
หลันเฟิงหยุดชะงักฝีเท้าแล้วหันหน้าไปมอง“มีอะไรหรือ”
ท่าทางเกียจคร้านดูเหมือนไม่ค่อยเคารพนับถือทำให้ชายหนุ่มเปล่งเสียงออกมาด้วยใบหน้าเคร่งขรึมหลายส่วน
“น้องเสวี่ยเอ๋อร์เข้าสู่ระดับไอปราณแล้วเป็นอัจฉริยะหายากในรอบยี่สิบสามสิบปีของตำบลเฟิง เจ้าไม่คู่ควรกับนาง! ข้าขอเตือนเจ้าด้วยความหวังดี จากนี้อย่ามาเกาะแกะนางอีกตัวเองจะได้ไม่ต้องอับอาย!” ชายหนุ่มแค่นเสียงหึด้วยความเย็นชาแล้วเอ่ยอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด
“หากข้าไม่คู่ควรหรือว่าเจ้าคู่ควร?” หลันเฟิงเหลือบมองชายหนุ่มแวบหนึ่งอย่างเย็นชา
“เจ้า...”
หลันเฟิงโคลงศีรษะชักสายตากลับมาแล้วเดินต่อ แต่ปากกลับเปล่งคำพูดออกมาว่า “ไร้สาระ”
ส่วนชายหนุ่มที่ถูกทำให้โกรธจนหน้าแดงก่ำสีหน้าเขาบัดเดี๋ยวเคร่งขรึมบัดเดี๋ยวสดใสไม่แน่นอน ทรวงอกราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนแต่กลับระบายออกมาไม่ได้
พอชายหนุ่มที่เดินอยู่รอบตัวเขาเห็นฉากนี้ก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย
ผ่านไปชั่วครู่ถึงได้มีคนเอ่ยปาก
“คิดไม่ถึงว่าภายในเวลาแค่สองสามปีหลันเฟิงผู้นี้จะกลายเป็นคนที่หยิ่งยโสถึงเพียงนี้!”
“คุณชายกวงไม่ต้องโมโหไปเจ้าเด็กนั่นก็แค่โชคดีเท่านั้น ถึงได้รับความโปรดปรานจากคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์รอให้ถึงวันที่คุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์ได้รู้โฉมหน้าที่แท้จริงของเขาก็จะไปจากเขาเอง”
ภายใต้การเกลี้ยกล่อมของกลุ่มชายหนุ่มสีหน้าของหยางกวงถึงได้ค่อยๆ ดีขึ้น
ทว่าในใจของเขา ความเป็นปฏิปักษ์ต่อหลันเฟิงย่อมเพิ่มขึ้นหลายส่วนอย่างไม่ต้องสงสัย
“พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่!” เสียงเข้มงวดเสียงหนึ่งดังเข้ามา ทำให้ทุกคนใจสั่น
หยางจ้านเดินมาจากไกลๆอย่างแช่มช้า สีหน้าเคร่งขรึม“ข้าเคยบอกแล้วว่าพวกเจ้าอย่ามัวเสียเวลากับเรื่องไร้สาระไม่สู้เอาเวลาไปตั้งใจฝึกฝน ตระกูลหยางต้องการกลุ่มคนที่ใช้การได้ไม่ใช่กลุ่มคนไร้ประโยชน์ อย่าให้ข้าต้องดูถูกพวกเจ้า!”
