ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่88 สภาพเหมือนขอทาน

    51 2-2

    ตอนที่88สภาพเหมือนขอทาน

    บรรดาสาวๆทั้งหลายหลากยังคงเฝ้าจับจ้องเหตุการณ์ภายในห้องเรียนด้วยอารมณ์ที่หลากหลายจนกระทั่งต้องสะดุ้งเฮือกตกใจกับสุ้มเสียงที่แสนคุ้นเคยที่เปล่งดังออกมา แต่ละนางต่างเหลียวหลังมองก็เสาะพบว่าเป็นหยุนซีที่ยืนอยู่ข้างหลังสีหน้าเปี่ยมล้นอารมณ์หงุดหงิด ทุกคนรีบหลักทางให้ในบัดดล

    หยุนซีกวาดสายตามองทั่วห้องเรียนและในทันทีทันใด บรรดาศิษย์สาวกสาวๆ ทั้งหลายที่อยู่ด้านหลังต่างมองเห็นแค่เพียงเงาแสงสีครามกระตุกวูบพวยพุ่งออกไปต่อหน้าต่อตาหยุนซีปรากฏกายขึ้นอีกครั้งตรงหน้าไป๋หลี่อวี๋อิงที่ยังคงกลอกกลิ้งไปมาอย่างไร้สตินางคว้าคอเสื้อหิ้วร่างของไป๋หลี่อวี๋อิงขึ้นมาจากพื้นโดยใช้มือข้างซ้ายพร้อมกับใช้มือข้างขวาล้วงเข้าไปใต้เสื้อในของอีกฝ่ายด้วยความเร็วงประดุจสายฟ้า

    ผ่านไปเพียงครู่เดียวงูพิษโลหิตสองเศียรก็ถูกจับออกมาในมือหยุนซีอาศัยใช้บริเวณหัวแม่มือและนิ้วชี้จับไปที่ลำตัวยาวของมันจากนั้นก็ออกแรงบีบจนลำป้องกลมของมันบี้ยุบงูพิษโลหิตสองเศียรถึงกับเนื้อตัวบิดเบี้ยวเสียทรงด้วยความเจ็บปวด

    “องค์หญิง เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้คงถูกชุบเลี้ยงโดยท่านกระมัง?”

    สีหน้าการแสดงออกของหยุนซีพลันมืดทมิฬลงหลายส่วนเหลือบสายตาหันไปมองไป๋หลี่อวี๋อิงที่กำลังตื่นตระหนก ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง สติไม่อยู่กับเนื้อกับสภาพคล้ายกับขอทานไม่มีผิดพอเห็นดังนั้นนางอยากจะหัวร่อใส่โดยแท้

    “สงสัยคงเบื่อแล้วกับชีวิตองค์หญิงในวังหลวงถึงได้อยากลองใช้ชีวิตเป็นขอทาน? ข้าขอแนะนำองค์หญิงอะไรสักอย่างเชื่อเถิดชีวิตในฐานะขอทานลำบากแสนเข็ญเสียยิ่งกว่าชีวิตองค์หญิงไม่รู้กี่ร้อยพันเท่า”

    ร่องรอยความสายสง่าและสูงศักดิ์ในฐานะองค์หญิงยามนี้มิทราบว่าอันตรธานหายไปไหนหมดแล้วในตัวของไป๋หลี่อวี๋อิงคงเหลือแต่ความน่าละอายและน่าขันดั่งตัวตลกคนหนึ่ง ขณะเดียวกันบรรดาสาวๆที่เฝ้ามองอยู่นอกห้อง บางคนถึงกับอดขำมิได้จนท้ายที่สุดต้องหลุดหัวเราะออกมา

    เนื่องด้วยเสียงหัวเราะเยาะเหล่านี้ทำให้ไป๋หลี่อวี๋อิงกลับมาได้สติฟื้นตัวอีกครั้งจากความตื่นตระหนกในที่สุดยิ่งได้ฟังคำกล่าวล้อหลอกของหยุนซีเมื่อครู่ยิ่งทำให้สีหน้าแววตาของนางหม่นประกายลงราวกับน่านฟ้าอึมครึมจากเมฆาหมอก

    ชั่วอึดใจขณะต่อมานางก้าวฉับออกไปตรงหน้า คว้างูพิษโลหิตสองเศียณกระชากจากมือของหยุนซีออกมาโดยตรงและขว้างใส่ไปทางเซียถงด้วยความโกรธจัดส่วนทางด้านเซียถงมิได้เผยทีท่าตื่นตระหนกอันใด มือขวาโบกสะบัดชักนำเสียงตัดอากาศดังพรึบ ปรากฏให้เห็นเพียงประกายคมสีเย็นสว่างวูบวาบร่างของงูพิษโลหิตสองเศียรที่บินเข้าใส่นางถูกผ่าเป็นสองท่อนในเสี้ยวพริบตาทั้งเลือดทั้งเนื้อ รวมไปถึงไส้ของมันกระจายไปทั่วบริเวณ

    เลือดสีแดงสดผสมกลิ่นคาวสาดกระเซ็นออกไปนอกห้องเรียนประมาณสองสามหยดแต่ทำเอาบรรดาสาวๆ ทั้งหลายส่งเสียงกรีดร้องลั่น บ้างก็ยกมือปิดหน้าปิดตาบ้างก็ถึงกับทรุกตัวอาเจียนอยู่กับพื้น

    ส่วนคนที่โดนธารเลือดและเศษเนื้อของงูตัวนั้นสาดกระเด็นใส่มากที่สุดคงหนีไม่พ้นไป๋หลี่อวี๋อิง บนใบหน้าที่งดงามของนางเปรอะเปื้อนทั้งเลือดทั้งเนื้อหนังนอกจากนี้บนศีรษะยังมีลำไส้ยาวห้อยต่องแต่งลงมาสภาพในตอนนี้ของนางไม่ต่างอะไรกับเพิ่งคลานออกมาจากกองขยะเปียกกลิ่นคาวปนเน่าเหม็นส่งกลิ่นออกมาแรงมาก ทำเอานางท้องไส้ปั่นป่วนอย่างหนักจนสุดท้ายไป๋หลี่อวี๋อิงต้องโค้งตัวงอก้มศีรษะลงจากนั้นก็เปิดปากอาเจียนอัดพื้นเสียงดังพรวดพราดดูหมดท่าโดยสิ้นเชิง

    บนชุดเสื้อผ้าของเซียถงเปรอะเปื้อนธารเลือดกดสีแดงฉานกองหนึ่งบวกกับเสื้อชิ้นเนื้ออีกสองถึงสามชิ้นได้ ถึงอย่างไร นางมิได้สนใจอะไรกับมันเลยเพียงสะบัดชายเสื้อเล็กน้อย ส่วนเจ้าก้อนเนื้อจิ๋วที่ยังคงติดหนึบนางก็แค่ยกนิ้วขึ้นมาและดีดใส่ทางไป๋หลี่อวี๋อิงที่ก้มอาเจียนอย่างไม่หยุดหย่อนจากนั่นก็เดินไปนั่งที่ตัวเองอย่างเฉยเมยทำราวกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวนางเลยแม้สักนิด

    หลังจากอ้วกออกมาจนหมดไส้หมดพุงไป๋หลี่อวี๋อิงก็เหยียดตัวขึ้นตรง สีหน้าบิดเบี้ยวดูน่ารังเกียจสลัดเนื้องูบนร่างกายนางเหล่านี้ ทำให้นางรู้สึกสยดสยองขนหัวลุกไม่หายเลยจริงๆกดสายตามองซากศพที่ถูกฟันจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของมันที่กระจัดกระจายอยู่กับพื้นไป๋หลี่อวี๋อิงอดกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอมิได้ประกายคมมีดฉับหนึ่งเมื่อครู่ของเซียถง แท้ที่จริงแล้วนางออกแรงฟันไปกว่าร้อยกระบวนด้วยความเร็วสูงมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ตาเปล่าและหากการโจมตีเมื่อครู่เปลี่ยนเป้าหมายเป็นไป๋หลี่อวี๋อิงแทนละก็....แค่คิดก็มีเหงื่อเย็นรินไหลออกมาจากทั่วหน้าผากของนางแล้ว

    หยุนซีมองดูเศษชิ้นเนื้อและคราบเลือดของงูบนร่างกายของไป๋หลี่อวี๋อิงพลางเหลือบมองเศษซากบนพื้น ภายในใจพลันรู้สึกสั่นสะท้านเล็กน้อยเซียถงนางนี้เป็นคนที่มีจิตใจเหี้ยมกว่าที่คิดราวกับว่าเพลิงแห่งความดิบเถื่อนของนางถูกซ่อนเร้นอยู่ในธารน้ำแข็งอีกทีหนึ่ง

    เขย่าศีรษะสะบัดความคิดไร้สาระใดอื่นออกไปหยุนซียื่นเรียวขาวผ่องออกมาต่อหน้าไป๋หลี่อวี๋อิงประกายสายตาสีลูกท้อทอแสระยับกลายมาเป็นจันทร์เจ้าสีนวล กล่าวว่า

    “จ่ายมาหนึ่งร้อยเหรียญทอง”

    พอเห็นปฏิกิริยาของไป๋หลี่อวี๋อิงที่ดูไม่พอใจที่ได้ฟังแบบนั้นนางจึงเอ่ยปากขยายความต่อว่า

    “เมื่อครู่ข้าเพิ่งช่วยเหลือชีวิตขององค์หญิงแห่งจักรวรรดิตงหลี่ไปเพียงต้องการเปรียบเปรยว่า องค์หญิงของเรามีค่ามหาศาลเท่ากับหนึ่งร้อยเหรียญทองนี่คือสิ่งที่ข้าต้องการสื่อถึง”

    “แต่อาจารย์บอกเองมิใช่รึว่า สภาพข้าดูเหมือนขอทาน? เช่นนั้นแล้วขอทานจะไปมีค่ามากถึงร้อยเหรียญทองได้อย่างไร?”

    ไป๋หลี่อวี๋อิงขมวดคิ้วถักแน่นเป็นปมเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังกรรโชกทรัพย์กันซึ่งๆ หน้านี่เห็นนางเป็นลูกพลัมที่กลั่นแกล้งกันโดยง่ายปานนั้นเชียว?

    “องค์หญิงก็คือองค์หญิงวันยังค่ำ ไม่ว่าสภาพของเจ้าในตอนนี้จะดูเหมือนขอทานเพียงใดแต่เจ้าก็ยังคงเป็นองค์หญิงอยู่ดี”

    รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของหยุนซีมันเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและดูมีเสน่ห์เป็นพิเศษ

    “แต่ในฐานะองค์หญิง แทนที่จะเป็นผู้นำชั้นเรียนและรักษาความสงบเรียบร้อยแต่กลับทำตรงข้าม แหกกฎระเบียบในห้องเรียน แอบนำสัตว์อสูรมีพิษเข้ามาในสถานศึกษาและยังก่อพักก่อพวกรุมรังแกศิษย์ใหม่...”

    “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้วท่านอาจารย์!พรุ่งนี้ข้าจะสั่งให้คนนำเงินจำนวนร้อยเหรียญทองมาให้ทันที!”

    ไป๋หลี่อวี๋อิงที่เสาะเห็นรอยยิ้มดังกล่าวของหยุนซีก็ถึงกับขนหัวลุกรีงเอ่ยปากขัดจังหวะโดยไวการที่อีกฝ่ายยิ้มแย้มหัวเราะคิกคักเช่นนี้ได้นับว่าไม่ใช่เรื่องดีแล้ว

    “สายไปแล้ว เพิ่มเป็นสองร้อยเหรียญทอง”

    หยุนซีคลี่ยิ้มแสนอ่อนโยนมอบกลับไปให้กระดิกนิ้วเรียวบางสีขาวประดุจหิมะให้ทางไป๋หลี่อวี๋อิง

    “....พรุ่งนี้ข้าจะสั่งคนนำมาให้”

    ไป๋หลี่อวี๋อิงถึงกับหน้าถอดสีหลังพูดจบก็เดินกลับไปนั่งประจำที่โดยไม่รอฟังคำตอบจากหยุนซีใดๆ อีก ส่วนบรรดาสาวๆที่ซ่อนตัวหดหัวอยู่ด้านนอกประตูก็ค่อยๆ ทยอยกันเข้ามาแต่ไม่ใครกล้านั่งใกล้ไป๋หลี่อวี๋อิงเลย เพราะกลัวว่าตัวเองจะติดกลิ่นเหม็นเน่าบนร่างอีกฝ่ายไปด้วฝย

    หยุนซียิ้มหวานอย่างมีความสุข

    หลังจากสั่งให้ทุกคนร่วมช่วยกันทำความสะอาดห้องเรียนหยุนซีก็เริ่มสอนทันทีคาบในวันนี้ยังคงเป็นการอธิบายถึงคุณสมบัติจำเพาะของสมุนไพรแต่ละชนิดที่เตรียมมาเซียถงตั้งอกตั้งใจรับฟัง และจำสิ่งที่หยุนซีสอนได้ทั้งหมดในคราเดียวจากนั้นก็เริ่มระดมความคิดใช้สมองโดยไว จากคุณสมบัติของสมุนไพรที่มีในวันนี้นางสามารถนำไปหลอมกลั่นโอสถอะไรได้บ้าง

    “นี่แหละคือความสามารถของธาตุไม้ในร่างกายของท่านช่วยให้เจ้าจดจำคุณสมบัติของสมุนไพรแต่ละชนิดได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมไปถึงสามารถทำให้ท่านจับคู่สมุนไพรที่มีคุณสมบัติคลอดคล้องกันได้”

    คำกล่าวประโยคหนึ่งของเสี่ยวฮั่วดังขึ้นในห้วงความคิดของนางในทันใด

    เซียถงพยักหน้าแสดงให้เห็นว่านางเข้าใจแล้ว

    เลิกเรียนนางเดินเปิดประตูออกมาจากห้อง ก็พบฉีหมิงเยว่ที่กำลังยืนรออยู่อีกฝ่ายมาในชุดสีเขียว ยืนเฝ้าคอยเซียถงประดับเคียงท่าทางอันสง่างดงามและอ่อนโยนเสมือนเมฆา

     

    52 1-2

    ตอนที่89 ฟื้นฟูรูปโฉม(1)

    พอเห็นเซียถงเดินออกมา นางจึงตรงเข้าไปหาเข้าควงแขนอีกฝ่ายท่าทางเป็นกันเอง ส่งยิ้มกล่าวว่า

    “ไปโรงอาหารด้วยกันเถอะ”

    เซียถงเหลือบสายตามองตามไปยังแขนอีกฝ่ายควงกอดอย่างสนิทสนมคลี่ยิ้มบางพร้อมพยักหน้ามอบแก่ฉีหมิงเยว่พินิจจากท่าทางการแสดงออกอันเรียบง่ายเหล่านี้กระทั่งนางเองก็ยังสามารถสัมผัสถึงคำว่า ‘มิตรภาพ’ของฉีหมิงเยว่ที่มีต่อตัวนางได้

    “เมื่อวานเห็นขอตัวแยกออกไปก่อนเจ้าไปไหนมารึ?”

    เซียถงเอ่ยถามฉีหมิงเยว่ระหว่างทางไปโรงอาหาร

    สายตาหวานยิ้มแย้มประดุจเสี้ยวจันทร์ของฉีหมิงเยว่ทันใดนั้นพลันหรี่ลงอย่างเศร้าสร้อยเมื่อได้ฟังประโยคคำถามนี้ของเซียถงถอดถอนหายใจเสียงยืดยาวไปทีหนึ่ง ทั้งสีหรน้าแววตาดูหม่นหมองลงหลายส่วน

    ฉีหมิงเยว่ส่ายหัวไปครา ขณะที่กำลังจะปริปากกล่าวทันใดนั้นทั่วร่างของนางถึงกับแข็งค้างฉับพลันเงยหน้าจับจ้องไปยังทิศทางเบื้องหน้าด้วยแววตาแสนว่างเปล่าพอเซียถงเคลื่อนสายตาติดตามไปยังทิศดังกล่าวก็พบเซี่ยหลู่เฟิงที่กำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เดิมที่ก่อนหน้า ฉีหมิงเยว่คู่คิ้วขมวดถักสีหน้าเศร้าหมอง ก็ดูเหมือนว่าจะคลายอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อพบพานอีกฝ่าย

    เมื่อสังเกตเห็นพวกนางทั้งสองมองเข้ามารอยยิ้มสีบางพลันปรากฏเล็ดลอดออกมาจากริมสีปากรูปสวยของเซี่ยหลู่เฟิงแสงตะวันฉาดฉายส่องกระทบผ่านกิ่งก้านลอดเร้นลงมาตกกระทบกับใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสีอรุณดุจทองจากธารแสงเหล่านี้ยิ่งเพิ่มทวีความหล่อเหลาตรงหน้า ในขณะเดียวกันเซียถงเองยังต้องตกละลึง มิยักรู้มาก่อนเลยว่าเซี่ยหลู่เฟิงจะมีใบหน้าที่หล่อเหลาและประณีตงามปานนี้

    เซี่ยหลู่เฟิงเดินไปหาทั้งสองพร้อมรอยยิ้มอันสดใสประกายตาทอแสงเคลื่อนใส่ทางใบหน้าของฉีหมิงเยว่หนึ่งปราดจะว่าไปแล้วสาวน้อยที่อยู่ข้างถงถงก็งดงามมิใช่น้อยเปรียบได้กับต้นพู่ระหงขาวอันเฉิดฉายจากสายน้ำ

    พอฉีหมิงเยว่เห็นเซี่ยหลู่เฟิงเดินใกล้เข้ามาทางนี้เรื่อยๆนางก็พลันใจสั่นระรัวผิดจังหวะจนมิสามารถควบคุมได้นัยน์ตาคู่งามสั่นไสวพราวแสงระยับ เพียงสายตาหันเข้าสบกับเซี่ยหลู่เฟิงเสมือนก่อกำเนิดร่องรอยความหวังขึ้นบนใบหน้าของนาง

    เขาจะมาพูดอะไรกับข้า?

    หรือจะชวนไปทานอาหารด้วยกัน?

    “ข้ารออยู่แล้วนี่คือเงินจำนวนสิบเหรียญทองของเจ้า ขอบคุณมากเรื่องเมื่อวาน”

    เซี่ยหลู่เฟิงเดินตรงเข้าไปหาทั้งสอง และยื่นถุงผ้าเนื้อละเอียดส่งให้แก่ฉีหมิงเยว่

    ฉีหมิงเยว่พยักหน้าตอบเล็กน้อยหยิบถุงผ้าในมือมาแล้วเอ่ยตอบไปว่า

    “อืม”

    หนึ่งคำสั้นๆพร้อมน้ำเสียงแสนเรียบเฉยแต่ถึงกระนั้นเซียถงก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงร่องรอยความผิดหวังของอีกฝ่าย

    หลังจากกคืนเงินเสร็จสรรพเซี่ยหลู่เฟิงยังมิได้ลาจากออกไปทันที แต่กลับขมวดคิ้วเพ่งสายตาจับจ้องสาวน้อยตรงหน้าอย่างประณีตสำรวม เพราะเหตุใดกันเขาถึงรู้สึกคุ้นหน้าของนางทุกครั้งที่ได้พบเจอกันเสมอ ราวกับว่าเคยพบเจอกันที่ไหนสักแห่งหนจริงๆแต่ถึงแบบนั้น เขาเองก็ยังจำไม่ได้สักที

    เห็นเซี่ยหลู่เฟิงที่จับจ้องใบหน้าของตนไม่คลายอ่อนลงเลยสักนิดฉีหมิงเยว่ก็หน้าแดงก่ำ กอดแขนของเซียถงไว้แน่นด้วยความประหม่าขวยเขิน

    “นี่เรา...เคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือไม่?”

    เซี่ยหลู่เฟิงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นทันที

    ฉีหลิงเยว่ตัวแข็งทื่อเป็นหินในบัดดลส่งสายตาจับจ้องไปยังเซี่ยหลู่เฟิงทอประกายผิดหวังอย่างบอกไม่ถูกธารแสงพราวเฉิดเฉยระยับที่ส่องสะท้อนจากแววตาก่อนหน้า ค่อยๆอันตรธานเลือนหายไป

    ปรากว่าเขาจำตัวนางไม่ได้ใจดวงนี่ที่ร้อนรุ่มเย็นลงในบัดดล ฉีหมิงเยว่รู้สึกดั่งว่าตนเองจมลงสู่ห้วงน้ำแข็ง ร่างกายแขนขาหนาวเหน็บจนชาไปทั่วทั้งตัวภาพฉากอันแสนอบอุ่นที่ซ่อนลึกสุดขั้วหัวใจยามนี้กำลังพร่าเลื่อนร่างของบุรุษหนุ่มสีขาวค่อยๆจากหายออกไป เหลือเพียวสิ่งเดียวที่ยังสลักจำได้ก็คือทะเลเลือดที่แปดเปื้อนยันท้องนภาฟากฟ้า

    อย่างไรเสีย หากปราศจากความอบอุ่นของชายคนนั้นแล้วนางจะเข้มแข็งได้อย่างไรในวันนี้?

    มีของเหลวสีใสกลิ้งกลอกฉาดฉายอยู่ในแววตาของนางสุดท้ายนี้อดที่จะก้มหน้าก้มตาลงมิได้ พลางส่งเสียงแผ่วบางตอบกลับไปแค่ว่า

    “ไม่”

    น้ำเสียงนี้ยังคงนุ่มนวล ทว่ามิทราบเหตุใดใครที่ได้ฟังต่างต้องสัมผัสได้ถึงความเย็นชา

    เซี่ยหลู่เฟิงยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพอเห็นฉีหมิงเยว่ก้มหน้าต่ำลงเคียงหยดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาเขาก็พลันรู้สึกตื่นตระหนกมิใช่น้อยอยู่ภายในใจ โดยมิทราบว่า เกิดอะไรขึ้นหรือเขาเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้สาวน้อยนางนี้ไม่มีความสุข? จนแล้วจนรอดเขารีบเร่งหันหน้าไปหาเซียถง เผยสีหน้าแสดงความกังวลออกมาให้เห็นกันชัดๆราวกับกำลังขอความช่วยเหลือกันกรายๆ

    เซียถงเองก็ฉงนใจงุนงงกับท่าทีของฉีหมิงเยว่ไม่ต่างแต่สบสายตากับเซี่ยหลู่เฟิงตอบกลับอย่างไม่เข้าใจเช่นกัน สุดท้ายได้แต่ส่ายหน้ากลับไปให้เพราะนางเองก็มิทราบ ว่าไฉนจู่ๆฉีหมิงเยว่ก็ร้องไห้ออกมา

    “ไปกันเถอะ”

    ปล่อยให้สองพี่น้องอย่างเซียถงกับเซี่ยหลู่เฟิงยืนงงจนทำอะไรไม่ถูกอยู่สักพักฉีหมิงเยว่ที่อาการพอจะดีขึ้นเล็กน้อยก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งกลับมาในสีหน้าการแสดงออกที่ปกติดังเดิม ส่งยิ้มแก่เซี่ยหลู่เฟิงเล็กน้อยด้วยความมิค่อยเต็มใจนักจากนั้นก็ฉุดแขนลากเซียถงให้เดินออกมาโดยตรง

    เซี่ยหลู่เฟิงทอดสายตาเหม่อมองตามแผ่นหลังของฉีหลิงเยว่ที่ค่อยๆห่างไกลออกไปจากนั้นพลันขมวดคิ้วถักหนาขึ้นอีกครา ไม่ใช่ว่าเขาเคยพบหน้านางมาก่อนงั้นรึ?และทันใดนั้นภาพฉากของสาวน้อยนางหนึ่งที่ร่างกายปกคลุมไปด้วยธารเลือดก็โฉบแล่นผ่านเข้ามาในหัวของนางทันควันเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงติดตาตรึงใจของเขาเสมอมา แต่จะอย่างไรใบหน้าของสาวน้อยนางนั้นเปียกชโลมไปด้วยเลือดสีแดงฉานจนเขาไม่สามารถมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้เลย

    ฉีหมิงเยว่กอดแขนเซียถงแน่นดึงอีกฝ่ายและสับเท้าจ้วงออกมาจากบริเวณนั้นโดยไวตลอดทางเดินนางปิดปากเงียบไม่เอ่ยกล่าวอะไรใดๆ เซียถงเองก็ไม่คิดจะถามเช่นกันเพราะหากนางต้องการจะพูด ปานนี้คงส่งเสียงออกมาแล้วดังนั้นการที่นางปิดปากเงียบงันจวบจนตอนนี้ ต่อให้ถามอะไรไปก็คงมิได้สถานการณ์ดีขึ้นซ้ำร้ายยังอาจทำให้สถานการณ์ทวีความหม่นหมองลงไปอีกบรรยากาศอันเงียบสงัดนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งพวกนางทั้งคู่มาถึงโรงอาหารและทันใดนั้นฉีหมิงเยว่พลันหยุดฝีเท้าโดยพลัน

    “เซียถงพี่ชายของเจ้า...มีหญิงสาวที่ชอบพอแล้วรึยัง?”

    จู่ๆฉีหมิงเยว่ก็เอ่ยปากถามขึ้นมา

    ซึ่งคำถามนี้ทำให้เอาเซียถงคันปากยิ่งแล้วจนอยากถามสวนกลับไปจริงๆว่า นี่เจ้าไม่รู้เลยงั้นรึ? ต่อให้ใช้ฝ่าตีนดูก็ยังจับสังเกตได้ว่าเซี่ยหลู่เฟิงมีความสนใจในตัวเจ้าเช่นกัน?แต่หลังจากคิดดูอีกทีแล้ว นางไม่ควรพูดแบบนั้นออกไปตรงๆจะดีกว่า จึงกล่าวเพียงว่า

    “ข้าไม่เคยได้ยินเขากล่าวถึงเรื่องนี้เลยคงจะยังไม่มี”

    ฉีหมิงเยว่ปิดปากเงียบไปอีกครา

    ช่วงบ่ายของวันเป็นคาบเรียนแขนงวิชากลยุทธ์และตัวแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วเองก็ไม่ได้ทำตัวหาเรื่องหรือก่อปัญหาให้กกับเซียถงใดๆอีกตลอดคาบช่วงบ่ายผ่านไปได้อย่างสงบสุข หลังเลิกเรียนเซียถงก็เดินทางไปยังร้านขายสมุนไพรเพื่อจับจ่ายซื้อวัตถุดิบหลอมกลั่นโอสถตามคำแนะนำของเสี่ยวฮั่วทั้งยังซื้อเตาหลอมโอสถของตัวเองด้วย ก่อนจะมุ่งหน้ากลับเข้าจวนเสนาบดี

    พอมาถึงจวนเสนาบดี ปิดประตูใส่กลอนแน่นเซียถงจุดเปลวไฟใต้เตาหลอมโอสถก่อนเป็นอันดีบแรกหยิบเห็ดหลืนจือมรกตและสมุนไพรชนิดอื่นๆซึ่งเป็นวัตถดุดิบขึ้นมาเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะจากนั้นค่อยเริ่มกระบวนการหลอมกลั่นโอสถทันที

    และการหลอมกลั่นโอสถในครั้งนี้จำเป็นจะต้องใช้ความประณีตและความละเอียดในการควบคุมเปลวไฟขั้นสูงเซียถงไม่กล้าประมาทเลยแม้สักอึดใจเดียวดำเนินการภายใต้คำแนะนำของเสี่ยวฮั่วทุกประการด้วยความระมัดระวังสุดขีด

    ยามรัตติกาล แสงจันทราหันหาทิศตะวันตกบนฝ่ามือของเซียถงมีโอสถล้างพิษปราณนภาระดับสองอยู่ในมือ อันที่จริงแล้วอาศัยแค่โอสถปราณระดับสองทั่วไป ย่อมไม่สามารถล้างพิษในร่างกายของเซียถงได้แน่นอนแต่การที่เพิ่มส่วนผสมสำคัญอย่าง เห็ดหลืนจือมรกตลงไปด้วยจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการขับพิษดีขึ้นจากเดิมถึงสองทวีเท่า

    หลังจากกลืนโอสถขับพิศปราณนภาระดับสองลงไป นางรู้สึกถึงเพียงกระแสพลังงานสีมรกตจางอ่อนโคจรออกแล่นไปทั่วทั้งร่างกายา พอเวียนครบสองรอบโคจรบรรจบเสี่ยวฮั่วก็ระงับปิดกั้นเส้นลมปราณในส่วนอื่นๆพยายามผลักดันให้กระแสพลังงานสีมรกตนี้พุ่งขึ้นไปยังเส้นลมปราณบนไหล่ทั้งสองข้างพอกระแสลมปราณขุมนี้เข้าปะทะชนเข้ากับก้อนพิษสีทมิฬความเร็วในการเคลื่อนที่ของมันก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้อยู่

    พอเห็นเป็นเช่นนั้น เซียถงดีใจเป็นอย่างมากรีบระดมขุมพลังขอบเขตเสาหลักฟ้าทั้งหมดที่มีสูบฉีดเข้าช่วยกระแสพลังงานสีมรกตนั่นอีกแรงส่งผลให้กระแสพลังงานสีมรกตเคลื่อนตัวเร็วยิ่งขึ้นและก้อนพิษสีทมิฬอันเหนียวหนืดที่อุดตันก็เริ่มถูกกัดกร่อนจนสลายหายไปทีละเล็กละน้อย

     

     

       

     

    522-2

    ตอนที่90ฟื้นฟูรูปโฉม (2)

    หนึ่งชั่วยามถัดมาของเหลวสีดำส่งกลิ่นเน่าเหม็นจำนวนมากทยอยกันรินไหลทะลักล้นออกมาตามรูขุมขนจากทั่งร่างกายของเซียถงเวลาที่ของเหลวเหล่านี้หยดลงใส่พื้น กลับหลอมละลายกลายเป็นควันสีครามฟุ้งนี่แสดงให้เห็นถึงความอันตรายของพิษชนิดดังกล่าว

    ยามนี้เส้นลมปราณทั้งสองสายที่ทอดยาวไปสู่ใบหน้าไม่มีอะไรมาขวางกั้นอีกต่อไปเซียถงระดมลมปราณสีครามเข้มขุมแล้วขุมเล่าเข้าหล่อเลี้ยงใบหน้าอย่างไม่หยุดหย่อนโดยผ่านเส้นลมปราณทั้งสองสายบริเวณไหล่พอเส้นลมปราณทั้วใบหน้าถูกพลังลมปราณสีครามเข้มขัดเกลาอย่างต่อเนื่องจุดด่างดำอจำนวนมากมายบนผิวหน้าเองก็ถูกขจัดหายไปตามธรรมชาติทั้งนี้ยังส่งผลให้ผิวพรรณบริเวณใบหน้าเปล่งปลั่งเป็นประกายเรียบเนียนขึ้นมากจากแตกก่อน

    หลังจากที่เส้นลมปราณทั้งสองสายนี้ถูกเปิดออกโดยสมบูรณ์เซียถงก็สัมผัสได้ทันทีว่า ระดับแรงดันของพลังลมปราณในร่างกายมันแรงขึ้นมากส่งผลให้เวลาอัดฉีดพลังเข้าหล่อเลี้ยงกระดูกและเส้นเอ็นทั่วกายาได้รับผลประโยชน์ที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น ตราบเท่าที่มีเวลาเพียงพอนางจะสามารถทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตเสาหลักฟ้าชั้นสูงโดยสมบูรณ์แบบได้นางรีบเร่งระงับความเปี่ยมสุขภายในใจโดยไวและกรอกเทพลังลมปราณทั้งหมดส่งไปยังทั่วกายาอีกครั้ง

    แต่คล้ายกับว่ายามนี้ถึงจุดคอขวดความแข็งแกร่งของนางถูกปรับปรุงพัฒนาขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นก่อนจะหยุดนิ่งไปและไม่ว่าเซียถงจะพยายามดูดซับพลังวิญญาณโดยรอบอีกมากมายเพียงใดแต่กลับไม่มีความคืบหน้าอันใดอีกเลย

    “นายท่าน การจะพัฒนาความแกร่งกล้าควรจะต้องค่อยเป็นค่อยไปรีบร้อนเกินไปกลับได้โทษมากกว่าประโยชน์”

    เสี่ยวฮั่วกล่าวเตือน

    ในท้ายที่สุดนี้เซียถงจำต้องยอมแพ้ไป กระโดดลงจากเตียงและเดินไปหยุดลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งโดยไวกระชากผ้าคลุมใบหน้าออกมา ยลโฉมตัวเองผ่านบานกระจกเบื้องหน้าสิ่งเดียวที่เห็นจากในกระจกบานนั้นคือ สตรีงามถล่มเมืองนางหนึ่งผิวพรรณทั่วใบหน้าเรียบเนียนขาวผ่องประดุจหิมะ คู่คิ้วยาวเป็นทรงคันธนูเรียวสวยนี่คือ ความงดงามที่ยืนหนึ่งในใต้หล้าอย่างแท้จริง เสมือนกับว่าช่างฝีมือจากสรวงสวรรค์ใช้ความพยายามทั้งหมดในชั่วชีวิตบรรจงสร้างใบหน้าอันแสนงดงามนี้ซึ่งเป็นผลงานศิลป์ชิ้นเอกขึ้นมา

    ไม่มีหญิงสาวในรุ่นอายุเดียวกันคนใดที่เผยแสดงความงดงามที่เบ่งบานขนาดนี้ได้เท่ากับเซียถงแล้วและความงามที่นางได้ครอบครองนี้มันก๋มีคุณสมบัติเพียงพอแล้วที่จะบัญชาให้บุปผาเปลี่ยนสีสั่งให้ธารน้ำแข็งท่ามกลางฤดูหนาวหลอมละลาย

    เซียถงยกนิ้วขึ้นแตะแก้มสีขาวเนียนของตนก่อนจะคลี่ยิ้มส่งออกมาเล็กน้อย สีหน้าในยามนี้ของนางเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขพิษร้ายแรงเหล่านั้นถูกกำจัดออกไปโดยหมดสิ้นแล้วจริงๆส่งผลให้รอยจุดด่างดำทั่วบริเวณใบหน้าได้สิ้นสลายหายไปตลอดกาลและชีวิตของนางต่อจากนี้ก็จะมิได้ถูกพิษร้ายเหล่านี้คุกคามอีกต่อไปเช่นกัน

    “นายท่าน ท่านงดงามมากไม่มีอิสตรีนางใดจะงดงามไปกว่าท่านอีกแล้วบนผืนพิภพแห่งนี้”

    เสี่ยวฮั่วเอ่ยปากชมจากใจจริง

    เซียถงเหลือบสายตามองไปทางกระจกปิดปากเงียบกริบไม่กล่าวใดๆ จากนั้นก็เดินผละออกไปหยิบสมุนไพรที่เหลือจากการหลอมกลั่นขึ้นมาและนำมาบดผสมกันเป็นของเหลวหลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้ของเหลวสีดำปริมาณมากเต็มชามโอสถ

    นางใช้ของเหลวสีดำในชามเหล่านั้นแต้มทาไปทั่วบริเวณใบหน้าเพื่อสร้างจุดด่างดำของปลอมขึ้นมาปกปิดใบหน้าที่แท้จริง

    ผิวสีขาวเนียนบนแก้มทั้งสองฝั่งของเซียถงถูกจุดด่างดำกลบรัศมีความเปล่งปลั่งไปจนหมดสิ้นโฉมงามจากในกระจกได้แปรเปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์น่าเกลียดอีกครั้ง

    “นายท่าน ท่านไม่ชอบรูปโฉมเมื่อสักครู่หรอกรึ?”

    เสี่ยวฮั่วถึงกับเอ่ยปากถามขึ้นทันทีปั้นสีหน้างุนงง

    “ข้าต้องชอบอยู่แล้ว แต่หากจะไปไหนมาไหนโดยอาศัยรูปลักษณ์เช่นนั้นเกรงว่าสิ่งนี้จะชักนำปัญหาต่างๆ มากมายเข้ามาโดยไม่จำเป็นข้าจะต้องแข็งแกร่งให้ได้มากกว่านี้เสียก่อนถึงจะออกข้างนอกได้พร้อมกับโฉมหน้าที่แท้จริง”

    สวรรค์ฟ้าอิจฉาความงดงามของมวลมนุษย์สิ่งนี้หาใช่เรื่องเกินจริง ความงดงามที่มากเกินไปกลับส่งผลเสียมากกว่าได้และอาจนำพาภัยพิบัติถึงแก่ชีวิตมาให้โดยไม่รู้ตัวแม้นางจะไม่เคยเกรงกลัวต่อปัญหาเบื้องหน้าที่รออยู่แต่ก็ใช่ว่าจะต้องเสียแรงเสียเวลาเปล่ากับปัญหาโง่ๆที่ไม่เกิดประโยชน์อันใดจริงหรือไม่? ในปัจจุบันสิ่งที่เซียถงปรารถนาคือการฟูมฟักความแข็งแกร่งของตนอย่างเงียบๆ เท่านั้น ขอเพียงได้ครอบครองขุมพลังที่กล้าแกร่งเพียงพอนางก็จะสามารถปกป้องท่านแม่จากผู้ไม่หวังดีจากทั่วสารทิศในขณะนี้ได้

    ในช่วงบ่ายของวันนี้เป็นคาบเรียนแขนงวิชายุทธ์ซึ่งก็ยังวนเวียนกับการฝึกกำลังกายอย่างการวิ่งขึ้นลงบนภูเขาป่าสนดังเดิมแต่คราวนี้เพิ่มจากหนึ่งร้อยรอบเป็นหนึ่งร้อยห้าสิบรอบ แน่นอนเซียถงวิ่งเสร็จเป็นคนสุดท้าย ยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้วอาการปวดเมื่อยยังคงมีปรากฏมาบ้าง แต่โดยรวมแล้ว มันดีกว่าครั้งก่อนหน้ามาก

    ทันทีที่วิ่งเสร็จสิ้นนางก็หาสถานที่เงียบสงบและนั่งขัดสมาธิทันทีจากนั้นก็เริ่มกระบวนการดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินจากทั่วอาณัติบริเวณแปรเปลี่ยนพลังวิญญาณปริมาณไร้สิ้นสุดเหล่านั้นกลายมาเป็นพลังลมปราณก่อนจะสูบฉีดพวกมันเข้าหล่อเลี้ยงร่างกายผ่านเส้นลมปราณทั่วกายาเสมือนว่าร่างกายในตอนนี้ของนางมีความต้องการไม่สิ้นสุดพยายามเติมพลังลมปราณเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ

    ดูท่าแล้วหลังจากที่ทะลวงขึ้นมาถึงขอบเขตเสาหลักฟ้าการจะเลื่อนระดับขึ้นแต่ละขั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญมาก แต่อย่างไรก็ตามอาศัยอัตราความเร็วประมาณนี้ นางมั่นใจว่าจะสามารถทะลวงขึ้นกลายเป็นขอบเขตเสาฟ้าชั้นสูงโดยสมบูรณ์ได้ภายในเวลาไม่เกินสามเดือน

    แต่จะว่าไป...ระดับพลังลมปราณของผู้คนจากจักรวรรดิอื่นๆที่เข้าร่วมงานประลองสี่จักรวรรดิ โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาน่าจะอยู่ในขอบเขตใดกัน?ขณะที่เซียถงกำลังครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง จู่ๆนางก็ได้ยินเสียงร้องไห้กระซิกดังขึ้นจากเบื้องลึกภายในป่าสนเซียถงถอดถอนพลังลมปราณกลับเข้าจุดตันเถียนโดยไวสิ้นสุดการบำเพ็ญตบะแต่เพียงเท่านี้ เสี้ยวพริบตาต่อมาคมมีดสั้นเร้นประกายสีเย็นก็เลื่อนลงมาบนฝ่ามือขวาอย่างเงียบงันจัดท่ากระชับจับแน่นให้ถนัดมือ จากนั้นค่อยย่องฝีเท้าแอบเข้าไปภายในป่าสนอย่างลับๆ

    ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งเซียถงค่อยๆ เคลื่อนสายตาจับจ้องไปยังทิศทางที่มีเสียงร้องไห้ดังออกมาก็บังเอิญไปเห็นหญิงสาวนางหนึ่งที่กำลังเอนกายพักพิงอยู่ตรงลำต้นของต้นไม้สูงยักษ์ร้องสะอื้นเสียงต่ำ เคียงหญิงชราผมเผ้าหงอกขาวยืนอยู่ไม่ห่าง

    แลเห็นใบหน้าของหญิงชรานางนั้นได้อย่างชัดแจ้งผ่านแสงจันทราสว่างแก้วใจดวงนั้นของเซียถงถึงกับสั่นระรัวเต้นแรงด้วยความตกใจเพราะหญิงชรานางนั้นมีผิวสีน้ำเงินอมเทาทั้งยังมีเนื้องอกขนาดใหญ่เป่งโตออกมาจากบริเวณใบหน้าด้านขวา ห้อยลงมายานถึงคอจนดูคล้ายกับว่าอีกฝ่ายมีสองหัว โดยรวมแล้วดูน่ากลัวอย่างยิ่งราวกับผีสาง

    “องค์หญิง สรวงสวรรค์ให้โอกาสพวกเราสองรอดชีวิตจากการล่มสลายของจักรวรรดิได้ทั้งหมดก็เพื่อให้โอกาสที่สองแก่พวกเราในการฟื้นฟูจักรวรรดิหรู่หรานกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเช่นนั้นแล้วองค์หญิงจะมาทำตัวอ่อนแอเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?”

    “แต่ย่าเฟิง ข้ามิได้ต้องการฟื้นฟูจักรวรรดิของเราไม่...ข้าไม่มีความสามารถขนาดนั้น ข้าทำไม่ได้!”

    หญิงสาวนางนั้นเงยหน้าขึ้นมาพร้อมเอ่ยตอบ

    ภายใต้แสงจันทราที่สาดส่องเข้าใส่ทำให้เซียถงเห็นโฉมหน้าของหญิงสาวนางนั้นได้อย่างชัดแจ้ง

    เซียถงที่เห็นใบหน้าของหญิงสาวนางนั้นก็ถึงกับตกใจอย่างยิ่งหญิงสาวที่กำลังร้องไห้นางนั้นก็คือ...ฉีหมิงเยว่!

    แท้จริงแล้วตัวตนที่แท้จริงของนางกลับเป็นถึงองค์หญิงของจักรวรรดิที่ล่มสลายไปแล้ว!เรื่องเช่นนี้เซียถงแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองเช่นกัน!

    “เพราะเช่นนั้น บ่าวจึงส่งท่านให้เข้าเรียนในสถานศึกษาเซิงหลิงเพื่อให้องค์หญิงใกช้ชิดกับองค์รัชทายาทของจักรวรรดิตงหลี่ตราบใดที่ทำให้อีกฝ่ายหลงใหลในตัวท่านได้เราก็จะสามารถหยิบใช้ขุมพลังความแข็งแกร่งของจักรวรรดิตงหลี่เพื่อฟื้นฟูจักรวรรดิหรู่หรานของเราให้ยิ่งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง!”

    เมื่อเห็นใบหน้าของฉีหมิงเยว่ที้เปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยน้ำตาสายตาคู่นั้นหญิงชรานางนั้นก็ทอประกายละอายใจ เอื้อมมือลูบผมเผ้าของอีกฝ่าย

    “แต่ถึงแบบนั้นองค์นรัชทายาทที่ว่ากลับหาใช่คนที่ข้ามีความรู้สึกดีเลยด้วยไม่และที่สำคัญภายในสถานศึกษายังมีสตรีงามอีกหลายหลากข้าไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกันอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ”

    ฉีหมิงเยว่กล่าวตอบขณะยกเรียวนิ้วยาวขึ้นปาดน้ำตา

    อันที่จริงแล้วมิใช่ว่าไม่มีโอกาส แต่นางไม่อยากเข้าใกล้อีกฝ่ายเลยสักนิด

     

     

     

     

    531-2

    ตอนที่91 นักหลอมโอสถ(1)

    “อืม นี่นับเป็นปัญหาจริงๆ”

    ย่าเฟิงเหลือบมองมาทางนางระดมสมองครุ่นพินิจ จากนั้นไม่นาน แววตาพลันสาดจ้าจรัสเป็นประกาย เอ่ยขึ้นว่า

    “องค์หญิงวันสองวันนี้ข้าจะหาโอกาสลอบทำร้ายองค์รัชทายาท และปล่อยทิ้งในเขาลูกนี้จากนั้นข้าจะตะเวนรวบรวมสมุนไพรและปรุงยารักษามาให้ท่านเพื่อนำไปช่วยชีวิตเขาอีกทีหนึ่งอาศัยวิธีนี้ ท่านจะเสาะโอกาสเข้าหาได้แน่นอน”

    พอได้ฟังเซียถงพลันสะพรึงในใจอย่างลับๆแน่นอนว่านางมิได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องสถานศักดิ์ของไป๋หลี่เย่ในฐานะองค์รัชทายาทอยู่แล้วเพียงว่า มันเพิ่งโดนนางเล่นงานจนสาหัสไปไม่นานในงานประลองยามนี้กลับต้องโดนลอบทำร้ายชนิดหยอดน้ำข้าวต้มอีกแล้วหรอกรึ?

     “อย่า!อย่าเลยย่าเฟิง!”

    ฉีหมิงเยว่ได้ฟังดังนั้นพลันรีบส่ายหน้าคว้ามือไม้อันผอมแห้งของหญิงชราขึ้นมาลูบไล้ สีหน้าแววตาตื่นตระหนกเอ่ยขึ้นเจือน้ำเสียงกังวลว่า

    “ย่าเฟิงโปรดรับรู้คนที่ช่วยชีวิตข้าในครานั้นก็คือผู้ติดตามขององค์รัชทายาทหากท่านทำร้ายและลักพาตัวองค์รัชทายาทไป เกรงว่าท่านอาจต้องปะทะกับอีกฝ่าย”

    โอ้...ข้อมูลใหม่เลยปรากฏว่าเซี่ยหลู่เฟิงเคยช่วยชีวิตของฉีหมิงเยว่เอาไว้นี่เองเซียถงได้ฟังดังนั้นถึงได้กระจ่างทันทีว่า ทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นมากันอย่างไรและทั้งหมดเป็นเพราะเซี่ยหลู่เฟิงเคยช่วยชีวิตของฉีหมิงเยว่ส่งผลให้นางตกหลุมรักอีกฝ่ายตั้งแต่ตอนนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยไฉนตอนที่เซี่ยหลู่เฟิงเอ่ยปากถามไปว่า เขาเคยพบกับนางที่ไหนอีกฝ่ายถึงเสียใจมากถึงขั้นร้องไห้

    “หื้ม?คนที่ช่วยชีวิตท่านในครานั้นคือชายหนุ่มชุดขาวที่อยู่ข้างกายองค์รัชทยาทกระมัง?ได้เช่นนั้นข้าจะพยายามไม่ให้เขาโดนลูกหลงในตอนที่ลงมือ”

    ย่าเฟิงกล่าวให้คพมั่นแต่แววตาคู่นั้นกลับหาใช่แบบนั้นเลย มันเปี่ยมล้นไปด้วยความไม่พอใจราวกับสิ่งที่เซียถงได้ยิน อีกฝ่ายพยายามกล่าวว่า ‘ข้าจะพยายามฆ่าอีกฝ่ายหากมีโอกาส’อย่างใดอย่างนั้น

    “ย่าเฟิงข้าจะหาทางเข้าใกล้องค์รัชทายาทเอง โปรดอย่าได้ทำร้ายเซี่ยหลู่เฟิง”

    ฉีหมิงเยว่กล่าวขอร้องอ้อนวอนเพราะอย่างไร นางรู้จักย่าเฟิงคนนี้ที่เลี้ยงดูตนมาตั้งแต่เด็กดีเกินกว่าใครๆนอกเสียจากตัวนางเองแล้วย่าเฟิงถือได้ว่าเป็นปีศาจหญิงชราที่มีจิตใจเหี้ยมโหดและเลือดเย็นเกินบรรยายในทางตรงกันข้าม ย่าเฟิงกลับรักใคร่และห่วงใยฉีหมิงเยว่กว่าใครๆเช่นกัน

    “องค์หญิงข้าจะให้เวลาท่านหนึ่งเดือนเท่านั้น หลังจากครบหนึ่งเดือนหากท่านยังเข้าใกล้องค์รัชทายาทไม่ได้ เกรงว่าต้องให้บ่าวออกโรงเป็นการส่วนตัวแล้ว”

    ย่าเฟิงปั้นสีหน้าดูลังเลเล็กน้อยแต่แล้วสุดท้ายก็กล่าวออกมา

    มิอาจทราบเลยจริงๆว่าขุมพลังความแข็งแกร่งของย่าเฟิงคนนี้อยู่ในระดับชั้นใด?เซี่ยหลู่เฟิงจะเป็นคู่มืออีกฝ่ายได้หรือไม่?หลากหลายความคิดถาโถมเข้ามาในหัวของเซียถงไม่หยุดหย่อนหนึ่งความคิดโฉบแล่น หนึ่งฝ่ามือกระชับมีดแน่น ดูท่าจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกโรงเพื่อวัดพลังฝีมือของย่าเฟิงคนนี้ด้วยตนเองเสียแล้ว!

    ฉีหลิงเยว่พยักหน้าทั้งน้ำตาแม้ว่าไป๋หลี่เย่จะเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งจักรวรรดิตงหลี่ทั้งยังควบตำแหน่งชายที่หล่อเหลาที่สุด แต่ในสายตาของนางแล้วอีกฝ่ายกลับไม่มีความหมายใดเลยและนางเองก็ไม่ต้องฟื้นฟูจักรวรรดิของตนเองกลับมาเช่นกันทั้งหมดที่ต้องมาเข้าเรียนสถาศึกษาเซิงหลิงแห่งนี้ล้วนเป็นเพราะนางถูกย่าเฟิงพยายามโน้มน้าวชักชวนอยู่นาน

    ฉีหมิงเยว่มิได้จงเกลียดจงชังจักรวรรดิหรูหรานที่ตนเองเกิดมาเพียงแต่ไม่ต้องการฟื้นฟูจักรวรรดิที่ล้มสลายให้กลับมาแล้วเท่านั้นเนื่องจากเมื่อใดที่จักรวรรดิกลับมาสู่สภาพเดิมได้สำเร็จสักวันจะต้องเกิดสงครามนองเลือดครั้งใหญ่อีกครั้งและนางไม่อยากพบเห็นภาพฉากเหล่านั้นอีกแล้ว

    ย่าเฟิงมองไปยังฉีหมิงเยว่ที่ร้องห่มร้องไห้จนตาบวมแดงสุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยสีหน้าโศกเศร้า โอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนยกเรียวนิ้วเหี่ยวย้นที่สั่นเทิ่มขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงตาคู่สวยของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

    ส่งยิ้มแสนอบอุ่นกล่าวด้วยความรักใคร่ขึ้นว่า

    “เสี่ยวเยว่ ย่าเฟิงคนนี้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นหนทางเดียวแล้วจริงๆที่จะทำให้เจ้ามีชีวิตที่สุขสบายในอนาคตนี่เองก็ไม่รู้ว่าไม้ใกล้ฝังอย่างข้าจะมีชีวิตอยู่อีกได้เท่าใด ขอเพียงก่อนตายอยากจะเห็นเจ้านั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรในบ้านเกิดของเราอีกครั้งก็เท่านั้น”

    ฉีหมิงเยว่ซบศีรษะลงบนอ้อมอกของย่าเฟิงและร้องไห้ออกมาอีกครา

    ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าฉีหมิงเยว่ที่มักจะดูเป็นผู้หญิงอ่อนโยนและอ่อนไหวง่ายเบื้องหลังของนางจะแบกรับภาระที่หนักอึ้งกว่าที่คิดไว้มากการจะกอบกู้จักรวรรดิกลับมาให้รุ่งเรืองอีกครั้ง มันไม่ใช่และไม่ใกล้เคียงกับคำว่าเรื่องง่าย เลยสักนิด เซียถงที่ได้ยินสิ่งเหล่านี้ถึงกับย้อนกลับมาถามตัวเองเช่นกันว่าหากเป็นนาง ตัวนางจะสามารถทำได้หรือไม่? ยังจะเข้มแข็งอย่างที่ฉีหมิงเยว่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้หรือไม่?

    ฉีหมิงเยว่ร้องห่มร้องไห้เป็นเวลาครู่ใหญ่ในอ้อมกอดของย่าเฟิงก่อนที่จะหยุดร้องในที่สุด นางเงยหน้ามองย่าเฟิงและกล่าวว่า

    “ย่าเฟิง ช่วยร้องเพลงกล่อมเด็กให้ข้าฟังหน่อยข้าไม่ได้ยินท่านร้องมาแสนนานแล้ว”

    ย่าเฟิงพยักหน้าพร้อมใบหน้าที่ยิ้มแย้มจากนั้นก็ประคองร่างของนางนอนแผ่ลงบนพื้นหญ้า ช่วงศีรษะนอนอิงบนตักตบไหล่ของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาจากนั้นก็ร้องเพลงกล่อมเด็กออกมาน้ำเสียงนุ่มนวลแสนไพเราะ

    ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัดกลางป่าสนในยามรัตติกาลทำนองของเพลงกล่อมเด็กแพร่กระจายไปรอบบริเวณอย่างรวดเร็วเฉกเช่นเดียวกับน้ำเสียงขับร้องที่แสนอ่อนโยนมือข้างขวาที่กระชับจับมีดสั้นพลันคลายอ่อนลงเช่นกันเสมือนบทเพลงนี้ช่วยจรรโลงบาดแผลภายในใจของฉีหมิงเยว่ให้บรรเทาความคิดที่จะลงมือของเซียถงเองก็เช่นกัน

    จ้องมองหนึ่งหญิงชราและหนึ่งหญิงสาวภายใต้แสงจันทราและบทเพลงขับกล่อมเซียถงเก็บมีดสั้นในมือลงและจากออกไปอย่างเงียบงัน

    เซียถงกลับมาที่สถานศึกษาเซิงหลิงและแอบย่องเข้าไปในห้องหลอมกลั่นโอสถดังเดิมเพื่อจะใช้สมุนไพรในห้องมาขัดเกลาฝีมือหลอมกลั่นนางจำเป็นต้องหลอมกลั่นโอสถที่ช่วยยกระดับความแข็งแกร่งให้แก่เซี่ยหลู่เฟิงโดยเร็วที่สุดยามนี้ระดับพลังลมปราณของเขาอยู่ที่ขอบเขตเสาหลักเขียวชั้นสูงสุดและจำเป็นจะต้องใช้โอสถทองคำหรือก็คือโอสถระดับสามขึ้นไปถึงจะสามารถยกระดับความแข็งแกร่งให้เหนือชั้นขึ้นอีกขั้นได้โอสถที่มีระดับชั้นต่ำกว่านั้น ต่อให้กินมากเท่าไหร่ก็ไม่มีผล

    ซึ่งโอสถทองคำหรือโอสถระดับสามมีเพียงนักหลอมโอสถระดับชั้น ปราชญ์โอสถขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถหลอมสร้างขึ้นมาได้สำหรับเซียถงที่เพิ่งบรรลุนักโอสถสามัญได้หมาดๆหนทางยังอีกยาวไกลนักกว่านะไต่เต้าไปถึงชื่อชั้น‘ปราชญ์โอสถ’ดังนั้นนางจำต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่าทวี

    ในยามรุ่งสางเซียถงหลอมกลั่นโอสถระดับสามครึ่งขั้นได้สี่เม็ด แต่โอสถพวกนี้ล้วนด้อยประสิทธิภาพทั้งสิ้นนางยังไม่สามารถหลอมกลั่นโอสถจนให้ผิวเนื้อโอสถขึ้นกลายเป็นสีทองได้ตามชื่อโอสถทองคำหรือโอสถระดับสาม การจะพิสูจน์ว่าโอสถเม็ดนั้นๆสามารถย่างเท้าก้าวเข้าสู่ระดับสามได้อย่างเต็มตัวต้องดูจากผิวเนื้อของโอสถว่าสัตถุดิบทั้งหมดผสมกันได้สมบูรณ์แบบจนขึ้นเนื้อทองหรือไม่หากยังไม่สามารถหลอมกลั่นจนทำให้โอสถขึ้นสีทองคำได้นั่นถือว่าไม่ใช่โอสถระดับสามอย่างแท้จริง และนั่นจะถูกเรียกว่าโอสถระดับสามครึ่งขั้นแทน

    แต่ถึงแบบนั้นการที่นางสามารถหลอมกลั่นโอสถระดับสามได้บ้างแล้ว นี่เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าระดับพลังฝีมือหลอมกลั่นโอสถของนางน่าจะอยู่ในจุดสูงสุดแห่งนักโอสถสามัญแล้วและบางทีนางอาจจะทะลวงขึ้นกลายเป็นราชาโอสถได้โดยตรงในการฝึกปรือครั้งต่อไป

    หยิบโอสถระดับสามครึ่งขั้นทั้งสี่เม็ดใส่กระเป๋าเสื้อผ้าเซียถงเดินตรงไปที่ร้านขายโอสถต่อเป็นสถานที่ถัดไปเพื่อขายพวกมันซึ่งแต่ละเม็ดนางขายได้ในราคาสามสิบเหรียญทองเท่ากับว่าในรอบนี้นางได้เงินมาทั้งหมดร้อยยี่สิบเหรียญทองถ้วนบวกกับอีกเหรียญทองจำนวนสิบกว่าเหรียญของเดิมก่อนหน้าเซียถงลองคำนวณอยู่สักพักหนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะเก็บเงินไว้เพียงจำนวนห้าสิบเหรียญทองติดตัวไว้ส่วนที่เหลือจะมอบให้ฮูหยินหลี่กับอิ๋งเอ๋อร์ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว

    พอเห็นฮูหยินหลี่เบิกตาโตเท่าไข่ห่านด้วยความตกใจเซียถงยังคงใช้ไม้เดิมก็คือ สร้างเหตุผลหลอกๆถึงที่มาของเงินเหล่านี้

    หลังออกจากเรือนพักของฮูหยินหลี่มาเซียถงก็กลับมายังเรือนพักของนาง ปลุกให้อิ๋งเอ๋อร์ตื่นและมอบเงินจำนวนห้าสิบเหรียญทองให้แก่นาง

    อิ๋งเอ๋อร์ถึงกับตาเหลือกจับจ้องเหรียญทองกองโตบนโต๊ะเบื้องหน้า ขยี้ตาอยู่หลายคราก่อนจะอุทานลั่นร้องถามด้วยความตกใจว่า

    “คุณหนูนี่ท่านไปขโมยเหรียญทองมาจากไหนเยอะแยะเจ้าค่ะ?!”

    “ข้าล้วนหามาเองทั้งหมดเหรียญทองทั้งหมดบนโต๊ะเป็นของเจ้า หากต้องการซื้ออะไร วันหลังไม่ต้องบอกข้าแล้วให้นำเงินจำนวนนี้ไปซื้อได้ตามต้องการเลย”

    เซียถงกล่าวอย่างใจกว้างไม่มีความตระหนี่เห็นแก่ตัวเลยสักนิด

    ตลอดเวลาที่ผ่านมาต้องยอมรับเลยว่า อิ๋งเอ๋อร์เป็นคนเดียวไม่เคยทอดทิ้งนางไปไหนและยังพยายามและทุ่มเทอย่างหนักเพื่อตัวนางเอง ในเมื่อตอนนี้เซียถงมีเงินแล้วมีหรือที่จะลืมอีกฝ่ายไปได้?

    เบิกตามองกองเหรียญสีทองอร่ามที่อยู่ต่อหน้าพอได้ฟังที่คุณหนูของนางกล่าวไปยิ่งตกตะลึงเข้าไปใหญ่ที่คุณหนูกล่าวไปหมายความว่าอย่างไรกันแน่? ดหรียญทองทั้งหมดนี้เป็นของข้า?สามารถซื้ออะไรก็ได้ตามต้องการ?

    “คุณหนู แต่นี่มันมากเกินไปข้ารับไม่ได้จริงๆ”

    อิ๋งเอ๋อร์ผลักกองเหรียญทองเหล่านั้นกลับไปทางเซียถงส่ายหน้าปฏิเสธๆไป

    “เหรียญทองพวกนี้เป็นของเจ้าแล้วหากต้องการสิ่งใดก็จงใช้เงินพวกนี้ซื้อมาเถิด”

    เซียถงยังคงกล่าวย้ำคำเดิม

     

     

    532-2

    ตอนที่92นักหลอมโอสถ (2)

    “ขอบพระคุณคุณหนู! คุณหนูคือผู้ทรงเมตตาสำหรับบ่าวคนนี้ที่สุดแล้ว”

    หยุดชะงักตกสู่ภวังค์ความตื่นตะลึงไปชั่วครู่อิ๋งเอ๋อร์ดวงตาแดงก่ำคล้ายอยากจะร้องไห้ วิ่งเข้าไปอ้าแขนสวมกอดเซียถงไว้แน่นคุณหนูของนางคนนี้เป็นห่วงเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคนรับใช้ตัวน้อยๆคนหนึ่งอย่างนาง จนถึงขนาดมอบเหรียญทองให้ตั้งมากมายปานนี้ ทั้งยังบอกเองว่าเงินกองตรงหน้าเป็นของเจ้า และสามารถใช้จ่ายได้ตามใจอิสระแล้วมีหรือที่อิ๋งเอ๋อร์ใจไม่ซาบซึ้งกับความใจกว้างดังกล่าวได้อย่างไร?ในทางตรงข้าม ต้องถามกลับไปเสียด้วยว่าจะมีคุณหนูคุณนายสักกี่คนที่ปฏิบัติกับบ่าวทาสของตัวเองดีปานนี้?

    เซียถงตกใจเล็กน้อยที่จู่ๆพลันโดนอิ๋งเอ๋อร์สวมกอดแน่น คล้อยหลังไม่นานเผยปรากฏรอยยิ้มสีบางคลี่ออกมาเป็นรอยยิ้ม นางยกมือขึ้นตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ กล่าวว่า

    “ในอนาคตต่อไป ข้าจะพยายามหาเงินมาให้อีกพวกเราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองอีกต่อไปแล้ว”

    “คุณหนู คุณหนูของบ่าวยอดเยี่ยมไร้ที่ติ!”

    คล้ายว่าเพิ่งตระหนักได้ว่าตนรู้สึกดีใจจนแสดงท่าทางจนเกินเลย อิ๋งเอ๋อร์จึงรีบคล้ายอ้อมกอดปล่อยเซียถงโดยไวทั้งนี้ประกายตาคู่นั้นของนางยังคงจับจ้องอีกฝ่ายเปี่ยมล้นความชื่นชมไม่เสื่อมคลาย

    ในสายตาของอิ๋งเอ๋อร์ตอนนี้เซียถงเปรียบได้ดั่งเทพเซียนอย่างแท้จริงและดูเหมือนว่าจะไม่มีความคิดใดอื่นสามารถลบล้างทัศนคตินี้ได้

    เซียถงวานให้อิ๋งเอ๋อร์จัดการไปจับจ่ายซื้อของในชีวิตประจำวันและซื้อเสื้อผ้าใหม่จำนวนหนึ่งมาเปลี่ยนหลังจากรวบรวมสิ่งของได้เสร็จจึงจ้างรถม้าต่อเพื่อบรรทุกข้าวของเครื่องใช้และพาอิ๋งเอ๋อร์เข้าไปที่สถานศึกษาเซิงหลิงด้วยกันทั้งนี้เซียถงได้ตัดสินใจแล้วตนจะพาอิ๋งเอ๋อร์เข้ามาอยู่อาศัยภายในสถานศึกษาด้วยกัน เผื่อว่าเวลาหลอมกลั่นโอสถเสร็จจะได้ฝากให้อิ๋งเอ๋อร์วิ่งเอาไปขายโดยตรงทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ตัวเซียถงมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการหลอมกลั่นให้ได้มากที่สุดมิใช่ว่าหลอมเสร็จทีหนึ่งต้องวิ่งเต้นเข้าเมืองอีกทีหนึ่งเกรงว่าผลลัพธ์คงไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่

    หลังมาถึงสถานศึกษาเซิงหลิงเซียถงก็จ่ายเงินจำนวนสิบเหรียญทองแก่อาจารย์คนดูแลหอพักเพื่อย้ายทั้งตัวนางและอิ๋งเอ๋อร์ไปยังหอพักสุดหรูของสถานศึกษาที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับบรรดาลูกคุณหนูคุณชายทั้งหลายโดยเฉพาะสถานที่ของหอพักสุดหรูดังกล่าวตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสถานศึกษาล้อมรอบไปด้วยภูเขาและธารแม่น้ำสายหนึ่งทั้งนี้ยังมีสวนบุปผาพร้อมศาลาพักชมทิวทัศน์เล็กๆ อยูอีกด้วยดูแล้วก็คล้ายกับเรือนพักของบรรดาตระกูลใหญ่โตที่มีทุกอย่างเพียบพร้อม

    ภายใต้คำแนะนำของอาจารย์ผู้ดูแลหอพักเซียถงเดินเข้าไปในตัวอาคารเล็กๆ แห่งหนึ่ง ขึ้นไปยังชั้นสองเดินสุดทางฝั่งขวานี่คือห้องพักของนางพอทราบดังนั้นเซียถงจึงวานให้อิ๋งเอ๋อร์เข้าไปจัดการในส่วนที่เหลือโดยทันที

    วันนี้มีเรียนแขนงวิชาโอสถในคาบเช้าไป๋หลี่อวี๋อิงไม่ได้เข้าเรียน ส่งผลให้ไม่มีบรรดาสาวๆนางใดภายในห้องกล้ายั่วยุหรือปั่นประสาทเซียถงเลยแม้แต่คนเดียว ทุกอย่างผ่านไปอย่างสงบสุขยิ่งนักเมื่อคาบเรียนสิ้นสุดลง เซียถงก็เดินตรงไปหยุดเบื้องหน้าหยุนซีจากนั้นก็หยิบเงินจำนวนห้าเหรียญทองขึ้นมาจากใต้แขนเสื้อยาว พร้อมส่งให้แก่อีกฝ่าย

    หยุนซีมิได้เผยแสดงสีหน้าท่าทีดูมีความสุขเหมือนครั้งแล้วๆมา แต่นางเอียงศีรษะจับจ้องเซียถงด้วยความกังขาสงสัยแววตาทอประกายความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันใด กล่าวว่า

    “มิใช่ว่าครอบครัวเจ้ายากจนหรอกรึ? ไฉนจู่ๆก็มีเงินมีทองใช้ซะแบบนั้น?”

    “แม้ว่าจวนเสนาบดีเซี่ยจะมิได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยากจนแร้นแค้นอย่างที่คิด ยังพอมีเงินทองติดตัวอยู่บ้าง”

    เซียถงส่ายหน้าปฏิเสธข้อคาดเดาของหยุนซีไปถึงแม้นางจะไม่ชอบขี้หน้าเซี่ยอี้เฉินก็จริงอยู่ แต่สุดท้ายนี้ในสายตาของคนอื่นที่มองมา มันก็ยังเป็นพ่อของนางอยู่ดี ดังนั้นเรื่องชื่อเสียงของจวนเสนาบดีเซี่ยยังจำต้องคงรักษาเพื่อต้องใหยิบใช้ประโยชน์ในภายภาคหน้า

    “ปรากฏว่าจวนเสนาบดีเซี่ยมิได้ยากจนซะทีเดียว”

    หยุนซีพยักหน้าทีหนึ่งโบกมือเรียวยาวสีขาวผ่องประดุจหิมะไปทางเซียถง กล่าวขึ้นว่า

    “วันแรกเจ้าเป็นหนี้ข้าสิบเหรียญทองดอกเบี้ยของข้ามีอัตราก้าวกระโดดวันละหนึ่งเท่าจากจำนวนหนี้ของวันก่อนหน้าดังนั้นสิบเหรียญทองที่เจ้าติดข้า ถัดไปหนึ่งวันก็เพิ่มเป็นยี่สิบเหรียญทองเมื่อนวานเพิ่มขึ้นอีกกลายมาเป็นสี่สิบเหรียญทอง และวันนี้เท่ากับว่าเจ้าติดหนี้ข้าทั้งหมดรวมเป็นเงินแปดสิบเหรียญทอง”

    เดี๋ยวก่อน...อัตราดอกเบี้ยบ้านไหนเข้าคิดกันแบบนี้?

    หยุนซีนางนี้ไม่ขูดเลือดขูดเนื้อกันเกินไปหน่อยรึ?

    เซียถงรู้สึกปวดเศียรเล็กน้อยแต่จะอย่างไรตอนนี้นางก็เป็นนักหลอมโอสถแล้ว เรื่องเงินๆ ทองๆกลับหาใช่ปัญหาสำหรับนางอีกต่อไป ดังนั้นจึงไม่ได้สนใจมากนักพยักหน้าตอบหยุนซีกล่าวเพียงว่า

    “เข้าใจแล้วท่านอาจารย์ แต่เงินที่ข้าพกติดตัวในเวลานี้มีไม่ค่อยมาก เช่นนั้นท่านกลับหอพักไปกับศิษย์คนนี้แล้วจะมอบส่วนที่เหลือคืนให้ทั้งหมด”

    “ตอนนี้เจ้ามีเงินมากมายปานนั้น?”

    ถึงคราวที่หยุนซีตื่นตัวคล้ายถูกประโยคคำกล่าวนี้ของเซียถงปลุกกระตุ้นขึ้นมาทันใดแต่จะไม่ให้นางตกใจได้อย่างไร? เพราะครั้งก่อนหน้านางขอเซียถงแค่สิบเหรียญทอง นางยังไม่มีจ่ายเลยด้วยซ้ำทั้งยังพยายามหาทางบ่ายเบี้ยง ทว่า ณ ปัจจุบันขอเงินเป็นก้อนใหญ่จำนวนถึงแปดสิบเหรียญทอง อีกฝ่ายกลับตอบตกลงยินยอมง่ายเกินไปไหม?ดวงตาคู่งามสีลูกท้ออมส้มสาดประกายจับจ้องเซียถงไม่ละเลยใดๆ

    “สรุปว่าท่านอาจารย์อยากให้ศิษย์คนนี้ใช้หนี้คืนจริงๆ ใช่หรือไม่?”

    เซียถงอดหรี่ตามองหยุนซีมิได้ทั้งนี้ยังตรวจจับเสาะพบร่องรอยความไม่เต็มใจบางอย่างที่เผยสะท้อนออกมาจากสายตาสีลูกท้อคู่นั้นอย่างชัดเจนมันดูราวกับว่าหยุนซีทิได้มีเจตนาเก็บหนี้จากนางจริงๆแต่อีกฝ่ายเพียงต้องการให้นางติดหนี้เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆยิ่งนานเท่าไหร่ยิ่งดีอย่างใดอย่างนั้น

    “ก็ได้ แต่ตอนนี้ข้าไม่ว่าง เช่นนั้นนำเงินมาให้ข้าตอนช่วงบ่ายเสียแล้วกันอย่างไรเสีย อัตราดอกเบี้ยที่ข้าคิดเพิ่มขึ้นแล้ว จากนี้ต่อไปจะเพิ่มทุกๆ สี่เท่า”

    หยุนซีชักมือหดกลับมาพร้อมกล่าวอธิบายให้เซียถงฟัง

    สิ้นเสียงกล่าวจบโดยไม่มีรีรอให้เซียถงได้เอ่ยปากกล่าวใดๆ หยุนซีก็หมุนตัวเดินจากออกไปจงใจเร่งฝีเท้าชนิดที่ว่า ไม่ว่าผู้ใดก็เอ่ยหยุดไว้ไม่ทันเซียถงทอดสายตาเหม่อมองแผ่นหลังที่ลาจากออกไปของหยุนซีคู่คิ้วขมวดแน่นราวกับกำลังครุ่นคิด และนางมั่นใจอย่างมากว่า หยุนซีจะไม่ปรากฏตัวออกมาพบแน่นอนในช่วงบ่ายวันนี้

    ยืนพินิจกับตัวเองอีกสักครู่เซียถงค่อยยกฝีเท้าก้าวฉับออกไปเช่นกัน ระหว่างทางกลับสองข้างทางยังคงภาพฉากกลีบบุปผาโปรยปราย เคียงคู่มันกับสายลมเย็นโชยอ่อนดังเดิมและทันทีทันใด นางก็พลันได้ยินสุ้มเสียงของใครบางคนเอ่ยเรียกชื่อตนออกมาเหลียวหลังหันกลับไปก็พบว่าเป็น ฉีหมิงเยว่ที่กำลังยืนรออยู่ใต้ต้นไม้โบกมือให้อย่างยิ้มแย้ม

    เซียถงเปลี่ยนทิศทางเดินตรงไปหาฉีหมิงเยว่ทันที

    “เซียถง ข้าเพิ่งชงชาดอกไม้เสร็จเมื่อเช้านี้ ไปดื่มชากันเถอะ”

    ฉีหมิงเยว่ส่งยิ้มพริ้มหวานมอบให้แก่เซียถงเอื้อมมือเข้าควงแขน เดินเคียงคู่ไปยังศาลาพักผ่อนในสถานศึกษาบริเวณแถวนั้น

    เซียถงเคียงไม่ห่างพลางเหลือบสายตามองฉีหมิงเยว่เป็นระยะอย่างลับๆทั้งนี้ภาพฉากเมื่อวานยังคงจดจำได้ชัดแจ้งหญิงสาวที่ร้องห่มร้องไห้ไม่หยุดต่อสภาวะแรงกดดันทั้งสงครามนองเลือดที่เป็นดั่งปมในใจเรื่อยมาและภาระความรับผิดชอบในการกอบกู้จักรวรรดิของตนอีกไหนเลยที่นางยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสเฉกเช่นตอนนี้ได้?ทั้งที่เบื้องหลังของนางมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดสารพัด?

    ทั้งสองเดินมานั่งพักในศาลาสวนบุปผาของสถานศึกษาเซียถงเห็นอีกฝ่ายหยิบชุดน้ำชาที่ทำจากอัญมณีสีใส แกะสลักลวดลายดอดโบตั๋นสีทับทิมแดงออกมาวางไว้บนโต๊ะชุดหนึ่งแค่เห็นก็พึงทราบ ชุดน้ำชาเหล่านี้ล้วนเป็นของหายากโดยทั้งสิ้นถัดจากชุดน้ำชาปรากฏเป็นจานกระเบี้ยงเคลือบบาง วางขนมอบประมาณแถวหนึ่ง

    “ท่านแม่มอบชุดน้ำชานี้ให้แก่ข้ามา แล้ววันนี้เองข้าก็ลองใช้กลีบบุปผาในสถานศึกษามาเป็นส่วนผสมดูเจ้าลองชิมสิ มันอร่อยมากเลย”

    ฉีหมิงเยว่รินชาให้ถ้วยหนึ่งพร้อมส่งมาให้เซียถง

    ได้ฟังดังนั้นก็หยิบถ้วยชาอุ่นยกขึ้นมายังไม่ทันได้ริมจิบพลันได้กลิ่นหอมกรุ่นพุ่งเข้าใส่จมูกของนางอย่างจังพอเคลื่อนสายตามองไปในถ้วย ก็เห็นเป็นกลีบบุปผาสีชมพูอ่อนล่องลอยแกว่งซ้ายขวาโอนเอนไปมาตามระลอกชาที่สั่นกระเพื่อมบางๆ

    เอนศีรษะเข้าใกล้ยกขอบแก้วเข้าสัมผัสริมฝีปากเพื่อลองลิ้ม จิบหนึ่งคำรสหวานหอมแผ่ซ่านไปทั่วอณูปลายลิ้น ความละมุนละไมอบอวลไม่เลือนหายภายในปากเซียถงถึงกับร้องอุทานขึ้นว่า

    “หอมมาก!”

    พอได้ยินคำชมของเซียถงฉีหมิงเยว่ำพลางคลี่ยิ้มบางเผยให้เห็นถึงลักยิ้มน้อยๆอันน่ารักปรากฏขึ้นทั้งสองข้างบนแก้ม

    “อร่อยใช่หรือไม่? เรื่องการชงชาเป็นสิ่งที่ข้าถนัดที่สุดแล้วข้าชื่นชอบการชงชาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว พยายามคิดค้นสูตรใหม่ๆเพื่อเพิ่มเสริมความหอมให้ดียิ่งขึ้น ในอนาคตต่อไป ข้าตั้งใจไม่ว่าเมื่อแต่งงานออกเรือนไป ข้าจะชงชาอร่อยๆ เฉกเช่นนี้ให้อีกฝ่ายดื่มทุกวันเลย”

     

     

     

     

     

    541-2

    ตอนที่92รินชาให้เขา (1)

    ช่างเป็นหนึ่งความฝันที่แสนสวยงามยิ่งแล้วเซียถงอดยิ้มมิได้เมื่อเคลิ้มจินตนาการตาม และหวังว่าอีกฝ่ายจะสร้างรังสรรค์ให้เป็นจริงได้ภายใต้เส้นทางชีวิตอันโหดร้ายเช่นนี้

    “ทุกครั้งที่ข้าชงชาดอกไม้หอมเช่นนี้ สิ่งเดียวที่คาดหวังไว้คือคนที่ดื่มชาเมื่อวานก็ยังปรากฏตัวต่อหน้าข้าในวันต่อไป”

    เสียงถอนหายใจดังเฮือกหนึ่งเปล่งดังเคลื่อนสายตากดลงต่ำ จ้องมองผิวน้ำชาภายในถ้วนที่สั่นกระเพื่อมเสมือนสภาพจิตใจใฝนขณะนี้เบื้องลึกภายในใจดวงนี้ของฉีหมิงเยว่ช่างบอบช้ำเสียเหลือเกิน จนทอประกายหม่นเผยแสดงร่องรอยความสับสนปรากฏขึ้นในสายตาคู่งาม

    ดูความฝันของนางสิเช่นนี้แล้วจะไปกอบกู้จักรวรรดิให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อย่างไร?

    เซียถงเฝ้าสังเกตท่าทางการแสดงออกที่อบจนหนทางของฉีหมิงเยว่ใจหนึ่งต้องการกุมมืออีกฝ่ายส่งกำลังให้หวังเพียงจะพอบรรเทาความเศร้าโศกเหล่านี้ได้ ทว่าท้ายที่สุดนางก็เลือกที่จะชกถ้วยชาขึ้นริมจิบ กลิ่นหอมกรุ่นคลุกฟุ้งกระจายไปทั่วปากรสสัมผัสหวานอ่อนแสนละมุนละไมยังคงรักษาทว่าในความหวานกลับมีความขมเล็กน้อยเข้าผสมเจอปน

    บางสิ่งบางอย่างแม้นางจะเต็มใจช่วย แต่นางกลับไม่สามารถทำอะไรกับสิ่งเหล่านั้นได้จริงๆ

    ฉีหมิงเยว่หยิบถ้วยชาเปล่าขึ้นมาลูบไล้ไปมาในมือขาวผ่องของนางเครื่องลายดอกโบตั๋นสีทับทิมแดงเคลื่อนหมุนไปตามแรงส่งทีละเล็กละน้อยก้มหน้าก้มตามองถ้วยดังกล่าวในมืออย่างว่างเปล่า พลันเงียบลงไปชั่วขณะ

    เซียถงนั่งดื่มชาดอกไม้ปราศจากท่าทีปฏิกิริยาใดๆริมจิมคำแล้วคำเล่าอย่างเงียบงัน พลางเหลือบสายตามองฉีหมิงเยว่ที่รินชาให้แก่ตนเองแต่ก็ยังนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่แบบนั้น จนไออุ่นในมือที่สัมผัสรับรู้เริ่มเย็นลงอย่างแช่มช้าจนไม่สามารถสัมผัสถึงความอุ่นได้อีกเลย

    เซียถงยกชาคำสุดท้ายในถ้วนขึ้นดื่มความหวานละมุนละไมในขณะนี้อันตรธานสิ้นไม่มี เหลือเพียงความขมขื่นเท่านั้นนางที่ได้สัมผัสรสชาติที่แปรเปลี่ยนก็อดขมวดคิ้วมิได้ แต่สุดท้ายก็ยกขึ้นดื่มจนหมดในรวดเดียว

    “การที่เป็นบุตรสาวของครอบครัวธรรมดาๆแล้วก็แต่งงานกับคนที่ชอบและใช้ชีวิตอย่างธรรมดาๆ ในฐานะภรรยาที่ดีของสามีและแม่ที่ดีของลูก นี่ข้าหวังมากเกินไปหรือไม่?”

    พอเซียถงยกซดชาในถ้วยจนหมดจู่ๆ ฉีหมิงเยว่ก็เอ่ยปากเปล่งเสียงขึ้นคำหนึ่งเงยหน้าเริ่มสบสายตากับนางด้วยความสับสนรวนเร

    “ตราบเท่าที่เจ้าทำแล้วมีความสุข ก็จงเลือกที่จะทำสิ่งนั้นอย่างกล้าหาญไม่มีสิ่งใดมีความสุขไปกว่าการได้ทำตามหัวใจตนเองอย่าให้ดวงใจในอกซ้ายของเจ้าต้องสั่นคลอน จนถูกความโกลาหลจากโลกภายนอกเข้าควบคุมบงการ”

    เซียถงสบตาอีกฝ่ายสวนกลับไปและลึกลงในไปในแววตาคู่นั้นก็ช่างเปี่ยมล้นไปด้วยความมุ่งมั่งและความเป็นไปได้อีกมากมายของชีวิต

    ตราบใดที่เจ้ารู้แล้วว่าสิ่งใดที่ใจปรารถนา ก็จงมุ่งหน้าเข้าชนต่อทุกอุปสรรคที่ขวางกั้นเพื่อให้ได้มันมา

    ฉีหมิงเยว่จับจ้องใบหน้าของเซียถงเจือแววสงสัยอยู่หลายส่วน เพราะไม่ทราบเหตุใด จู่ๆ ความโศกเศร้าขมขื่นและความหวาดกลัวทั้งหมดที่รู้สึก ยามนี้พวกมันกลับล่าถอยออกไปราวกับว่าพวกมันกำลังหวาดกลัวต่อความมุ่งมั่นของเซียถงที่อยู่ต่อหน้าเช่นนั้นนางจึงรวบรวมความกล้า เอ่ยถามหญิงสาวผู้เปรียบเสมือนความหวังต่อโดยไม่ลังเลว่า

    “ต่อให้ต้องแบกรับตราบาปไปชั่วชีวิต หากเป็นเจ้าก็ไม่ลังเล?”

    เซียถงพยักหน้าอย่างแผ่วเบา

    “ใช่แล้ว!”