ชายหนุ่มกลุ่มนี้ถูกตำหนิจนใบหน้าแดงเถือกลามไปจนถึงใบหูพวกเขาทยอยกันก้มหน้าหงุด ไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้ง
ในใจของทุกคนหยางจ้านเป็นดั่งอาวุโสของพวกเขาทุกครั้งที่ถูกตำหนิก็มิมีผู้ใดกล้าโต้แย้ง
สาเหตุเพราะฐานะและพลังยุทธ์ของหยางจ้านเขาหลานชายคนเดียวของอาวุโสใหญ่ตระกูลหยาง ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ของตระกูลหยางฐานะของเขาเป็นรองเพียงหยางเสวี่ยบุตรสาวเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูล และในเรื่องพลังยุทธ์เขาก็ถึงระดับไอปราณขั้นสามแล้ว ถือเป็นยอดฝีมือหนุ่มที่สมบูรณ์แบบ
อย่างน้อยหากหยางจ้านอยากสั่งสอนพวกเขาก็ง่ายดายมากไม่จำเป็นต้องยืมมือผู้อื่น
“แต่พี่ใหญ่ท่านเห็นหรือไม่ หลันเฟิง เจ้าคนไร้ประโยชน์นั่น...”แม้ว่าคนที่ถูกตำหนิจะไม่มีตนรวมอยู่ด้วย แต่หยางกวงกลับไม่พอใจ เตรียมจะโต้แย้ง
“หยางกวง”
หยางจ้านเอ่ยตัดบทคำโต้แย้งของชายหนุ่ม“ข้าหวังว่าเจ้าจะจำไว้ ไม่ว่าเจ้าจะเกลียดหลันเฟิงแค่ไหนเขาก็เป็นหนึ่งในสมาชิกตระกูลหยางของพวกเรา”
อดีตหลันเฟิงเป็นดังคนไร้ค่าเขาจึงไม่สนใจจะไปยุ่งเกี่ยว แต่ยามนี้หลันเฟิงฟื้นฟูพรสวรรค์กลับมาแล้วแม้กระทั่งโดดเด่นกว่าเมื่อสามปีก่อน เขาจึงจำใจต้องจัดการ
หากตระกูลหยางอยากเติบโตและพัฒนากลายเป็นตระกูลที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับตระกูลในเมืองหงสือ ก็จำต้องมีอัจฉริยะอย่างต่อเนื่องและเห็นได้ชัดว่าหลันเฟิงมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้
ความรุ่งโรจน์ของตระกูลเกี่ยวข้องกับคนรุ่นเยาว์ของตระกูล
หลังจากเอ่ยประโยคนี้จบสายตาของหยางจ้านก็กวาดมองเรือนร่างของทุกคนแวบหนึ่งแล้วหมุนกายจากไป
ทุกคนมองสบตากันหากพวกเขาจำไม่ผิดล่ะก็ นี่เป็นครั้งแรกที่หยางจ้านตำหนิหยางกวงในรอบสองสามปีแม้ว่าจะไม่ได้พูดจารุนแรง แต่เจตนาตำหนิกลับเหนได้ชัดมาก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วต้นไม้ชราหน้าประตูพลันแตกหน่อใหม่อีกครั้งชั่วพริบตาเวลาสิบวันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในลานเต็มไปด้วยสีเขียวขจีด้านข้างเตาเพลิงเงาร่างผ่ายผอมสายหนึ่งยืนแกร่วอยู่ตรงนั้นนานแล้ว สายตาของหลันเฟิงอยู่ที่กระบี่เล่มบางสีเงินเรืองแสงที่วิจิตรงดงามซึ่งวางอยู่บนทั่งเหล็กสีหน้าดูตื่นเต้น
“สำเร็จแล้ว!”
สูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง แววตาของหลันเฟิงเปล่งประกายไม่แน่นอน
ผ่านการคลำหาและฝึกฝนสิบวันในที่สุดศาสตรายุทธ์ที่สมกับใจปรารถนาของเขาก็ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก
กระบี่บางเล่มนี้รูปลักษณ์มิได้ฉูดฉาดแม้กระทั่งอัปลักษณ์เล็กน้อย
ลวดลายสองสายถูกขึ้นรูปตรงส่วนขอบจรดกันตรงส่วนปลายแหลมส่วนลวดลายที่เหลือสิบสี่สายก็เรียงแถวอยู่บนตัวกระบี่ทำให้กระบี่ดูเย็นชาขึ้นหลายส่วนและลำแสงสีเงินที่แฝงอยู่ก็ดูราวกับเป็นเครื่องมือแหลมคมที่สามารถตัดเหล็กได้ราวกับตัดโคลน
และความจริงก็เป็นเช่นนั้นจริงวัตถุดิบของกระบี่บางคือเหล็กกล้าที่สร้างขึ้นจากวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กไม่ว่าจะเป็นระดับความแข็ง หรือว่าความทนทานล้วนน่าตกตะลึงยิ่งนักและลวดลายสองสายที่ถูกขึ้นรูปเป็นความแหลมคมของกระบี่ก็เผยความแหลมคมเป็นอย่างมากออกมา
กระบี่เล่มนี้คือศาสตรายุทธ์ระดับสุดยอดเล่มหนึ่ง!
และศาสตรายุทธ์ระดับสุดยอดก็ต้องเป็นปรมาจารย์ตีเหล็กเท่านั้นถึงจะหลอมขึ้นได้!
แน่นอนว่าหลันเฟิงยังห่างชั้นกับปรมาจารย์ตีเหล็กอยู่มากแต่หากพูดถึงแค่คุณภาพของศาสตรายุทธ์ที่หลอมได้ หลันเฟิงย่อมไม่แตกต่างอันใดกับปรมาจารย์ตีเหล็กนัก
“ไม่เลวศาสตรายุทธ์เล่มนี้มีคุณสมบัติพอจะเอาไปขายแล้ว”ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของชายชราเผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา
หลันเฟิงตกตะลึงไปเล็กน้อยแล้วเงยหน้าขึ้น“ขาย? ตาเฒ่า ท่านหมายความว่า...”