    ฉีหมิงเยว่ก้มหน้าก้มตามองดูถ้วยชาในมืออีกคราคล้อยหลังผ่านไปครู่ใหญ่ นางก็เงยหน้าขึ้นมองเป็นคำรบสอง สีหน้าอมทุกข์ที่แสนเศร้าสร้ายก่อนหน้ายามนี้จางหายไปโดยสิ้น และกลับมาเป็นฉีหมิงเยว่ผู้อ่อนโยนและใจดีคนเดิมรอยยิ้มที่ประดับประดาบนใบหน้าของนางช่างงดงามและบริสุทธิ์เหนือราคีราวกับว่าสีหน้าการแสดงออกก่อนหน้าทั้งหมดที่เซียถงได้เห็นเป็นเพียงภาพลวงตา

    “เจ้าดื่มหมดแล้วกระมัง? เช่นนั้นข้าจะรินให้ใหม่อีกถ้วย”

    ฉีหมิงเยว่คว้าถ้วยเปล่าบนโต๊ะตรงหน้าขึ้นมาจากนั้นก็หยิบกาน้ำชาขึ้นมารินให้ด้วยทีท่าแสนละเมียดละไมหยดน้ำชาสีน้ำตาลไหม้อ่อนๆ กรอกเทผ่านปากของกาน้ำชาสีใสอัญมณี ลงสู่ถ้วยชาพร้อมไอร้อนที่ฟุ้งกระจายออกมาเป็นชั้นบางกลิ่นสุคนธรสหอมหลอมสร้างให้บรรยากาศยามนี้รื่นรมย์มากยิ่งขึ้น โดยรวมแล้วช่างเป็นภาพฉากที่งดงามเกินบรรยาย

    เมื่อเฝ้ามองอากัปกิริยาเวลาที่ฉีหมิงเยว่รินชาเซียถงอดยิ้มมิได้ อีกฝ่ายยื่นถ้วยชาส่งมอบ พร้อมยื่นมือไปนอกศาลาคว้าหยิบกลีบบุปผาที่โปรยปรายกลางเวหา เข้ามาใส่ในถ้วยชาทั้งช่วยเพิ่มประดับความสวยงาม และความหอมละมุมไปในตัว

    ยามที่หมิงเยว่รินชาหญิงสาวนางนี้สง่างดงามประดุจเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ร่ายรำก็มิปาน เสมือนกับว่าจิตวิญญาณดวงนี้ของเซียถงได้รับการปลอบประโลม

    หญิงสาวนางนี้ควรปรากฏให้เห็นแค่บนท้องนภาฟ้าเท่านั้นมิใช่พบเห็นได้บนผืนพิภพมนุษย์เดินดินเฉกเช่นนี้

    ทันใดนั้นเองมีเงาร่างสองสามคนปรากฏอยู่มุมหางตาของเซียถงพอหันไปมองก็บังเอิญไปเห็นไป๋หลี่เย่และบรรดาคุณชายจากตระกูลร่ำรวยอีกประมาณกลุ่มหนึ่งที่กำลังยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลศาลาเฝ้ามองทุกอากัปกิริยาการเคลื่อนไหวของฉีหมิงเยว่

    แต่เริ่มเดิมทีไป๋หลี่เย่ตั้งใจจะออกไปเที่ยวถนนคนเดินในมือพร้อมกับบรรดากลุ่มคุณชายจากตระกูลร่ำรวยเหล่านี้ที่ติดตามอยู่ท้ายหลังแต่เมื่อเดินผ่านศาลาก็ชนเข้ากับภาพฉากที่ฉีหมิงเยว่กำลังรินชาดอกไม้อยู่พอดีอาศัยอากัปกิริยาที่งดงามและดูอ่อนโยน สิ่งเหล่านี้ได้ดึงดูดเขาในทันใด

    เขาคุ้นเคยกับการได้เห็นสาวสวยที่เข้ารุมล้อมภายในสถานศึกษาเซิงหลิงแต่ยังไม่มีใครสักคนที่สามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้โดยที่ไม่ต้องเข้าหาด้วยซ้ำแต่ในวันนี้ฉีหมิงเยว่คือคนแรก ท่าทางการแสดงออกในระหว่างการชงชาทำให้เขารู้สึกใจสั่นผนวกพร้อมดวงตาที่เปล่งประกาย

    พอตระหนักได้ถึงสายตาที่จับจ้องของไป๋หลี่เย่มือข้างนั้นของฉีหมิงเยว่พลันหยุดลงชั่วขณะนางหันมาสบตาพร้อมพยักหน้าอย่างโอนอ่อนให้แก่อีกฝ่าย รอยยิ้มช่างละเอียดลออจากนั้นจึงค่อยหันไปก้มหน้าก้มตารินชาให้ตนเองเป็นลำดับต่อไป

    เสมือนรอยยิ้มได้ตราตรึงจิตใจของไป๋หลี่เย่จนหนีไปไหนไม่พ้นชั่วขระต่อมา เขารู้สึกราวกับชายผู้หลงทางท่ามกลางทะเลทรายร้อนระอุ ที่จู่ๆก็พบเข้ากับน้ำพุเย็นชื่นใจ เสียงจังหวะหัวใจเต้นตึกตักอยู่ไม่นิ่งบรรดาคุณชายจากตระกูล

    ร่ำรวยทั้งหลายที่อยู่ด้านหลังเขายิ่งแล้วใหญ่เผยสีหน้าหลงใหลอย่างหัวปักหัวปำ

    เซี่ยหลู่เฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ท้ายสุดของกลุ่มเฝ้ามองหญิงสาวนางนั้นที่กำลังรินชาพร้อมรอยยิ้มจางๆ บนมุมปากนางคนนี้ช่างมีเสน่ห์ล้นเหลือ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เขาตระหนักทราบอย่างชัดแจ้งว่าความงามดั่งดอกฟ้านางนี้สำหรับตัวเขาแล้วควรเฝ้าชื่นชมจากระยะไกลเช่นนี้เป็นดีที่สุดเพราะสุนัขรับใช้เจ้าตัวหนึ่งอย่างเขาย่อมไม่คู่ควร

    พอได้ยินเสียงกลืนน้ำลายเฮือกแล้วเฮือกเล่าดังขึ้นจากกลุ่มของไป๋หลี่เย่เบื้องหน้าเซี่ยหลู่เฟิงก็อดขมวดคิ้วมิได้ก่อนเคลื่อนสายตาจับจ้องไปที่ฉีหมิงเยว่ด้วยความกังวล หญิงสาวนางนั้นไม่ควรโปรยเสน่ห์ของนางกลางที่สาธารณะเช่นนี้

    เพราะขึ้นชื่อว่าความงาม บางครั้งอาจนำพาหายนะมาสู่ตนได้!

    ภายใต้สายตาดั่งตกอยู่ในภวังค์อารมณ์ของทุกคนทั้งความโลภ ตัณหา และชื่นชม สุดท้ายฉีหมิงเยว่ก็รินชาเสร็จสิ้นนางถือถ้วยชาในมือขึ้นโดยใช้มือทั้งสองข้างพลางปรายสายตาส่งให้กับไป๋หลี่เย่อย่างพราวเสน่ห์น่าหลงใหล

    เมื่อเห็นว่า)หมิงเยว่กำลังมองมาทางตน ไป๋หลี่เย่ก็กวาดแขนเสื้อข้างหนึ่งไขว้ไปด้านหลังยืดแผ่นอกเหยียดหลังตรง เชิดคางขึ้นอย่างเป็นสง่าภาคภูมิเผยปรากฏรอยยิ้มอันอ่อนโยนบนมุมปากเล็กน้อยยืนรอให้นางเดินยกชามาให้แก่ตนได้ลิ้มชิมด้วยความภาคภูมิใจ

    เพราะอย่างไรหญิงสาวนางนี้พยายามโปรยเสน่ห์เพื่อดึงดูดความสนใจของเขาอยู่แล้วมิใช่รึ?

    และเป็นไปตามที่คาดเอาไว้ฉีหมิงเยว่ยกชาถ้วยนั้นและเดินตรงเข้ามาหาทีละก้าวอย่างแช่มช้าภายใต้ทุกสายตาที่จับจ้อง นางประคองถ้วยชาอย่างระมัดระวังเดินตรงเข้ามาใกล้

     

     

     

    54 2-2

    ตอนที่94 รินชาให้เขา (2)

    เป้าหมายของหญิงสาวนางนี้คือเขาอย่างไม่ต้องสงสัยรอยยิ้มของไป๋หลี่เย่ยิ่งเผยชัดเจนยิ่งขึ้น ชั่วขณะต่อมา เขาคิดแผนหนึ่งได้ในทันใดทันทีที่เขายื่นมือไปหยิบถ้วยชาที่นางส่งมอบมาให้เขาจะพาอีกฝ่ายเข้ามาโอบกอดในอ้อมแขนให้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ

    ในเมื่อนางเป็นฝ่ายริเริ่มโปรยเสน่ห์ยั่วยวนก่อนเขาเองก็ขอรับไว้โดยไม่เกรงใจเช่นกัน

    เมื่อเห็นหญิงสาวนางนั้นเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆไป๋หลี่เย่ก็ยิ่งเสาะเห็นว่า นางคนนี้น่ารักงดงามเพียงใดถึงขั้นที่ว่าภายในใจของเขาตอนนี้ไม่สามารถระงับความกระวนกระวายได้อีกต่อไปยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะเดินมาถึงด้วยซ้ำไป๋หลี่เย่ยื่นมือออกไปรอรับชาถ้วยนั้นก่อนโดยไวทว่าสุดท้ายนางกลับเดินถือถ้วยชาในมือผ่านหน้าอีกฝ่ายไปโดยไม่ไยดีทั้งนี้ยังเดินก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

    ฉีหมิงเยว่สบสายตาเป็นประกายจับจ้องไปที่เซี่ยหลู่เฟิงที่อยู่รั้งท้ายสุดของกลุ่มไป๋หลี่เย่เผยรอยยิ้มบางขึ้นปรากฏบนมุมปากของนาง ถือถ้วยชาในมือแน่นภายใต้ทุกสายตาที่เหม่อมองด้วยความประหลาดใจ นางก้าวย่างทีละน้อย ยิ่งเข้าใกล้เซี่ยหลู่เฟิงมากเท่าไหร่ใจดวงนี้ของนางยิ่งสั่นระรัวไม่เป็นจังหวะ

    ในตอนแรกสุดฉีหมิงเยว่ตั้งใจจะส่งชาถ้วยนี้ให้แก่ไป๋หลี่เย่ทั้งหมดก็เพื่อแผนการของย่าเฟิงในการกอบกู้จักรวรรดิแต่หลังจากที่ได้ฟังคำกล่าวของเซียถง นางก็ตาสว่างในที่สุด มองเห็นว่าอะไรคืออะไรสิ่งใดกันแน่ที่ใจของนางต้องการ และสิ่งใดกันแน่ที่ฝืนใจนางเหนี่ยวรั้งอยู่ตลอดดั่งโซ่พันธนาการที่มีชื่อว่า‘การกอบกู้จักรวรรดิ’ได้ขาดสะบั้นลงแล้วนางในตอนนี้เป็นอิสระและสิ่งเดียวที่ต้องการคือการเดินไปหาชายคนนี้ เซี่ยหลู่เฟิง

    ฉีหมิงเยว่ยื่นถ้วยชาให้ต่อหน้าเซี่ยหลู่เฟิงพร้อมรอยยิ้มอันอ่อนโยนประดับแช่มใบหน้าสดใสเซี่ยหลู่เฟิงในเวลานี้ตื่นตระหนกมิใช่น้อย โค้งคำนับแก่นางให้ทีหนึ่งและรับชาถ้วยนั้นด้วยสองมือ ก่อนจะเอ่ยปากขอบคุณเป็นพิธี

    ฉีหมิงเยว่ส่ายหัวเล็กน้อยเชิงบอกว่าไม่ต้องเกรงใจ จากนั้นก็ส่งยิ้มหวานดั่งสายลมอบอุ่นยามฤดูร้อน

    ไป๋หลี่เย่หันศีรษะขวับจับจ้องภาพฉากนี้สีหน้าการแสดงออกดูมืดหม่นน น่ากลัวเป็นอย่างมากมีม่านหมอกชั้นหนาปรากฏขึ้นทั่วทั้งม่านตาหม่นประกายแตกต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิงสาวน้อยนางนี้กล้าดีอย่างไรที่มาเพิกเฉยต่อตัวเขา ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งชาถ้วนนั้นให้กับเซี่ยหลู่เฟิงที่เป็นเพียงองค์รักษ์ใต้บัญชาของเขาทั้งแบบนี้?

    นี่ทำให้ไป๋หลี่เย่โมโหอย่างยิ่งยวด

    บังอาจทำให้องค์รัชทยาทผู้นี้ต้องอับอายต่อหน้าสาธารณะชนเขาไม่มีวันปล่อยพวกมันทั้งคู่ไปแน่นอน!

    “ยื่นมือรอเก้อเช่นนั้นคงไม่เมื่อยกระมัง?”

    ไอ้เจ้าไป๋หลี่เย่มันคิดจริงๆรึว่าฉีหมิงเยว่รินชาให้ตัวมัน? สุดท้ายด้วยความมั่นหน้ามั่นใจสุดขั้วของมันเองถึงขนาดยื่นมือออกไปรอรับ แต่อีกฝ่ายกลับเดินผ่านไปอย่างไม่แยแส และส่งชาถ้วยนั้นให้เซี่ยหลู่เฟิงที่อยู่ด้านหลังมันไปแทนการโดนหักหน้าชนิดหยิบมีดมาแทงกันให้ตายยังน่าอายน้อยกว่าเช่นนี้เซียถงเห็นแล้วมีความสุขสำราญใจยิ่งนักแล้ว ทั้งนี้เองพอสังเหตเห็นว่าไป๋หลี่เย่ยังยกมือรอค้างเติ่งอยู่กลางอากาศแบบนั้นนางก็อดเปล่งเสียงหัวเราะเยาะขึ้นมิได้

    ทันทีที่ทุกคนได้ยินเซียถงเอ่ยกล่าวออกมาดังนั้นทุกคนก็พึงตระหนักได้ทันทีว่ามือข้างขวาของไป๋หลี่เย่ยังคงยื่นออกมาค้างเติ่งเพื่อรอรับชาถ้วยนั้นอยู่กลางอากาศจริงๆเสียงหัวเราะระเบิดลั่นดังสนั่นขึ้นไป๋หลี่เย่รีบชักมือกลับโดยไวด้วยความอับอายสุดขีดหรี่สายตาแคบจ้องไปทางเซียถงตาเขม็ง สีหน้าบูดบึ้งมีแต่ความขมขื่น

    ชั่วขณะไป๋หลี่เย่หันไปเห็นเซี่ยหลู่เฟิงที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่มเขารู้สึกหงุดหงิดใจเสียเหลือเกินกับภาพฉากนี้ เพียงหนึ่งความคิดเคลื่อนขยับเขาสะบัดแขนเสื้อตัดผ่านห้วงเวลาดังฉับ ส่งคลื่นพลังคมเคี้ยวสีครามอ่อนฟันฟาดถ้วยชาแตกคามือของเซี่ยหลู่เฟิงในพริบตาก่อนจะเลื่ออสายตาจับจ้องฉีหมิงเยว่ด้วยความโกรธ

    เสียงแตกดัง‘ชวิ้ง’ถ้วยชาถูกผ่าครึ่งเป็นสองซีกน้ำชาหอมไหลนองไปทั่วพื้น ฉีหมิงเยว่สะดุ้งเฮือก ร่นถอยออกมาสองก้าวเจือแววตกใจ

    สังเกตเห็นว่าสีหน้าการแสดงออกของไป๋หลี่เย่ไม่ค่อยสู้ดันักเซี่ยหลู่เฟิงจึงก้าวเท้าย่างออกไปตรงหน้า ยืนเคียงข้างฉีหมิงเยว่จับจ้องไปที่องค์รัชทยาทของเขาฉายแววฉงนกล่าวว่า

    “ข้าน้อยมิทราบว่าพึงกระทำสิ่งใดให้องค์รัชทายาทขุ่นเคือง?”

    “ข้าผู้นี้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อได้เห็นชาถ้วนนั้น”

    ไป๋หลี่เย่เหลือบหางตามองส่อท่าทีแสนหยิ่งผยองออกมาก่อนจะหันไปมองฉีหมิงเย่ที่อยู่เคียงข้างอีกฝ่าย กล่าวขึ้นน้ำเสียงนุ่มนวลว่า

    “ข้าผู้นี้รู้สึกกระหายน้ำเล็กน้อยรบกวนเจ้ารินชาให้สักถ้วย”

    ฉีหมิงเยว่ถึงกับหนย้าถอดสีซีดเซียวจำใจพยักหน้าตอบไป๋หลี่เย่กลับไป จากนั้นก็หมุนตัวเดินกลับไปที่ศาลาหลังเดิมทันทีเซี่ยหลู่เฟิงเหม่อมองทุกย่างก้าวที่ฉีหมิงเยว่เดินกลับไปยังศาลาใจหนึ่งต้องการจะหยุดนางเอาไว้แต่เมื่อตระหนักถึงสถานะของตนกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่สอดคล้องกันเท่าไหร่สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงปิดปากเงียบ

    ฉีหมิงเยว่เดินเข้าไปในศาลาหยิบถ้วยชาเปล่าอีกอันที่เตรียมมา และเริ่มรินน้ำชาในกาลงไปเหมือนว่าครั้งนี้จะปราศจากความบรรจงหรือประณีตใดๆ นางเทน้ำชาลงในถ้วยโดยตรงส่งผลให้ไอน้ำทะลักล้นลอยออกมาจากถ้วยมากเกินไป จนปกคลุมไปกว่าครึ่งร่างยกมือปัดไม่หวาดไม่ไหว ทว่าภาพฉากของนางสำหรับผู้คนในมุมมองภายนอกใครเห็นก็ว่าสง่างาม โฉมสะคราญองเอวบิดพลิ้วดูเย้ายวน จนแล้วจนรอดไป๋หลี่เย่ไม่สามารถหักห้ามใจตนเองได้ไหว รีบเดินติดตามเข้าไปในศาลาโดยไวเข้าไปโอบกอดนางจากข้างหลัง กายทั้งสองแนบชิดติดกันเขาเอื้อมมือข้างขวาออกไปคว้าข้อมือเรียวสวยสีขาวผ่องประดุจหิมะของฉีหมิงเยว่เอาไว้แน่น

    “สาวน้อยไฉนเราสองถึงไม่ไปหาสถานที่เงียบๆ นั่งชื่นชมรสชาติของชาหอมที่เจ้ารินให้ล่ะ?”

    ผิวพรรณของสาวน้อยนางนี้เรียบเนียนนุ่มนิ่มเหลือเกินกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ของร่างกายหญิงสาวแรกแย้มช่างหอมรัญจวนใจเกินจะหักห้ามใจไหวชั่วขณะอึดใจ ไป๋หลี่เย่บังเกิดความคิดฟุ้งซ่านขึ้นทันทีภายในหัว

    ฉีหมิงเยว่ถึงกับหน้าถอดสีซีดเผือดขวัญผวาหวาดกลัวสุดขีด

    พอพบเห็นภาพฉากนี้เข้าสีหน้าของเซี่ยหลู่เฟิงพลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ขณะที่เขากำลังกระวนกระวายใจว่าจะหยุดไป๋หลี่เย่อย่างไรดี ชั่วพริบตาต่อมา เขาก็เห็นเซียถงหยิบกาน้ำชาอัญมณีสีทับทิมใสขึ้นมาจากบนโต๊ะจากนั้นก็ยกขึ้นฟาดใส่ใบหน้าของไป๋หลี่เย่สุดแรงเกิด

    ส่งผลให้น้ำชาร้อนระอุในกาสาดกระเด็นราดทั่วทั้งใบหน้าของอีกฝ่ายไป๋หลี่เย่สะดุ้งเฮือกกระโดดโหย่งออกจากร่างของฉีหมิงเยว่ทันทีด้วยความตกใจสุดขีดเสมือนสุนัขสะดุ้งน้ำร้อน สาดสายตาจับจ้องเซี่ยถงตาเขม็งด้วยความโกรธจัด

    “เซียถง!เจ้าบ้าไปแล้วรึ?!”

    ไป๋หลี่เย่ยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าของตนเองที่พองบวมสีแดงก่ำจากที่โดนชาร้อนลวกเมื่อครู่ชี้หน้าด่ากราดใส่เซียถงที่กำลังถือกาน้ำชาอยู่

    “ต้องขออภัยองค์รัชทยาทอย่างสุดซึ้งพอดีเมื่อครู่ข้ามือลื่น...”

    เซียถงเหลือบหางตามองดูกาน้ำชาอัญมณีสีทับทิมใสในมือเล็กน้อยพลางคิดในใจกับตัวเองว่า สมแล้วที่เป็นกาน้ำชามูลค่าแพงหวดใส่หน้าคนไปตั้งแรงยังไม่แตกเลย

    ไป๋หลี่เย่เพ็งสายตามองเซียถงใส่อย่างเดือดดุไม่ว่าจะมองยังไง นังอัปลักษณ์นี่ก็จงใจแน่นอน! เฝ้าระแวดระวังอีกฝ่ายที่ปราศจากความกลัวต่อตัวเขาด้วยเพลิงความแค้นอาฆาตทั้งเก่าและใหม่ที่ล้นปรี่ภายในใจเขาวางมือลงบนตัวกระบี่ตั้งท่ากระชับจับโดยมิตั้งใจ

    “เรียนองค์รัชทยาทเกรงว่าคงจะคิดถึงรสชาติของน้ำข้าวต้มตอนนอนติดเตียงกระมัง?”

    เซียถงเอ่ยถามน้ำเสียงสงบนิ่งแลหางตางจับจ้องมือทั้งสองข้างของไป๋หลี่เย่ที่จับกระชับด้ามกระบี่เตรียมพร้อมออกโรงสัประยุทธ์

    ผู้ติดตามที่อยู่เบื้องหลังไป๋หลี่เย่รีบชักอาวุธคู่กายของแต่ละคนออกมา รัศมีลมปราณสีครามอ่อนสว่างวูบวาบ มุ่งจิตสังหารหลากหลายสายตรงไปที่เซียถงทันทีที่องค์รัชทยาทสั่งให้ลงมือ พวกเขาก็พร้อมฆ่านางทิ้งได้ในอึดใจ

     

     

    551-2

    ตอนที่95ยั่วยุรังแก

    ไป๋หลี่เย่จ้องตาเซียถงไม่กะพริบใบหน้าของเขาเริ่มบวมแดงเป็นแผลน้ำร้อนลวกส่วนดวงตาแทบลุกเป็นไฟด้วยความโกรธเกรี้ยว นังอัปลักษณ์บัดซบนางนี้ท้าทายองค์รัชทยาทอันสูงศักดิ์ผู้นี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วและในคราวนี้ เขาก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไปแล้วเช่นกัน

    ในขณะเดียวกันมีดสั้นใต้แขนเสื้อของเซียถงเองก็เลื่อนเข้ากลัดกุมอยู่บนฝ่ามือของนางเรียบร้อยแล้วขอเพียงมันเคลื่อนไหว นางเองก็ไม่ละเว้นเมตตาแล้วเช่นกัน

    “เซียถง อย่าหยาบคาย”

    แต่ชั่วอึดใจนั้นเองเซี่ยหลู่เฟิงก็โผล่เข้ามาแทรกแซงการปะทะคารมระหว่างเซียถงและไป๋หลี่เย่ได้จังหวะพอดิบพอดีโดยส่วนตัวแล้วเซี่ยหลู่เฟิงมิได้เห็นค่าความปลอดภัยของไป๋หลี่เย่อยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำเพียงแต่ในฐานะผู้ติดตามขององค์รัชทายาท เขาจำเป็นต้องเคลื่อนไหวทำเป็นปกป้องทว่าความเป็นจริง เขาออกมาเพื่อหยุดเซียถงมิให้สร้างเรื่องเกินเลยไปมากกว่านี้

    “เซียถง กลับกันเถอะ”

    ฉีหมิงเยว่รีบคว้าแขนเซียถงพยายามดึงอีกฝ่ายออกจากสถานที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด เห็นว่าเซียถงมีความขัดแย้งกับไป๋หลี่เย่เพราะตัวนางจึงรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง

    เซียถงเหลือบมองเซี่ยหลู่เฟิงปราดหนึ่งพอเห็นเขามองมาทางนี้พร้อมสายตาขอร้องอ้อนวอน ก็ถึงกับถอนหายใจอย่างลับๆเก็บมีดสั้นในมือเข้าใต้แขนเสื้อดังเดิม และพยักหน้าเดินจากไปพร้อมกับฉีหมิงเยว่

    ฉีหมิงเยว่เองก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่สีหน้าท่าทางดูโล่งอกขึ้นมากหันกลับไปบนโต๊ะโดยไวเพื่อทำความสะอาดและเก็บชุดชาของตน

    สายตาคู่อาฆาตของไป๋หลี่เย่ยังคงจับจ้องไปที่ร่างของเซียถงส่วนบรรดาศิษย์สาวกหญิงโดยรอบที่เฝ้ามองเหตุการณ์ความวุ่นวายต่างจับจ้องไปที่ฉีหมิงเยว่ด้วยความเกลียดชัง อาศัยแค่รูปร่างหน้าตาของนังนี่จะล่อลวงให้องค์รัชทายาทสับสนได้เชียวรึ? แล้วที่พยายามโปรยเสน่ห์ใส่องค์รัชทายาทหวังเพื่อพิสูจน์ว่าในที่แห่งนี้ไม่มีใครสวยไปกว่านางแล้วกระมัง? นังนี่จะหน้าด้านเกินไปแล้ว!

    กล้าล่อลวงจนทำให้องค์รัชทยาทสับสนจนขายหน้าในไม่ช้าก็เร็วนางจะต้องโดนจัดการในสักวัน!

    ในบรรดากลุ่มศิษย์สาวกหญิงที่รายล้อมหนึ่งในนั้นก็คือไป๋หลี่อวี๋อิงที่บังเอิญผ่านทางมาพอดี และยังคงเดิมนางมาในชุดสีแดงเพลิงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทั้งนี้นางได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น

    กล้าดีอย่างไรมาทำให้พี่ชายต้องอับอายขายขี้หน้าสาธารณะ?สงสัยจะต้องสั่งสอนให้หลาบจำ!

    พอเห็นฉีหมิงเยว่กำลังบรรจงเก็บชุดน้ำชาลงไป๋หลี่อวี๋อิงก็ขยิบตาส่งให้บรรดาสาวๆลูกน้องที่ติดตามนางเป็นสัญญาณให้ลงมือทันทีเซียถงที่อยู่ตรงนั้นหันไปเห็นไป๋หลี่อวี๋อิงเช่นกันสายตาหรี่แคบสาดสะท้อนแววเย็นชาออกมาทันที

    ดูเหมือนว่าบทเรียนครั้งล่าสุดของไป๋หลี่อวี๋อิงจะเบาเกินไป

    “ถ้วยกาอันใดสกปรกปานนี้? ก็แค่ของไร้ราคายังมีหน้ากล้าเอาเข้ามาให้แสลงตาพวกข้าเล่น?แค่เห็นของราคาถูกก็ระคายเคืองตาเสียเหลือเกิน!”

    หญิงสาวนางนั้นที่ไป๋หลี่อวี๋อิงขยิบตาส่งสัญญาณให้เดินตรงเข้าไปหาเรื่องฉีหมิงเยว่ทันที พอพูดจบก็หยิบถ้วยชาใบหนึ่งขึ้นมาและโยนอัดพื้นอย่างแรง ถ้วยชาอัญมณีสวยงามตกกระแทกพื้นโดยตรงพร้อมเสียงแตกดัง‘เพล้ง’ เหลือแค่เพียงเศษอัญมณีชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจัดกระจายไปทั่ว

    คลื่นจิตสังหารเย็นชาโหมกระเพื่อมออกจากร่างของเซียถงในทันใดมีดสั้นใต้แขนเสื้อเลื่อนไถลเข้าลงบนฝ่ามือของนางอีกคราขณะที่กำลังจะลงมือสั่งสอนหญิงสาวนางนั้นสักหนึ่งบทเรียนทันทีทันใดฉีหมิงเยว่ก็คว้าท่อนแขนของนางเอาไว้ กล่าวว่า

    “ช่างเถอะ ปล่อยให้นางโยนทิ้งไปเถอะ หากเจ้าลงมือลงไม้ขึ้นมาอีกคราเกรงว่าจะถูกท่านอาจารย์หยุนซีไล่ออกเป็นแน่”

    ฉีหมิงเยว่ออกแรงบีบแขนอีกฝ่ายแน่นขึ้นเล็กน้อยเอนกายเข้าชิดใกล้อีกฝ่าย เพื่อเอ่ยกระซิบตักเตือนข้างหู

    เซียถงได้แต่เหลือบตามองฉีหมิงเยว่อย่างช่วยไม่ได้พลางย่างเท้าขวาขึ้นอย่างใจเย็นและลงน้ำหนักเหยียบย่างลงบนเศษถ้วยน้ำชาที่แตกเป็นเสี่ยงอยู่บนพื้นเบาๆ

    “นั่นสิ ชุดกาน้ำชาราคาถูก น่ารังเกียจชะมัด!แค่เห็นก็รู้สึกเจ็บตาบอกไม่ถูก ช่วยกันทำลายให้หมดจะได้ไม่รกสายตา!”

    พอเห็นว่าเซียถงกล้าลงไม้ลงมือบรรดาสาวๆ นางอื่นที่ก่อนหน้านี้กล้าๆ กลัวๆ ก็พลันได้ใจขึ้นมาเดินไปคว้าถ้วยน้ำชาของฉีหมิงเยว่ขึ้นมา แล้วเขวี่ยงอัดพื้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆทุกการกระทำลงมืออย่างกล้าหาญราวกับพวกนางไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด

    จับจ้องไปทางกลุ่มหญิงสาวเหล่านั้นประกายตาคู่นั้นของเซียถงยิ่งทวีความเยียบเย็นจนอุณหภูมิรอบตัวต่ำลงและต่ำลงเรื่อยๆ....

    ฉีหมิงเยว่ทอดสายตาเหม่อมองเศษซากของถ้วยเหล่านั้นที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นอย่างว่างเปล่าเนื้อตัวสั่นเทาเล็กน้อย สีหน้าซีดเผือดแทบเสียศูนย์มือข้างที่จับแขนของเซียถงเริ่มกำแน่นขึ้นเรื่อยๆแต่กระนั้นก็ยังฝืนยิ้มน้ำเสียงสั่นไสวกล่าวว่า

    “อย่าไปมีเรื่องกับพวกนางเลย”

    เพล้ง...เพล้ง...

    เสียงแตกดังขึ้นแก้วแล้วแก้วเล่าจนท้ายที่สุดนี้เหลือเพียงกาน้ำชาแค่ชิ้นเดียวที่ยังไม่ถูกทำลายสายตาของฉีหมิงเยว่เลื่อนลอยมองติดตามกาใบนั้นตาไม่กะพริบมือข้างที่จับแขนเซียถงยังคงบีบแน่นไม่เสื่อมคลาย

    นางไม่อยากให้เซียถงต้องออกโรงเพื่อนางเพราะฉีหมิงเยว่ทราบดีว่า หากเซียถงต้องมีเรื่องบาดหมางกับองค์หญิงอวี๋อิงเพิ่มผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร

    ขณะที่หญิงสาวนางหนึ่งชูกาน้ำชาใบนั้นขึ้นและกำลังจะออกแรงทุ่มลงพื้นอย่างสุดกำลังทันใดนั้นก็มีมือขนาดใหญ่เข้ามาคว้ากาน้ำชานั้นออกจากมือของนางโดยตรง

    “พอแล้ว นี่คือสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของคนอื่นเขาไฉนเจ้าต้องมาทำลายข้าวกันเช่นนี้?”

    เซี่ยหลู่เฟิงทนดูต่อไปไม่ไหวอีกต่อไปจึงย่างเท้าก้าวออกมาหยุดหญิงสาวนางนั้นมิให้ทำลายกาน้ำชาไว้ได้ทันท่วงทีสายตาคู่นั้นของเขาเผยปรากฏเพลิงความโกรธอยู่ข้นคลัก

    ถึงเขาจะไม่สามารถเคลื่อนไหวต่อเหตุการณ์ใดๆที่เกี่ยวข้องกับองค์รัชทายาทหรือองค์หญิงโดยตรงได้แต่สำหรับพวกลูกกระจ๊อกที่ติดตามทั้งคู่อยู่ท้ายหลัง ใช่ว่าเขาจะไม่กล้าลงมือ

    หญิงสาวนางนั้นตื่นตกใจอย่างมากเมื่อได้เห็นแววตาของเซี่ยหลู่เฟิงที่เปี่ยมล้นเพลิงแห่งความโกรธ ด้วยความขี้ขลาดนางรีบถอยกลับไปหาป์หลี่อวี๋อิง กล่าวน้ำเสียงฟังแล้วน่าสงสารกับนางว่า

    “องค์หญิงช่วยข้าด้วย! ชายคนนั้นจะทำร้ายข้า...”

    “เซี่ยหลู่เฟิง! เจ้าเป็นคนอวดดีเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด!? มีอะไรจะแก้ตัวไหม!!”

    ทันใดนั้นเองเสียงแส้ยาวฟาดกระทบพื้นดังสนั่น ไป๋หลี่อวี๋อิงชักนำลมปราณขุมใหญ่กรอกเทใส่แส้ยาวสีดำในมือและยกขึ้นฟาดใส่ทางเซี่ยหลู่เฟิงโดยตรง!

    กล้ายั่วยุเซียถงเป็นสิ่งต้องห้ามแต่การจะกลั่นแกล้งเซี่ยหลู่เฟิงกลับเป็นเรื่องง่ายเกินไป

    เซี่ยหลู่เฟิงยกมือขึ้นกำลังจะคว้าแส้ยาวสีดำของไป๋หลี่วอี่อิงที่พวยพุ่งเข้าใส่เพื่อหยุดการโจมตี ทว่าทันใดนั้นพลันปรากฏแสงกระบี่สีเย็นสาดประกายฉายจ่อบนลำคอของเขาโดยพลันไป๋หลี่เย่ชักกระบี่ยาวขึ้นพาดคอของอีกฝ่ายมิให้ขยับเขยื้อนร่างกายปล่อยให้แส้ยาวสีดำฟาดใส่ทั้งแบบนั้น

    “เซี่ยหลู่เฟิง เจ้าคิดจะขัดขืนบทลงโทษจากองค์หญิงอย่างงั้นรึ?”

    ไป๋หลี่เย่ปริปากเอ่ยขึ้นขณะจับจ้องเซี่ยหลู่เฟิงด้วยสายตาอันขุ่นมัว

    ใช่แล้วการจะกลั่นแกล้งเซี่ยหลู่เฟิงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิดจริงๆ

    ฉีหมิงเยว่ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้วนางทรุดเข่าลงกับพื้นส่งเสียงกรีดร้องดังสนั่น ชั่วจังหวะนั้นเองเท้าข้างขวาของเซียถงที่แอบเหยียบเศษถ้วยบนพื้นก่อนหน้าพลันสาดไสววูบยิงเศษถ้วยปากคมชิ้นนั้นออกไปด้วยความเร็วประดุจสายฟ้าพุ่งบาดคอหอยของหญิงสาวที่จะโยนกาน้ำชาใบนั้นก่อนจะเสียบเข้าใส่ไหล่ขวาของไป๋หลี่อวี๋อิงเต็มๆ

    ไป๋หลี่อวี๋อิงทิ้งแส้ยาวในมือโดยพลันส่งเสียงกรีดร้องระงมลั่น ยกมือขึ้นปิดป้องบริเวณไหล่ขวาที่ยามนี้เปียกชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงสดเสมือนสีเสื้อบรรดาสาวๆ ที่อยู่โดยรอบรีบตรงเข้ามารุมล้อมด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด

    พอเห็นว่าไป๋หลี่อวี๋อิงจู่ๆก็ได้รับบาดเจ็บโดยไม่ทราบสาเหตุ ไป๋หลี่เย่ก็รีบจับกระบี่เล่มยาวบนเอวเร่งหันไปมองเซียถงพกพาความเกรี้ยวโกรธสุดขีดอยู่ทั่วใบหน้าคำรามเสียงดังลั่นด้วยความโมโหว่า

    “เซียถง! นี่เจ้าเหนื่อยกับชีวิตมากแล้วกระมัง!!ถึงกล้าลอบสังหารองค์หญิงเช่นนี้!ข้าจะนำเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปรายงานแก่เสด็จพ่อคราวนี้เจ้าหนีไม่พ้นโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรแน่นอน!”

    เซี่ยหลู่เฟิงใช้จังหวะที่อีกฝ่ายลดกระบี่ในมือลงร่นถอยตีระยะออกห่างประมาณหนึ่งทันที

    “เรียนองค์รัชทยาท ไม่เพียงท่านจะมีปัญหาทางด้านสมองเท่านั้นแต่ท่านยังมีปัญหาทางด้านสายตาด้วยรึ? ก็เห็นอยู่ว่ามือของข้าถูกฉีหมิงเยว่กุมไว้แน่นส่วนอีกข้างก็ว่างเปล่าไม่มีอะไรอยู่ในมือเลย เช่นนั้นแล้วข้าจะใช้อะไรลอบโจมตีล่ะ?อากาศกระมัง? แล้วท่านเห็นกับตาหรือไม่ว่าองค์หญิงอวี๋อิงถูกข้าลอบโจมตีจริงๆ?มิใช่เพียงใส่ความลอยหรอกรึ?”

    เซียถงมือข้าที่โดนฉีหมิงเยว่กุมไว้แน่นพร้อมอีกข้างที่ว่างเปล่า ส่ายหน้าด้วยความหน่ายใจส่งไปทางไป๋หลี่เย่พร้อมกล่าวย้อนถามกลับไป ใช้น้ำเสียงเสียดสีประชดประชัน

    ทั้งตอนที่เซียถงแอบใช้เท้าขวาคีบเก็บเศษถ้วยชาที่แตกบนพื้นทั้งตอนที่สะบัดนิ้วเท้ายิงเศษถ้วยชาออกไป นางมั่นใจอย่างยิ่งว่าการเคลื่อนไหวของตนไม่มีใครในบริเวณนี้มองตามได้ทันแน่นอน

     

     

     

     

    552-2

    ตอนที่96สั่งสอนเป็นบทเรียน

    “นั่นสิ ไยข้าถึงไม่เห็นนางเคลื่อนไหวอะไรเช่นนั้นเลย?”

    ทันใดนั้นเองก็มีสุ้มเสียเปล่งสง่าแสนสูงส่งแทรกขึ้นมา

    ทุกคนต่างตกตะลึงงันเหลียวมองไปตามต้นเสียงก็พบว่าเป็นไป๋หลี่หานที่ปรากฏตัวขึ้นอยู่นอกตัวศาลาไม่ใกล้ไม่ไกลกำลังเดินแช่มตรงเข้ามา พร้อมกับชุดและหน้ากากสีดำเรียวตาคู่คมของเขากวาดมองไปทั่วฝูงชนโดยรอบจนสุดท้ายเคลื่อนไปหยุดลงที่ตัวไป๋หลี่เย่

    “องค์หญิงได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ แต่เจ้ากลับไม่รีบพานางไปรักษาเอาแต่พาลหาเรื่องผู้คน นี่เจ้าเป็นพี่ชายประสาอะไร?”

    สาดสายตาจับจ้องไป๋หลี่เย่อยู่ชั่วครู่เขาก็เดินเข้าไปหาไป๋หลี่อวี๋อิงที่นอนหน้าซีดเผือดอยู่บนพื้นตรวจดูอาการของนางเล็กน้อย ค้นพบว่าเสียเลือดมาก จึงรีบสั่งให้บรรดาสาวๆพานางไปหอแพทย์ประจำสถานศึกษาเพื่อส่งตัวรักษาทันที

    ก่อนที่ไป๋หลี่อวี๋อิงจะถูกบรรดาสาวๆอุ้มหามจากออกไป นางไม่ลืมส่งสายตาเหลือบแลใส่ทางเซียถงด้วยความเกลียดชังสุดหัวใจ

    “เสด็จอา องค์หญิงถูกนางลอบทำร้าย!”

    ไป๋หลี่เย่ชี้นิ้วไปทางเซียถงรีบเอ่ยปากฟ้อง น้ำเสียงขุ่นเคืองไม่พอใจอย่างยิ่ง

    “เมื่อครู่เสด็จอาคนนี้บังเอิญผ่านเข้ามาพอดีแต่กลับไม่เห็นเซียถงทำเรื่องอะไรเช่นนั้นเลย แล้วไฉนองค์รัชทายาทถึงบอกว่านางเป็นคนลอบทำร้ายล่ะ? หรือว่ามีหลักฐานมัดตัวแล้ว?”

    ประดุจเสียงคมดังฉับไป๋หลี่หานยิงสายตาเรียวของตนใส่ไป๋หลี่เย่สาดประกายเฉียบขาด

    ไป๋หลี่เย่ถึงกับพูดไม่ออกได้แต่หันไปมองเซียถงตาเขม็ง สุดท้ายนี้ได้แต่จำใจยอมแพ้อย่างลับๆเพราะในเมื่อเสด็จอายออกโรงเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องนังอัปลักษณ์นี่แล้วต่อให้กล่าวอะไรออกไปมากกว่านี้ก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี

    เซี่ยหลู่เฟิงเหลียวมองเซียถงเจือแววกังวลอยู่หลายส่วนจากนั้นค่อยหันไปหาฉีหมิงเยว่ประดับเคียงสีหน้าการแสดงออกที่แสนซับซ้อนถอนหายใจเสียงแผ่วกับตัวเอง หมุนตัวกลับและเดินติดตามไป๋หลี่เย่ออกไปอย่างเงียบงัน

    ฉีหมิงเยว่ค่อยๆย่อตัวนั่งคุกเข่า ทยอยเก็บเศษถ้วยชาเหล่านั้นที่กระจัดกระจายบนพื้นเข้ามาสะสมรวมไว้ในแขนเสื้อ

    เซียถงหรี่สายตาจ้องมองไป๋หลี่หานไม่คลายอ่อนพอจับสัมผัสได้ว่า อีกฝ่ายกำลังจับจ้องมาทางนี้เช่นกันแถมสายตาไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นักคมมีดสั้นเลื่อนไหลคงบนฝ่ามือขวาของนางอย่างลับๆ เข้ากระชับจับแน่นด้ามมีดไว้แน่นแอบเข้าสู่สภาวะป้องกันตัวโดยทันที และเป็นไปตามที่คิดไว้จริงๆ ชั่วอึดใจต่อมาเงาร่างของไป๋หลี่หานไสววูบพุ่งเข้าใส่นางทันที

    ความเร็วในการเคลื่อนไหวของไป๋หลี่หานว่องไวประดุจสายอสนีระบำในเวลานี้เขาต้องการลงมือกับเซียถงแล้ว และตัวเซียถงเองก็พึงทราบอาศัยความแข็งแกร่งของตนไม่สามารถหลบเลี่ยงได้แน่นอนดังนั้นนางจึงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นมึ่งสมาธิรอจังหวะสวนกลับด้วยคมมีดสั้นในมือโต้ตอบภายในหนึ่งกระบวน

    ชั่วอึดใจขณะเงาร่างของไป๋หลี่หานปราดลุมาถึงระยะหวังผล เซียถงขวางมีดสั้นในมือยิงออกไปตรงหน้าใช้เป็นมีดบินหวังเจาะทะลวงกะโหลกศีรษะเพื่อปลิดชีพอีกฝ่ายภายในอึดใจ

    มีดบินเร้นประกายเยียบเย็นถูกยิงเข้าใส่กรีดผิวแก้มเฉียดใบหน้าของไป๋หลี่หานไปครึ่งองศาพุ่งทะลวงปักคาต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลังการเคลื่อนไหวฉากนี้ได้สร้างความตื่นตกใจให้แก่ผู้คนโดยรอบอย่างยิ่งฉีหมิงเยว่ถึงขั้นหน้าถอดสีซีด เศษถ้วยชาที่อุตส่าห์รวบรวมเก็บในกระเป๋าแขนเสื้อร่วงกราวตกลงสู่พื้นอีกครั้ง

    “เซียถง นับวันเจ้ายิ่งมีความกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”

    ไป๋หลี่หานพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือเรียวขาวของเซียถงออกแรงเล็กน้อยฉุดดึงนางเข้ามาในอ้อมแขนพร้อมใช้มืออีกข้างโอบเอวเพรียวบางของนางเอาไว้หลวมๆ ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของชายคนนี้ได้ทันกว่าจะพบเห็นประจักษ์ชัดบนสายตา ทุกกระบวนการก็ดำเนินไปจนเสร็จสิ้น

    ไป๋หลื่หานจับจ้องใบหน้าของนางดวงตาไม่กะพริบ หากไม่สั่งสอนเป็นบทเรียนแก่นางจริงๆ จังๆ สักครั้ง เกรงว่านางจะติดนิสัยชอบทำตัวเป็นอันตาพาลแล้วจริงๆ

    “ท่านอาจารย์หาน ศิษย์คนนี้มีสิทธิ์ป้องกันตัวเพราะไม่รู้ว่าท่านพุ่งเข้ามาเช่นนี้ ต้องการจะทำอะไร”

    เซียถงเหล่มองไป๋หลี่หานเล็กน้อยในเวลานี้ร่างกายถูกพันธนาจับกุมไว้โดยอีกฝ่ายสมบูรณ์ นางมิได้กลัวว่าชายคนนี้จะลงมือสังหารตน เพราะหากอีกฝ่ายต้องการจริงๆ คงทำไปนานแล้วและไม่ปล่อยนางให้มีชีวิตจวบจนตอนนี้...