ชายชราพยักหน้าด้วยรอยยิ้มสีหน้าจริงจังเป็นอย่างมาก “ดังที่เจ้าคิด กระบี่เล่มนี้นับว่าผ่านเกณฑ์หากนำไปขายก็ไม่เป็นการดูถูกวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กนัก ส่วนราคาของมันนั้น...ตาเฒ่าคิดว่าก็ตามมาตรฐานของศาสตรายุทธ์ระดับสุดยอด”
“เอ่อ”หลันเฟิงตะลึงค้าง
ศาสตรายุทธ์ระดับสุดยอดนั่นคือฝีมือของปรมาจารย์ตีเหล็กเชียวนะ!
ศาสตรายุทธ์ระดับสุดยอดทุกชิ้นล้วนเป็นของล้ำค่าแม้ตำบลเฟิงจะยิ่งใหญ่ แต่จำนวนศาสตรายุทธ์ระดับสุดยอดกลับมีอยู่อย่างจำกัดและไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ตนแค่สร้างศาสตรายุทธ์ขึ้นมาอย่างสะเปะสะปะมูลค่ากลับเทียบเท่าศาสตรายุทธ์ระดับสุดยอดเลยหรือ
“ท่าทางเจ้าเหมือนไม่เชื่อเลยนะ?” ความสงสัยของชายหนุ่มทำให้ชายชรารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยแม้แต่น้ำเสียงก็ยังไม่สบอารมณ์ “เจ้าสงสัยทุกอย่างได้ มีเพียงการตัดสินอย่างมืออาชีพของตาเฒ่าที่เจ้าสงสัยไม่ได้ศาสตรายุทธ์ธรรมดาในตลาดจะเทียบกับศาสตรายุทธ์ที่สร้างจากวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กได้อย่างไร”
หลันเฟิงฉีกยิ้มแล้วเอ่ยราวกับประจบสอพลอ“ข้าเชื่อๆ ท่านเป็นถึงวิญญาณศาสตราก้านเจี้ยงที่ยิ่งใหญ่เชียวนะ!”
ชั่วขณะนั้นหว่างคิ้วของชายชราก็มีความหยิ่งยโสปรากฏขึ้นแล้วเน้นย้ำอีกครั้ง“ใช่แล้ว ข้าคือวิญญาณศาสตราก้านเจี้ยงผู้ยิ่งใหญ่เชียวนะ!”
ในยามที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มนั้นเสียงแก่ชราอีกเสียงก็ดังแทรกเข้ามา
“คุณชายเฟิง”
หลันเฟิงพลันทอดมองไปก็หุบยิ้มทันทีก่อนเดินไปทางประตูลานแล้วคารวะชายชรา “ชนรุ่นหลังหลันเฟิง คารวะท่านลุงฝู”
“คุณชายเฟิง ตาเฒ่าแก่ชราแล้ว”มองชายหนุ่มที่ถ่อมตนและมีมารยาทใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของท่านลุงฝูพลันเผยรอยยิ้มเป็นมิตร พลางโบกฝ่ามือไปมาอย่างแผ่วเบา
“สาเหตุที่ตาเฒ่ามาที่นี่ก็เพราะตั้งใจมาแจ้งคุณชายเฟิงโดยเฉพาะมีคนใหญ่คนโตคนหนึ่งจากเมืองหงสือมาเยือนดูเหมือนว่าจะมาเพื่อรับคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์เข้าสำนักศึกษาเมิ่งอู่โดยเฉพาะท่านผู้นำตระกูลกำชับว่าให้ตาเฒ่ามารายงานคุณชายทุกท่านให้รีบไปที่ลานชุมนุมในอีกหนึ่งเค่อ เพื่อต้อนรับท่านทูตจากสำนักศึกษาเมิ่งอู่”
“รับโดยเฉพาะ?สำนักศึกษาเมิ่งอู่?” หลันเฟิงตกตะลึงเล็กน้อย
เมื่อเห็นเช่นนี้ชายชราก็หัวเราะน้อยๆ ออกมา “ใช่แล้ว คุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์เข้าสู่ระดับไอปราณได้ด้วยอายุเพียงสิบสี่ปีถือว่าเป็นอัจฉริยะที่หายาก แม้แต่ในสำนักศึกษาเมิ่งอู่เองก็หาอัจฉริยะเช่นนั้นได้ไม่มากว่ากันว่าคนใหญ่คนโตคนหนึ่งของสำนักศึกษาเมิ่งอู่ได้ยินเรื่องนี้จึงส่งอาจารย์มาที่ตำบลเฟิง เพื่อยืนยันข่าวนี้ว่าเป็นความจริงหรือไม่หลังจากยืนยันแล้ว ก็จะรับคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์เข้าศึกษาที่สำนักศึกษาเมิ่งอู่เป็นการเฉพาะ”