    “นับเป็นการเคลื่อนไหวที่ดีเยี่ยม ข้าเพียงต้องการเอ่ยชมเชย”

    ไป๋หลี่หานกล่าวน้ำเสียงเรียบเคลือบไอเย็นกระนั้นเองทุกมาอากัปกิริยาของเขาช่างดูสูงส่งเป็นสง่ายิ่งนัก

    เขาเองก็ต้องขอยอมรับเลยว่าปฏิกิริยาตอบโต้ของเซียถงค่อนข้างยอดเยี่ยมดีจริงๆ

    “แต่ไฉนท่านอาจารย์หานถึงมาจับตัวศิษย์เช่นนี้ล่ะ?”

    เซี่ยถงเอ่ยถามพลางสูดหายใจเย็นเข้าแช่มลึก

    “เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วมิใช่รึ? ที่ต้องเคลื่อนไหวอันเนื่องมาจากเรื่องขององค์หญิงเมื่อครู่จะอย่างไร เจ้าต้องให้สัญญากับข้าก่อนว่าเจ้าจะไม่ลงมือทำร้ายร่างกายองค์หญิงอีกแล้วในอนาคต?”

    ไป๋หลี่หานเอ่ยกล่าวขณะเดียวกันพลันออกแรงกระชับเอวเซียถงเข้ามาชิดใกล้และกล่าวเสียงต่ำกระซิบข้างหูว่า

    “หากคราวหน้า ข้าเห็นว่าเจ้าลงมือลงไม้กับองค์หญิงอีกก็อย่าตำหนิข้าคนนี้ว่าหยาบคาย”

    “นางไม่ยั่วยุข้า ข้าก็ไม่ทำอะไร”

    เซียถงสัมผัสได้ถึงแรงโอบรัดที่แผ่ซ่านมาจากช่วงเอวขึ้นมากล่าวตอบกลับไปน้ำเสียงเย็นชา

    “ข้าคนนี้ไม่สนว่าระหว่างพวกเจ้าจะมีเรื่องคับข้องใจอะไรกันแต่ตราบเท่าที่ข้าไม่อนุญาต เจ้าห้ามทำร้ายนางเด็ดขาด”

    ขณะเอ่ยกล่าวไป๋หลี่หานก็ออกแรงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง กระชับเอวอีกฝ่ายจนแนบเนื้อติดชิด

    พอเห็นว่าสีหน้าของเซียถงเริ่มแปรเปลี่ยนกลายเป็นสีดำอมม่วงเนื่องจากแรงกอดของไป๋หลี่หานที่รุนแรงมากจนอีกฝ่ายหายใจแทบไม่ออกแล้วฉีหมิงเยว่พลันตื่นตระหนักอย่างยิ่ง รีบทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าไป๋หานรีบเร่งขอโทษขอโพยด้วยความวิตกจัดว่า

    “ท่านอาจารย์หาน ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดกลับเป็นข้าคนนี้เองท่านอาจารย์โปรดลงโทษข้าแทนเถิด!ทั้งหมดทุกอย่างมิได้เกี่ยวข้องอะไรกับเซียถงเลยสักนิด ศิษย์คนนี้ขอกราบกรามได้โปรดปล่อยเซียถง”

    เซียถงเหลือบไปเห็นว่าฉีหมิงเยว่กำลังคุกเข่าโขกศีรษะกระแทกพื้นอยู่ตรงปลายเท้าของไป๋หลี่หานทันใดนั้นเพลิงความพิโรธคล้ายปะทุเดือดดาลขึ้นภายในใจของนางทันทีปรากฏประกายแสงเย็นสาดวาบออกมาจากดวงตา ชั่วอึดใจขณะเซียถงเร่งเร้าพลังลมปราณทั้งหมดไปยังปลายเท้าข้างขวาและยกขึ้นเหยียบเท้าของอีกฝ่ายอย่างแรกชนิดที่ว่าหวังจะกระทืบให้แหลกและติดพื้น

    ตั้งแต่ทีแรกไป๋หลี่หานเพียงต้องการจะสั่งสอนเซียถงเป็นบทเรียนเท่านั้นมิได้หวังจะฆ่าแกงนางกันจริงๆ พอได้ยินคำขอร้องวิงวอนของฉีหมิงเยว่เขาเองก็กำลังจะคลายแขนออกแล้วเช่นกันแต่เซียถงกลับยกเท้าขวากระทืบใส่เท้าของเขาอย่างแรงเสียก่อนทำเอาขมวดคิ้วแน่นเผยสีหน้าเจ็บปวดขึ้นโดยพลัน

    เซียถงไม่เพียงแค่เหยียบหลังเท้าของไป๋หลี่หานเท่านั้นแถมยังยืนเขย่งออกแรงบิดขยี้อยู่หลายรอบ อาศัยระยะประชิดปานนี้ นางเองก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ทันจะป้องกันอะไรได้แน่นอน

    เผชิญพบการลอบโจมตีกะทันหันไป๋หลี่หานถึงกับสูดไอเย็นแช่มลึกสุดขั้วปอด สีหน้าเผยความเจ็บปวดออกมาหนึ่งส่วนแขนที่เกี่ยวรั้งโอบเอวเอาไว้ รีบคลายปล่อยออกไปโดยไว

    เซียถงใช้โอกาสนี้กลิ้งตัวหลบ ตีระยะออกห่างทันที กระโจนไปทางต้นไม้ด้านหลังอีกฝ่ายคว้ามีดสั้นที่ปักคาขึ้นมาจ่อคมมีดเร้นประกายเย็นเยียบอยู่กลางแผ่นหลังของไป๋หลี่หาน

     

    561-2

    ตอนที่97กิ้งก่าพิษ

    ไป๋หลี่หานเหล่มองไปทางเซียถงนัยน์ตาทอประกายส่องแสงเจือผสมแววหงุดหงิดอยู่หนึ่งส่วนอยากรู้อยากเห็นอีกหนึ่งส่วน กระแสความเจ็บปวดที่ส่งแปลบมาจากหลังเท้าที่โลดแล่นขึ้นมาทำเอาสีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยไม่มีใครสามารถทำให้เขาสัมผัสถึงความเจ็บปวดได้นานหลายปีแล้วแต่การเหยียบเท้าครั้งนี้ของเซียถงชนิดไม่มียั้งแรง ทำเอาใจดวงนี้บีบเกร็งได้

    ใจหนึ่งก็อยากรู้เสียเหลือเกินที่แค่ตีนเดียวกลับสามารถงัดเอาความเจ็บปวดเผยแสดงออกมาได้ หากนี่ไม่ใช่เขาเกรงว่านิ้วเท้าคงแหลกเละคาพื้นไปแล้วจริงๆ

    ส่วนอีกใจหนึ่งก็หงุดหงิดเล็กน้อยเพราะทุกครั้งที่เขาเข้าปะทะกับเซียถงเสมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ตนต้องสูญเสียไปไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามถึงขั้นที่ว่าบางที นางเองก็เป็นฝ่ายประสบความสูญเสียเช่นกัน

    สองคู่สายตาเข้าสบประสานงาเซียถงตั้งท่าเตรียมสัประยุทธ์เต็มรูปแบบทางด้านไป๋หลี่หานเองก็ยังฉายแววอยากรู้อยากกเห็นอยู่เช่นเดิมตั้งแต่แรกพบกับหญิงสาวนางนี้ ก็คล้ายกับว่านางมักจะสร้างความประหลาดใจให้แก่เขาอยู่เสมอเบื้องหลังของนางมีความลึกลับเก็บงำซ่อนอยู่มากมาย ส่วนเรื่องรูปลักษณ์น่ะรึ?เขาไม่เคยสนใจอยู่แล้ว ไม่ว่าเซียถงจะมีหน้าตายังไงมันก็ยังทำให้เขารู้สึกสนใจนางไม่แปรเปลี่ยน

    สายลมโบกสะบัดต้นไม้พฤกษา กิ่งก้านกวัดแกว่ง กลีบดอกบุปผาหลายหลากสีสันไสวโปรยปราย

    ท่ามกลางบรรยากาศดอกไม้บุปผาสะพรั่งพึงหนึ่งคนอยู่ในศาลา ส่วนอีกหนึ่งอยู่นอกศาลาต่างฝ่ายต่างสบสายตาครุ่นพินิจพิจารณากันและกันพลันปรากฏประกายแสงส่อแววประหลาดสาดฉายออกจากนัยน์ตาของแต่ละคน

    “ท่านอาจารย์หาน เรื่องขององค์หญิงในวันนี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดทั้งสิ้นกับเซียถงหากท่านอาจารย์ปรารถนาต้องโทษลงทัณฑ์ ได้โปรดลงกับข้าแทนเถิด”

    คั่นกลางระหว่างสองฝ่ายมีร่างอรชรเพรียวบางแลซ้ายทีขวาทีก่อนที่สุดจะหันไปขอร้องขอโพยกับไป๋หลี่หานพร้อมสีหน้าซีดเซียว

    “เซียถง เจ้ายังเป็นหนี้บุณคุณข้าคนนี้อยู่ หากเจ้าสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายองค์หญิงอีกในอยาคต เท่านี้ถือเป็นการทดแทนบุญคุณแล้ว”

    ไป๋หลี่หานสะบัดแขนเสื้อยาวยกมือทั้งสองข้างไพล่หลัง ดวงตาสาดกะพริบฉายแววชั่วร้ายเคลือบเย็นชา

    “...ก็ได้”

    พอหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่ไป๋หลี่หานช่วยเหลือท่านแม่ของนางเอาไว้เซียถงก็ขมวดคิ้วแน่น พยักหน้าตอบตกลงอย่างไร้หนทาง

    ผู้ใดมีบุญคุณจำต้องตอบแทนนี่คือหลักการพื้นฐานของมนุษยชน และเนื่องด้วยไป๋หลี่หานนับเป็นผู้มีบุญคุณคนหนึ่งถึงแม้ว่าภายในใจของเซียถงจะไม่ยินยอมเพียงใด แต่สุดท้ายจำใจต้องตกลง

    เซียถงที่ยอมตอบตกลงอย่างว่านอนสอนง่ายปานนี้เล่นเอาไป๋หลี่หานผงะไปชั่วครู่หนึ่ง ทีแรกเขาคิดไว้ว่าจำเป็นต้องใช้เวลาเจรจากับนางมากกว่านี้

    ดูท่าแล้วหญิงสาวผู้มีจิตใจอำมหิตและทะนงตนผู้นี้จะให้ค่าคำว่า บุญคุณ อยู่เหนือสิ่งใด!

    “ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว เช่นนั้นขอตัวลา”

    เซียถงเอ่ยกล่าวขึ้นอีกคราโดยคราวนี้ไม่แม้กระทั่งเหลียวมองไป๋หลี่หานอีกต่อไปนางดึงแขนของฉีหมิงเยว่และเดินจากออกไปทันที

    “เซียถง นี่เจ้ารู้จักกับท่านราชันหมาป่าสวรรค์ด้วยงั้นรึ?”

    ฉีหมิงเย่ปริปากเอ่ยถามขึ้นทันใดสีหน้าท่าทางดูอยากรู้อยากเห็นมิใช่น้อย ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่แม้แต่เหลียวหลังหันมามองด้วยซ้ำปราศจากเสียงตอบรับใดๆ จากหญิงสาวที่กำลังฉุดลากให้นางเดินหน้าต่อไปราวกับว่าภายในหัวของอีกฝ่ายกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่อย่างใดอย่างนั้น

    “นี่เจ้ากำลังคิดอันใดอยู่?”

    ฉีหมิงเยว่เอ่ยถามพลางออกแรงเล็กน้อยกระตุกแขนเสื้อเรียกเซียถงเบาๆ

    “ข้ากำลังคิดว่า จะล้างแค้นอีกฝ่ายอย่างไร”

    เซียถงหันขวับสาดประกายตาสีเย็นชาเข้าใส่ฉีหมิงเยว่แน่นอนอีกฝ่ายที่นางหมายถึงย่อมมิใช่ไป๋หลี่หานแต่เป็นพวกที่ทำลายชุดน้ำชาของฉีหมิงเยว่จนไม่เหลือชิ้นดี

    “เซียถง เจ้าอย่าคิดสั้นเช่นนั้น”

    ฉีหมิงเยว่รีบคว้าแขนเสื้อของเซียถงหยุดเอาไว้ในทันใด ส่ายหน้ากล่าวตอบอย่างวิตกกังวลใจว่า

    “เจ้าสร้างศัตรูไปทั่วสารทิศเกินพอแล้ว จะไปยั่วยุพวกนั้นอีกเช่นนี้เกรงว่าต่อไปเจ้าจะไม่เหลือที่ยืน”

    เซียถงส่งยิ้มให้ฉีหมิงเยว่บางๆและไม่ปริปากกล่าวอะไรอีกเลย หลังเสร็จจากคาบเรียนวิชากลยุทธ์ในช่วงบ่ายเซียถงก็ได้หายตัวไปจากสถานศึกษาไป

    กลางป่าสนยามพลบค่ำณ หนองน้ำภายในป่าเบื้องลึกสถานที่เฉกเช่นนี้นับเป็นเรื่องยากมากสำหรับมนุษย์ที่จะบุกสำรวจเข้าไปเนื่องด้วยทั่วทั้งบริเวณอุดมไปด้วยไอพิษตลอดทั้งปีและยังมีสัตว์อสูรนิสัยดุร้ายป่าเถื่อนอาละวาดไม่เว้นวาย กล่าวได้ว่าอันตรายอย่างแท้จริง หากผู้ใดไม่สนความเป็นความตายและมองข้ามเรื่องความปลอดภัยไปที่แห่งนี้คือแหล่งสมุนไพรชั้นเยี่ยม

    “เสี่ยวฮั่ว เจ้าแน่ใจหรือว่าภายในนี้มีกิ้งก่าพิษอาศัยอยู่?”

    ในบึงหญ้าสูงเท่าครึ่งตัวคนปรากฏหญิงสาวในชุดสีขาวกำลังก้มหน้าก้มตามองหาอะไรบางอย่างอยู่และนางคนนี้ดูสง่างามยิ่งยวด ดวงตาคู่ดำขลับดั่งหมึกทมิฬเข้มข้นทอแสงสาดประกายระยิบ ช่างแพรวพราวราวกับดวงดาราจรัสฟ้าราตรี

    “กิ้งก่าพิษมักจะเดินเตร่ในสถานที่เช่นนี้ท่านต้องใช้ความอดทนในการเสาะหาเสียหน่อย”

    เสี่ยวฮั่วส่งเสียงผ่านห้วงความคิดของเซียถง

    พอได้ฟังดังนั้นเซียถงก็ก้มศีรษะกดองศาลงใช้มือทั้งสองข้างกวาดต้นไม้ใบหญ้าที่รกเร้าเส้นสายตาให้พ้นออกไปเวลาผ่านไปจนจันทราขึ้นจากทิศตะวันออก กำลังจะร่วงโรยสู่ทิศตะวันตกแล้วแต่เซียถงก็ยังอยู่ในท่าเดิมควานหาต่อไปอย่างไร้ที่สิ้นสุดในขณะนี้นางเริ่มกระสับกระส่ายเล็กน้อยอย่างอดมิได้

    จนท้ายที่สุดพลันเห็นร่างกิ้งก่าพิษโผล่หัวออกมาจากพื้นดิน ชั่วพริบตาเดียวเซียถงสะบัดข้อมือยิงมีดสั้นพุ่งออกไป ตรึงร่างของกิ้งก่าพิษทะลวงเป็นรูโบ๋นางคว้าร่างของมันขึ้นมาใส่ถุงผ้าเล็กๆ ที่สะพายติดมา มันยังคงพยายามออกแรงดิ้นหนีตายสุดชีวิตอยู่ในถุงดังกล่าวไม่หยุดหย่อนเซียถงแสยะยิ้มฉีกขึ้นมุมปากทันที

    อาศัยกิ้งก่าพิษตัวนี้ขอดูเสียหน่อยว่าข้าจะวางยาพิษใส่ไป๋หลี่อวี๋อิงกับบรรดาสาวๆพวกนั้นได้สำเร็จหรือไม่

    ยืดร่างเหยียดขึ้นตรงอย่างเมื่อยล้าชั่วขณะอึดใจคล้ายกับว่าปลายหางตานางพลันสังเกตเห็นเงาร่างบางสิ่งพุ่งโฉบมาจากทางด้านในของหนองน้ำแห่งนี้ลึกลงไปอีกเป็นเงาแซ่ซ้อนประดุจฟ้าแลบแล่นผ่าน พบเห็นดังนั้นเซียถงรีบผูกปากถุงไว้กับเอวกระชับมีดสั้นไว้ในมือ ย่อตัวเสมอพื้นดินและเริ่มย่องเบาติดตามไป

    ปรากฏเป็นชายคนหนึ่งที่กำลังไล่ล่าใครบางคนที่ในตอนนี้สิ้นแรงนอนระทมเจ็บอยู่กับพื้นชายคนนั้นถือดาบเดินตรงเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นและมากขึ้นเซียถงฉวยโอกาสนี้ลอบสังหารชายถือดาบคนนั้นโดยตรงคู่เท้ากระตุกวูบกระโจนเข้าจู่โจมโดยทิ้งเข่าขวากระทุ้งกลางแผ่นหลังของมันจนเสียจังหวะล้มคะมำลงเซียถงยกมีดสั้นในมือชูขึ้นฟ้า พร้อมดิ่งพสุธาปักปลายมีดคมกริบเสียบทะลุกะโหลกของชายคนนั้นตายคาที่ทันทีคล้อยหลังจัดการกับอีกฝ่ายเสร็จสรรพ เซียถงก็ลุกขึ้นมองดูอีกฝ่ายที่ถูกไล่ล่าแต่จำต้องตกตะลึงสุดขีด เพราะคนที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นกลับมิใช่ใครอื่นนอกเสียจากหยุนซีจริงๆ!

    “ท่านอาจารย์หยุนซี!?”

    “เร็วใช้ได้!”

    หยุนซีมีอาการไอรุนแรงอยู่สองสามทีก่อนจะพยุงร่างตัวเองขึ้นจากพื้น พลางตบเศษดินเศษฝุ่นบนเสื้อผ้าร่างกาย

    เซียถงขมวดคิ้วทักแน่นเป็นปมจับจ้องหยุนซีด้วยความประหลาดใจ ในเวลานี้สภาพของหยุนซีกล่าวได้ว่าดูไม่จืดเลยธารเลือดสีแดงสดเปรอะเปื้อนทั่วทั้งใบหน้าชุดเสื้อผ้าของนางขาดรุ่งริ่งจนเสมือนกับว่ามีเศษริ้วเศษผ้าติดเนื้อติดกายมามากกว่าไม่ว่าจะมองยังไง พึงตระหนักทราบได้ทันทีว่าหยุนซีคนนี้เพิ่งผ่านการสู้ศึกสัประยุทธ์ดุเดือดมาหมาดๆ

    อาศัยควาแกร่งกล้าของหยุนซีกระทั่งตัวเซียถงเองก็มั่นใจว่า หากต่อสู้กับตัวนางมีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ซึ่งการที่ได้เห็นหยุนซีมาอยู่ใฝนสภาพเช่นนี้ได้ นับว่าทำให้เซียถงประหลาดใจโดยแท้

    “เจ้ามองอะไร? ไม่เคยเห็นคนสวยรึไง?”

    พอเห็นเซียถงจับจ้องตาเขม็งพินิจอย่างตั้งใจหยุนซีก็เหลือบหางตามอง กล่าวเย้าหยอกออกไปคนหนึ่ง

     

     

     

    562-2

    ตอนที่98 หญ้าแพรพรรณหยกของหยุนซี

    กล่าวจบหยุนซีก็คว้าแขนเสื้อที่ขาดรุ่ยของตนขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดใบหน้าเล็กน้อยทันทีทันใดคล้ายกับเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้สองมือพัลวันรีบคลำบริเวณรอบเอวอย่างร้อนรน ผ่านไปชั่วครู่ นางจับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งหยิบคว้าขึ้นมาปรากฏเป็นใบหญ้าสีเขียวหยกออกจากเอวพอเห็นว่าสิ่งนี้ยังคงอยู่ดีปลอดภัย หยุนซีก็ตบแผ่นอกตัวเองเบาๆพ่นลมหายใจเสียงยืดยาวด้วยความโล่งอก

    ใบหญิงภายในมือของหยุนซีใบนี้ดูไปดูมาเหมือนกับอัญมณีสีเขียว เปล่งแสงระยับระยับไปทั่วทั้งตัวของมันเซียถงที่มองเพียงปราดเดียวพึงทราบทันที นี่คือหญ้าแพรพรรณหยกซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีความจำเป็นสำหรีบการหลอมกลั่นโอสถระดับสอง

    “ท่านอาจารย์หยุนวีต้องการหญ้าแพรพรรณหยกไปหลอมกลั่นโอสถกระมัง?”

    เซียถงโพล่งถามออกมาโดยไม่คิดหน้าคิดหลังทันทีที่สิ้นเสียง นางก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหยุนซีหลอมกลั่นได้เพียงโอสถระดับหนึ่งและพิษเท่านั้นระดับชั้นโอสถที่เกินระดับสองขึ้นไปคนที่ไม่มีธาตุไฟโดยธรรมชาติภายในกายเฉกเช่นหยุนซี ไม่สามารถหลอมกลั่นได้เลยเซียถงแอบรู้สึกผิดเล็กน้อยเพราะกลัวว่าประโยคคำกล่าวนี้จะไปจี้ปมในใจของอีกฝ่ายเข้า

    “หญิงแพรพรรณหยกมิได้ใช้สำหรับการหลอมกลั่นโอสถเท่านั้นแต่มันยังมีคุณสมบัติจำเพาะอื่นนอกเหนือจากนั้น”

    หยุนซีมิได้ใส่ใจคำถามหรือเก็บมาคิดมากใดๆเพียงเอ่ยปากตอบอย่างสบายๆกลับไป ทอดสายตามองหญ้าแพรพรรณหยกในมืออยู่สักครู่ประกายตาสีดอกท้อพลันเปล่งปลั่ง เปิดเผยรอยยิ้มอ่อนจางขึ้นบนใบหน้าของนางเสมือนสิ่งนี้คือสมบัติล้ำค่า

    จากนั้นก็เก็บหญ้าแพรพรรณหยกใส่ไว้ที่เอวดังเดิมอย่างระมัดระวัง ยกฝ่ามือตบหน้าผากตัวเองไปทีหนึ่งสีหน้าการแสดงออกในขณะนี้ของหยุนซีบิดเบี้ยวโมโหอย่างยิ่ง

    “ไอ้บัดซบพวกนั้น!ทำใบหญ้าเหล่านี้ขาด!ไปนับว่าชะตาขาดแล้วจริงๆ!ข้าจะกลับไปฆ่าไอ้พวกสัตว์นรก!”

    สิ้นเสียงกล่าวจบนางเดินหยิบกระบี่ยาวที่ร่วงตกอยู่บนพื้น และมุ่งหน้าออกไปทางหนองน้ำโดยตรง

    ทว่าเดินไปได้สองสามก้าวฝีเท้าของนางพลันหยุดชะงักชะงันกะทันหัน ร่างโซเซแกว่งซ้ายทีขวาทีไปมาคล้ายจะล้ม แม้กระทั่งจะทรงตัวให้ตรงยังแทบไม่ไหวแล้ว

    “ท่านอาจารย์หยุนซีท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส เกรงว่า...”

    เซียถงรีบวิ่งเข้าไปประคองโอบอุ้มอีกฝ่ายจากด้านหลังทันที

    “ข้าจะไปฆ่าพวกมัน!”

    หยุนซีโบกมือปัดใช้กระบี่ยาวกวาดไปมาพยายามดิ้นรนออกจากเซียถงที่เข้าห้ามปราม

    “ท่านอาจารย์หยุนซีจะอย่างไรควรดให้ความสำคัญกับอาการบาดเจ็บในขณะนี้ของท่านด้วยจะบุกเข้าไปในส่วนลึกของหนองน้ำแห่งนี้ทั้งที่สภาพไม่สมบูรณ์เกรงว่าจะมีแต่อันตราย!”

    เซียถงกอดหยุนซีเอาไว้แน่นในอ้อมแขนเฝ้ามองท่าทางการแสดงออกของหยุนซีที่ยังคงดื้อรั้นไม่หยุดตราบใดที่นางเผลอปล่อยมือไป อีกฝ่ายน่าจะพุ่งหนีหายไปต่อหน้าต่อตาแล้วจริงๆ

    คล้อยหลังฝืนกำลังดิ้นรนอยู่สักพักใหญ่ดูเหมือนว่าหยุนซีจะหมดเรี่ยวแรงในที่สุด เอนกายพักพิงบนหัวไหล่ของเซียถงค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบหญ้าแพรพรรณหยกขึ้นมาเชยชมเล็กน้อยลึกลงไปในแววตาคู่สวยสีลูกท้อเต็มไปด้วยความหม่องหม่นเซียถงยืนกอดประคองร่างอรชรเพลียวบางเอาไว้แน่นเหม่อมองไปที่หญ้าแพรพรรณหยกในมือของอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน ไม่ปริปากกล่าวอะไรใดๆ

    เซียถงไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นหยุนซีได้รับหญ้าแพรพรรณหยกมาทั้งหมดกี่ใบแต่บนมือของอีกฝ่ายยามนี้มีเพียงใบเดียวเท่านั้น และนางเองก็มิทราบเช่นกันว่าหญ้าแพรพรรณหยกดังกล่าวมันมีความสำคัญต่อหยุนซีมากขนาดไหนกันแน่ถึงทำให้นางโกรธเกรี้ยวได้ถึงขั้นนี้

    อย่างไรก็ตามแต่เซียถงเลือกที่จะไม่เอ่ยปากถามอะไรมากมายเป็นดีที่สุด

    หลังจากต่างฝ่ายต่างเงียบไปชั่วระยะหนึ่งหยุนซีก็ข่มกลั้นเก็บความหมองหม่นเหล่านั้นกลับเข้าไปเบื้องลึกในใจประกายตากลับมาสดใสเจิดจรัสดังเดิม ยืดตัวขึ้นตรงพร้อมนำหญ้าแพรพรรณหยกเก็บลงในเอวอีกคราอย่างระมัดระวังเดินกลับลงภูเขาออกจากป่าสน ก้าวแช่มทีละขั้นทีละตอนอย่างทุลักทุเลพร้อมกับกระบี่เล่มยาวในมือเสมือนร่างกายมีน้ำหนักกว่าร้อยตันก็มิปานทุกก้าวที่เดินตรงออกไปดูยากลำบากยิ่งยวด เนื้อตัวสั่นเทิ้มแต่นางยังคงเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

    เสมือนกับว่าในเวลานี้กำลังมีคนสำคัญรออยู่เบื้องหน้านางหากไม่สืบเท้าย่างหนึ่งก้าวระยะห่างระหว่างนางกับอีกฝ่ายก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งก้าวเช่นกัน

    เฝ้ามองแผ่นหลังที่สั่นคลอนของหยุนซีเซียถงสัมผัสได้ทันทีถึงจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและทะนงตนดื้อรั้นต่อให้อีกฝ่ายล้มคะมำนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เซียถงก็เชื่อว่าแทนที่หยุนซีคนนี้จะเอ่ยปากร้องเรียกขอความช่วยเหลือแต่นางจะเลือกคลานต่อไปจนกว่าจะถึงที่หมาย

    ด้วยความประทับใจในส่วนนี้เซียถงรีบสับเท้าวิ่งไล่ตามอีกฝ่ายจนทันเอื้อมมือไปหยุงแขนของหยุนซีขึ้นพาดกับไหล่ของตน กล่าวว่า

    “ท่านอาจารย์หยุนซีข้าไม่เคยมาหนองน้ำลึกขนาดนี้ ดังนั้นจึงไม่รู้ทางกลับ ท่านอาจารย์ช่วยพาข้าไปส่งที่ตีนภูเขาที”

    เนื่องด้วยอุปลักษณ์นิสัยอย่างหยุนซีนางไม่มีทางขอความช่วยเหลือจากตัวเซียถงแน่นอนดังนั้นเซียถงจึงเสนอตัวเป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือแทนเพื่อที่จะได้แอบช่วยพยุงร่างอีกฝ่ายส่งลงภูเขาไปโดยสวัสดิภาพ

    หยุนซีเหลือบสายตามองเซียถงเล็กน้อยหนึ่งระลอกคลื่นอารมณ์แปลกประหลาดปนสงสัยโฉบแล่นผ่านในดวงตาของนางคิ้วขมวดยู่ยี๋เล็กน้อย กล่าวน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจว่า

    “ไฉนเจ้าโง่ปานนี้?รู้ทางขึ้นเขาแต่กลับไม่รู้จักทางลงเขา?”

    “อาจารย์เป็นแบบไหนศิษย์ก็เป็นแบบนั้นหากศิษย์คนนี้โง่ แสดงว่าอาจารย์มิได้สอนสั่งให้ดี”

    เซียถงยิ้มตอบ

    หยุนซีที่ได้ยินเช่นนั้นก็อดคลี่ยิ้มมิได้สาวน้อยนางนี้ไม่ยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายขาดทุนเลยสักครั้งจริงๆ

    เซียถงส่งหยุนซีไปถึงหอพักในสถานศึกษาเซิงหลิงแล้วค่อยแอบย่องเข้าไปในห้องหลอมกลั่นโอสถอีกคราระดมเปลวเพลิงจุดไฟใต้เตาหลอมกลั่น จากนั้นก็นำกิ้งก่าพิษโยนลงในเตาหลอมโดยตรงจากนั้นเป็นอันเริ่มกระบวนการหลอมกลั่นโอสถพิษ

    ครึ่งชั่วยามต่อมาปรากฏโอสถพิษเม็ดกลมสีเหลืองนอนนิ่งอยู่ในเตาหลอมเซียถงหยิบมันขึ้นมาพินิจมองบนฝ่ามือ มุมปากเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาอาศัยโอสถพิษจากกิ้งก่าพิษในหนองน้ำ มันเกินพอแลวสำหรับเอาคืนไป๋หลี่อวี๋อิงและบรรดาสาวๆเหล่านั้นพอนำโอสถเม็ดนั้นมาบดจนละเอียดกลายเป็นผง เซียถงก็นำผ้าเช็ดหน้ามาห่อบรรจุไว้และแอบย่องออกจากห้องหลอมกลั่นโอสถไป

    เมื่อนางมาถึงหอพักหรูในสถานศึกษาเซิงหลิงเซียถงก็ตรงต่อไปยังอาคารหลังหนึ่งที่ดูงดงามและโดดเด่นกว่าตัวอาคารอื่นๆลอบเร้นเข้าไปที่บ่อน้ำท่ามกลางผ่าไพ่สีเขียวขจีเปิดฝาบ่อน้ำออกและโรยผงพิษทั้งหมดลงไป ทั้งยังโยนผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นลงในบ่อ ปิดฝาลาจากป่าไผ่ผืนนั้นไปอย่างไร้ร่องรอย

    บ่อน้ำในป่าไผ่เขียวขจีแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำเพียงแห่งเดียวที่ทุกคนในสถานศึกษาเซิงหลิงใช้ดื่มกิน

    เดินทางกลับเข้ามายังหอพักของตนเซียถงทอดสายตามองหอพักหลังนั้นที่อยู่ด้านตรงข้าม มุมปากฉายแววเย้ยเยาะปรากฏออกมาเท่าที่นางไปสืบทราบมาในวันนี้ไป๋หลี่อวี๋อิงกับบรรดาผู้ติดตามของนางมิได้แยกย้ายกันกลับบ้านแต่นอนค้างกันในหอพักหลังนั้นแทน

    หึหึพรุ่งนี้รอชมละครฉากใหญ่ได้เลย

    พอกลับมาที่ห้องพักของนางอิ๋งเอ๋อร์กำลังนอนฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะ ผล็อยหลับไปเซียถงปลุกให้นางย้ายไปนอนบนเตียงดีๆ จากนั้นก็ตรงเข้าไปห้องด้านในนั่งไขว่ห้างขัดสมาธิอยู่บนเตียงและเริ่มดูดซับพลังวิญญาณบำเพ็ญตบะ

     

     

    571-2

    ตอนที่99ถูกพิษ (1)

    ยามรุ่งสางวันถัดมาได้ยินเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอกของอิ๋งเอ๋อร์ เซียถงลุกขึ้นยืดเหยียดร่างกายบิดขี้เกียจเล็กน้อยและเดินออกไปเปิดประตู กล่าวว่า

    “อิ๋งเอ๋อร์นี่ยังเช้าอยู่เลย เจ้ากลับไปนอนเถอะ”

    อิ๋งเอ๋อร์ถือถังไม้เปล่าอยู่ในมือกำลังจะออกไปทำอะไรสักอย่างแต่พอได้ยินคุณหนูของนางเอ่ยกล่าวออกมาแบบนั้น ก็เอ่ยอธิบายไปว่า

    “คุณหนู บ่าวขอตัวออกไปตักน้ำมาก่อนสักรอบ มิฉะนั้นแล้วหากออกสายกว่านี้เกรงว่าจะมีคนรอต่อแถวยาวเหยียดแล้ว”

    กล่าวได้ว่าอิ๋งเอ๋อร์นางนี้ปฏิบัติหน้าที่สาวรับใช้ได้ไม่เคยขาดตกบกพร่องเลยสักครั้งจริงๆทันทีที่มาถึง นางก็ไล่สอบถามผู้คนที่เดินผ่านไปมาบริเวณหอพักเพื่อสอบถามทุกสิ่งที่ควรรู้ เพื่อจะได้ปฏิบัติหน้าที่ตักเตรียมสิ่งของต่างๆให้คุณหนูของนางพร้อมเสมอ

    “บ่อน้ำในป่าไผ่เขียว เจ้าห้ามแตะต้องมันเป็นอันขาดในช่วงสามวันนี้”

    เซียถงเดินไปหยิบถังไม้ในมือของอิ๋วงเอ๋อร์มาไว้ที่ตนก่อนปิดประตูเดินกลับไป นางทิ้งท้ายเพียงว่า

    “ไปนอนซะ”

    “แต่คุณหนู หากไม่ตักน้ำมาใช้ แล้วเรื่องสุขอนามัยของตัวคุณหนูล่ะเจ้าค่ะ?จะไม่อาบน้ำล้างหน้าในช่วงเช้าตลอดสามวันเชียว?”

    อิ๋งเอ๋อร์ส่งสายตาจับจ้องเซียถงปนแววสับสน

    “ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น ในช่วงสามวันต่อจากนี้ เจ้ามีหน้าที่แค่นอนส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องกังวล”

    เซียถงเดินปิดประตูใส่และเดินกลับเข้าห้องไปทิ้งให้อิ๋งเอ๋อร์ยืนงงอยู่ทั้งแบบนั้น

    อิ๋งเอ๋อร์ยืนแข็งค้างเป็นรูปปั้นหินอยู่สักครู่หนึ่งสีหน้าการแสดงออกยังคงส่อแววฉงนใจมึนงงไม่หายสุดท้ายนี้นางทำได้เพียงเดินกลับไปขึ้นเตียงนอน หยิบยกผ้าห่มขึ้นมากอดนอนตะแคงหันหน้าจับจ้องทิศทางประตูห้องด้านในที่เซียถงอยู่ด้วยความงงงวย

    ไฉนถึงไม่อนุญาตให้นางไปตักน้ำ?น่าแปลกจริงๆ!

    เซียถงนั่งบนเก้าอี้ไม้เอนศีรษะเงี่ยหูฟังเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวนอกตัวห้องพอได้ยินเสียงขับขานเรียกใช้สาวรับใช้ประจำตนทั้งหลายจากกลุ่มสาวๆให้ไปตักน้ำมาล้างหน้ากินใช้ ไม่นานเสียงกรีดร้องระงมลั่นพลันปรากฏขึ้นจากด้านนอกตัวห้อง

    การแสดงฉากใหย่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วแววความเย้ยเยาะสว่างวาบปรากฏขึ้นในสายตาคู่นั้นของเซียถง

    “อ๊ากกก! หน้าข้า! หน้าของข้า!!”

    เสียงกรีดร้องเหล่านั้นเพิ่มระดับความดังมากยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้นท่ามกลางเช้าอันสดใส

    ทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้องเหล่านี้อิ๋งเอ๋อร์ก็สะดุ้งโหย่ง กระโดดลงจากเตียงโดยไวสับฝีเท้าเตรียมวิ่งออกทางประตูด้วยความร้อนใจทว่าชั่วขณะที่กำลังจะเปิดประตูเปิดออกไป จู่ๆอิ๋งเอ๋อร์ก๋พลันนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของคุณหนูไว้ได้ จึงหันกลับมาเอ่ยถามเซียถงสีหน้ารวนเรไม่แน่ใจว่า

    “คุณหนู บ่าวขออนุญาตออกไปดูได้หรือไม่?”

    ทันทีที่เซียถงพยักหน้าให้อิ๋งเอ๋อร์ก็เปิดประตูพุ่งตัวออกไปดูโดยทันที ซึ่งยังไม่ทันได้วิ่งออกไปไหนไกลก็บังเกิดเสียงกรีดร้องดังแสบแก้วหูจนระบมไปหมด

    “คุณหนู! แย่แล้วคุณหนู!! พวกผู้หญิงที่อยู่ด้านนอกแต่ละคนล้วนมีใบหน้าบวมแดงและแผลสดส่งกลิ่นเน่าเหม็นออกมาอยู่ทั่วเลย!แค่บ่าวได้เห็นก็ถึงกับขนลุกซู่วไปทั่วร่าง!พวกนางน่าเกลียดกว่าคุณหนูเยอะเลยเจ้าค่ะ!”

    ผ่านไปสักครู่ต่อมาอิ๋งเอ๋อร์ถึงกับรีบวิ่งกลับห้องแทบไม่ทันอุทานร้องลั่นกล่าวรายงานสถานการณ์ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดแต่คล้อยหลังสิ้นเสียงพูดจบไปชั่วจังหวะ พลันตระหนักขึ้นได้ว่าตนเองหลุดปากในสิ่งที่ไม่เคยกล่าวออกไป จึงรีบยกมือปิดปากโดยไวสีหน้าตื่นตระหนกกังวลยิ่งยวด และรีบกล่าวน้ำเสียงอ่อนในทันใด

    “บ่าว...บ่าวมิได้จะหมายความว่า คุณหนูน่าเกลียดนะเจ้าค่ะ...”

    “ข้าน่าเกลียดตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว แล้วเจ้าก็แค่พูดความจริงออกมาเท่านั้นไม่เห็นต้องรู้สึกผิดอะไร”

    เซียถงมิได้สนใจคำกล่าวประเภทนี้อยู่แล้วในทางตรงข้าม หากอิ๋งเอ๋อร์ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของนางหลังจากที่ลบเลือนร่องรอยจุดด่างดำทั่วใบหน้าไปจนสิ้น เกรงว่าสาวรับใช้ตัวน้อยนางนี้จะเป็นลมล้มพับด้วยความปีติยินดีแน่นอนเว้นช่องไฟไปหนึ่งจังหวะ เซียถงเอ่ยถามอีกครั้งว่า

    “พวกนั้นน่าเกลียดเลยใช่หรือเปล่า?”

    “ยิ่งกว่าน่าเกลียดอีกเจ้าค่ะ!เพราะไม่เพียงใบหน้าของคนพวกนั้นจะบวมแดงและมีแผลสด แต่ยังมีน้ำหนองไหลเยิ้มออกมาทำให้ส่งกลิ่นเน่าเหม็นไปทั่วบริเวณด้วยเจ้าค่ะ!จะกล่าวว่าเละเป็นหน้าศพก็ไม่เกินจริง!”

    เซียถงพยักหน้าส่งยิ้มสีจางมอบให้

    “คุณหนูพวกนั้นทุกคนล้วนล้างหน้าและกินดื่มจากน้ำที่ตักมาจากบ่อในป่าไผ่เขียวทั้งสิ้น”

    อิ๋งเอ๋อร์เอ่ยปากกล่าวพลางเฝ้าสังเกตสีหน้าการแสดงออกของเซียถง

    “อืม”

    เซียถงพยักหน้าตอบอย่างใจเย็น

    “แล้วคุณหนูทราบได้อย่างไรเจ้าค่ะว่ามีสิ่งผิดปกติบางอย่างกับบ่อน้ำในป่าไผ่เขียวแห่งนั้น?”

    น้ำเสียงเอ่ยถามฟังดูรวนเรไม่แน่ใจแต่ไม่ว่านางจะโง่สักแค่ไหน แต่ยามนี้เองก็พึงทราบเช่นกันเรื่องความผิดปกติในบ่อน้ำนั้นน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณหนูของนางไม่มากก็น้อย

    “คุณหนูของเจ้าย่อมรู้ดี”

    เซียถงส่งยิ้มพร้อมคำตอบแสนกำกวมไปให้ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูออกน้องห้องไปอย่างสงบเกรงว่าเวลานี้คงถึงคราวที่ต้องเชยชมผลงานหน่อยแล้ว

    เซียถงเดินจับราวบันไดลงไปชั้นล่างท่าทีใจเย็นเดินไปยังหอพักที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทำทีเดินผ่านไม่มีอะไรในระหว่างนั้นก็แอบสังเกตเห็นหญิงสาวกลุ่มหนึ่งยืนมุงอยู่หน้าประตูห้องของไป๋หลี่อวี๋อิงแต่ละคนล้วนมีผ้าผืนใหญ่โพกอยู่ทั่วใบหน้าเหลือแค่ช่องแคบบริเวณสายตาที่เปิดให้เห็น บางคนถึงกับร้อนใจสุดขีดรอไม่ไหวยกกำปั้นขึ้นทุบประตูเรียก รอให้ไป๋หลี่อวี๋อิงเปิดประตูออกมาคุยกับพวกนางแน่นอนทั้งหมดก็เพื่อขอโอสถล้างพิษน็น

    พวกนางกลุ่มนี้มิใช่ใครอื่นนอกเสียจากบรรดาสาวๆ ที่ทำลายถ้วยน้ำชาของฉีหมิงเยว่ทิ้งเมื่อวานนี้

    พอเห็นแต่ละนางโพกผ้าเป็นชั้นหนาทั่วทั้งใบหน้าและศีรษะทำท่าทำทางลับๆ ล่อๆ ก้มหน้าก้มตามองแต่พื้นพลันปรากฏรอยยิ้มฉายแววพึงพอใจเปล่งสะท้อนออกมาจากดวงตาของเซียถง

    โอสถพิษที่มีวัตถุดิบหลักเป็นกิ้งก่าพิษในหนองน้ำมีเพียงนักหลอมโอสถระดับชั้นปราชญ์โอสถขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถหลอมกลั่นโอสถล้างพิษชนิดนี้ออกมาได้และไป๋หลี่อวี๋อิงที่เป็นแค่ราชาโอสถ ย่อมไม่มีคุณสมบัติความสามารถนั้นโดยสิ้นเชิงสรุปได้ว่าพวกนางจะต้องทนอยู่ในสภาพใบหน้าเละดั่งศพเช่นนี้เป็นเวลาถึงสามเดือนเต็มพิษเหล่านี้ถึงจะถูกขับออกไปได้โดยใช้พลังลมปราณ

    ตนใช้ชีวิตติดพันความอัปยศบนใบหน้าถึงสามเดือนเต็มนี่ก็เพียงพอแล้วที่จะทรมานพวกนางจนขาดใจตาย!