พรสวรรค์ของหยางเสวี่ยคิดไม่ถึงว่าจะเข้าตาสำนึกศึกษาเมิ่งอู่ แม่นางน้อยผู้นี้ยิ่งทำให้ผู้คนจับจ้องมองนางมากขึ้นเรื่อยๆจริงๆ
หลันเฟิงดีใจแทนแม่นางน้อยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการล่าประสบการณ์และไม่จำเป็นต้องเข้ารับการทดสอบเข้าสำนัก และการเข้าสำนักศึกษาด้วยวิธีการพิเศษเช่นนี้ตำแหน่งและการถูกปฏิบัติของนางย่อมไม่เหมือนกับสองอย่างแรก
สมาชิกที่ได้รับการรับแบบพิเศษล้วนเป็นยอดอัจฉริยะในอัจฉริยะ!
“เช่นนั้นอนาคตข้าก็จะไม่เหงาแล้ว”เมื่อคิดว่าหยางเสวี่ยได้เข้าสำนักศึกษาเมิ่งอู่ก่อน หลันเฟิงก็ฉีกยิ้มบาง
เขาไม่เคยสงสัยว่าตนจะเข้าสำนักศึกษาเมิ่งอู่ได้หรือไม่แม้ว่าตนจะล้มเหลวในการล่าประสบการณ์ ไม่ได้อยู่ในรายการชื่อ แต่เขาก็สามารถเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักของสำนักศึกษาเมิ่งอู่โดยตรงได้แต่การเข้าร่วมสำนักศึกษาเมิ่งอู่จากการล่าประสบการณ์ไม่เพียงตำแหน่งจะสูงกว่าผู้ที่เข้าร่วมผ่านการทดสอบจากสำนัก ยังได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนที่สูงลิ่วอีกด้วยสำหรับหลันเฟิงก่อนหน้านี้แล้ว นี่เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
ทว่ายามนี้สถานการณ์กลับไม่เหมือนกันหลันเฟิงในยามนี้สามารถหลอมศาสตรายุทธ์ที่เทียบกับระดับสุดยอดได้หากเขายอมเสียแรงหน่อยก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับค่าเล่าเรียนที่สูงลิ่ว
“ข้าทราบแล้วอีกเดี๋ยวข้าจะไป ท่านไปแจ้งคนอื่นเถิดขอรับ” สำหรับชายชราในตระกูล หลันเฟิงล้วนนอบน้อมด้วยมาโดยตลอด
และท่าทางนอบน้อมเช่นนี้ก็มีประโยชน์เป็นอย่างมากหากไม่ใช่เพราะยังทำตามคำสั่งที่ท่านผู้นำตระกูลสั่งยังไม่เสร็จท่านลุงฝูก็คงยังอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากไป
เมื่อฉีกยิ้มและกล่าวลาชายหนุ่มเสร็จท่านลุงฝูพลันออกไปจากลานแล้วตรงไปยังเป้าหมายต่อไป
หลันเฟิงกลับห้องมาเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านแล้วออกจากเรือนไปเขาอยากรู้ว่าอาจารย์ที่มาจากสำนักศึกษาเมิ่งอู่ผู้นี้จะมีอะไรพิเศษ
“คุณชายเฟิง ตอนนี้แม่นางน้อยมายืนเคียงบ่าเจ้าแล้วเจ้าก็พยายามหน่อย หากเทียบกับนาง ตาเฒ่าอย่างข้าก็ละอายแทนจริงๆ”ปากร้ายของชายชราเฉียบคมดังเก่า ทำให้ชายหนุ่มแทบอยากจะเย็บปากเขาให้รู้แล้วรู้รอดไป
ทว่าคำพูดนี้เจตนาล้อเล่นเป็นส่วนใหญ่
เพราะความขยันหมั่นเพียรของชายหนุ่มไม่มีผู้ใดรู้ดีเท่าชายชรา และความสำเร็จในอนาคตของชายหนุ่มก็ไม่มีผู้ใดเชื่อมั่นได้เท่าชายชรา