    บรรดาสาวๆเหล่านั้นยังคงยืนรออยู่หน้าห้องของไป๋หลี่อวี๋อิงเป็นเวลานานแสนนานแต่พอไม่เห็นว่าองค์หญิงของพวกนางจะเปิดประตูอออกมาต้อนรับเสียทีแต่ละคนก็ยิ่งวิตกกังวลหนักอึ้ง รีบช่วยกันยกมือเคาะประตูทันทีด้วยความตื่นตระหนก

    “องค์หญิงเปิดประตูให้พวกเราเข้าไปด้วย! พวกเราถูกวางยาพิษ!องคห์หญิงโปรดนำโอสถถอนพิษแก่พวกเราด้วยเถิด!”

    ไม่นานประตูห้องของไป๋หลี่อวี๋อิงก็ถูกเปิดออกพร้อมกับสาวรับใช้นางหนึ่งที่ปรากฏขึน้หน้าประตู เอ่ยปากทักบรรดาสาวๆ ขึ้นว่า

    “วันนี้องค์หญิงไม่สบายและไม่สะดวกที่จะพบใครทั้งสิ้นคุณหนูทั้งหลายโปรดกลับไปก่อนเถิด”

    “ไม่! ข้าถูกวางยาพิษ และต้องการโอสถถอนพิษเดี๋ยวนี้!ไม่ว่าองค์หญิงจะคิดค่าโอสถเป็นจำนวนเท่าใด ขอเพียงเอ่ยมาเท่านั้นพวกเราพร้อมจ่าย! เจ้าไปเรียกองค์หญิงออกมา!”

    บรรดาสาวๆยิ่งตื่นตระหนก วิตกจริตกันหนักเข้าไปใหญ่เมื่อได้ยินสิ่งที่สาวรับใช้ตรงหน้าป่าวประกาศออกมาดังนี้ขณะเอ่ยกล่าวออกมาพวกนางแต่ละคนก็พยายามเบียดเสียดเข้าไปภายในห้องของไป๋หลี่อวี๋อิงกันอย่างชุลมุน

    “องค์หญิงไม่ประสงค์จะพบผู้ใดในวันนี้หากพวกท่านยังคิดขัดขืนคำสั่งและบุกรุกเข้ามากันทั้งแบบนี้ เกรงว่าองค์หญิงจะโกรธเอาได้!”

    สาวรับใช้นางนั้นของไป๋หลี่อวี๋อิงรีบกางแขนขาเพื่อหยุดไม่ให้บรรดาสาวๆพวกนั้นหลุดเข้าไปในห้อง

    “แต่ข้าต้องการพบองค์หญิง!องค์หญิงมีความสัมพันธ์อันดีและสนิทสนมกับพวกเราเป็นที่สุดแล้ว!หากองค์หญิงทรงทราบว่าพวกเราโดนวางยาพิษ นางจะต้องอนุญาตให้เราเข้าไปด้านในแน่นอน!”

    “องค์หญิงเจ้าค่ะ! ขอโอสถล้างพิษแก่พวกเราด้วย!!”

    พอได้ยินสาวรับใช้ของป็หลี่อวี๋อิงกล่าวแบบนั้นบรรดาสาวๆ ทั้งหลายก็กลายเป็นบ้าในทันทีโดยไม่สนใจถึงตัวตนของไป๋หลี่อวี๋อิงอีกต่อไป พวกนางโยนผ้าและเสื้อผ้ากองโตที่ใช้โพกใบหน้าและศีรษะทิ้งกับพื้นทันทีเผยให้เห็นใบหน้าบวมเละอย่างกับศพแสนน่าสยดสยองขึ้นมาพวกนางทั้งหมดแย่งกันเข้าไปภายในห้องไป๋หลี่อวี๋อิงราวกับผีดิบหิวกระหายก็มิปาน

    เซียถงเฝ้ามองภาพฉากนี้ระเบิดหัวเราะเยาะเย้ยภายในใจอย่างสนุกสนาน และตามที่บอกเล่ากล่าวเอาไว้หากต้องการลบเลือนใบหน้าบวมเลาะดั่งศพนี่ทิ้งจำเป็นต้องรอให้ผ่านพ้นช่วงระยะสามเดือน

    “นี่พวกเจ้าไม่ฟังคำสั่งของข้าแล้วงั้นรึ?! คงเบื่อกับชีวิตนักกระมัง!?!ข้าบอกให้พวกเจ้าไสหัวไป!!!”

    ขณะที่บรรดาสาวๆพุ่งตัวแย่งกันเข้าห้องผ่านประตูบานน้อยจนติดแหง็กแออัดกันทันใดนั้นไป๋หลี่อวี๋อิงก็ปรากฏตัวขึ้นจากภายในห้อง ยืนกรานต่อหน้าทุกคนยกมือขึ้นสะบัดแส้ยาวสีดำกระหน่ำฟาดใส่พวกนางจนแตกกระเจิง

    ใครที่อยู่ด้านหน้าล้วนโดนกระหน่ำแส้เฆี่ยนตีร้องไม่เป็นภาษาส่วนพวกที่อยู่ด้านหลังเห็นแบบนั้นเข้าก็รีบวิ่งหนีออกจากห้องด้วยความตื่นตระหนกตกใจ

     

     

     

     

     

    572-2

    ตอนที่100ถูกพิษ (2)

    พวกอยู่ด้านหน้าที่โดนเฆี่ยนตีเริ่มได้สติกลับมา หันมองไปทางไป๋หลี่อวี๋อิงแต่ละคนต่างเผยสีหน้าประหลาดใจกันทันทีเพราะใบหน้าของไป๋หลี่อวี๋อิงในขณะนี้มีผ้าคลุมสีแดงเพลิงปกปิดเอาไว้เผยให้เห็นเพียงดวงตาสีแดงก่ำที่ปูดบวมคู่หนึ่งออกมาบริเวณหนังตาทั้งบนและล่างบวมเป็นชั้นหนาบดบังดวงตาจนเหลือเพียงเส้นบางๆช่วงหน้าผากบวมออกมาเป็นก้อนใหญ่เสมือนเนื้องอกดันผ้าคลุมใบหน้าปูดโปนออกมาสังเกตเห็นได้ชัดเจน

    “องค์หญิง ท่านเองก็...โดนวางยาพิษเช่นกัน?”

    หญิงสาวนางหนึ่งเอ่ยถามขึ้นทันทีด้วยความประหลาดใจ

    “ไสหัวไปให้พ้น!!”

    ไป๋หลี่อวี๋อิงคำรามลั่นน้ำสียงเคร่งขรึมพร้อมยกแส้สีดำยาวในมือขึ้นฟันฟาดใส่ทุกคนต่างหน้าเป็นคำรบสองไม่มียั้งแรงบรรดาสาวๆ เหล่านั้นกรีดร้องลั่น วิ่งหนีไปคนละทิศละทางดั่งรังมดแตกกระเจิง

    หลังจากที่ไป๋หลี่อวี๋อิงล้างหน้าในยามเช้าก็ค้นพบความผิดปกติทันที จึงรีบวิ่งไปส่องกระจกสำรวจมองจนค้นพบว่าใบหน้าของตนเองกลายเป็นสีแดงบวมเป่งจนผิดรูปทั้งยังเกิดอาการเน่าจากภายในจนเกิดแผลช้ำหนองไหลเยิ้มออกมาและที่น่าหงุดหงิดใจที่สุดคือ ต่อให้กินโอสถถอนพิษไปแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยยิ่งไปกว่านั้นนังพวกงี่เง่าเหล่านี้ยังพยายามบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตห้องของนางโดยไม่คำนึงสนใจถึงคำสั่งเลยยิ่งคิดเท่าไหร่ไป๋หลี่อวี๋อิงก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้นจึงอาศัยจังหวะเมื่อครู่ กระหน่ำเฆี่ยนตีบรรดาสาวๆเหล่านั้นเพื่อระบายความโกรธออกจากจิตใจ

    แต่ทันใดนั้นเองก็เหมือนกับว่า นางจะสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องจากมุมหนึ่งไป๋หลี่อวี๋อิงหันไปมองติดตามทิศทางดังกล่าว ก็พลันเห็นว่าเป็นเซียถงที่กำลังยืนมองพร้อมทีท่าสบายอารมณ์ ไป๋หลี่อวี๋อิงปิดประตูเสียงดังปังเดินชี้หน้าตรงเข้าไปถามอีกฝ่ายโดยไวว่า

    “นังปีศาจเซียถง! ทั้งหมดเป็นฝีมือของเจ้าใช่ไหม?! ใช่ยาพิษชนิดมาวางใส่พวกข้า!!”

    “เรียนองค์หญิง ไฉนถึงพูดใส่ความเช่นนี้กับหม่อมฉันได้เล่า?”

    เซียถงส่งยิ้มให้ไป๋หลี่อวี๋อิงและกล่าวต่อว่า

    “ท่านกำลังจะบอกว่า หม่อมฉันเป็นคนวางยาพิษกระมัง? เช่นนั้นมีหลักฐานหรือไม่?”

    “มันต้องเป็นพิษของเจ้าแน่นอน! มิฉะนั้นแล้วในขณะที่ทุกคนล้วนเกิดปัญหากันหมด ไฉนเจ้าถึงไม่เป็นอะไรคนเดียว!?”

    ยิ่งเซียถงสงบนิ่งไม่รู้ร้อนรู้หนาวเท่าไหร่ความหงุดหงิดภายในใจของไป๋หลี่อวี๋อิงก็ยิ่งเพิ่มพูนปะทุเดือดยิ่งขึ้น

    “เพราะข้าไม่เคยรังแกใครก่อน จึงไม่มีใครรังแกข้ากลับ แต่องค์หญิงขอเรียนตามตรงว่า ท่านชอบก่อปัญหารังแกทุกฝักฝ่ายเผลอไปทำให้ใครแค้นฝังหุ่นรึเปล่าก็มิทราบ จึงลอบวางยาพิษท่านลับหลัง?”

    เซียถงเลิกคิ้วส่งสายตามองไปทางอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มสีจางเมื่อได้เห็นหน้าผากที่ปูดโปนราวกับปลาหมอหัวโหนกและบริเวณดวงตาที่บวมเป่งแทบบดบังเส้นสายตาของไป๋หลี่อวี๋อิงกระทั่งนางเองก็แทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่

    “เซียถง! อย่าได้ใจเกินไป!!”

    ไป๋หลี่อวี๋อิงกัดฟันกรอดไม่ว่าจะแค้นเคืองเพียงใด แต่นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องร่นถอยกลับไปเข้าปะทะกับเซียถงโดยตรงก็ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย แต่จะอย่างไรความอาฆาตแค้นที่มีต่อเซียถง มันช่างล้นปรี่จนจุกอกเสียเหลือเกินไป๋หลี่อวี๋อิงรู้สึกดอึดอัดใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในท้ายที่สุดนี้ก็ทำได้แค่ยกแส้ยาวในมือขึ้นฟันฟาดต้นไม้ใบหญ้าและรั้วกั้นห้องพักโดยรอบจนหักโค่นราวกับคนเสียสติ

    เฝ้ามองความบ้าคลั่งของไป๋หลี่อวี๋อิงเซียถงเปล่งเสียงหัวเราะเยาะออกมา กล่าวว่า

    “เซียถงคนนี้เป็นเพียงนังอัปลักษณ์คนหนึ่งมีหรือจะกล้าดีหยิ่งผยองได้ใจต่อหน้าอง์หญิงผู้แสน...งดงาม”

    กล่าวจบเซียถงเพิกเฉยต่อทุกสายตาที่จับจ้องมองมาทางนี้ และเดินจากออกไปปล่อยให้ไป๋หลี่อวี๋อิงที่ยังบ้าคลั่งยืนทำลายข้าวของต่อไปจนสาแก่ใจ

    กลับมาถึงห้องพักเซียถงกล่าวกับอิ๋งเอ๋อร์ว่า

    “อิ๋งเอ๋อร์ เจ้ากลับเข้าจวนเสนาบดีก่อนเถอะ อีกสามวันให้หลังค่อยมาหาข้าใหม่”

    “เอ๊ะ? หากบ่าวกลับไปแล้วใครจะดูแลความเป็นอยู่ของคุณหนูล่ะเจ้าค่ะ?”

    อิ๋งเอ๋อร์เผยสีหน้าทีท่าลังเลเล็กน้อยนางมาที่นี่ก็เพื่อดูแลชีวิตประจำวันของคุณหนูให้เป็นไปได้ด้วยดีหาใช่ต้องการทิ้งหน้าที่เหล่านี้และกลับไป

    “อิ๋งเอ๋อร์ ที่นี่ไม่มีน้ำให้ใช้จะซักผ้าทำความสะอาดห้องก็ทำไม่ได้ด้วยซ้ำเจ้าอยู่ที่นี่ไปเกรงว่าไม่มีอะไรทำกันพอดี ระยะสามวันนี้เจ้ากลับไปก่อนเถอะ”

    น้ำเสียงที่เปล่งดังของเซียถงเย็นชาต่ำลงเล็กน้อยอีกสักพักไม่นานเกินรอ จะต้องมีความวุ่นวายเกิดขึ้นกับนางแน่นอนเพื่อความปลอดภัยของตัวอิ๋งเอ๋อร์เองอีกฝ่ายจำเป็นต้องเดินทางกลับจวนเสนาบดีเซี่ยบัดเดี๋ยวนี้

    พอเห็นว่าเซียถงค่อนข้างจริงจังกับเรื่องนี้อิ๋งเอ๋อร์ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกต่อไปเพียงเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างเศร้าสร้อยและเดินจากห้องออกไปด้วยความไม่เต็มใจนัก

    เซียถงหยิบตำราเรียนวิชากลยุทธ์ขึ้นมาอ่านทบทวนอยู่เงียบๆคนเดียวภายในห้อง พอทุกคนสามารถยืนยันได้ว่า มีเพียงเซียถงที่ปลอดภัยดีอยู่คนเดียวไป๋หลี่อวี๋อิงและบรรดาสาวๆทั้งหลายก็รวมกลุ่มกันไปฟ้องกับทางคณะอาจารย์ในสถานศึกษาโดยตรง โดยระบุว่ายาพิษที่เจือผสมในบ่อน้ำในป่าไผ่เขียวเป็นฝีมือของเซียถงดังนั้นทั้งหยุนซีและอาจารย์เคราขาวจากฝ่ายทะเบียนจึงต้องเดินทางมาหาเป็นการส่วนตัว

    ไม่นานเกินรอก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอกห้องพัก เซียถงวางตำราในมือลงลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูให้อย่างใจเย็น

    “คณบดี ยาพิษในบ่อน้ำเป็นฝีมือของนาง! พวกเราทุกคนล้วนโดนนางลอบวางยาพิษใส่!เพราะมีนางคนเดียวที่ไม่เป็นอะไรเลย ดังนั้นต้องเป็นยาพิษของนางไม่ผิดแน่!”

    ทันทีที่ประตูเปิดออกไป๋หลี่อวี๋อิงก็ชี้หน้าใส่เซียถงอย่างอุกอาจ ด้านหลังของนางมีทั้งอาจารย์เคราขาวหรือที่ทุกคนเป็นที่ทราบกันดีว่า เขาคือคณบดีของสถานศึกษาแห่งนี้ตามมาด้วยหยุนซี ไป๋หลี่หาน และบรรดาสาวๆกลุ่มนั้นที่โพกผ้าปิดคลุมทั้งใบหน้าและศีรษะ

    “องค์หญิงเห็นกับตาตัวเองหรือไม่ว่า ข้าเป็นคนลอบวางยาพิษ? หรือหากมีหลักฐานอันใดโปรดแสดงให้เห็น”

    เซียถงยืนจับจ้องเรียวนิ้วยาวที่ชี้เข้าใส่หน้าของไป๋หลี่อวี๋อิงโดยไม่มีเกรงกลัวใดๆสองมือไขว้หลังเผยท่าทีหยิ่งผยองออกมา กล่าวค้านกลับไปตามตรง

    “แล้วไฉนพวกเราถึงโดนพิษร้ายเล่นงานหลังจากล้างหน้าด้วยน้ำในบ่อป่าไผ่เขียว แต่ตัวเจ้ากลับไม่เป็นอะไร?!”

    ไป๋หลี่อวี๋อิงยิงคำถามสวนกลับไปทันทีด้วยความโกรธจัด

    “ข้ามีใบหน้าอัปลักษณ์อยู่แล้ว จึงไม่ค่อยสนใจเรื่องความสวยความงามเหมือนพวกท่านหรือสุภาพสตรีทั่วไปก็เลยไม่มีนิสัยล้างหน้าตอนเช้า จะมีก็แค่อาบน้ำนอนเลยตอนกลางคืน”

    เซียถงยักไหล่ตอบอย่างใจเย็น

    “ไร้สาระ! เจ้านั่นแหละคือคนวางยาพิษ!คงเป็นเพราะอิจฉาริษยาในความงามของตัวข้า ก็เลยลอบวางยาพิษในบ่อน้ำที่ไว้ใช้!นังสารเลว! ไม่เพียงหน้าตาของเจ้าที่อัปลักษณ์แต่จิตใจของเจ้าเองก็ยังน่ารังเกียจไร้ยางอาย!!”

    ไป๋หลี่อวี๋อิงยิ่งรู้สึกหงุดหงิดเข้าไปอีกเมื่อต้องคิดว่ารูปโฉมของตนได้ถูกทำลายลงจนไม่เหลือชิ้นดีจากฝีมือของเศษขยะชิ้นหนึ่งนางวาดฝ่ามือขึ้นเตรียมที่จะตบหน้าของเซียถงโดยไม่มีออมแรงใดๆ

    สีหน้าท่าทีของเซียถงเย็นยะเยือกลงทันใดส่งผลให้อุณหภูมิโดยรอบบริเวณลดฮวบต่ำลงจนทุกคนขนลุกซู่ว ชั่วขณะอึดใจนางก็ปรารถนาจะหยิบชักมีดสั้นที่เร้นซ่อนใต้แขนเสื้อขึ้นมาแต่ทันใดนั้นก็พลันนึกถึงสัญญาระหว่างตัวนางกับไป๋หลี่หานเอาไว้ได้สุดท้ายจึงหยุดมือ ปล่อยให้มีดสั้นหลับใหลอยู่ใต้แขนเสื้อต่อไป

    ฝ่ามือของไป๋หลี่อวี๋อิงเพิ่งหวดลงไปได้ครึ่งทางกลับถูกไป๋หลี่หานหยุดไว้กลางอากาศ ขมวดคิ้วแน่นคำรามน้ำเสียงเดือดดุว่า

    “ทำร้ายร่างกายสหายร่วมชั้นเรียนนับว่าผิดกฎระเบียบของสถานศึกษาแล้วแต่นี่องค์หญิงยังกล้าทำมันต่อหน้าท่านคณบดีกับอาจารย์หยุนซีอีกงั้นรึ? หรือเป็นไปได้ไหมว่า ลำพองตนคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกฎระเบียบไปแล้ว?”

    เพียงไม่กี่คำที่เปล่งดังออกมาไป๋หลี่หานผลักภาระความรับผิดชอบโยนใส่ไปทางท่านคณบดีเคราขาวกับหยุนซีโดยตรง

    “องค์หญิงโปรดใจเย็นลงก่อนทางสถานศึกษาของเราจะดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อเฟ้นหาตัวการมือวางยาพิษเอง”

    คณบดีเคราขวากล่าวเรียนรายงานอย่างสุภาพ

    ทว่าหยุนซีกลับมิได้เกรงใจไว้หน้าเหมือนท่านคณบดีเคราขาวนางก้าวออกไปตรงหน้าคว้าแขนของไป๋หลี่อวี๋อิงลากออกมาให้ห่างจากตัวเซียถงโดยไม่มีเกรงใจกล่าวเสียงเข้มว่า

    “องค์หญิงยิ่งจิตใจหม่นหมองอามรณ์เสียเช่นนี้จะทำให้สารพิษในกายแพร่กระจายหนักขึ้นเชิญกลับไปก่อนเสีย”

    ไป๋หลี่อวี๋อิงโดนหยุนซีลากออกมากลางคันแบบนี้อีกฝ่ายกลับไม่กล้าต่อต้านเลยแม้แต่น้อย

    “เซียถง เจ้าไม่ได้เป็นคนวางยาพิษจริงๆ ใช่หรือไม่?”

    ไป๋หลี่อวี๋อิงถูกหยุนซีลากออกไปแล้วเป็นคราวของท่านคณบดีเคราขาว หรือก็คืออาจารย์เคราขาวในหอทะเบียน คนที่ทดสอบคุณสมบัตินักหลอมโอสถแก่เซียถงนั่นเองเขาเอ่ยถามน้ำเสียงเนิบ พลางลูบเครายาวสีขาของตนด้วยความติดนิสัย

    “ท่านคณบดี เราควรคุยกันด้วยหลักฐานดีกว่าหรือไม่หากมาสงสัยกันเพียงเพราะข้าเป็นคนเดียวที่ไม่โดนยาพิษ นั่นหมายความว่าผู้คนอีกนับร้อยพันในสถานศึกษาแห่งนี้ที่ไม่โดนพิษก็ถือเป็นผู้ต้องสงสัยเช่นกันกระทั่ง ตัวท่านเอง ท่านอาจารย์หยุนซี หรือกระทั่งอาจารย์หานที่อยู่ ณ ที่ตรงนี้พวกเราทั้งหมดเองล้วนตกอยู่ในสถานะผู้ต้องสงสัยทั้งสิ้นเพราะเราทั้งสี่ไม่โดนพิษถูกต้องหรือไม่?”

    เซียถงกวาดสายตาไปทั่วฝูงชนไล่เรียงไปทีละคน

     

     

     

    58 1-2

    ตอนที่101 ทดสอบ

    ได้ฟังสิ่งที่เซียถงกล่าวชี้แจงท่านอธิบดีเคราขาวก็ยกมือขึ้นลูบเคาตนเอง หรี่สายตาจ้องพินิจอยู่สักครู่ก่อนจะพยักหน้ากล่าวว่า

    “ก็มีเหตุผลข้าเพียงสอบถามเท่านั้น มิได้หมายความถึงอื่นใด ในเมื่อทุกอย่างชัดแจ้งดีแล้วเช่นนั้นพวกเรากลับกันเถอะ”

    พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากออกไปทันทีคนอื่นๆเองต่างไล่ติดตามกันออกไปเช่นกันพอหน้าห้องพักกลายมาเป็นความว่างเปล่าปราศจากผู้คนจะเหลือก็แค่ไป๋หลี่หานที่ยังคงยืนจับจ้องเซียถงแน่วแน่ไม่ขยับจากไปไหนเชิดคางสูงขึ้นเล็กน้อยพร้อมก้าวย่างตรงเข้าห้องพักของเซียถงโดยไม่ปริปากขออนุญาตใดๆลากเก้าอี้ไม้แกะสลักมานั่งแช่ม กวาดสายตามองดูการตกแต่งภายในห้องอย่างสบายอารมณ์

    เซียถงเหลียวศีรษีหันมาจับจ้องท่าทีอันเฉยเมยของเขาเล็กน้อยและเอ่ยถามขึ้นว่า

    “มิทราบว่าท่านอาจารย์หานยังมีธุระอันใดกับข้าอีก?”

    “เปล่าไม่มีอะไรหรอก ข้าเหนื่อยเล็กน้อย จึงอยากจะหาที่นั่งพักผ่อนไปพลาง โอ้ใช่แล้วคุณหนูเซียรบกวนท่านชงชามาให้ข้าสักถ้วย ลำบากเจ้าแล้ว”

    ไป๋หลี่หานวางแขนเท้าคางลงบนโต๊ะอย่างเกียจคร้านส่งสายตายิ้มแย้มไปทางเซียถงพร้อมเอ่ยปากกล่าวดูมีความสุขมิใช่น้อย

    “เกรงว่าเวลานี้จะไม่สะดวกชายเหงากับหญิงโสดไม่ควรอยู่ร่วมชายตาเดียวกัน เกรงว่าหากใครล่วงรู้เข้าจะทำให้ท่านเสื่อมเสียชื่อเสียงเอาได้”

    เซียถงยืนนิ่ง ภายในใจแอบคิดรังเกียจมิใช่น้อยเพราะสถานที่แห่งนี้เป็นห้องส่วนตัวของนางแต่แล้วไป๋หลี่หานกลับทำตัวตามใจราวกับเป็นห้องตัวเองอย่างใดอย่างนั้น นี่จะมาไม้ไหนอีก?

    “ไม่ต้องเกรงใจข้าคนนี้ไม่รังเกียจ”

    ไป๋หลี่หานหรี่สายตาแคบ กล่าวยิ้มปลิ้มอารมณ์ดี

    “ท่านไม่เป็นแต่ข้าเป็นเชิญท่านอาจารย์หานกลับไป”

    เซียถงกล่าวน้ำเสียงเย็นตอบ

    “เจ้าไม่มีชื่อเสียงให้เสียอยู่แล้วดังนั้นอย่าได้คิดมากไปเลย”

    ขณะที่เขาปริปากกล่าวออกมาก็พลันสังเกตเห็นสีหน้าของเซียถงที่ค่อยๆมืดขรึมจมลงริมฝีปากสีอมชมพูภายใต้หน้ากากเชิดกระตุกเผยรอยยิ้มเล็กน้อย กล่าวเพิ่มเสริมต่อว่า

    “ทันทีที่ดื่มชาเสร็จข้าคนนี้จะไปทันที”

    “เช่นนั้นท่านอาจารย์หานใช้ห้องของข้าพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย ข้าขอตัว”

    เซียถงเห็นแววตาเปี่ยมสุขปนขี้เล่นของอีกฝ่ายก็พึงทราบแล้วราชาหมาปาสวรรค์คนนี้กำลังจงใจปั่นประสาทนางอยู่เท่านั้นแต่นางกลับไม่มีเวลาว่างมากมายมาเล่นอะไรไร้สาระเช่นนี้จึงขอเป็นฝ่ายจากไปแทนเสียดีกว่า

    พูดจบ นางหันหลังเดินตรงไปที่ประตูทันที

    “เซียถงเจ้าเป็นคนวางยาพิษในบ่อน้ำใช่หรือไม่?”

    พอเซียถงเดินไปถึงประตูจู่ๆก็ได้ยินสุ้มเสียงของไป๋หลี่หานเอ่ยถามขึ้น

    ได้ฟังเช่นนั้น เซียถงหยุดฝีเท้าลงเหลือบหางตาปรายมองไปที่ไป๋หลี่หานเล็กน้อยกล่าวน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

    “บางทีคนที่วางยาพิษในน้ำอาจจะเป็นตัวท่านเองก็เป็นได้”

    “โอ้?ไฉนเจ้าถึงคิดว่าข้าคนนี้ถึงต้องทำเช่นนั้นล่ะ?”

    ไป๋หลี่หานเลิกคิ้วเรียวตาคู่ยาวระหงภายใต้หน้ากากสีดำทอประกายสว่างวับ จับจ้องเซียถงด้วยความสนใจ

    “กลับเป็นข้าที่ต้องเป็นฝ่ายถามองค์ชายกลับสำหรับเรื่องนี้เป็นไปได้ไหมว่า บางทีท่านอาจจะหลงรักองค์หญิงมาโดยตลอดแต่อีกฝ่ายกลับมองว่าท่านมีใบหน้าอัปลักษณ์น่าเกลียด จึงพยายามสลัดท่านออกจากชีวิตส่งผลให้ท่านรู้สึกโกรธแค้นนางเป็นอย่างมากจึงต้องการทำลายรูปโฉมโดยการวางยาพิษลงในบ่อน้ำเรื่องจำพวกแต่งงานในวงศ์ตระกูลเดียวกันเพื่อรักษาสายเลือดบริสุทธิ์เอาไว้ ใช่ว่าจะไม่เคยมี?ในทางตรงข้ามกับพำวกเชื้อพระวงศ์แล้ว กลับพบเห็นได้บ่อยครั้งจริงหรือไม่?”

    เซียถงเร้นประกายสายตาหรี่ลงกล่าวสันนิษฐานขึ้นพร้อมน้ำเสียงมากเล่ห์ชั่วร้าย

    “อืมเหตุผลน่าสนใจดี หากข้า...ไม่บังเอิญไปเห็นเจ้าลอบใส่ผงพิษลงบ่อน้ำในป่าไผ่เขียวบางทีข้าอาจจะเชื่อที่เจ้าพูดไปแล้วจริงๆ”

    ทันใดนั้นพลันปรากฏธารแสงสาดระยิบเผยออกมาจากดวงตาคู่นั้นของไป๋หลี่หานจ้องมองไปทางเซียถงไม่คลายอ่อน ชะงักหนึ่งจังหวะก่อนกล่าวอีกว่า

    “เมื่อคืนนี้ข้าเฝ้ามองเจ้าใส่ยาพิษลงในบ่อน้ำด้วยตาคู่นี้เลย”

    เซียถงใจหายวูบลงไปยังตาตุ๋มชั่วขณะเมื่อคืนนี้ไป๋หลี่หานแอบมองนางกระทำการอย่างลับๆตั้งแต่แรกแล้ว? แต่ไฉนนางถึงไม่สามารถจับสัมผัสของอีกฝ่ายได้เลย?นี่มัน...น่ากลัวเกินไปชายคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว! รอยความตื่นตระหนกยังคงตราตรึงภายในใจไม่จางหายความคิดนับร้อยพันถาโถมเข้ามาในหัวของนาง แต่ถึงแบบนั้นบนใบหน้าผิวเผินยังคงสงบนิ่งปราศจากแววตื่นตระหนกใดๆ

    “ปรากฏว่าท่านปรากฏตัวขึ้นในบ่อน้ำไผ่เขียวเมื่อคืนจริงๆในเวลานี้กลับเป็นท่านที่น่าสงสัยที่สุด ข้าพูดถูกหรือไม่?”

    ไป๋หลี่หานนั่งนิ่งไม่ปริปากกล่าวใดๆ  สบเข้ากับสายตาของเซียถงแน่นหนาไม่คลายอ่อน แต่เมื่อเห็นว่านัยน์ตาคู่นั้นของเซียถงไม่ส่อแววตื่นตระหนกรวนเรเลยแม้แต่น้อยเขาดก็อดรู้สึกผิดหวังมิได้ เขาลุกขึ้นยืนทันทีพร้อมกล่าวกับนางว่า

    “นั่งมาตั้งนานกลับไม่มีน้ำชาริมจิบให้ชุ่มคอแม้นสักถ้วยสงสัยคงต้องกลับไปดื่มที่บ้านแทนเสียแล้ว”

    ทันทีที่พูดจบ ไป๋หลี่หานก็ลุกขึ้นยืนเดินตรงไปที่ประตูในจุดที่เซียถงยืนอยู่ร่างของเขาเคลื่อนเข้าไปใกล้ขึ้นและใกล้ขึ้น...แต่สุดท้ายก็มิได้ลงไม้ลงมือทำอะไรนางดั่งครั้งก่อนๆเขาเดินจากออกไปจากห้องโดยตรง

    เหม่อมองแผ่นหลังของไป๋หลี่หานที่ลาลับหายไปเซียถงอดถอนหายใจแรงมิได้สองสามเฮือกใหญ่นางเกือบจะหลุดปากบอกความจริงกับชายคนนี้ไปเสียแล้วว่าตนไปที่บ่อน้ำในผ่ไผ่เขียวจริงๆเมื่อคืนแต่ชั่วขณะที่เห็นแววความผิดหวังเร้นประกายออกมาจากแววตาของอีกฝ่ายนางก็ตอบสนองเข้าใจทุกอย่างได้ในทันที ปรากฏว่าเขาไม่เคยเห็นตัวนางลงมือวางยาพิษลงในบ่อด้วยตัวเองเลยทั้งหมดก็แค่หลอกถามให้นางคายความจริงออกมาเท่านั้น

    ช่างเป็นชายที่ฉลาดแกมโกงอันใดปานนี้ข้าจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังต่อตัวของอีกฝ่ายให้มากกว่านี้แล้วในอนาคต

    ในช่วงเช้าเป็นคาบเรียนวิชาแขนงโอสถแม้ว่าเซียถงจะตระหนักดีอยู่แล้วว่า ไม่มีใครหน้าไหนกล้าโผล่หัวมาเรียนแน่นอนในวันนี้ซึ่งภายในห้องเรียนก็ว่างเปล่าไร้ผู้คนจริงๆกระทั่งหยุนซีผู้ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชานี้เองก็ไม่มามีเพียงเซียถงคนเดียวที่อยู่ในห้องเรียน

    จู่ๆก็มีเสียงดีดนิ้วดัง‘ป๊อก’จากตรงหน้าเลื่อนสายตาขึ้นมองเล็กน้อยก็พบว่าเป็น ฝ่ามือสีขาวผ่องประดุจหิมะต่อหน้าต่อตาเมื่อเซียถงเงยหน้าขึ้นมองก็สบเข้ากับดวงตาคู่สวยสีดอกท้อของเซียถงที่กำลังจ้องมองนางด้วยความโกรธเกรี้ยว

    “เซียถงครั้งนี้เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่?”

    หยุนซียืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าโต๊ะเรียนของเซียถงมือข้างหนึ่งใช้ดีดนิ้วเรียก ส่วนอีกข้างกำลังเท้าสะเอวจ้องกันตาเขม็งด้วยความโมโห

    “ข้าไม่เข้าใจว่าท่านกำลังกล่าวถึงเรื่องอะไร?”

    เซียถงแสร้งตีหน้างุนงงแหงนหน้ามองหยุนซีตาแป๋วอย่างใส่ซื่อบริสุทธิ์

     “เจ้าเป็นคนวางยาพิษลงในบ่อน้ำเพื่อแก้แค้นพวกไป๋หลี่อวี๋อิงใช่ไหม?ส่วนเมื่อวานที่เจ้าไปที่หน่องน้ำในป่าสนก็เพื่อจับกิ้งก่าพิษข้าพูดถูกหรือไม่?”

    หยุนซีกัดฟันกรอดพร้อมเอ่ยถามน้ำเสียงขุ่นมัว

    หลังจากตรวจสอบอาการและลักษณ์การออกฤทธิ์เบื้องต้นของสารพิษที่ไป๋หลี่อวี๋อิงและคนอื่นๆได้รับหยุนซีก็ได้ข้อสรุปว่า พิษตัวนี้มีส่วนผสมจากกิ้งก่าพิษแม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแต่หากไม่มีโอสถล้างพิษที่ได้รับการหลอมกลั่นโดยระดับชั้นปราญ์โอสถขึ้นไปพิษบนใบหน้าของพวกนางก็จะไม่มีทางหายภายในสามเดือนกล่าวคือต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในสภาพเช่นนี้ถึงสามเดือนเต็ม

    และที่สำคัญคือ กิ้งก่าพิษชนิดดังกล่าวสามารถเสาะค้นได้ในเฉพาะบริเวณหนองน้ำในป่าใหญ่เท่านั้นและเมื่อคืนนางก็บังเอิญพบเข้ากับเซียถงที่ริมหนองน้ำพอดีพอมาในวันนี้ไป๋หลี่อวี๋อิงกับคนอื่นๆต่างติดพิษจากมีต้นเหตุมาจากพิษที่ปนเปื้อนในบ่อน้ำผ่าไผ่เขียวหากนำแต่ละเหตุการรณ์ลำดับไล่เรียงกันให้ดี จะพบว่าทุกอย่างจะลงตัวพอดีสมบูรณ์

    หากว่ากันด้วยเรื่องศาสตร์แห่งพิษไม่มีใครสามารถเป็นคู่มือกับหยุนซีได้ภายในสถานศึกษาแห่งนี้ ต่อให้เป็นเซียถงก็ตาม

    แต่สิ่งที่นางรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านใจที่สุดคือช่วงเช้าที่คณบดีเคราขาวกลับไม่ลงโทษหรือทำอะไรกับเซียถงเลย เพราะว่ากันตามกฎครั้งนี้เซียถงถือว่ามีผิดในโทษละเมิดกฎระเบียบภายในสถานศึกษา

    หลังจากกลับไประงับเพลิงความโกรธจนดีขึ้นหน่อยแล้วหยุนซีก๋มุ่งหน้าตรงมาห่าเซียถงทันที เพื่อเค้นความจริงให้นางยอมสารภาพโดยเฉพาะ

    “ท่านอาจารย์หยุนซีท่านต้องการจะฟังความจริงหรือความเท็จดีล่ะ?”

    จ้องมองหยุนซีที่สีหน้าท่าทางปะทุเดือดดาลสุดขีดเซียถงกลับเอ่ยถามอย่างใจเย็น

    “ทั้งจริงทั้งเท็จเล่าให้ข้าฟังทุกอย่าง!”

    หยุนซีขมวดคิ้วแทบชนกันยกฝ่ามือหวดกระแทกโต๊ะพร้อมเปล่งเสียงตะโกนลั่นรุนแรง

     

     

     

    582-2

    ตอนที่102หายตัวไป

    “เรื่องเท็จคือ ข้าโกหกว่าตนมิใช่คนใส่ยาพิษลงใยบ่อน้ำ ส่วนเรื่องจริงคือข้านี่แหละคือคนใส่ยาพิษลงในบ่อน้ำ”

    เซียถงเลิกคิ้วขึ้นกล่าวสารภาพออกไปตามตรง

    แต่ไหนเลยที่หยุนซีจะคาดคิดว่าเซียถงจะยอมพูดวาจาเหล่านี้ออกมาโดยไม่มีปิดบังใดๆ?นางถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ ประกายตาสีดอกท้อคู่สวยเหม่อมองสาวน้อยตรงหน้าไม่มีคลายอ่อนฉายแววฉงนงุนงงยิ่งยวด

    “ท่านอาจารย์หยุนซีเองก็เห็นไป๋หลี่อวี๋อิงพยายามสร้างปัญหาให้แก่ศิษย์คนนี้ไม่มีเว้นวายศิษย์เพียงต้องการใช้เวลาสามเดือนที่มีตั้งใจศึกษาเล่าเรียนในสถานศึกษาแห่งนี้อย่างสงบเท่านั้นและนี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วสำหรับรับมือ”

    เซียถงกล่าวอธิบายทีท่าสงบนิ่งภายใต้สายตาที่จับจ้องเขม็งของหยุนซี

    นางให้สัญญากับไป๋หลี่หานไปแล้วว่าจะไม่ทำร้ายไป๋หลี่อวี๋อิง ซึ่งนั่นหมายถึง ‘ไม่ทำร้ายชีวิตของนาง’ดังนั้นจึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ไป๋หลี่อวี๋อิงเงียบไปได้สักพักเพราะองค์หญิงผู้แสนงดงามอย่างนาง ใส่ใจเรื่องรูปลักษณ์ตัวเองเหนือสิ่งอื่นใดหากมีหน้าตาเละอย่างกับศพเช่นนี้มั่นใจได้เลยว่าอีกฝ่ายจะไม่มีทางย่างกายเข้ามาในสถานศึกษาอีกจนกว่าหายเป็นปกติ

    “เซียถง เจ้ากล่าวว่าอันใด? ข้าได้ยินไม่ชัด?”

    หยุนซีเลิกคิ้วกระตุกขึ้นโดยพลันกวาดสายตพินิจเซียถงตั้งแต่หัวจรดล่าง ภายในใจหลงคิดไปว่านี่เซียถงตัวจริงหรือผู้ใดแอบปลอมตัวมารึเปล่า? คนที่เย็นชาและหยิ่งทะนงอย่างสาวน้อยคนนี้หรือจะยอมพูดความจริงง่ายๆปานนี้? หรือที่ได้ยินเมื่อครู่ตัวนางจะหูฟาดไป? หลังชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง หยุนซีส่ายศีรษะอาน กล่าวขึ้นอีกครั้งว่า

    “ลืมไปเถอะ ข้ายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก คงไม่ว่างซักถามอันใดเจ้าอีกแล้วขอตัว”

    ทันทีที่พูดจบหยุนซีก็หมุนตัวเดินเปิดประตูจากไปเหตุผลที่เซียถงตัดสินใจบอกความจริงออกไปตรงๆเพราะตัวนางเองอยากจะพิสูจน์ข้อสงสัยหนึ่งที่มีต่อหยุนซีและสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปตามที่คาดการณ์เอาไว้จริงๆหยุนซีต้องการใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างในตัวของเซียถงจริงๆและต่อให้สารภาพความจริงออกไป อีกฝ่ายก็ไม่กล้าไล่นางออกจากสถานศึกษาในขณะนี้จ้องมองแผ่นหลังเรียวระหงของหยุนซี รอยยิ้มผุดขึ้นบนมุมปากของเซียถงในทันใด

    แต่ในไม่ช้ารอยยิ้มดังกล่าวพลันต้องหยุดนิ่งไปทันควัน เพราะจู่ๆ หยุนซีก็หันกลับเข้ามาชะโงกหน้าผ่านประตูพร้อมส่งยิ้มหวานอันแสนสดใสให้แก่เซียถง กล่าวว่า

    “ค่าปิดปาก ห้าร้อยเหรียญทอง อัตราดอกเบี้ยสี่เท่าต่อวัน”

    ห้าร้อยเหรียญทอง?อัตราดอกเบี้ยสี่เท่าต่อวัน?

    แค่เซียถงได้ฟังก็รู้สึกราวกับว่ากำลังมีภัยพิบัติครั้งใหญ่หลวงถล่มลงมาจากฟากฟ้า อย่างไรก็ตามแต่นางไม่คิดจะชดใช้เงินคืนให้หยุนซีอยู่แล้วใช่ชั่วชีวิตนี้จึงพยักหน้ายิ้มแย้มตอบกลับไปอย่างว่าง่าย

    ความเป็นจริงในข้อนี้ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานของเซียถงเข้าไปใหญ่เลยว่าบางทีสิ่งที่หยุนซีต้องการอาจไม่ใช่เงินทองแต่เพียงต้องการให้ตัวเซียถงติดหนี้นางให้ได้เยอะที่สุดเพื่อรอให้เซียถงพูดกับนางว่า ‘ขอชดใช้เป็นอย่างอื่น ไม่ว่าอะไรก็ยอม’

    และเมื่อถึงตอนนั้น...เซียถงจะได้ทราบเสียทีว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของหยุนซีคืออะไรกันแน่?

    ชีวิตประจำวันหลังจากนั้นของเซียถงผ่านไปโดยราบรื่นนางไม่เห็นหน้าไป๋หลี่อวี๋อิงและบรรดาผู้ติดตามของอีกฝ่ายในสถานศึกษามาเกือบครึ่งเดือนแล้วและไป๋หลี่เย่ก็มิเคยมายั่วยุปั่นประสาทอีกเลยเช่นกันแต่ยังมีบ้างที่แม่ทัพจางเจิ้งกั๋ว มักจะสร้างเรื่องยากๆ ให้นางแก้ไขทว่าทุกครั้งเซียถงก็สามารถรับมือและจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างชาญฉลาด

    ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้สามารถสรุปชีวิตของเซียถงได้สั้นๆ ว่า ครึ่งเช้าเรียนหนังสือ ครึ่งดึกหลอมกลั่นโอสถ

    อิ๋งเอ๋อร์ช่วยเก็บออมเงินได้มากขึ้นเป็นกอบเป็นกำแต่ในขณะเดียวกัน เซียถงเองก็ติดหนี้หยุนซีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันและตั้งแต่ครั้งนั้น นางก็ไม่เคยปริปากถามเรื่องคืนเงินกับหยุนซีอีกเลยสักครั้ง

    ในค่ำคืนวันนี้เซียถงเปลี่ยนชุดรัดรูปสีดำเพื่อความคล่องแคล่วในการเครื่องไหวลอบเข้าไปในวังหลวงอย่างเงียบงัน นางต้องการไปสืบเสาะให้ได้ความว่าใครที่แน่ที่แอบใส่เชื้อราม่วงลงในกล่องเห็ดหลินจือมรกตในครั้งนั้นและเรื่องนี้ยังคงถูกเก็บงำไว้ในใจเรื่อยมาปัจจุบันเรื่องราวในสถานศึกษาเซิงหลิงก็ได้คลี่คลายลงแล้ว ดังนั้นก็คงถึงเวลาที่นางจะต้องตามล่าหาฆาตกรแล้ว

    หลังจากลัดเลาะไปรอบวังหลวงครบหนึ่งบรรจบนางก็ยังไม่พบขันทีคนดังกล่าวที่มอบกล่องบรรจุเห็ดหลินจือมรกตในตอนนั้นให้ลอบเร้นบุกมาในคราวนี้ นางตั้งใจจะจับขันทีมาเค้นคำตอบให้ได้ว่ามือสุดท้ายที่จับกล่องเห็ดหลินจือมรกตก่อนจะถึงมือนางมันคือใครผู้ใดดั่งคำกล่าวที่ว่า รีบตีเหล็กขณะที่ยังร้อน อันที่จริงแล้วเซียถงตั้งใจจะเสาะหาคนร้ายตัวจริงให้พบตั้งแต่ช่วงแรกที่เกิดเรื่องแล้วแต่ใครจะไปคิดว่า ระหว่างนั้นกลับก่อเกิดปัญหามากมายหลายหลากกว่าจะมีเวลาว่างมาอย่างในปัจจุบัน เกรงว่าคนร้ายคงเสาะพบโอกาสหายตัวไปในกลีบเมฆแล้วซึ่งเรื่องนี้ยิ่งคิดเซียถงยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจเสียเหลือเกิน

    แต่ก็ใช่ว่าภายในใจของนางจะไม่มีข้อสันนิษฐานอะไรเลยคนที่ดูมีแนวโน้มน่าสงสัยที่สุดก็คงหนีไม่พ้น อัครมหาเสนาบดี เย่หลีเทียนมีเพียงบุคคลนี้ที่มีความแค้นต่อตนและสามารถเข้าออกไปทั่ววังหลวงได้อย่างอิสรเสรี

    เซียถงถึงกับหรี่ตาแคบทุกครั้งที่นึกถึงสายตาอันเลือดเย็นของเย่หลีเทียนเพราะสายตาคู่นั้นของมันเปรียบเสมือนอสรพิษร้ายที่ซุ่มซ่อนรอลอบสังหารเหยื่อจากเงามืด

    อย่างไรก็ตามตัวเซียถงไม่มีเส้นสายหรือความสัมพันธ์ใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคนในวังหลวงเลยสงสัยเรื่องนี้เกรงว่าจะต้องให้เซี่ยหลู่เฟิงช่วยเหลืออีกแรงอีกฝ่ายเป็นคนในวังหลวงย่อมมีเส้นสายหรือความสัมพันธ์กับคนอื่นๆในวังบ้างไม่มากก็น้อย บางทีอาจจะทำให้นางเคลื่อนไหวสะดวกยิ่งขึ้นด้วยคล้อยหลังคิดได้ดังนั้น เซียถงจึงออกจากวังหลวงและกลับไปยังสถานศึกษาเซิงหลิง

    เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

    เซียถงนั่งยกมือเท้าคางรอฉีหมิงเยว่อยู่ในโรงอาหารตรงหน้ามีข้าวต้มสองชาม มาคู่กับซาลาเปาอีกสองลูก ช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานางนัดทานอาหารเช้าร่วมกับฉีหมิงเยว่ทุกวันระยะนี้ทั้งสองฝ่ายต่างใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุข ปราศจากปัญหาใดติดขัดดัวนั้นทั้งคู่ก็มักจะเดินทางมาถึงโรงอาหารแทบจะพร้อมกันทุกวัน

    แต่วันนั้นกลับแตกต่างออกไปเซียถงนั่งรอแล้วรอเล่าเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่ก็ยังไม่เห็นฉีหมิงเยว่มาเสียทีเหม่อมองดูชามข้าวต้มอละซาลาเปาที่ค่อยๆ เย็นชืดลงต่อหน้าต่อตา ยามนี้ชักจะเริ่มไม่สบายใจขึ้นมาเพราะจะอย่างไร เซียถงก็รู้จักฉีหมิงเยว่ค่อนข้างดีนางไม่เคยมาสายเลยสักครั้งตั้งแต่นัดกันมา ทว่าวันนี้กลับไม่เห็นแม้กระทั่งวี่แววหรือเป็นไปได้ไหมว่าจะมีบางอย่างผิดปกติ?

    หลังจากเฝ้ารออีกสักพักใหญ่เซียถงก็ลุกขึ้นจากโรงอาหารและเดินทางไปที่ห้องพักของฉีหมิงเยว่เคาะประตูก็หลายครั้งแล้วกลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากภายในพอพยายามจะเปิดประตูกลับถูกใส่กุญแจเอาไว้ หากฉีหมิงเยว่ไม่อยู่ที่นี่แสดงว่านางน่าจะออกไปหาย่าเฟิงคนนั้น?

    สังหรณ์ใจชักจะไม่ค่อยดีแล้วเซียถงจึงเรียกอิ๋งเอ๋อร์ให้ช่วยกันออกไปตามหาฉีหมิงเยว่รอบสถานศึกษาทั้งส่วนในและนอกทั้งหมด นี่ก็ปาไปเที่ยงวันแล้วแต่ก็ยังไม่มีใครเห็นฉีหมิงเยว่เลย

    “คุณหนู หรือคุณหนูฉีจะออกนอกสถานศึกษาไปแล้ว? บ่าวค้นไปทั่วแล้วแต่ก็ไม่เห็นนางแม้กระทั่งเงา”

    อิ๋งเอ๋อร์ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากดูเหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อยพื้นที่ของสถานศึกษาแห่งนี้มิใช่ว่าจะเล็กๆในทางตรงข้ามกลับมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลนางที่วิ่งออกตามหาตลอดช่วงเช้าลากยาวมาถึงเที่ยง ย่อมรู้สึกเหนื่อยเป็นธรรมดา

    “อิ๋งเอ๋อร์ เจ้ากลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนเถอะ ขอบใจมาก”

    หากฉีหมิงเยว่มิได้อยู่ในสถานศึกษาก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่า นางจะออกเดินทางไปพบย่าเฟิงดังนั้นคงทำได้แค่เฝ้ารอให้อีกฝ่ายกลับมาเองเท่านั้น นี่คือสิ่งที่เซียถงคิดเอาไว้

     

     

     

    591-2

    ตอนที่103ถั่วเซียงซี (1)

    “เจ้าค่ะ แต่คุณหนูเองก็มิต้องกังวลเกินจำเป็น คุณหนูฉีเองก็มีพลังฝีมือติดตัวมิใช่น้อยคงไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับนางได้โดยง่าย”

    อิ๋งเอ๋อร์กล่าวปลอบสองสามคำและเดินทางกลับไปพักผ่อนในห้องพัก

    เซียถงยืนอยู่ใต้ต้นไม้เคียงประดับคู่กลีบบุปผาโปรยปรายอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็หมุนตัวกลับ ตั้งใจจะออกจากสถานศึกษาเซิงหลิงมุ่งหน้าสู่ภูเขาป่าสนเพื่อไปดูว่า จะได้พานพบกับฉีหมิงเยว่บนนั้นหรือไม่ แต่ทันทีที่หมุนตัวกลับพลันสังเกตเห็นเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์โบกสะบัดอยู่ท่ามกลางบุปผาเงาร่างของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ด้านข้างและนั่นก็คือเซี่ยหลู่เฟิงที่กำลังยืนเชยชมทิวทัศน์อยู่

    พอเห็นดังนั้นเซียถงก็นึกถึงแผนการที่คิดขึ้นได้ในระหว่างลอบเข้าวังหลวงเมื่อคืนพอดิบพอดีนางตรงเข้าไปหาอีกฝ่าย กล่าวขึ้นว่า

    “พี่ใหญ่ ข้ามีเรื่องต้องการจะถามท่านข้อหนึ่ง”

    ได้ยินเสียงร่ำเรียกของเซียถงเซี่ยหลู่เฟิงที่กำลังเชยชมวิสัยทัศน์ก็เหลียวศีรษะหันมองเห็นว่าเป็นเซียถงที่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือก็ปั้นหน้าแปลกใจ เอ่ยถามขึ้นว่า

    “มีเรื่องอันใดรึ?”

    “ข้าอยากให้ท่านช่วยสืบเสาะว่าใครเป็นคนลอบเอาเชื้อราม่วงมาใส่ไว้ในกล่องบรรจุเห็ดหลินจือมรกตในตอนนั้น”

    เซียถงเคลื่อนตัวเขยื้อนเข้าชิดใกล้เอ่ยเสียงกระซิบแผ่ว

    เซี่ยหลู่เฟิงที่ได้ฟังดังนั้นก็กล่าวน้ำเสียงเคร่งขรึมตอบกลับไปว่า

    “ข้าแอบดำเนินการสืบสวนเรื่องนี้มาเป็นเวลานานแล้วแต่ขันทีที่เป็นคนส่งมอบกล่องใบนั้นให้เจ้า กลับเสียชีวิตลงอย่างไม่ทราบสาเหตุกระบวนการสืบสวนจึงไม่คืบหน้า”

    เซียถงเผยร่องรอยความผิดหวังออกมาจากดวงตาทันทีอย่างที่คิดไว้เชียว เพิ่งมาเคลื่อนไหวในเวลาปานนี้กลับสายเกินไป

    “แต่...”

    ทันใดนั้นเซี่ยหลู่เฟิงก็ปริปากเอ่ยขึ้นอีกครา แต่คราวนี้สายตาคู่หล่อเหลากลับสั่นไสวมองมาที่เซียถงดูลังเลว่าจะกล่าวดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็พูดออกมา

    “แต่ข้าบังเอิญได้ยินพวกสาวรับใช้ในวังแอบซุบซิบกันมา ฟังว่าในวันนั้นมีสาวรับใช้นางหนึ่งแอบเห็นเย่หลีเทียนเดินเข้าไปในโถงพระคลัง แต่ต่อมาพอข้าจะเดินทางจะไปซักถามสาวรับใช้ในวังกลุ่มนั้นเป็นส่วนตัวทว่าพวกนางกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย”

    เย่หลีเทียนได้ยินชื่อนี้ถูกเรียกขานออกมาแบบนี้ เซียถงกลับไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยแววความเหี้ยมดุปะทุคลั่งสาดสะท้อนผ่านสายตาคู่นั้นของนาง

    “ถงถง อย่าเคลื่อนไหวโดยไม่คิดหน้าคิดหลังเพราะหากเรื่องนี้ข้องเกี่ยวกับเย่หลีเทียนจริงๆ นี่นับว่าปัญหาใหญ่”

    เซี่ยหลู่เฟิงขมวดคิ้วแน่นกล่าวตักเตือนด้วยความกังวล

    มีเย่หลีเทียนอยู่เพียงคำเดียวในจักรวรรดิตงหลี่กล่าวได้ว่า น่ากลัวเสียยิ่งกว่ามีมหาโจรนับพันหมื่นบุกมาอาศัยความแข็งแกร่งของสองพี่น้องอย่างเซียถงกับเซี่ยหลู่เฟิงทั้งคู่หาใช่คู่มือของชายคนนั้นได้ในตอนนี้

    เซียถงพยักหน้ารับทราบต่อให้มีหลักฐานมัดตัวว่า เย่หลีเทียนเป็นคนลอบใส่เชื้อราม่วงจริงๆแต่นางก็ไม่สามารถยั่วยุอีกฝ่ายได้เลยในขณะนี้ในตอนนี้นางยังไม่กล้าแกร่งพอที่จะไปมีคุณสมบัติต่อกรหนทางที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือ การอยู่ให้ห่างกับเย่หลีเทียนให้ได้มากที่สุด

    “จะว่าไปแล้ว...สาวน้อยที่ว่าฉีหมิงเยว่หายไปไหน? มิใช่ว่าโดยปกติแล้วนางมักจะตัวติดกันกับเจ้า?”

    เซี่ยหลู่เฟิงเหลือบสายตามองไปทางด้านหลังเซียถงทว่ากลับไม่เห็นสาวน้อยผู้น่ารักนางนั้น

    “ข้าเองก็มิทราบ ไม่เห็นนางตั้งแต่เช้าแล้ว ยังสงสัยอยู่ว่านางไปไหนกันแน่?”

    เซียถงอุทานเป็นคำถามสวนกลับไปอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักกะจิตกะใจของนางตอนนี้ยังคงเพ่งพินิจอยู่แต่กับเย่หลีเทียน

    “เจ้าไม่เห็นนางตั้งแต่เช้าแล้ว?”

    สีหน้าการแสดงออกของเซี่ยหลู่เฟิงพลันแปรเปลี่ยนไปกะทันหันเขาเอื้อมมือขึ้น เข้าคว้าท่อนแขนของเซียถงโดยพลันเอ่ยถามด้วยความเป็นกังวลอย่างยิ่ง

    “เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?”

    เซียถงได้สติลืมตาตื่นจับจ้องไปทางเซี่ยหลู่เฟิงอย่างสับสน แต่แล้วนางก็พึงนึกถึงบางอย่างได้ขึ้นมาแล้วไป๋หลี่เย่ล่ะ? โดยปกติแล้วเซี่ยหลู่เฟิงจะตามติดไป๋หลี่เย่ตัวเป็นเงาเลยมิใช่รึ?แต่ไฉนวันนี้ นางถึงเห็นแค่เซี่ยหลู่เฟิงเพียงลำพัง แล้วไป๋หลี่เย่ล่ะ?

    ทันทีทันใดลางสังหรณ์ใจถึงเรื่องร้ายแรงก็ผุดขึ้นอีกครั้งภายในใจดวงนี้

    “ข้าเองก็ไม่เห็นองค์รัชทยาทมาตั้งแต่เช้าแล้วเช่นกัน”

    คำพูดประโยคนี้ของเซี่ยหลู่เฟิงเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีเยี่ยมสำหรับลางสังหรณ์ใจของเซียถง

    “หรือว่า...องค์รัชทายาทกับฉีหมิงเยว่?!”

    ในคราวนี้ทั้งพี่ชายและน้องสาวต่างร้องอุทานเสียงลือลั่นโดยพร้อมเพรียงต่างฝ่ายต่างส่อเห็นแววความไม่สบายใจของกันและกันอย่างชัดเจน

    เพราะในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ไป๋หลี่เย่พยายามเข้าใกล้และพูดคุยกับฉีหมิงเยว่มากกว่าสามสี่รอบแล้ว แต่ก็เป็นเซียถงที่คอยขัดขวางไม่ให้พวกเขาอยู่ด้วยกันตัดขาดการสื่อสารระหว่างทั้งคู่โดยสิ้นเชิงแต่วันนี้สองคนนั้นกลับไม่อยู่ในสถานศึกษาพร้อมกัน....

    “ข้าพอจะรู้ว่าองค์รัชทายาทอยู่ไหน!”

    เซี่ยหลู่เฟิงทิ้งทวนวาจาไว้หนึ่งประโยคจากนั้นก็หมุนตัวกลับรีบวิ่งไปทางประตูสถานศึกษาออกไปเซียถงเห็นเป็นเช่นนั้นก็เร่งไล่ติดตาม

    ภายในห้องรับประทานอาหารส่วนตัวของภัตตาคารที่หรูหราที่สุดแห่งเมืองเฟิงหลี่ฉีหมิงเยว่สวมชุดแพรพรรณสีเหลืองห่าน ชายกระโปรงเป็นทรงจีบมีลูกไม้บริเวณใบหน้าถูกคลุมด้วยผ้าฝ้ายชั้นบาง ผิวพรรณใบหน้าละเอียดอ่อนเพราะได้รับการประทินแต่งขึ้นด้วยความพิถีพิถันทุกอากัปกิริยาเคลื่อนไหวช่างทรงเสน่ห์

    นางยืนอยู่หน้าโต๊ะไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายประณีตเรียวแขนเสมือนหยกบริสุทธิ์ กำลังชงชาดอกไม้ทุกกระบวนการช่างสง่างดงามสอดแทรกความนุ่มนวลให้ชวนหลงใหล

    ไป๋หลี่เย่ยั่งอยู่เคียงข้างเชยชมทุกการเคลื่อนไหวของนางด้วยสายตาอันแสนหลงใหล ใคร่ปรารถนา

    ฉีหมิงเยว่ยกกาน้ำชาหยกเขียวขึ้นและค่อยๆ รินน้ำชาสีใสบรรจงลงในถ้วยชาบนโต๊ะไม้จันทน์หอมเรียวนิ้วยาวทั้งสองคีบกลีบดอกไม้วางประดับไว้บนสุดเหนือผิวน้ำชาร้อนเพิ่มทวีกลิ่นสุคนธรสให้หอมกรุ่น

    ขณะที่กำลังบรรจงคีบเกี่ยวกลีบดอกไม้เหล่านั้นลงบนถ้วยพลันปรากฏใบหน้าอันเหี่ยวย่นของย่าเฟิงและภาพฉากทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนภายในใจ

    เมื่อคืนนี้ณ ภูเขาหลังสถานศึกษาเซิงหลิง

    “องค์หญิง ทันทีที่องค์รัชทยาทคล้ายความระวังลงจงใส่ถั่วเซียงซีเม็ดนี้ลงไปในอาหาร หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็จะตกอยู่ในภวังค์ความลุ่มหลงท่านจนหัวปักหัวปำเท่านี้ปลาก็กินเบ็ดเราแล้ว!”

    ย่าเฟิงหยิบถั่วเม็ดเท่าหัวนิ้วก้อยสีแดงยัดไว้ในมือของฉีหมิงเยว่โดยตรง

    ฉีหมิงเยว่เหม่อมองถั่วเซียงซีเม็ดสีแดงบนฝ่ามือพร้อมส่ายหัวปฏิเสธทันทีนางไม่ต้องการใช้วิธีเช่นนี้เพื่อกอบกู้จักรวรรดิของนางจริงๆ!

    ถั่วเซียงซีเป็นหนึ่งในสมบัติหายากของราชวงศ์หรูหรานหากชายหญิงคู่ใดป้อนเข้าปากแก่กัน จะก่อเกิดไฟแห่งราคะและตัณหาอย่างรุนแรงโดยที่ภายในใจของผู้รับประทานไปจะมีแต่ภาพของผู้ที่ให้รับประทานถั่วเม็ดดังกล่าวฝังลึกอยู่ในใจ

    หากไป๋หลี่เย่รับประทานถั่วเม็ดนี้เข้าไปฉีหมิงเยว่จำต้องสละความบริสุทธิ์ของนางแก่อีกฝ่ายอย่างไม่ต้องสงสัยแต่นี่ก็เป็นยวิธีเดียวเช่นกันที่จะทำให้นางได้รับตำแหน่งพระชายาเอกขององค์รัชทายาทได้ง่ายที่สุดเพื่อดำเนินแผนการกอบกู้จักรวรรดิหรูหรานต่อไป

    แต่แน่นอน...ฉีหมิงเยว่ไม่เต็มใจยอมรับแผนการเฉกเช่นนี้เลยแม้สักนิด

    นางส่งสายตาจับจ้องไปยังย่าเฟิงดวงตาพราวประกายดั่งดวงราคาคู่นั้น ยามนี้กลับเอ่อล้นเปี่ยมไปด้วยน้ำตา

    “องค์หญิง ไม่ว่าจะเป็นองค์รัชทายาทแห่งตงหลี่ หน่านเฟิง ซีฉินหรือเป่ยฮั่น ในบรรดาพวกเขาองค์รัชทายาทของจักรวรรดิตงหลี่นี่แหละที่ปอกลอกง่ายที่สุดแล้วข้าใช้เวลานานมากกว่าจะตัดสินใจเลือกเขา แม้สิ่งที่ทำลงไปจะผิดต่อตัวท่านแต่เมื่อเปรียบเทียบกับการกอบกู้จักรวรรดิหรูหรานของเราแล้ว เรื่องคับข้องใจเล็กๆน้อยๆ เช่นนี้ยังนับว่าเป็นอันใด? หากแผนการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีท่านคือมหาราชินีผู้มีพระคุณต่อจักรวรรดิหรูหรานของเราสืบไป”

    ย่าเฟิงกล่าวปลอบโยนฉีหมิงเยว่อย่างวาจาไพเราะนุ่มนวลและเข้าสวมกอดร่างอันสั่นเทาของฉีหมิงเยว่

    ฉีหมิงเยว่ถึงกับพูดไม่ออกภายในมือยังคงกำถั่วเซียงซีไว้แน่น แต่กระนั้นอาการสั่นยังคงไม่จางหายไป

    “องค์หญิง ท่านลืมไปแล้วรึว่า ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์ลงในสภาพอย่างไร?”

    “ท่านลืมไปแล้วรึว่า ฮองเฮาสิ้นพระชนม์ลงในสภาพใด?”

    “หรือท่านลืมไปแล้วว่า องค์ชายน้อยต้องตายอย่างทรมานแค่ไหน!?”

     

     

    592-2

    ตอนที่104ถั่วเซียงซี (2)

    “จำได้หรือไม่องค์หญิง? องค์ชายน้อยต้องถูกสังหารทิ้งอย่างทรมานแสนสาหัสในวัยเพียงสามขวบ!ร่างน้อยๆ ของเขาถูกคมดาบสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยท่านไม่อยากแก้แค้นให้เขาเลยหรอกรึ?”

    เห็นฉีหมิงเยว่ไม่พยักหน้าตอบสนองใบหน้าที่เหี่ยวย่นของย่าดเฟิงก็พลันแปรเปลี่ยนดูน่ากลัวราวกับผีท่ามกลางแสงจันทร์และผืนป่าแสนรกร้างมือทั้งสองของหญิงชรากุมจับไปยังไหล่บางของฉีหมิงเยว่เอาไว้แน่นหนากล่าวย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์โศกฎากรรมในตอนนั้นให้แก่อีกฝ่ายฟัง

    ทุกถ้อยประโยคล้วนปลุกกระตุ้นความทรงจำที่ฉีหมิงเยว่พยายามลบเลือนให้ลืมออกไป

    ทุกถ้อยคำกลับนำพาฉีหมิงเยว่ให้ย้อนกลับมาสู่ฝันร้ายสีเลือดอีกครั้ง

    แข้งขาอ่อนแรงยวบยาบฉีหมิงเยว่ทรุดตัวลงกับพื้นทั้งที่ยังกำถั่วเซียงซีในกำมือไว้แน่นชิ้นส่วนความทรงจำเหล่านี้ค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกภายในหัวใจทันใดนั้นเองเสมือนบาดแผลเก่าของนางถูกฉีกจนเปิดออกอีกครั้งนางระเบิดเสียงกรีดร้องลั่นพยายามหยุดยั้งมิให้ภาพฉากความทรงจำในตอนนั้ถาโถมเข้าใส่ในห้วงความคิดกระแสความเจ็บปวดรวดร้าวขุมใหญ่แผ่ซ่านไปทั่วศีรษะนางรู้สึกปวดร้าวบริเวณหัวแทบระเบิด เจียนหมดสติทั้งเป็น

    “องค์หญิง เราต้องแก้แค้น และเราต้องกอบกู้จักรวรรดิหรูหรานกลับคืนมาตราบใดที่พวกเราสองคนไม่สามารถล้างแค้นแทนฝ่าบาทและฮ่องเฮาผู้ล่วงลับไปได้การเสียสละของทั้งสองคนจะไร้ความหมายไปโดยทันทีท่านต้องทำให้องค์รัชทายาทของตงหลี่รุ่นหลงในตัวท่านและใช้อำนาจที่มีภายในมือฟื้นฟูจักรวรรดิของเราให้กลับมาผงาดขึ้นอีกครั้งหากไม่ยอมริเริ่มเสียที เกรงว่าเราสองคนไม่มีบ้านให้กลับไปแล้ว”

    ย่าเฟิงคุกเข่าลงกับพื้นและเข้าสวมกอดสาวน้อยภายในอ้อมแขนอย่างรักใคร่ใบหน้าอัปลักษณ์ที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นและน่ารังเกียจของหญิงชราเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาและลึกลงไปในแววตาคู่นั้น ล้วนเผยแววความอาฆาตพยาบาทอัดแน่นจนล้นปรี่ออกมา

    ในเมื่อสรวงสวรรค์ยังมีตาทรงเมตตาให้นางกับองค์หญิงรอดชีวิตออกจากสรมภูมินองเลือดนั้นมาได้ ดังนั้นแล้วภารกิจสุดท้ายในชั่วชีวิตอันแก่ชราของนางคือการปกป้องชีวิตขององค์หญิงด้วยชีวิตและหาทางกอบกู้จักรวรรดิหรูหรานกลับมาอีกครั้ง

    “องค์หญิง บ่าวคนนี้ตระหนักดีถึงความคับข้องใจของตัวท่านบ่าวขอสัญญาด้วยชีวิต หลังจากที่ท่านกอบกู้จักรวรรดิหรูหรานกลับมาได้สำเร็จบ่าวจะพยายามเสาะหาหนทางเพื่อลอบสังหารองค์รัชทยาทของตงหลี่องค์นั้นลงให้จงได้และคืนความบริสุทธิ์และชื่อเสียงอันใสสะอาดของท่านกลับคืนมา ส่วนชายหนุ่มที่ชื่อเซี่ยหลู่เฟิง บ่าวทราบว่า องค์หญิงชอบพอในตัวเขาดังนั้นหลังจากที่แผนการทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีถึงตอนนั้นองค์หญิงค่อยอภิเษกสมรสกับเขาใหม่ก็ยังได้ ที่บ่าวกล่าวไปท่านคิดว่าจริงหรือไม่องค์หญิง?”

     

    คุกเข่านั่งปลอบใจกันอยู่สักครู่ใหญ่สุ้มเสียงของย่าเฟิงในเวลานี้เปี่ยมล้นไปด้วยความแค้นอาฆาตและเกลียดชังสารพัดทั้งหมดล้วนดังก้องอยู่ภายในหูของฉีหมิงเยว่ ในท้ายที่สุด ประดุจค่ำคืนที่หมองหม่นดาราพราวประกายแสงดวงนี้กลับโดนรัตติกาลสีทมิฬมืดปกคลุมน่านฟ้าที่เจิดจรัสเปล่งระยับกลับกลายมาเป็นห้าวนภาถมหมึกดำขลับ

    เสียงกรีดร้องของฉีหมิงเยว่หยุดลงในทันใดดวงตาคู่นั้นมองเข้าไปมีเพียงความหมองหม่น นางพยักหน้าเล็กน้อย

    “ย่าเฟิง ข้าจะทำตามแผนการที่ท่านบอก”

    ฉีหมิงเยว่ยกมือไม้ขึ้นเช็ดหน้าเช็ดตาลุกขึ้นยืนผงาดพร้อมสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกก่อนจะหันไปส่งยิ้มสีจางอ่อนแก่ย่าเฟิง

    ท้องนภายามรุ่งสางแสงตะวันแรกแย้มเข้าแทนที่ค่ำราตรีทีละน้อยฉีหมิงเยว่ลอบเข้าไปหอพักภายในสถานศึกษาเซิงหลิงหลบเลี่ยงมิให้เซี่ยหลู่เฟิงผู้อารักขาอีกฝ่ายพบเข้าจากนั้นก็ร่อนจดหมายเปิดผนึกหนึ่งฉบับผ่านหน้าต่างห้องพักของไป๋หลี่เย่

    “ชาน่าจะได้ที่แล้วกระมัง?”

    ทันใดนั้นสุ้มเสียงของไป๋หลี่เย่ก็โพล่งดังขึ้นจากเคียงข้าง ฉีหมิงเยว่สั่นสะดุ้งเล็กน้อยทำเอาถ้วยชาในมือเกือบร่วง

    “องค์รัชทยาทโปรดรอสักครู่ สิ่งนี้จำเป็นต้องใช้เวลา”

    ฉีหมิงเยว่กระชับจับถ้วยชาขึ้นในมือหันกลับกลับเข้ามาและเดินก้มศีรษะไปทางไป๋หลี่เย่

    “ไฉนคราวนี้ถึงช้านัก? หากจำมิผิดตอนที่เจ้าชงชาดอกไม้ในสถานศึกษาครั้นนั้น ดูเหมือนว่าจะเร็วกว่านี้มาก?”

    ไป๋หลี่เย่พินิจมองความงดงามของหญิงสาวที่ก้มหน้าก้มตาเหนี่ยมอายอยู่เบื้องหน้าดูทีท่ารักนวลสงวนตัวของนางสิ แค่เห็นก็ทำให้เขาใจสั่นเกินต้านทานได้ไหวแล้ว

    “คราวนี้สำหรับองค์รัชทายาทจำเป็นต้องบรรจงสรรค์สร้างทุกขั้นตอนเพื่อใหได้ชาดอกไม้ที่ดีที่สุดจึงเป็นเหตุผลให้ใช้เวลานานกว่าปกติ”

    ฉีหมิงกล่าวตอบอย่างมีไหวพริบทว่ายังคงก้มหน้าก้มตาดังเดิม ไม่กระทั่งเงยแหงนขึ้นมองใดๆ ราวกับกลัวว่าหากเงยหน้าขึ้นมอง จะทำให้อีกฝ่ายขวัญผวาดจนวิ่งเตลิดหนีไปก็มิปาน

    “ไฉนจเจาถึงก้มหน้าก้มตาเช่นนี้ด้วย? หรือเป็นไปได้ไหมว่าเจ้าไม่อยากมองหน้าเราองค์รัชทายาทคนนี้แล้ว?”

    น้ำเสียงที่เปล่งดังฟังดูเย้าหยอกปนความขี้เล่นทันทีที่กล่าวจบฉีหมิงเยว่ก็ถูกมืออีกของฝ่ายพุ่งเข้ามาเชยคางและเชิดขึ้นอย่างแรงเพื่อบีบบังคับให้นางเงยหน้าสบตากับเขา

    สายตาคู่งามเข้าปะทะกับใบหนาไป๋หลี่เย่ที่อยู่ใกล้เพียงหยิบมือฉีหมิงเยว่ใจสั่นระรัวไม่เป็นจังหวะ แทบกระโดดพุ่งออกจากลำคอของนางได้แล้ว

    “เจ้าร้องไห้?”

    เชิดคางของอีกฝ่ายขึ้นหวังจะชื่นชมความงามแต่ทว่าไป๋หลี่เย่กลับต้องพบกับน้ำตาสีใสบริสุทธิ์บนใบหน้าของฉีหมิงเยว่แทน สิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นให้เขารู้สึกสงสัยเข้าไปใหญ่

    ตั้งแต่ตอนที่ฉีหมิงเยว่มีความคิดริเริ่มเข้าหาตัวเขาก่อนไป๋หลี่เย่ก็รู้สึกผิดสังเกตบ้างแล้ว จนกระทั่งได้มาเห็นน้ำตาของนางในขณะนี้นี่ยิ่งทำให้ร่องรอยความสงสัยในใจของเขาปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆไฉนนางถึงต้องชวนเขาออกมาข้างนอก? แล้วเหตุใดจู่ๆถึงอยากชงชาให้เขา?

    “เมื่อครู่ ข้าเผลอดีดกลีบดอกไม้เข้าตา ก็เลยน้ำตาไหลเช่นนี้”

    ฉีหมิงเยว่ค่อยๆขยับคางออกจากเรียวนิ้วของไป๋หลี่เย่ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติและหันกลับไปทำท่าทีว่า ยังชงชาไม่เสร็จดี

    เหม่อมองร่างอรชรขเพรียวบางของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความลุ่มหลงไป๋หลี่เย่ไม่สามารถห้ามใจได้ไหวอีกต่อไปแล้วเขาเอื้อมมือเข้าไปโอบเอวบางของฉีหมิงเยว่ พร้อมออกแรงกระชับกอดแน่น

    “ฉีหมิงเยว่ รู้หรือว่าเจ้าในตอนนี้งดงามเพียงใด? จะดีกว่าหรือไม่หากต่อจากนี้เจ้าจะมาคอยติดตามอยู่ข้างกายข้า เราองค์รัชทายาทสามารถบันดาลให้เจ้ากลายเป็นองค์หญิงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายภายในวังไปชั่วนิรันดร์”

    หากเป็นหญิงสาวนางอื่นคงหลงคารมอันแสนคมคายของไปหลี่เย่ไปแล้วและคงกำลังจินตนาการถึง ชีวิตอันสุขสบายภายในวังหลวง แต่สำหรับตัวฉีหมิงเยว่สิ่งเหล่านี้กลับเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง ครึ่งค่อนชีวิตก่อนหน้านี้นางดำรงอยู่ในฐานะองค์หญิงเช่นกัน และพึงตระหนักดีว่าชีวิตภายในวังหลวงมิได้สวยหรูอย่างที่คนอื่นคิดเอาไว้

    ทันใดนั้นกาน้ำชาในมือของฉีหมิงเยว่พลันร่วงกระแทกพื้น พร้อมเสียงแตกดัง ‘เพล้ง’เสมือนกับว่า ทั่วทุกอณูกายาถูกฟ้าผ่า ร่างกายของนางสั่นสะท้านหนักหน่วงจนเกินจะควบคุมเมื่อถูกปลายจมูกของไป๋หลี่เย่เข้าสัมผัสลงบนต้นคอสีขาวระหงและเริ่มบรรจงซักไซ้สูดดมกลิ่นกายอันหอมรัญจวนใจของหญิงสาวเสียงหอบหายใจของชายคนนี้เสมือนสัตว์ป่าที่กำลังหิวกระหายเป็นอะไรที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งสำหรับนาง

    “ฉีหมิงเยว่ เป็นของข้าเสียเถอะ!เราองค์รัชทยาทของให้สัตย์สัญญาจะปฏิบัติต่อตัวเจ้าเป็นอย่างดี!”

    ไป๋หลี่เย่ถอนศีรษะขึ้นจากต้นคอของฉีหมิงเยว่หยิบใช้แขนทั้งสองข้าง ออกแรงฉีกกระชากเสื้อผ้าแพรพรรณอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่งพร้อมกดศีรษะลงอีกครั้ง เข้าละเลงจูบลงบนบริเวณเนินอก ใกล้จุดยอดปทุมถันสีนวลชมพู

    ทันทีที่สัมผัสได้ถึงเจตนาและความมากตัณหาของไป๋หลี่เย่ฉีหมิงเยว่ถึงกับหน้าถอดสีซีดเผือด ทั้งรู้สึกหวาดกลัวและโกรธในเวลาเดียวกันนางรีบเร่งระดมพลังลมปราณทั้งหมดในร่างกายไปยังฝ่ามือและออกแรงผลักร่างของไป๋หลี่เย่ออกไปโดยตรงจากนั้นก็สับเท้าวิ่งหนีไปทางประตูอย่างรวดเร็ว

    “ฉีหมิงเยว่! คิดหรือว่าววันนี้เจ้าจะหนีออกจากที่นี่ได้?!”

    ไป๋หลี่เย่พุ่งเข้าไปขวางตรงหน้าหยุดฉีหมิงเยว่เอาไว้ยิ่งสาวน้อยนางนี้แสดงท่าทีขัดขืนมากเท่าใดมันก็ยิ่งปลุกสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขามากขึ้นเท่านั้น

    ฉีหมิงเยว่หดศีรษะร่นถอยออกไปหลายสิบก้าวต่อเนื่องส่งสายตาเงยขึ้นมองไป๋หลี่เย่เป็นระยะกล่าวน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวขึ้นว่า

    “ฝ่าบาท หม่อมฉันยังมีธุระที่ต้องทำ โปรด...โปรดหลีกทางให้ด้วยเถิด”

     

     

    601-2

    ตอนที่105ย่าเฟิง (1)

    “ฉีหมิงเยว่ วันนี้กลับเป็นเจ้าเสียที่นัดหมายข้ามาเอง หากคิดจะจากไปตอนนี้นี่ตัวเจ้าเห็นเราองค์รัชทายาทเป็นอะไร? อยากจะเรียกก็เชื้อเชิญอยากจะไปก็ทิ้งกัน?”

    คู่คิ้วสีดำขลับเข้มของไป๋หลี่เย่เริ่มขมวดย่นดวงตาคู่นั้นพราวแสงเป็นประกายความโกรธ ใบหน้าอันหล่อเหลาหม่นมืดลงหนึ่งส่วนจ้องไปที่ฉีหมิงเยว่ไม่เสื่อมคลาย ย่างสามขุมตรงเข้าไปใกล้นางมากขึ้นเรื่อยๆ

    ในเมื่อนางเป็นฝ่าริเริ่มส่งตัวเองมาถึงหน้าประตูเฉกเช่นนี้ต่อให้อยากหนีเพียงใดเกรงว่าเป็นแค่ฝันแล้ว!

    ม่านตาดำของฉีหมิงเยว่หดแคบตีบตันเท่ารูเข็มนางในขณะนี้ตื่นตระหนกสุดขีดจนทำอะไรไม่ถูกแล้วได้แต่ร่นถอยออกห่างตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด กล่าวน้ำเสียงสั่นเทาแทบไม่เป็นภาษา

    “องค์...องค์รัชทายาท หม่อมฉัน...หม่อมฉันมีธุระด่วนจริงๆได้โปรดให้ข้าออกไปด้วยเถิด!”

    “ฉีหมิงเยว่ ก็เห็นได้ชัดว่า เจ้าพยายามโปรยเสน่ห์ยั่วยวนเราองค์รัชทายาทผู้นี้มาโดยตลอดที่เดินทางมาไหนเลยตอนนี้กลับทำตัวขี้ขลาดเสียได้?”

    ไป๋หลี่เย่ยื่นเรียวนิ้วยาวขึ้นลูบไล้ไปตามทรวดทรงใบหน้าสวยของนางก่อนจะคว้าข้อมือฉีหมิงเยว่ที่สั่นเทาไม่หยุดเป็นลำดับต่อไปออกแรงฉุดดึงนางเข้ามาในอ้อมกอด ใจกลางคั่นระหว่างใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงสองนิ้วส่งสายตาอันเร่าร้อนทิ่มแทงไปยังใบหน้าที่ซีดขาวของนาง

    “ไม่ว่าเจ้าจะเข้าหาข้าเพราะเหตุผลอันใดแต่ในเมื่อประเคนตัวเองถึงหน้าประตูเช่นนี้ เราองค์รัชทายาทเองก็ไม่ขอปฏิเสธ!”

    ทันทีที่พูดจบเขาก็ก้มศีรษะลงและจุมพิตประกบกับริมฝีปากสีแดงกุหลาบแสนเอิบอิ่มตรงหน้าพยายามใช้ลิ้นชอนไชเข้าไปหวังเพื่ออรรถรสคาวมดูดดื่ม

    ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดฉีหมิงเยว่ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยอยู่ในหัว และง้างฝ่ามือตบหน้าอีกฝ่ายสุดแรง!

    ‘เปรี้ยะ!’

    เสียงตบหน้าดังคมชัดดีเยี่ยมรอยนิ้วมือทั้งห้าสีแดงสดปรากฏชัดบนแก้มข้างขวาอันขาวใสของไป๋หลี่เย่กระทั่งเขาเองยังอดตะลึงมิได้ไปชั่วขณะหนึ่ง นังนี่...กล้าดียังไงมาตบหน้าเขา?

    ขณะที่ไป๋หลี่เย่อยู่ในอาการงุนงงฉีหมิงเยว่ช่วงชิงจังหวะนี้ผลักอีกฝ่ายจนเซถอยและวิ่งหนีไปทางกำแพงอีกด้านด้วยความตื่นตระหนก แผ่นหลังพิงแนบกำแพงจนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านถัดจากตัวนางเล็กน้อยเป็นหน้าต่างที่เปิดค้างไว้อยู่คล้อยได้ยินเสียงฝูงชนดังเจือแจวจากชั้นล่างเบาๆ

    ไป๋หลี่เย่ยกมือขึ้นสัมผัสจุดร้อนฉ่าบริเวณใบหน้าสีหน้าการแสดงออกยังดูตกใจไม่หาย และตอนที่เขาหันกลับไปมองฉีหมิงเยว่อีกครั้งครานี้แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความโกรธจัด ประกายเย็นชาไร้ปรานีสาดฉายออกมาชัดเจน

    “นี่เจ้ากล้าตบหน้าองค์รัชทายาทผู้นี้รึ?! ฉีหมิงเยว่!วันนี้เจ้าชะตาขาดแล้ว!!”

    ไป๋หลี่เย่ชี้นิ้วใส่หน้านางกล่าวสีหน้าน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง

    กล้าลงมือลงไม้ทำร้ายร่างกายขององร์รัชทายาทแห่งจักรวรรดิตงหลี่เกรงว่านางคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ

    มองไปทางไป๋หลี่เย่ที่ย่างสามขุมตรงเข้ามาหาอย่างแช่มช้าความหวาดกลัวภายในใจของฉีหมิงเยว่ถูกปลุกเร้าถึงขีดสุด นางรีบวิ่งไปที่หน้าต่างตะโกนสุดเสียงลั่นว่า

    “ย่าเฟิง! ย่าเฟิง!! ช่วยข้าด้วย!!”

    ย่าเฟิงกลับมิได้ปรากฏตัวออกมาตามที่หวังแต่เป็นมือขนาดใหญ่ของไป๋หลี่เย่แทนที่พุ่งเข้ามาคว้าแขนของนางเอาไว้แน่นและกระชากนางมาอยู่ในอ้อมกอดอีกครั้ง กล่าวน้ำเสียงหงุดหงิดปนราคะว่า

    “เจ้าพลิกฟ้าคว่ำสวรรค์มิได้หรอก ฉีหมิงเยว่วันนี้เจ้าไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือของข้าได้ เชื่อข้าสิ หากได้ลองของข้าแล้วเจ้าจะรู้สึกขาดมันไม่ได้อีกเลยในอนาคต!”

    สิ้นเสียงได้ยินประโยคสุดท้ายของไป๋หลี่เย่ทุกการเคลื่อนไหวที่พยายามดิ้นรนขัดขืนของฉีหมิงเยว่พลันหยุดชะงักทันทีและแล้ว...ชิ้นส่วนความทรงจำสีเลือดก็หวนกลับคืนมาสู่ใจดวงนี้อีกครั้ง

    ความตายอันน่าสลดของเหล่าครอบครัวความเกลียดชังที่มีต่อสงคราม...

    น้ำตาสีใสบริสุทธิ์รินไหลออกมาสายหนึ่งจากดวงตาของนางอย่างเงียบๆปลดปล่อยให้ความสิ้นหวังล้นจุกอยู่กลางหน้าอก ฉีหมิงเยว่ในตอนนี้ไม่ขอขัดขืนใดๆอีกต่อไป นางหลับตาลงด้วยท่าทางแสนสงบนิ่งปล่อยให้ไป๋หลี่เย่บรรเลงจูบอย่างดูดดื่มตามใจปรารถนามือไม้ลื่นไหลเสมือนหนวดปลาหมึกของเขาพัลวันอยู่บริเวณหน้าอกของนางทั้งบีบทั้งเคล้นอย่างหื่นกระหายบ้าคลั่ง สิ่งเดียวที่ฉีหมิงเยว่ยังคงกำแน่นไม่ปล่อยก็คือ ถั่วเซียงซีภายในมือ

    ในเมื่อทุกอย่างมันกลับกลายมาเป็นเช่นนี้แล้ว....

    ตราบใดที่ถั่วเซียงซีเม็ดนี้ถูกป้อนเข้าปากของไป๋หลี่เย่หลังจากนี้ต่อนไป นางก็จะได้ฤทธิ์เริ่มต้นก้าวเดินสู่หนทางแห่งการแก้แค้นคิดบัญชีเลือดให้แก่ท่านพ่อ ท่านแม่ และน้องชายของนางได้ที่เหลืออื่นใดกลับไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วจงใช้ชีวิตที่เหลือสังเวยให้แก่ความมืดมิดอันไร้ขอบเขต ทั้งหมดก็เพื่อการแก้แค้น!

    พอฉีหมิงเยว่คิดได้เช่นนั้นนางก็ละทิ้งสติสัมปชัญญะทั้งหมดให้จมลง

    ดูแล้วก็เหมือนกับว่านางกำลังร่วงลงสู่ขุมนรกที่มืดมิดและเหน็บหนาวเสียเหลือเกิน ข้ามองไม่เห็นสิ่งใดเลยทั้งอดีตหรืออนาคตที่นี่มีเพียงความมืดอันไร้ขอบเขตที่รายล้อมไว้ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไม่จำเป็นต้องต่อต้าน เพียงปล่อยให้จมดิ่งและร่วงหล่นต่อไป....

    “เจ้ารออยู่ตรงนี้ อีกไม่นานข้าจะพาเจ้าออกไปเอง!”

    ทันใดนั้นเองฉีหมิงเยว่ก็พลันได้ยินใครบางคนพูดขึ้นมา เมื่อลืมตาขึ้นก็มีแสงสว่างสายหนึ่งส่องลงบนใบหน้าอันเย็นชาของนาง

    ร่างสูงโปร่งทรงสง่าราศีฉายแวบเข้ามาในสายตานางเขาสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง รอยยิ้มช่างนุ่มนวลอบอุ่นใจท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมรอบตัวนาง เขาคนนี้เปรียบเสมือนแสงตะวันจรัสฟ้า

    “เจ้ารออยู่ตรงนี้ อีกไม่นานข้าจะพาเจ้าออกไปเอง!”

    เขาปริปากกล่าวขึ้นภายใต้ค่ำคืนที่หนาวเหน็บคลุกฟุ้งเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

    ฉีหมิงเยว่ได้สติลืมตาตื่นขึ้นในทันใดจับจ้องไปที่ใบหน้าอันหื่นกระหายของไป๋หลี่เย่ที่กำลังซุกไซร้เนินอกสีขาวผ่องของตนเสมือนได้รับความกล้าหาญจากคำพูดประโยคนั้นจากเซี่ยหลู่เฟิงที่โฉบแล่นเข้าสู่ดวงใจชั่วขณะอึดใจ นางกัดแขนของอีกฝ่ายาสุดแรงเกิด ใช้สองมือคว้าจับไว้แน่นต่อให้อีกฝ่ายจะพยายามดิ้นสักเพียงใด นางก็กัดไม่ปล่อยราวกับหมาบ้าจากนั้นก็ยกบาทาถีบยอดอกอีกฝ่ายพร้อมปล่อยแขนจนล้มหงายหลังไปนางหมุนตัวกลับมาพร้อมกระโดดออกนอกหน้าต่างทันทีโดยไม่มีลังเล

    ดวงตาคู่นี้เฉิดฉายเงานภาฟ้าครามสีสดใสก้อนเมฆสีขาวปุยนุ่นกำลังเบ่งบานริมฝีปากสีซีดของฉีหมิงเยว่เผยรอยยิ้มอันตื้นเขินออกมาเสียงลมปะทะดังหวีดผ่านหูทั้งสองข้าง แต่เสมือนกับว่านางยังคงได้ยินประโยคนั้นอีกครั้งหนึ่ง

    “เจ้ารออยู่ตรงนี้ อีกไม่นานข้าจะพาเจ้าออกไปเอง!”

    ตัวข้าค่อยๆ หลับตาลงแช่มช้า สรรพสิ่งอย่างจางหายไปจากดวงตาทว่าเงาร่างสีขาวภายในกมลใจดวงนี้กลับชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆประกายตาแสนอบอุ่นคู่นั้นเริ่มส่องสว่าง เข้าละลายจิตใจที่หนาวเหน็บของนางได้เป็นอย่างดี

    เพราะสายตาที่แสนอบอุ่นคู่นั้นทำให้ชีวิตของข้ามีความหมายที่จะอยู่ต่ออีกครั้งเมื่อสามปีที่แล้วและในสามปีต่อมา ก็ยังเป็นเพราะสายตาที่อสนอบอุ่นคู่นี้ดังเดิมที่ทำให้ข้าอยากที่จะมีชีวิตต่อไป

    “ฉีหมิงเยว่!?”

    เซียถงกับเซี่ยหลู่เฟิงที่เพิ่งวิ่งมาถึงภัตตาคารร้านนั้นพวกเขาทั้งคู่พลันสังเกตเห็นร่างอรชรสีเหลืองกระโดดลงมาจากหน้าต่างบนชั้นสามและกำลังจะร่วงลงมาสู่พื้นดิน

    ภายใต้เสียงร้องอุทานลือลั่นด้วยความตกใจทั้งเซี่ยหลู่เฟิงและเซียถง เร่งเร้าพลังลมปราณจุมใหญ่อัดลงบนคู่เท้าหวังจะกระโดดเข้าไปคว้าร่างของฉีหมิงเยว่ก่อนจะร่วงตกกระแทกพื้นทว่าเสี้ยวอึดใจขณะ ท่ามกลางเหล่าฝูงชนที่สัญจรไปมามีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งโฉบเข้าไปรับร่างสีเหลืองขึ้นกลางเวหากอดฉีหมิงเยว่ไว้แน่นและร่อนลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย

    “ย่าเฟิง ข้าทำไม่ได้!”

    เมื่อนางลืมตาตื่นขึ้นก็เห็นใบหน้าแก่หง่ำเหี่ยวย่นของย่าเฟิงอยู่ต่อหน้าฉีหมิงเยว่เกาะแขนเสื้อของหญิงชราแน่น น้ำตาทั้งสองสายรินไหลออกมาอย่างเงียบงัน

    “องค์หญิง บาดแผลบนใบหน้าของท่าน เกิดจากองค์รัชทยาทของตงหลี่กระมัง?”

    ย่าเฟิงประคองใบหน้าของฉีหมิงเยว่ในอ้อมแขนขึ้นมาสอดส่องอย่างนุ่มนวลก่อนจะสังเหตเห็นบาดแผลเล็กๆ บนใบหน้าเนียนนั้น

    “ย่าเฟิง ข้าทำไม่ได้!”

    ฉีหมิงเยว่มิได้ตอบคำถามของย่าเฟิงทว่าเอาแต่คว้าแขนเสื้อของอีกฝ่าย กล่าวประโยคเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งน้ำตา

    “อย่าร้องไห้อีกเลยองค์หญิง ทั้งหมดเป็นความผิดของย่าเฟิงคนนี้เองทั้งหมดเป็นความผิดของย่าเฟิงคนนี้ข้าไม่ควรบังคับให้ท่านทำเรื่องอะไรเช่นนี้เลยจริงๆ”

    ย่าเฟิงช่วยประคองให้ฉีหมิงเยว่ลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองพอเห็นน้ำตาหลากสายรินไหลเปรอะเปื้อนทั่วใบหน้า หญิงชราก็ยกนิ้วแห้งกระด้างของตนช่วยปาดเช็ดน้ำตาเหล่านั้นออกไป โน้มตัวโอบกอดอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขนตบหลังปลอบประโลมใจ

     

     

     60 2-2

    ตอนที่106ย่าเฟิง (2)

    ฉีหมิงเยว่เอนศีรษะพิงพักบนไล่ของย่าเฟิงระเบิดน้ำตาปล่อยโฮสุดแสนขื่นขมโดยมิได้สนใจฝูงชนที่อยู่รอบข้างใดๆ

    เซียถงยืนท่ามกลางฝูงชนเหล่านั้นเหม่อมองไปทางฉีหมิงเย่ที่กำลังร้องห่มร้องไห้ด้วยความเห็นอกเห็นใจในเวลานี้นางพอจะเดาได้แล้วว่า เกิดอะไรขึ้นที่นี่และทันทีที่เงยหน้าขึ้นมองบนหน้าต่างชั้นสามเซียถงก็พบกับไป๋หลี่เย่ที่ชะโงกหน้าผ่านออกมาเจือแววตื่นตระหนกภาพฉากเบื้องหน้านี้ยิ่งทวีความเหี้ยมเกรียมเยียบเย็นจากดวงตาของนาง

    เซี่ยหลู่เฟิงก็เช่นกันเขามองไปทางฉีหมิงเยว่ที่กำลังร้องห่มร้องไห้ทันทีทันใดพลันรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าสาวน้อยที่ครอบครองรอยยิ้มเสมือนดอกไม้งามเช่นนี้จะมีช่วงเวลาที่ขมขื่นน่ารันทดถึงขนาดร้องไห้ปานตายนางร้องไห้ออกมาดั่งว่ากำลังแบกรับความเจ็บปวดของผู้คนทั่วทั้งผืนพิภพชั่วขณะอึดใจ มือทั้งสองของเขาก็กระชับกำแน่นโดยไม่ทันรู้ตัว

    หากเซี่ยหลู่เฟิงทำได้เขาเองก็ยินดีแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดแทนสาวน้อยนางนี้

    เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมองมาของเซี่ยหลู่เฟิงฉีหมิงเยว่ก็รีบห้ามน้ำตาหยุดร้องไห้โดยไว เงยหน้าขึ้นสบตาชายคนนั้นพอเห็นว่าสายตาที่อีกฝ่ายมีให้แก่ตน มันเปี่ยมล้นไปด้วยความสงสาร ทันทีทันใดใบหน้าที่ดเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาพลันเห่อร้อนวูบวาบโดยมิอาจควบคุมนางรีบลุกกขึ้นให้ไว ยกไม้ยกมือปาดเช็ดน้ำตาบนใบหน้า หันมากล่าวกับย่าเฟิงว่า

    “ย่าเฟิง ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว”

    “อืม!”

    ย่าเฟิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มให้เบาๆเมื่อเห็นว่าอารมณ์ของฉีหมิงเยว่เริ่มคงที่ดีแล้ว หญิงชราก็เงยหน้าทอดสายตาขึ้นมองไปที่หน้าต่างชั้นสาม ชั่วขณะที่เห็นใบหน้าของไป๋หลี่เย่ประกายตาแห่งความกระหายเลือดสีโลหิตพลันสาดสะท้อนผ่านดวงตาของนางทันควัน

    “ย่าเฟิง ท่านนั่งพักอยู่ตรงนี้ก่อนย่าเฟิงคนนี้ขอตัวไปฆ่าไอ้สารเลวนั่นให้สิ้นซากสักประเดี๋ยว!”

    ทันทีที่สิ้นเสียงร่างอันผอมแห้งแก่ชราของย่าเฟิงพลันอันตรธานหายวับไปทันใดเงาทมิฬสายหนึ่งโฉบแล่นพุ่งตรงไปที่หน้าต่างชั้นสาม ทันทีที่กระโจนเข้าไปผ่านหน้าต่างบานนั้นหัตถ์ขวาของหญิงชราเร่งโบกสะบัดปรากฏเส้นด้ายเนื้อสัมผัสนุ่มสีดำทมิฬนับหลายร้อยสายพวยพุ่งออกมาจากใต้แขนเสื้อนางเข้าพัลวันโจมตีไป๋หลี่เย่ประดุจอสรพิษทมิฬแตกรัง

    ไป๋หลี่เย่ยังคงตื่นตกใจกับภาพฉากที่ฉีหมิงเยว่กระโดดลงหน้าต่างไม่หายทว่ายามนี้กลับมีหญิงชราจากที่ไหนมิทราบโผล่เข้าจู่โจมซ้ำอีก ชั่วขณะอึดใจเขารีบดึงสติกลับคืน ชักกระบี่ยาวบนเอวออกจากฝักเพื่อเข้าทักทามปัดป้อง

    เส้นด้ายสีทมิฬสัมผัสนุ่มเหล่านี้ราวกับมีดวงตาก็มิปานสามารถหลบเลี่ยงคมกระบี่ยาวของฝ่ายตรงข้ามได้โดยสัญชาตญาณ กระแสพลังลมปราณสีครามอ่อนประดุจอัสนีบาดโคจรรอบกายาไป๋หลี่เย่ เขาเร่งเร้าระเบิดพลังคลั่งลงไปยังตัวกระบี่ยาวโหมโรงโจมตีสวนย่าเฟิงตอบคืนทันใด

    หนึ่งเสียงเห่าหอนเปล่งคำรามย่าเฟิงเค้นเสียงเย็นดังฮึ กระโดดขึ้นไปทรงตัวบนหน้าต่างทั่วอณูกายาระเบิดรัศมีแสงสีครามบริสุทธิ์ทอแสงเจิดจรัสทั้งมือและนิ้วทั้งห้าข้างขวาเสมือนกำลังเต้นระบำไม่หยุดหย่อนควบคุมเส้นด้ายสีทมิฬเหล่านั้นไล่ล่าตามติดไป๋หลี่เย่ยิ่งกว่าเงาหวังจับได้เมื่อใดสังหารทิ้งทันที!

    ทุกการเคลื่อนไหวของเส้นด้ายนับหลายร้อยสายพลิ้วไหวดุจอสรพิษทมิฬลีลาจัดจ้านพร้อมพิฆาตชีวา ไม่ว่าจะเป็นในแง่มุมใด ทั้งความเร็ว พละกำลังหรือความทนทาน ล้วนแล้วแต่ถูกจัดอยู่ในระดับน่าสะพรึงขวัญ

    ไป๋หลี่เย่ถูกต้อนบังคับให้เปลี่ยนจากกระบวนจู่โจมเป็นป้องกันครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงไม่กี่เสี้ยวอึดใจถัดมา ทั่วทั้งร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลคมบาดธารเลือดสีแดงสดไหลซิบออกมาต่อเนื่องโดยเฉพาะกับบริเวณใบหน้ายามนี้อาบชโลมไปด้วยโลหิตแดงฉาน บริเวณเนื้อแก้ม คิ้วหน้าผากมีแต่บาดแผลที่เกิดจากเส้นด้ายมีคมบาดนับไม่ถ้วน

    “ไอ้สารเลว กล้าดีอย่างไรถึงบีบบังคับให่เสี่ยวเยว่กระโดดหน้าต่างลงมา!หากวันนี้ข้ามิได้สับแขนขาของเจ้าให้เป็นพันหมื่นชิ้นเกรงว่ายากแล้วที่จะขจัดความเกลียดชังภายในใจข้า!”

    ใบหน้าเหี่ยวชราของย่าเฟิงบิดเบี้ยวน่าเกลียดเปี่ยมล้นความพิโรธจุกอกชนิดที่ว่าหายใจหายคอไม่สะดวก นางในขณะนี้ดู๔น่าสยดสยองดั่งผีและยังดูน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่อยู่บนภูเขาเสียอีก ทำเอาไป๋หลี่เย่เสียขวัญหนักกเนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเหตุใดมิทราบกระบี่ยาวในมือของนางพลันรู้สึกหนักกว่าเดิมมากราวกับถือแท่นหินหนักร้อยตัน ทั้งมือไม้แขนขาอ่อนยวบไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ตอบโต้ใดๆ อีกต่อไป

    เมื่อเห็นไป๋หลี่เย่เป็นเช่นนี้ย่าเฟิงก็ยิ่งขุ้นเคืองยิ่งขึ้นไปอีกนี่นางตัดสินใจให้องค์หญิงของตนรุกจีบคนไร้น้ำยาขนาดนี้ได้อย่างไร?ทั้งขี้ขลาด ทั้งอ่อนแอแต่แล้วเศษขยะเช่นนี้ยังกล้าบีบบังคับให้องค์หญิงกระโดดหน้าต่างได้? ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ ย่าเฟิงก็ยิ่งเดือดดาลอาฆาตจัด หนึ่งฝ่ามือโบกสะบัดเส้นด้านสีทมิฬนับหลายร้อยเสมือนเปล่งคำราม และเพียงชั่วพริบตาขณะทั่วทั้งร่างกายของไป๋หลี่เย่ก็ถูกพันธนาการเอาไว้โดยสมบูรณ์บีบรัดไว้แน่นเนื้อหนังแทบฉีกขาด

    “ท่านผู้เฒ่า ข้าเป็นองค์รัชทยาทแห่งจักรวรรดิตงหลี่ หากปล่อยข้าไปข้าจะมอบเงินจำนวนหนึ่งพันเหรียญทองแก่ท่าน!”

    ไป๋หลี่เย่พยายามใจดีสู้เสือเอ่ยข้อเสนอต่อหน้าย่าเฟิงที่ยืนปั้นสีหน้ามืดทมิฬไม่คลายอ่อน

    “สวะโดยแท้! ถุย!”

    ย่าเฟิงเหลือบสายตามองไป๋หลี่เย่ส่อแววดูถูกดูแคลนชัดแจ้งพร้อมขากเสลด บ้วนน้ำลายก้อนใหญ่สีเหลืองเข้มพุ่งออกมาจากปากยิงเข้าใส่ใบหน้าของไป๋หลี่เย่เสียงดังแปะ เหม่อมองน้ำลายปนเสลดก้อนใหญ่บนใบหน้าที่ทั้งเหนียวเหนอะหนะและเหม็นเน่าไป๋หลี่เย่แทบเป็นลมหมดสติลงไปด้วยความรังเกียจ

    “เศษสวะที่ทั้งอ่อนแอและขี้ขลาดอย่างเจ้าไม่สมควรได้เป็นองค์รัชทยาทเลยสักนิด เช่นนั้นแล้วข้าผู้นี้จะฆ่าสวะรกผืนพิภพอย่างเจ้าทิ้งซะ!”

    คล้อยหลังกล่าวจบนย่าเฟิงก็ลอบกระตุกข้อมือเล็กน้อยทีหนึ่งเส้นด้ายสัมผัสนุ่มที่พันธนาการลอบตัวของไป๋หลี่เย่ จู่ๆก็เผยคมขึ้นมาเสมือนด้ายเหล็ก บีบรัดแขนขาจนตัวด้ายกลืนเข้าไปในเนื้อหนังบาดร่างอีกฝ่ายลึกขึ้นเรื่อยๆ

    ทั่วทั้งร่างกายของไป๋หลี่เย่เสมือนถูกตัดด้วยมีดคมนับพันเล่มทุกครั้งที่เส้นด้ายเหล่านี้บาดลึกจมเข้าเนื้อเขาจะกรีดร้องระงมลั่นอย่างสุดแสนเวทนา เจ็บปวดเกินบรรยาย

    “ผู้อาวุโสท่านนี้ ได้โปรดลดอาวุธในมือลงด้วยเถิด”

    เซี่ยหลู่เฟิงรีบกระโดดขึ้นหน้าต่างมาหาย่าเฟิงประสานมือโค้งคำนับให้โดยไว

    พอเห็นรัศมีลมปราณขอบเขตเสาหลักฟ้าสว่างวาบจากบนร่างกายาของย่าเฟิงเซี่ยหลู่เฟิงก็รีบกระโดจนขึ้นไปในห้องอาหารส่วนตัวบนชั้นที่สามโดยไวพอเห็นว่าย่าเฟิงเจตนาถึงขั้นเอาชีวิตไป๋หลี่เย่เขาจึงออกหน้าปรากฏตัวเพื่อขอร้องในทันใด

    ทั้งหมดนี้เซี่ยหลู่เฟิงล้วนทำไปเพราะหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ปกป้ององค์รัชทยาทและเขาก็จำใจต้องทำแม้ว่าตนจะรังเกียจพฤติกรรมขององค์รัชทายาทมากแค่ไหนก็ตาม

    “หึ!”

    ย่าเฟิงส่งหางตามองเซี่ยหลู่เฟิงหนึ่งปราดกระตุกข้อมือขึ้นอีกครา เพิ่มแรงบีบเป็นเท่าทวีบาดเข้าไปในเนื้อหนังทั่วร่างกายของไป๋หลี่เย่ลึกยิ่งขึ้นกว่าเดิมทำเอาเจ้าตัวร้องคร่ำครวญจนเสียงหลงแทบไม่เป็นภาษาธารเลือดสีแดงสดทะลักพุ่งออกมาดั่งน้ำพุ

    ชีวิตของไป๋หลี่เย่ใกล้ถึงคราวดับมอดเต็มทนแล้วเซี่ยหลู่เฟิงได้แต่กระชับจับกระบี่คาดเอวขึ้นมาทว่ายังไม่ทันได้เคลื่อนไหวอันใดต่อคมแสงประกายสีเย็นเยียบพลันสาดสะท้อนโฉบเข้าต่อหน้าเส้นด้ายทมิฬสัมผัสนุ่มเพียงหนึ่งเส้นสามารถตัดคมกระบี่ยาวในมือของเซี่ยหลู่เฟิงจนหักเป็นสองท้อนในเสี้ยวพริบตา

    “เกร๊ง!”

    ร่างของเซี่ยหลู่เฟงิปลิวกระแทกอัดเข้ากับกำแพงห้องด้านหนึ่งในมือยังคงถือกระบี่ยาวที่หักครึ่งท่อนเงยหน้าแผดมองฝ่ายตรงข้ามเจือแววความประหลาดใจไม่จางหายย่าเฟิงมิเพียงหยุดมือแต่เพียงเท่านี้ใช้มือข้างซ้ายที่ว่างกกระตุกขึ้นวูบเร้าระดมลมปราณ และตบฝ่ามืออัดอากาศซัดออกไปชักนำกระแสลมระลอกใหญ่พุ่งกระแทกกลางอกของเซี่ยหลู่เฟิงซ้ำเป็นคำรบสอง

     

     

     

     61 1-2

    ตอนที่107ไป๋หลี่เย่เจียนตายอีกครา (1)

    เซี่ยหลู่เฟิงถูกฝ่ามืออัดอากาศของย่าเฟิงกระแทกกลางแผ่นอก กระเด็นไปติดกำแพงอีกรอบ

    “เจ้าหนูโสโครก ระดับความแกร่งกล้าห่างชั้นกันปานนี้แต่ยังกล้าออกฉรงหยุดข้าจริงๆ”

    ย่าเฟิงสูดไอเย็นแช่มลึกสุดขั้วปอดพินิจจับจ้องไปที่เซี่ยหลู่เฟิงเล็กน้อย เห็นได้ชัดแจ้งเจ้าหนุ่มคนนี้มีพลังอยู่เพียงขอบเขตเสาหลักเขียวเท่านั้น แต่จิตใจหาญกล้าเข้าหยุดนางที่เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเสาหลักฟ้าขนานแท้คนหนึ่งหากมิใช่เพราะเขาคนนี้เคยมีบุญคุณช่วยเหลือฉีหมิงเยว่ในตอนนั้นปานนี้นางคงจะฆ่าเขาทิ้งภายในหนึ่งฝ่ามือนานแล้ว

    “สิ่งนี้เป็นหน้าที่ของข้า หากผู้อาวุโสยังมีประสงค์ร้ายสังหารองค์รัชทายาทเกรงว่าต้องข้ามศพข้าไปก่อน!”

    เซี่ยหลู่เฟิงปาดเลือดคราบเลือดที่มุมปากพยุงร่างลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ทิ้งกระบี่หักครึ่งท่อนในมือแล้วหยิบกระบี่ยาวเล่มที่หลุดมือไป๋หลี่เย่ระหว่างปะทะเมื่อครู่มาใช้แทนชูปลายกระบี่คมแหลมใส่ทางย่าเฟิง เตรียมพร้อมสัประยุทธ์ทุกเมื่อ

    “หากเจ้าอยากตายนักก เช่นนั้นเราหญิงชราคนนี้ย่อมสนองให้!”

    เมื่อเห็นว่าเซี่ยหลู่เฟิงยังคงยืนกรานไม่หนีไปไหนสายตาคู่ชราของย่าเฟิงก็ฉายแววเหี้ยมดุออกมา นางสะบัดข้อมือขวาถอดถอนเส้นด้ายทมิฬทั้งหมดออกจากร่างไป๋หลี่เย่ยิงเส้นด้ายนับร้อยพุ่งสอดผสานกลายเป็นหนึ่งคันศรหวังแทงทะลุขั้วหัวใจของเซี่ยหลู่เฟิงในคราวเดียว...

    “ย่าเฟิง หยุดมือ!”

    ฉีหมิงเยว่กรีดร้องตื่นตระหนกดังสนั่นจากทางหน้าต่างชั่วขณะอึดใจ ทันทีที่คู่เท้าของเซียถงเหยียบถึงหน้าต่างบานนั้น นางก็ปราดพุ่งเข้าเร่งรุดเข้าไปช่วยเซี่ยหลู่เฟิงทันทีเงาร่างสายหนึ่งโฉบแล่นคั่นกลางระหว่างตัวพี่ชายของนางและคันศรด้ายผสานทั่วอณูกายาของเซียถงระเบิดรัศมีสีครามเข้มปะทุคลั่งทะลักล้นใช้มือเปล่าคว้าจับคันศรด้ายผสาน หยุดยั้งความเกรี้ยวกราดของมันเอาไว้ได้ทั้งยังจับกระชับเส้นด้ายทมิฬเหล่านั้นไว้แน่นไม่ยอมปล่อยคลาย

    “พี่ชายของข้าเคยช่วยชีวิตฉีหมิงเยว่เอาไว้ครั้งหนึ่งหากเจ้าสังหารเขาทิ้งเช่นนี้ หรือไม่กลัวว่าเจ้าจะถูกฉีหมิงเยว่เกลียดขี้หน้าไปชั่วชีวิต?”

    เรียวมือสวยน่าทะนุถนอมดั่งหยกเผยปรากฏกระแสลมปราณขุมใหญ่ที่ผนึกกลายเป็นเกราะแขนปราณสีครามเข้มชัดเจนยามนี้กำลังจับกุมเส้นด้ายจำนวนหนึ่งไว้แน่นสายตาเย็นชาจับจ้องย่าเฟิงเขม็งไม่แม้แต่กะพริบ

    ต่อให้หญิงชราจะเกลียดไป๋หลี่เย่เหมือนกับนางเพียงใดแต่จู่ๆ ก็ต้องการจะเอาชีวิตของเซี่ยหลู่เฟิงแบบนี้มันก็อดรู้สึกโกรธเกรี้ยวมิได้เช่นกัน

    ย่าโพล่งตาโตเบิกขึ้นขว้างจับจ้องไปที่เซียถงด้วยสีหน้าประหลาดใจยิ่งยวดสาวน้อยที่อยู่ต่อหน้านางนี้อย่างมากที่สุด ก็น่าจะอายุแค่สิบห้าหรือสิบหกปีเท่านั้นแต่แท้จริงแล้ว กลับเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเสาหลักฟ้าคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังดูสุขุมเยือกเย็นเกินเด็กไปมาก แถมพินิจจากระดับความเข้มข้นของพลังลมปราณแล้วกลับด้อยกว่าตัวนางที่ฝึกปรือมาทั้ง

    ชีวิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น!?

    ทัศนคติความคิดของย่าเฟิงแปรเปลี่ยนไปทันควันหญิงชรารีบชักเส้นด้ายทมิฬดึงกลับเข้ามาโดยไวครั้งนี้ถึงขั้นใช้สองมือควบคุมเส้นด้ายทมิฬพัลวันจากเส้นด้ายธรรมดาในยามนี้ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นเงาสีดำขนาดใหญ่แพร่กระจายไปทั่วทั้งห้องอาหารอย่างรวดเร็ว หวังเข้าตีกรอบล้อมเซียถงเอาไว้

    “ย่าเฟิง! นางเป็นสหายของข้าเอง! ได้โปรดปล่อยนางไป!”

    ฉีหมิงเยว่รีบวิ่งมาหาย่าเฟิงคว้าแขนเสื้อกระตุกไม่หยุด คุกเข่าลงกับพื้นจับจ้องอีกฝ่ายพร้อมแววตาอ้อนวอนขอความเมตตา ทว่าย่าเฟิงก็ยังมิได้สนใจควบคุมเงาดำเหล่านั้นเข้าโจมตีเซียถงพร้อมกันจากทุกสารทิศ

    เซียถงกระโจนเข้าโรมรันพันตูกับเงาดำเหล่านั้นโดยไม่มีเกรงกลัวในมือข้างขวามีมีดสั้นส่วนมืออีกข้างมีกระบี่ที่เก็บมาจากเซี่ยหลู่เฟิงอีกทีหนึ่งมาใช้เพียงหนึ่งกระบวนโจมตีสอดผสานระหว่างมีดสั้นและกระบี่ก็สามารถฉีกกระชากเงาดำเหล่านั้นได้ในเสี้ยวพริบตา

    พอเห็นว่ทาย่าเฟิงกับเซี่ยถงกำลังสัประยบบุทธ์เดือดกันอยู่ไป๋หลี่เย่ฉวยจังหวะนี้ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ และก้าวถอยออกไปทางบานประตูทุกย่างก้าวไร้สุ้มเสียงระมัดระวังสุดขีด ขณะที่ย่องเบาไปถึงประตูขณะจะเอื้อมมือไปเปิด ทันใดนั้นก็มีเงาสีดำสายหนึ่งปราดพุ่งเข้ามารัดคอของเขาแน่น พอพยายามเหลียวหลังหันไปมองก็พบว่าเป็นฝ่ามือของย่าเฟิงที่แบ่งเงาดำส่วนหนึ่งมาดักจับตัวเขาในขณะที่เงาดำโดยส่วนใหญ่ยังคงเข้าพัลวันกับเซียถงอยู่เบื้องหลัง

    พอเงาดำหายไปหนึ่งส่วนก็เท่ากับว่าปราการป้องกันและโจมตีของย่าเฟิงเองก็หายไปหนึ่งส่วนเช่นกันเซียถงใช้จังหวะนี้กระโจนขึ้นกลางอากาศใช้คมมีดสั้นในมือเสียบทะลุไหล่ซวาของย่าเฟิงส่งผ่านกระแสเจ็บปวดขุมใหญ่แล่นผ่านไปถึงห้วงสมอง ก่อนถอดถอนคมมีดสั้นออกมาเซียถงทิ้งทวนไว้หนึ่งประโยคแก่ย่าเฟิงว่า

    “มีดเล่มนี้สำหรับเจ้าที่ริอาจทำร้ายพี่ชายของข้า”

    ย่าเฟิงเหลียวสายตาจับจ้องอีกฝ่ายโดยไม่ปริปากพูดอะไรใดๆเพียงสะบัดข้อมือข้างซ้าย กระชากคอของไป๋หลี่เย่ดีดกลับเข้ามายามนี้สภาพขององค์รัชทยาทผู้ทรงสง่าราศีไม่เหลือเค้าโครงอีกต่อไปได้แต่นอนดีดดิ้นอยู่กับพื้นคล้ายว่ากำลังจะขาดลมหายใจสีหน้าเริ่มซีดหนักจนแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาขาว

    “ท่านผู้อาวุโสโปรดมีเมตตา! แม้พฤติกรรมขององค์รัชทยาทจะน่ารังเกียจเพียงใดแต่หากผู้อาวุโสลงมือสังหารไป เกรงว่าท่านคงหนีไม่พ้นโทษประหาร!โปรดไตร่ตรองให้รอบคอบอีกครั้ง!”

    ขณะเดียวกันเซี่ยหลู่เฟิงก็ประสานมือพยายามพูดเกลี้ยกล่อมย่าเฟิงส่งผลใหเงาดำที่บีบรัดคอของไป๋หลี่เย่ผ่อนคลายอ่อนลง

    ทันทีที่เงาสีดำคลายออกมาทุกคนต่างตระหนักได้ทันทีว่า เงาดำเหล่านี้มันคมแค่ไหนเพิ่งบีบรัดลำคอของไป๋หลี่เย่ไดไม่นานแต่ยามนี้กลับบังเกิดรอยแผลบาดลึกทั่วทั้งลำคอเต็มไปหมดแต่ย่าเฟิงมิได้ปล่อยไปเฉยๆ นางบังคับเงาดำจำนวนหนึ่งจับร่างของไป๋หลี่เย่ลอยขึ้นกลางอากาศไม่มีใครทราบว่าอีกฝ่ายจะถูกตมยำทำแกงอันใดอีก

    “ย่าเฟิง ได้โปรดปล่อยองค์รัชทายาทไปเถิด!”

    ฉีหมิงเยว่รีบคลานเข่ากอดขาย่าเฟิงไว้แน่นเพราะหากย่าเฟิงลงมือสังหารองค์รัชทยาทไปจริงๆชีวิตของหญิงชราจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

    ย่าเฟิงเห็นดังนั้นได้แต่ถอนหายใจเสียงยืดยาวสุดท้ายก็ควบคุมเงาสีดำโยนร่างของไป๋หลี่เย่ทิ้งออกไปโดยไม่แยแสราวกับขยะเปียกไป๋หลี่เย่กรีดร้องระงมเสียงหลง ร่างปลิวกระเด็นไปฟาดกับกำแพงอย่างแรงจนแตกระแหง

    ‘ปัง!’

    ส่วนศีรษะของไป๋หลี่เย่อัดกระแทกกับกำแพงแข็งแรงมากส่งผลให้หัวแตกเป็นแผลใหญ่ มีเลือดไหลออกมาไม่หยุดราวกับน้ำพุกำแพงด้านนั้นถึงกับเป็นรูร้าวรานแตกแขนงเป็นใยแมงมุมก่อนที่สุดท้ายร่างจะร่วงกระแทกพื้น นอนหมดสภาพดั่งสุนัขใกล้ตายแน่นิ่งอยู่แบบนั้น

    “สวะตัวนี้จะอยู่หรือตาย ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับเขาแล้ว เสี่ยวเย่เราไปกันเถอะ”

    ย่าเฟิงกวาดสายตามองเซี่ยหลู่เฟิงไปทีหนึ่งอย่างเยนชาอุ้มฉีหมิงเยว่เข้าใส่ในอ้อมแขนของตนจากนั้นก็กระโดดออกไปทางหน้าต่างลาจากออกไปโดยตรง

    สภาพอันน่าสยดสยองของไป๋หลี่เย่ในตอนนี้ใครเห็นก็ว่าตาย ทั้งบาดแผลเหวอะหวะทั่วทั้งร่างกายและบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะส่งผลให้ไป๋หลี่เย่เสียเลือดมากเกินไป หากไม่ได้รับโอสถฟื้นชีพในทันทีทันใดเกรงว่าเขาจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ต่อให้เป็นไป๋หลี่อวี๋อิงที่เป็นถึงราชาโอสถแต่นางก็ไม่มีทางหลอมกลั่นโอสถฟื้นชีพได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ได้ กล่าวได้ว่าไป๋หลี่เย่ถึงคราวตายแล้วของจริง

    ก่อนที่ฉีหมิงเยว่จะจากไปนางแลเหลียวปรายสายตามองเซี่ยหลู่เฟิงพร้อมสีหน้าเศร้าสร้อยได้สร้างคลื่นอารมณ์หลายหลากถาโถมเข้าใส่ใจดวงนี้ของเขาเซี่ยหลู่เฟิงรู้สึกโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกความปรารถนาบัดนี้เพียงอยากจะเก็บนางไว้ข้างกาย มิใช่แยกจากไปไหนเฉกเช่นนี้

    “องค์รัชทายาท”

    หลังจากที่ฉีหมิงเยว่จากไปได้สักพักเซี่ยหลู่เฟิงเพิ่งจะไดสติกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งและรีบวิ่งไปดูอากาศของไป๋หลี้เย่โดยทันทีพลิกใบหน้าของเขาให้หงายขึ้นมาจากพื้นดินเห็นเพียงว่าสีหน้าของอีกฝ่ายในขณะนี้ซีดขาวไร้เลือดหล่อเลี้ยงแล้วดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท มิอาจทราบได้ว่ายังเป็นหรือตายไปแล้ว?

    เซี่ยหลู่เฟิงตื่นตกใจสุดขีดรีบโน้มตัวเข้าตรวจสัมผัสลมหายใจคล้อยยังพอสัมผัสได้ถึงอุ่นแผ่วบางจากใต้จมูกเล็กน้อยจะอย่างไรกลับเบาบางจนแทบไม่เหลือแล้วเช่นกันอาการของไป๋หลี่เย่ในตอนนี้พร้อมตายได้ทุกเมื่อ

    “เจ้าหมอนี่หนังเหนียวโดนแท้ สาหัสปานนี้แต่ก็ยังหลงเหลือลมหายใจแต่ช่างเถอะ...อีกสักพักก็ตายแล้ว”

    เซี่ยถงเดินตรงเข้ามาใกล้ยกเท้าเขี่ยร่างอีกฝ่ายเล็กน้อย จ้องมองร่างกึ่งเป็นกึ่งตายของอีกฝ่ายนอนแน่นิ่งจมกองเลือดไม่เหลือเค้าความสง่างามดั่งองค์รัชทยาทใดๆ อีกต่อไป

    “ถงถงได้โปรด!”

    เซี่ยหลู่เฟิงเงยหน้าขึ้นมองเซียถงตาเขม็งสีหน้าการแสดงออกบนใฝบหน้าอันหล่อเหลาของเขามีแต่ความตื่นตระหนกอยู่เต็มไปหมด

    “องค์รัชทายาทกำลังจะตายแล้ว!เจ้าช่วยข้าพาเขาไปหาองค์หญิงเพื่อทานโอสถโดยเร็ว!”

     

     

     

     

     

    612-2

    ตอนที่107ไป๋หลี่เย่เจียนตายอีกครา (2)

    “ไม่เคยมีคนดีในบรรดาเชื้อพระวงศ์เลยจริงๆ”

    เซียถงพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่อย่างเย็นชาแลมองเซี่ยหลู่เฟิงพลันเห็นสีหน้าความกังวลของอีกฝ่ายชัดแจ้ง ขณะเดียวกันนางก็ค่อยๆ โน้มตัวลงเข้าไปใกล้ไป๋หลี่เย่ยื่นมือเรียวยาวประดุจหยกข้างหนึ่งตะปบลำคอที่ชุ่มชโลมเลือดสดลากขึ้นมาให้อยู่ในท่านั่งส่วนอีกข้างยกขึ้นบีบปากของมันจนเปิดอ้าทำท่าทางราวกับว่าเตรียมจะฆ่าไป๋หลี่เย่ทิ้งทันที

    “ถงถง อย่าทำเช่นนั้น! การสังหารองค์รัชทายาทนับเป็นอาชญากรรมครั้งใหญ่หลวงโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!”

    เซี่ยหลู่เฟิงกำลังจะยกมือขึ้นห้ามแต่ทันใดนั้นก็พลันสังเกตเห็นโอสถเม็ดสีขาวกลมเกลี้ยงในมือของเซียถงตบเข้าไปในปากของไป๋หลี่เย่โดยตรง ปลายคิ้วกระตุกเลิกขึ้นในทันใดเจือแววฉงนสงสัยอดใจเอ่ยถามเซียถงมิได้ว่า

    “เจ้าเอาอะไรให้องค์รัชทายาทกิน?”

    “โอสถฟื้นชีพ”

    เซียถงเอ่ยตอบหลังจากที่พูดจบ นางก็เดินหันหลังเดินจากออกไปโดยไม่เหลียวแลใดๆ อีกหากมิใช่เพราะความตายของไป๋หลี่เย่ในคราวนี้อยู่ในความรับผิดชอบขององครักษาอย่างเซี่ยหลู่เฟิงปานนี้นางคงปล่อยให้ไป๋หลี่เย่ให้นอนเน่าตายไปนานแล้ว

    เซี่ยหลู่เฟิงเหม่อมองแผ่นหลังน้อยของเซียถงที่กระโจนผ่านหน้าต่างกระโดดจากไปสีหน้าดูตื่นตะลึงยิ่งยวด ปรากฏว่า..นางมีโอสถฟฟื้นชีพอยู่กับตัวด้วย?แล้วนางไปเอามาจากไหน? นั่นคือโอสถที่มีเฉพาะกับแค่ระดับราชาโอสถขึ้นไปถึงจะสามารถหลอมกลั่นขึ้นมาได้!

    หลังจากเดินทางออกจากภัตตาคาร เซียถงในเวลานี้ก็มิได้อยู่ในอารมณ์ดีที่ดีนักเพราะตนเพิ่งมอบโอสถฟื้นชีพที่หลอมกลั่นมากับมือให้แก่ไป๋หลี่เย่ไปพอกลับมาถึงสถานศึกษาเซิงหลิง นางกักขังตัวเองอยู่แต่ในห้องหลอมกลั่นโอสถฝึกปรือฝีมือหลอมกลั่นด้วยความมุ่งมานะ

    คล้อยหลังผ่านไปตลอดทั้งบ่ายวันนั้นนางก็ได้โอสถเกือบสิบเม็ดอยู่ในมือ ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้ทำให้นางสบายใจขึ้นมากแต่จะอย่างไรใบหญ้าเงินซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการหลอมสร้างโอสถฟื้นชีพกลับไม่มีเหลือแล้วในช่วงตกเย็น เซียถงจึงเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าเป็นสีดำทั้งตัววางแผนว่าจะออกไปหาใบหญ้าเงินภายในบนภูเขาป่าสน แต่เพิ่งเดินออกจากห้องพักได้ไม่นานบนสะพานไม้ท่ามกลางสวนบุปผาหน้าหอพักนางบังเอิญพบเจอเข้ากับท่านคณบดีเคราขาวยืนอยู่บนนั้น

    หลังจากมาอยู่ในสถานศึกษาเซิงหลิงได้สักพักใหญ่เซียถงมีโอกาสเห็นหน้าของท่านคณบดีเคราขาวแค่สองครั้งเท่านั้นคราแรกในตอนที่เลือกเรียนแขนงวิชา และอีกคราในตอนที่ไป๋หลี่อวี๋อิงถูกวางยาพิษในเวลานี้การที่นางพบเจอกับท่านคณบดีเคราขาวท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกอย่างดูปกติสุขดีเหมือนว่ามีบางอย่างแปลกและแตกต่างออกไป

    พึงจดจำเอาไว้ว่าจอมพลไม่เคยปรากฏตัวสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนั้นแล้วระดับหัวเรือใหญ่อย่างท่านคณบดีเคราขาวจะมาอยู่ในที่เช่นนี้ได้ยังไง?ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพินิจมองจากท่าทีของอีกฝ่ายแล้วดูเหมือนว่าเขากำลังรอนางอยู่อย่างใดอย่างนั้น

    “เซียถง มานี่หน่อย!”

    ทันทีที่เห็นเซียถงท่านคณบดีเคราขาวก็กวักมือิเรียกหาโดยไว

    เซียถงพยักหน้าเชื่อฟังเดินตรงเข้าไปหาตามสั่ง แต่ภายในใจกลับแอบเฝาสังเกตการณ์ระแวดระวังอย่างลับๆสำหรับการปรากฏตัวในครังนี้ของท่านคณบดีเคราขาวนางเชื่อว่าจะต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมพอรองรับ และวิธีเดียวที่จะทราบได้ว่ามันคืออะไร จำต้องไถ่ถามมาจากปากของอีกฝ่ายเท่านั้นพอมาถึงเซียถงโค้งศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อมและกล่าวว่า

    “ท่านคณบดี เรียกศิษย์มาเช่นนี้เกรงว่ามีเรื่องกระมัง?”

    “เซียถง วันนี้เจ้าหลอมกลั่นได้กี่เม็ดล่ะ?”

    จู่ๆท่านคณบดีก็หันมาเองปากถามขึ้น

    พอได้ยินเช่นนั้นชั่วขณะต่อมาความคิดของเซียถงพลันแปรเปลี่ยนหากกล่าวตามหลักความจริงแล้ว...ท่านคณบดีควรถามมิใช่รึว่าในคาบเรียนวิชาโอสถเป็นอย่างไรบ้าง? เรียนรู้เรื่องหรือไม่?แต่ใครจะไปคิดกันว่า จู่ๆ อีกฝ่ายก็เอ่ยปากถามขึ้นว่าวันนี้หลอมกลั่นโอสถได้กี่เม็ด? นี่เขารู้จริงๆว่านางสามารถหลอมกลั่นโอสถได้แล้ว หรือแกล้งหลอกถามเพื่อลองภูมิเท่านั้น?

    เซียถงลอบสายตาเร้นมองไปยังใบหน้ายิ้มแย้มดูมีมิตรไมตรีของอีกฝ่ายนางปั้นสีหน้าแสร้งทำเป็นอึดอัดใจปนประหม่ากล่าวตอบไปว่า

    “ศิษย์รู้สึกละอายใจยิ่งนัก จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถหลอมกลั่น...”

    “เจ้าบรรลุกลายเป็นราชาโอสถแล้วงั้นรึ?”

    เซียถงเพิ่งแสดงละครเสแสร้งได้ครึ่งทางแต่กลับโดนท่านคณบดีเคราขาวเอ่ยขัดจังหวะเสียก่อน น้ำเสียงที่เอ่ยถามฟังดูแน่วแน่มั่นคงไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่นัก

    แต่คราวนี้เซียถงมิได้เอ่ยปากตอบกลับทันทีส่งสายตาไสวทอดมองไปที่ท่านคณบดีเคราขาว ระดมสมองทุกความเป็นไปได้อย่างสุดกำลังเพื่อคาดเดาถึงจุดประสงค์ที่อีกฝ่ายมาพบนางในวันนี้

    “สถานศึกษาแห่งนี้ไม่เคยมีสิ่งใดปิดบังไปจากสายตาของข้าได้ นี่เจ้าจริงๆคิดว่า หากข้าไม่อนุญาตแล้วตัวเจ้าจะสามารถลอบเข้าออกห้องหลอมกลั่นโอสถได้ตลอดทุกวันง่ายปานนี้?”

    พอได้ยินเช่นนั้นเซียถงพลันตระหนักถึงจุดยืน ณ ปัจจุบันของตนทันที ปรากฏว่า...ที่ผ่านมาทั้งหมดทุกย่างก้าวภายในสถานศึกษาแห่งนี้ของนางล้วนอยู่ภายใต้การเฝ้าสังเกตการณ์ของอีกฝ่ายมาโดยตลอดนั่นก็หมายความว่า เขาอาจจะทราบถึงงเรื่องที่นางลอบวางยาพิษไป๋หลี่อวี๋อิงเช่นกันภายในใจอดตื่นตระหนักมิได้ เซียถงแอบสาวเท้าก้าวถอยหลังในทันใดคมมีดเร้นประกายเย็นเยียบเลื่อนปรากฏลงมาจากใต้แขนเสื้อยาวอย่างเงียบงันสายตาคู่สวยมีความตื่นตัวมากขึ้นหลายส่วนขณะจับจ้องอีกฝ่าย

    พอได้เห็นเซียถงเริ่มวางท่าทางระแวดระวังราวกับว่านางกำลังเผชิญหน้าอยู่กับศัตรูตัวฉกาจ ท่านคณบดีเคราขาวก็อดหัวเราะมิได้พลางลูบไล้เครายาวเบาๆ กล่าวพร้อมรอยยิ้มขึ้นว่า

    “ฟังมาว่า องค์รัชทยาทได้รับบาดเจ็บสาหัสในวันนี้แต่เป็นเพราะโอสถฟื้นชีพของเจ้า จึงทำให้อีกฝ่ายรอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ดังนั้นข้าก็เลยคิดว่า ตัวเจ้าน่าจะเลื่อนขั้นกลายมาเป็นราชาโอสถแล้ว”

    “ศิษย์คนนี้ไร้ซึ่งพรสวรรค์ เพิ่งบรรลุราชาโอสถชั้นต้นเท่านั้น”

    เท่าที่ฟังมาดูเหมือนว่าท่านคณบดีเคราขาวคนนี้จะมีหูตาอยู่แทบทุกหนแห่งและทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาเซิงหลิงไม่น่าจะมีความลับใดซ่อนอยู่ภายใต้สายตาของเขาได้เช่นกันเซียถงได้แต่จำใจพยักหน้า กล่าวยอมรับไปตามตรง

    แม้ว่าเขาจะคาดเดามาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเซียถงน่าจะบรรลุกลายเป็นราชาโอสถได้แล้วแต่พอมาได้ฟังคำตอบจากปากของนางโดยส่วนตัวท่านคณบดีเคราขาวก็อดดีใจจนเนื้อเต้นมิได้เช่นกัน ทันทีทันใดเขาก็เดินตรงไปหยุดตรงหน้าเซียถง ยกมือทั้งสองจับไหล่ของนางไว้นแน่นน้ำเสียงที่เปล่งดังฟังดูตื่นเต้นเกินควบคุม

    “เซียถง เจ้าคืออัจฉริยะในหมู่นักหลอมโอสถอย่างแท้จริงๆ!”

    เห็นได้ชัดแจ้งท่านคณบดีคว้าจับไหล่ทั้งสองข้างของนางอย่างลวกๆทว่าเซียถงกลับไม่มีพลังอำนาจมากพอที่จะถอนฝ่ามือขนาดใหญ่ทั้งสองของอีกฝ่ายออกไปได้แม้สักนิดซึ่งนี่แสดงให้เห็นแล้วว่า ระดับความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายอยู่สูงส่งเพียงใด ทั้งๆที่อีกฝ่ายมาอย่างเป็นมิตรและมิได้ปลดปล่อยจิตสังหารใดๆ ออกมาแต่ตัวเซียถงที่โดนคว้าจับหัวไหล่เอาไว้ กลับมีเหงื่อชุ่มชโลมทั่วแผ่นหลัง!

    อีกฝ่าย...ทรงพลังมาก!

    แต่กระนั้นเองเซียถงก็แอบดีใจเช่นกันที่ท่านคณบดีเคราขาวผู้นี้มิใช่ศัตรู

    “สามารถบรรลุขึ้นกลายเป็นราชาโอสถได้ตั้งแต่อายุสิบห้าปีไม่เคยมีใครพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้มาก่อนในทวีปเทียนหลาง!ไม่เคยนึกเคยฝันเลยว่าไม้ใกล้ฝั่งอย่างข้าจะมีโอกาสได้พบเห็นอัจฉริยะอย่างเจ้ากับตาตัวเองเลยจริงๆ!ชีวิตนี้นับว่าไม่สูญเปล่าแล้ว!”

    ท่านคณบดีเคราขาวกล่าวชื่นชมไม่หยุดปากด้วยความดีอกดีใจ

    เซียถงได้แต่จับจ้องอีกฝ่ายแต่ไม่พูดเพราะโอสถที่หลอมกลั่นขึ้นโดยราชาโอสถกลับไม่สามารถช่วยเพิ่มพูนระดับความแข็งแกร่งของนางได้อีกต่อไปดังนั้นนางจึงมิได้ให้ความสำคัญกับตำแหน่งราชาโอสถเท่าไหร่นักการจะหยิบใช้โอสถเพื่อยกระดับพลังลมปราณจำเป็นจะต้องกินโอสถที่อยู่ในระดับชั้นสอดคล้องกับความแข็งแกร่งของตนซึ่งนางในปัจจุบันเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเสาหลักฟ้าดังนั้นโอสถที่มีฤทธิ์ในการเพิ่มเสริมเติมแต่งความแข็งแกร่งของนาง จำต้องเป็นโอสถที่หลอมกลั่นขึ้นโดยระดับชั้นปราชญ์โอสถขึ้นไปเท่านั้นกับแค่สถานะราชาโอสถ สำหรับนางแล้วนับว่าไม่มีอะไรน่าภูมิใจ

     

     

    621-2

    ตอนที่108กินยาลืมเขย่าขวดกระมัง?

    “เซียถง หากตัวเจ้ายังไม่แข็งแกร่งพอห้ามเปิดเผยตัวตนของเจ้าในฐานะนักหลอมโอสถต่อหน้าผู้อื่นโดยง่ายเด็ดขาด!”

    พอท่านคณบดีเคราขาวเริ่มสงบสติลงจากความตื่นเต้นเขาก็ลืมตาจับจ้องเซียถงกล่าวน้ำเสียงจริงจังขึ้นผิดหูผิดตา

    “เพราะเหตุใดรึท่านคณบดี?”

    เซียุงเอียงศีรษะมองอีกฝ่ายเจือแววสับสนกล่าวกันว่านักหลอมโอสถเป็นอาชีพอันทรงเกียรติ ได้รับความเคารพนับถือจากทุกหย่อมหญ้าดังนั้นแล้วไฉนถึงต้องปิดปังตัวตนอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ด้วย?

    “สวรรค์มักอิจฉาคนมีความสามารถโดยเฉพาะกับเจ้าที่มีพรสวรรค์ยิ่งใหญ่เกินตัวมันเป็นเรื่องง่ายที่จะเผลอดึงดูดพวกริษยาคิดร้ายมาหาหลังจากที่เจ้าแกร่งกล้าเพียงพอแล้วเท่านั้น จึงค่อยเปิดเผยสถานะของตนออกไปเป็นดีที่สุดอย่าชักนำปัญหาที่ไม่จำเป็นเข้ามาในยามนี้ที่ยังไม่แข็งแกร่ง”

    ท่านคณบดีเคราขราวเอ่ยปากเตือนน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง

    เซียถงครุ่นคิดอยู่สักครู่จึงค่อยพยักหน้าตอบหากไป๋หลี่อวี่อิงทราบว่า ในตอนนี้ตัวนางขึ้นกลายเป็นราชาโอสถแล้วอีกฝ่ายคงพยายามทุกวิถีทางเพื่อดับฝันตัดอนาคตกันแน่นอนถึงแม้เซียถงจะมิได้กลัวไป๋หลี่อวี๋อิงแต่ไม่ควรสร้างปัญหาที่ไม่จำเป็นขึ้นมาสุ่มสี่สุ้มห้าเป็นดีที่สุดเซียถงส่งยิ้มให้คณบดี กล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจว่า

    “ขอบพระคุณสำหรับคำชี้แนะ! ศิษย์คนนี้จะไม่ทำตัวโอ้อวดหยิ่งผยองต่อผู้ใด!”

    “เข้าใจก็ดี แล้วก็...เซียถง ถึงแม้เจ้าจะมีพรสวรรค์พลิกฟาดินอยู่ในมือแต่หากวันพรุ่งนี้และวันข้างหน้าต่อไป เจ้าเลือกที่จะเกียจคร้านเสพความสุขสบายเบื้องหน้า เกรงว่าอนาคตของเจ้าคงหยุดอยู่เพียงเท่านี้เช่นกันดังนั้นจงขยันหมั่นเพียรและทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วันและแล้วความสำเร็จที่เจ้าวาดฝันจะมาถึงเอง”

    ท่านคณบดีเคราขาวพยักหน้าตอบรับทั้งยังกล่าวเตือนสติและให้กำลังใจเซียถงในเวลาเดียวกันประกายตาของเขาที่จับจ้องสาวน้อยตรงหน้า มันเปี่ยมล้นไปด้วยแสงแห่งความหวัง...

    กล่าวคำอำลากันเสร็จสรรพเซียถงเดินผ่านสวนบุปผาท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงสีส้มอบอุ่นเดินตามทางไปยังประตูหน้าสถานศึกษาเซิงหลิงเพียงลำพังในค่ำคืนนี้นอกจากจะสรรหาใบหญ้าเงินแล้ว นางยังตั้งใจเสาะหาสมุนไพรชนิดอื่นๆมาเพิ่มอีกด้วย ทว่ายังไม่ทันย่างเท้าก้าวออกจากประตูเบื้องหน้าทันใดนั้นพลันปรากฏเงาร่างอรชรงดงามสายหนึ่งเขาขวางทางเซียถงเอาไว้เสียก่อน

    “อาจารย์หยุนซี?”

    เซียถงเลิกคิ้วมองไปยังหยุนซีที่จู่ๆก็ปรากฏตัวจากข้างทาง ทั้งยังเข้าขัดขวางเส้นทางเดินของนางอีก

    “นี่มันใกล้ค่ำแล้ว ไฉนไม่กลับไปหลอมกลั่นโอสถพลางหลับคาเตาหลอมแทนล่ะ?เสียทั้งเวลาทั้งแรงกายเพื่อเก็บสมุนไพรบนภูเขาให้มันได้อันใด?วันหลังเจ้าไม่ตองตรากตรำเพียงนี้แล้วหากขาดเหลืออะไรก็แค่มาหาข้าเป็นพอ”

    หยุนซีหรี่ตาลงดวงตาคู่สวยสีดอกท้อคล้ายกับว่ากำลังยิ้มแย้มดูใจดีมากและไม่เพียงแค่กล่าวคำลอยโดยเปล่า นางคว้าตะกร้าไม้สานในมือของเซียถงออกมาใช้มืออีกคว้าหิ้วปีกเซียถง ลากกลับไปยังห้องพักของนางโดยไวพร้อมทีท่ากระฉับกระเฉง

    “เอ่อ...ท่านอาจารย์หยุนซีกินยาลืมเขย่าขวดกระมัง?”

    แปลกมาก!นี่เป็นคำอุทานแรกที่เปล่งดังขึ้นมาในหัวของเซียถงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรอยยิ้มกริ่มบนใบหน้าและสายตาของอีกฝ่ายไม่ว่าจะดูอย่างไรกลับรู้สึกไม่สบายใจเลยแมสักนิด!

    เพราะเมื่อใดที่หยุนซีปั้นหน้ายิ้มแย้มเช่นนี้นั้นหมายความว่า มักจะมีแผนการชั่วร้ายถูกคิดขึ้นแล้วในหัวของนาง!

    “ไฉนเจ้าต้องมองข้าเช่นนั้น? ข้าไม่กินเจ้าหรอก”

    หยุนซีที่ถูกสายตาตื่นตระหนกของเซียถงเข้าจับจ้องไม่คลายอ่อนนางก็เลิกคิ้วเล็กน้อย กล่าวต่อปนน้ำเสียงไม่พอใจว่า

    “เซียถง ตั้งแต่ที่เจ้าเข้ามาเรียนที่สถานศึกษาเซิงหลิงก็มักจะมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้อยู่เสมอข้าก็แค่อาจารย์ตัวน้อยคนหนึ่งที่มีหัวใจมีความรู้สึก ข้าเองก็เศร้าเสียใจเป็น...”

    พูดจบหยุนซีก็คว้าผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งขึ้นมา ทำเป็นเช็ดน้ำหูน้ำตาเบี่ยงศีรษะเลี่ยงหลบทำตัวเสมือนนางเอกที่ไม่อยากให้ผู้ใดรับรู้ถึงความเศร้าโศกของตน

    “ว้า! แย่จัง!”

    ต่อหน้าการแสดงที่สุดจะเสแสร้งเกินจริงของหยุนซีเล่นเอาเซียถงหยุดขำไม่ได้ หลังครุ่นพินิจสักครู่หนึ่ง นางก็หันหน้าไปทางหยุนซีและยิ้มถามขึ้นว่า

    “ท่านอาจารย์หยุนซี คงอยากจะถามใช่ไหมว่าโอสถฟืนชีพที่ข้าให้องค์รัชทยาทกินในวันนี้ข้าเป็นคนหลอมกลั่นเองกับมือจริงหรือไม่?”

    ก่อนที่เซียถงจะกล่าวจบดีหยุนซีรีบยืดตัวเชิดแผ่นอกขึ้นมา ละทิ้งสีหน้าเสแสร้งที่ดูเศร้าสร้อยเกินจริงทิ้งไปแทนที่มาด้วยความเคร่งขรึม นัยน์ตาสีดอกท้อสั่นไสวเอ่ยถามปนน้ำเสียงประหม่าเล็กน้อยว่า

    “ถูกต้อง เจ้าเป็นคนหลอมกลั่นโอสถฟื้นชีพเองใช่หรือไม่?”

    เซียถงพยักหน้าตอบไปตามตรง

    “ใช่!”

    ได้ฟังดังนั้นหยุนซีก็เริ่มขมวดคิ้ว สายตาดูล่อกแล่กราวกับกำลังกระวนกระวายใจสีหน้าดูตื่นตัวขึ้นมาก จากเมื่อครู่ จองเซียถงเขม็ง กล่าวถามย้ำเสียงเข้มขึ้นว่า

    “ที่เจ้ากล่าวเป็นความจริง?”

    เซียถงมองหน้าอีกฝ่ายพร้อมพยักหน้ายืนยันคำตอบอีกครา

    “ตอนนี้เจ้ากลายมาเป็นราชาโอสถแล้ว?”

    จู่ๆหยุนซีก็ออกแรงคว้าแขนของเซียถงเข้ามาใกล้ เอ่ยถามด้วยท่าทีแสนร้อนใจ

    “ใช่แล้ว แต่เพียงชั้นต้นเท่านั้น”

    เซียถงกล่าวตอบ

    “ไม่อยากจะเชื่อเลย...”

    หยุนซีมองหน้าสบสายตากับเซียถงอยู่นานก่อนจะส่ายหน้าอานด้วยความเหลือเชื่อ นางไม่คิดไม่ฝันเลยสักนิดว่า เซียถงจะสามารถเลื่อนขั้นกลายมาเป็นราชาโอสถได้แล้วภายในเวลาแค่หนึ่งเดือนแม้จะทราบมาอยู่ก่อนแล้วว่า ภายในกายของสาวน้อยคนนี้มีธาตุไฟที่แกร่งกล้าอย่างยิ่งแถมธาตุไม้เองก็โดดเด่นมิใช่อ่อนด้อย แต่ถึงแบบนั้น พอได้ฟังคำตอบกับหูตัวเองหยุนซีก็ยังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี

    เซียถงขมวดคิ้วจ้องหน้าอีกฝ่ายเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรพอทอดสายตามองตรงเข้าไปในดวงตาคู่นั้นนางก็สังเกตเห็นหลายหลากคลื่นอารมณ์ที่แสนซับซ้อนยิ่งยวดพัลวันอยู่ภายใต้นัยน์ตาไสวสีดอกท้อบริสุทธิ์ทั้งความรู้สึกเหลือเชื่อ ตื่นเต้น วิตกกังวล และก็ความเศร้าโศก...

    “เซียถง อาศัยความเร็วระดับนี้ของเจ้าคิดว่าใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะบรรลุกลายเป็นปราชญโอสถได้?”

    ไม่นานจากนั้นหยุนซีก็กุมมือเซียถงเอาไว้แน่นหนา เอ่ยปากถามขึ้นมาอีกครั้งทว่าครานี้กลับไม่เหมือนกันคราก่อนๆ ที่เคยมีมาประกายสายตาของอีกฝ่ายที่มีให้มันเปี่ยมล้นไปด้วยแววความคาดหมายสุดคนานับ

    หยุนซีออกแรงบีบมือซะแน่นทำเอาเซียถงรู้สึกถึงกระแสเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาราวกับกระดูกมือกำลังถูกบดขยี้ทว่าอย่างไร นางก็มิได้ผลักอีกฝ่ายออกไปเพียงขมวดคิ้วข่มความเจ็บปวดเหล่านั้นเอาไว้ และกล่าวกับหยุนซีว่า

    “ศิษย์คิดว่าอีกไม่นานนัก”

    เมื่อได้ยินคำตอบของเซียถงดวงตาคู่นั้นของหยุนซีเป็นประกายงดงามระยิบระยับขึ้นทันควันนางในตอนนี้ช่างงดงามเกินบรรยาย และสวนกว่าทุกวันที่ผ่านมาทุกอณูผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสดใสเปี่ยมความสุขล้นปรี่พรรณนาเทียบเคียงดั่งบุปผาที่บานสะพรั่งยามฤดูใบไม้ผลิ

    “เซียถง เมื่อใดที่เจ้ากลายมาเป็นปราชญ์โอสถได้ให้รีบเดินทางมาบอกข้าทันที!”

    “ตกลง!”

    เซียถงพยักหน้าตอบตกลงโดยไม่มีลังเลเพราะนางทราบดีว่าหยุนซีจะต้องมีความลับอะไรสักอย่างอยู่เบื้องหลังและต้องการความช่วยเหลือจากนักหลอมโอสถระดับปราชญ์โอสถขึ้นไปตราบใดที่สามารถตอบสนองความปรารถนาของหยุนซีคนนี้ได้นางก็จะทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณ

    หยุนซีหัวเราะยิ้มแย้มออกมาโดยไม่มีเก็บซ่อนใดๆซึ่งรอยยิ้มดังกล่าวมันไม่เหมือนกับรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์ที่นางเคยมีมาทว่าคราวนี้กลับเป็นรอยยิ้มจากก้นบึ้งหัวใจอย่างแท้จริงกระทั่งเซียถงก็ยังสัมผัสได้ถึงความสุขที่กลั่นออกมาจากใจของอีกฝ่ายมันเป็นของจริงมิใช่มายาดั่งทุกครั้งที่ผ่านมา ทำเอาเซียถงอดยิ้มตามมิได้

     

     

     

    622-2

    ตอนที่109เข้าสำรวจแดนสมบัติ (1)

    หญิงสาวทั้งสองรวนหัวเราะอย่างมีความสุขประกายตาสีดอกท้อสวยของหยุนซีเปล่งประกายระยิบระยับท้ายที่สุดนี้นางอดใจเอื้อมมือเอนกายเข้าสวมกอดเซียถงมิได้ร่างอรชรเพรียวบางสองสายแนบชิดกันหยุนซีโน้มริมฝีปากสีกุหลาบเข้าใกล้ใบหูของอีกฝ่าย เอ่ยกระซิบเสียงแผ่วเบาว่า

    “เซียถง เจ้าต้องเป็นปราชญ์โอสถให้จงได้ มิฉะนั้นจำนวนเงินที่เจ้าติดหนี้ข้าในขณะนี้ต่อให้ชดใช้ทั้งชีวิตเกรงว่าไม่น่าหมดสิ้น!”

    “สบายใจได้ ศิษย์คนนี้ไม่คิดจะจ่ายคืนอยู่แล้ว”

    เซียถงส่งยิ้มเจ้าเล่ห์สวนตอบ

    หยุนซีตะลึงงันไปชั่วขณะเอียงศีราะจับจ้องเซียถงเจือแววงุนงงฉุยฉาย ค่อยตบไหล่นางไปทีหนึ่ง รวนหัวร่อกล่าวว่า

    “ก็คิดอยู่กับเจ้าแล้ว แต่ก็หนีการตามล่าของข้าให้ทันเสียแล้วกัน”

    จากนั้นทั้งคู่ก็สบตากันเล็กน้อยก่อนระเบิดหัวเราะออกมา

    หยุนซียังคงยืนกรานว่าหากเซียถงมีสมุนไพรชนิดใดขาดเหลือ ก็สามารถมาขอที่ตนได้ตลอดเวลา แต่เซียถงก็ปฏิเสธกลับไปเนื่องด้วยเกรงใจนางพยายามไม่ติดหนี้บุญคุณใครพร่ำเพรื่อหามิใช่สถานการณ์คับขันจริงๆ นอกจากนี้เองสมุนไพรที่นางต้องการที่สุดในขณะนี้ เกรงว่าแม้กระทั่งหยุนซีเองก็ไม่น่ามีเช่นกัน

    หลังจากแยกย้ายกับหยุนซีแล้วเซียถงก็เดินทางมายังภูเขาป่าสนพร้อมตะกร้าในมือโดยลำพังใบหญ้าเงินเป็นสมุนไพรที่หายากมาก เป็นพฤกษาที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาดเพราะมันจะซ่อนอยู่ใต้ดินในช่วงกลางวันและโผล่ออกมาในตอนค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเท่านั้นและจะปรากฏตัวออกมาให้เห็นเพียงแค่ครึ่งชั่วยามก่อนจะดำดินกลับไปซ่อนใต้ดินดังเดิม

    เมื่อมาถึงป่าสนเซียถงก็ก้มหน้าก้มตาเก็บสมุนไพรต่างๆ นานาที่นางต้องการ ก่อนที่จะรู้ตัวด้วยซ้ำนางก็เก็บสมุนไพรจนเพลิน ตรงเข้าไปในส่วนลึกของป่าสนเสียแล้ว ในระหว่างนั้นเองนางก็คล้ายกับว่าได้ยินเสียงธารน้ำรินไหลอยู่ทิศทางเบื้องหน้าจึงลองเดินตามเสียงดังกล่าวไป จนเจอเข้ากับถ้ำลึกลับแห่งนี้ที่มีไม้ซุงมากมายปิดกั้นทางเข้าเอาไว้อยู่

    ซึ่งเสียงธารน้ำไหลมันดังมาจากด้านหลังไม้ซุงมากมายเหล่านี้ด้วยความสงสัยใคร่รู้ เซียถงจึงเริ่มลงมือทยอยแบกไม้ซุงเหล่านั้นออกไปปรากฏเป็นปากถ้ำขนาดพอดีตัวอยู่ตรงหน้า เห็นดังนั้น นางจึงมุดเข้าไปภายในนั้นโดยทันทีตัวถ้ำด้านในค่อนข้างมืดมาก พื้นผิวทางเดินขรุขระปราศจากความเรียบเนียนส่งผลให้เดินลำบากมิใช่น้อย

    ทอดสายตามองเข้าไปส่วนลึกอันมืดมิดภายในถ้ำยามนี้เซียถงเริ่มลังเลใจแล้วว่าควรไปต่อหรือพอเท่านี้?ทว่าชั่วอึดใจนั้นเอง เสี่ยวฮั่วก็เปล่งเสียงดังส่งผ่านห้วงความคิดของนางขึ้นว่า

    “นายท่าน ควรเดินสำรวจด้านในก่อนสักครา บางทีอาจมีสมบัติดีๆสักชิ้นสองชิ้นอยู่ในนั้น”

    ได้ยินดังนั้นเซียถงยกเท้าก้าวแช่มบุกตะลุยเดินหน้าต่อไปเสียงธารน้ำรินไหลเริ่มเปล่งดังชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อสืบเท้าก้าวหน้า แต่ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่มันก็ยิ่งเดินยากขึ้นเท่านั้นโดยเฉพาะกับช่วงความลึกที่เซียถงอยู่ในขณะนี้สะพานหินภายในถ้ำมีความกว้างเพียงครึ่งฟุตเท่านั้นและสองข้างทางทั้งซ้ายและขวาเป็นเหวลึกไร้ก้นบึ้ง

    เซียถงเดินทรงตัวบนสะพานหินทุกย่างเท้าแน่วแน่มั่นคงความกว้างแทบจะพอดีกับเท้าของนาง เหลือบแลสายตาทอดลึกลงไปยังเหวทั้งสองขางทางนางอดใจสั่นมิได้ พยายามรวบรวมสมาธิมุ่งความสนใจอยู่กับแค่ทางเดินสะพานหินด้านหน้าเร่งความเร็วขึ้นเล็กน้อยและในที่สุดเซียถงก็สามารถเดินข้ามาสะพานหินจนถึงอีกฝั่งจนได้และนี่คือจุดสิ้นสุดของถ้ำลึกลับแห่งนี้

    พอมาถึงที่หมายเซียถงถึงกับตาสว่างแพรวพราวในทันใดต่อหน้าเส้นสายตาปรากฏเป็นบ่อน้ำใสบริสุทธิ์ขนาดใหญ่มีน้ำตาที่ไหลหลากลงมาจากแนวดิ่ง เสียงตกกระทบดังใสแจ๋ว

    ทั้งยังมีเถาวัลย์สีเขียวขจีห้อยลงมาจากสองฝากฝังของธารน้ำตกปรากฏบุปผาที่กำลังเบ่งบานประดับประดาตามเส้นสายเถาวัลย์เขียวขจีเหล่านั้นหยาดวารีใสกระเด็นกระดอนเข้าตกกระทบกับบุปผาเบ่งบานเป็นหยดน้ำก้อนใสที่ถูกห่อหุ้มจับตัว

    เมื่อเดินเข้าไปใกล้ขอบบ่อน้ำเหมือนจะมีไอหมอกเย็นช่ำแรกสัมผัสกระทบผิวหน้า ควบแน่นเป็นหยดใสบนหน้าผากบางๆก่อให้เกิดความรู้สึกเย็นสบายสุดจะพรรณนาได้ เพราะจะอย่างไรตลอดทางที่เดินสำรวจเข้าถ้ำแห่งนี้มา เซียถงรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั่วทั้งร่างกายขนาดเสื้อผ้ายังเปียกชโลมชุ่ม สร้างความไม่สบายตัวอย่างยิ่ง

    ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกครั้งที่ขึ้นมาเก็บสมุนไพรบนภูเขาป่าสนเซียถงมักจะเดินสำรวจไปทั่วป่าจนติดเป็นนิสัยทว่าอย่างไรก็ไม่เคยค้นพบสถานที่ลึกลับและสุดแสนจะเงียบสงิบเฉกเช่นนี้มาก่อนเลยเหนือบ่อน้ำตกใสพิสุทธิ์ หลังคาถ้ำมีลักษณะเป็นรูโหว่ใหญ่ยักษ์ทำให้นางสามารถยลโฉมพระจันทร์สว่างไสวเคียงคู่กับดวงดาราประดับล้อมเดือนภายใต้แผ่นฟ้าราตรี โดยทั้งหมดทั้งมวล นับเป็นภาพฉากที่งดงามสุดจะบรรยาย

    เซียถงวางตะกร้าในมือลงยกมือถอดผ้าคลุมใบหน้าพร้อมชุดเสื้อผ้าออกโดยไวจากนั้นกระโดดลงไปในบ่อน้ำตกใสพิสุทธิ์โดยทันที

    น้ำภายในบ่อเยนสบายชื่นจิตชื่นใจยิ่งนักก้มศีรษะวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ชำระล้างรอยจุดด่างดำที่แต้มขึ้นเองออก เผยให้เห็นใบหน้าสตรีงดงามนางหนึ่งสะท้อนขึ้นจากผิวน้ำเป็นคลื่นระลอกเผชิญกับความงดงามอันหาผู้ใดเทียบไม่ต่อหน้า นางก็อดเชยชมมิได้พลางอมยิ้มทันทีทันใด สูดหายใจแช่มลึกสุดขั้วปอดเพื่อกักเก็บอากาศจากนั้นก็ดำดิ่งสู่เวิ้งลึกใต้บ่อน้ำในทันที

    ก้นบ่อน้ำตกใสพิสุทธิ์แห่งนี้ค่อนข้างลึกมากจำต้องใช้เวลาอยู่สักครู่หนึ่งถึงจะดำดิ่งถึงก้นบ่อ และทันทีทันใดเซียถงก็ค้นพบความผิดปกติอย่างรวดเร็ว ถึงจะเป็นใต้น้ำลึกแบบนี้เซียถงก็ยังสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน แต่ถึงแบบนั้นก็เห็นเพียงแค่วัชพืชน้ำบางชนิดโบกไสวโยกไปมาเป็นหย่อมๆทว่ากลับไม่มีปลาแหวกว่ายเลยกระทั่งตัวเดียว พบเห็นความไม่ปกติเบื้องหน้านางก็อดสงสัยมิได้เลยเช่นกันว่าบ่อน้ำที่อุดมสมบูรณ์ปานนี้จะไม่มีปลาสักตัวเลยได้อย่างไร?

    “นายท่าน ภายในนี้มีของวิเศษอยู่!”

    ชั่วพริบตาต่อมาเสี่ยวฮั่วร้องอุทานลั่นกลางห้วงความคิดของเซียถงพินิจจากน้ำเสียงมันดูตื่นเต้นมาก

    “ของวิเศษ? มันอยู่ตรงไหน?”

    เซียถงเอ่ยถามติดตามโดยไวนัยน์ตาฉายแววประหลาดใจปนตื่นเต้นเช่นกันเพราะในตอนนี้มีของวิเศษอยู่ตรงหน้าของนางแล้ว!

    “มันต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งภายในเบื้องล่างของบ่อน้ำแห่งนี้แน่นอนข้าสัมผัสถึงกลิ่นอายของมันได้ ถึงจะเบาบางมาก แต่สัมผัสข้าย่อมไม่ผิดเพี้ยนเดาว่า ของวิเศษชั้นนั้นน่าจะถูกบางสิ่งบางอย่างปิดผนึกเอาไว้อยู่นายท่านต้องใจเย็นค่อยๆ เสาะหาไป”

    เสี่ยวฮั่วกล่าว

    เซียถงเค้นเสียงตอบสั้นๆกลับไป และแหวกว่ายวนหาอยู่ทั่วบริเวณก้นบ่อประมาณสองถึงสามรอบผ่านไปสักพักใหญ่คล้ายรู้สึดได้ว่าอากาศที่กักเก็บในปอดเริ่มเบาบางหมดลงจึงลอยตัวขึ้นบนผิวน้ำเก็บกักอากาศชุดใหม่ก่อนดำดิ่งลงไปเพื่อค้นหาของวิเศษชิ้นนั้นต่อย่างไม่ลดละ

    แต่ทันใดนั้นเองนางก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของหญิงสาวนางหนึ่งดังลั่นมาจากฝั่ง เซียถงรีบวิ่งกลับเข้ามาหลบอยู่หลังโขดหินก้อนหนึ่งทันทีพอชะโงกหน้าเข้าสังเกตการณ์ก็พบว่าบนแผ่นหินขนาดใหญ่สีครามอมเขียวที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลมีชายคนหนึ่งในชุดคลุมหรูหรากำลังยืนตระหง่านอยู่บนนั้นทันทีที่เห็นว่าชายผู้นั้นเป็นใคร เซียถงถึงกับหัวใจกระหน่ำเต้นแรงแทบคลั่ง

    เย่หลีเทียนยืนเหนือศิลาแผ่นสีครามอมเขียวภายใต้แสงจันทราที่สาดส่องลงมาคู่คิ้วเสมือนใบดาบเข้ม จมูกคมสันตั้งตรงได้ทรงงามใบหน้าหล่อเหลายากเกินผู้ใดเทียบเคียงทว่าสิ่งที่ดูผิดปกติที่สุดบนใบหน้าอันหล่อเหลา กลับเป็นดวงตาสีแดงฉานของเขาท่าทางการแสดงออกดูราวกับสัตว์ป่าบ้าคลั่งริมฝีปากชุ่มชโลมไปด้วยเลือดสดไหลหยดลงสู่พื้นดังติ๋งๆซึ่งเลือดปริมาณนี้มันเกินกว่าคนปากแตกจนมีเลือดออกทั่วไป

    ในมือข้างหนึ่งของเขากำลังบีบคอหญิงสาวนางหนึ่งไว้อยู่ซึ่งนางคนนี้ศีรษะแหว่งไปครึ่งซีก ร่างกายดูไร้ชีวิตแขนขาห้อยต่องแต่งลงมาเห็นได้ชัดว่านางคนนี้ได้ตายลงไปแล้วปรากฏรอยฟันประดุจคมเขี้ยวสีแดงสดบนลำคอสีขาวผ่องระหงอย่างชัดเจนธารเลือดไหลเยิ้มหยดลงมาจากรอยฟันประดุจคมเขี้ยว

    ราวกับสัญชาตญาณสัตว์ป่าตรวจสัมผัสถึงบางสิ่งที่จับจ้องดวงตาสีแดงฉานของเย่หลีเทียนเหลียวขวับ หันเข้าจับจ้องไปที่เซียถงในทันใดรัศมีคลื่นพลังวิญญาณสีทมิฬขลับแสนชั่วร้ายปะทุคลั่งระเบิดออกมาจากกายาของเขาแรงระเบิดดังกล่าวชักนำลมพายุวงใหญ่หมุนติ๋วโคจรซัดกระแทกใส่โขดหินบริเวณเหล่านั้นจนแตกเป็นเสี่ยงเล็กเสี่ยงน้อยบนเนื้อหนังร่างกายของเย่หลีเทียนเต็มไปด้วยคลื่นพลังวิญญาณชั่วร้ายแสนข้นคลั่ก พลุ่งพล่านเดือดดาลไม่รู้จบ

    ศพของหญิงสาวในมือถูกโยนทิ้งกลางอากาศโดยไม่แยแสอีกต่อไประลอกคลื่นวายุขุมหนึ่งโหมกระเพื่อมเงาร่างของเย่หลีเทียนปราดพุ่งเข้าใส่ทางเซียถงด้วยความเร็วประดุจสายฟ้าราวกับควบยอดอาชาหวังเข้าพิฆาตนางในชั่วอึดใจ!

     

     

    631-2

    ตอนที่110เข้าสำรวจแดนสมบัติ (2)

    เซียถงหน้าซีดผงะตื่นตกใจนางเร่งควบคุมอารมณ์และลมหายใจให้เสถียรนิ่ง ระงับความตื่นตระหนกภายในใจโดยไวรีบกระโจนลงน้ำดำดิ่งสู่ห้วงลึกก้นบ่อ เพราะนางวิเคราะห์แล้วว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ความแข็งแกร่งของนางเสียเปรียบการต่อสู้ในน้ำน่าจะได้ทำให้นางตีตื้นสร้างความได้เปรียบขึ้นมาได้บ้างเพราะจะอย่างไรการต่อสู้ในน้ำเคยเป็นวิชาที่เซียถงทำคะแนนได้ดีที่สุดตอนที่ยังฝึกอยู่ในหน่วยพิเศษและอีกหนึ่งประกายที่พึงทราบ หากนางขึ้นจากผิวน้ำก่อนตอนนี้นางต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย

    หลังจากดำน้ำลงไปพักหนึ่งทว่ากลับไม่เห็นเย่หลีเทียนไล่ตามติดตามใดๆ พอผลปรากฏเป็นเช่นนั้นมันยิ่งสร้างความไม่สบายใจแก่เซียถงเข้าไปใหญ่ เหตุใดใดอีกฝ่ายถึงไม่ไล่ตามนางลงมา? หรือเขาเองก็อาจจะรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับของวิเศษใต้ก้นบ่อแห่งนี้?แต่ยังหาไม่พบ? และเพื่อป้องกันมิให้ของวิเศษชิ้นดังกล่าวเกิดความเสียหายจึงไม่กล้าลงมือสัประยุทธ์ใต้น้ำ? แต่หากนางพบของวิเศษชิ้นดังกล่าวก่อนอีกฝ่ายล่ะ?

    “นายท่าน ดูเหมือนว่าชายคนนั้นจะฝึกปรือวิชามารเป็นเส้นทางนอกรีตหาใช่เส้นทางผู้บำเพ็ญตบะอย่างคนทั่วไป สิ่งนี้น่ากลัวเกินไปไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วยเป็นดีที่สุด ไม่ต้องคิดเรื่องของวิเศษแล้วท่านรีบหนีไปจากที่นี่โดยเร็วก่อน!”

    พอเห็นว่าเซียถงเริ่มมีความลังเลว่าจะหาวิถีทางล่าถอยหรือบุกตะลุยเสาะหาของวิเศษต่อไปทันทีทันใดนางก็พลันได้ยินสุ้มเสียงของเสี่ยวฮั่วเปล่งลั่นกล่าวเตือนสติด้วยความวิตกกังวลจัด

    และทันทีที่ได้ยินว่าตัวนางในขณะนี้กำลังเผชิญหน้าอยู่กับตัวอะไรจากปากเสี่ยวฮั่วนางไม่กล้ารั้งตัวอยู่ที่นี่อีกต่อไปดังนั้นจึงรีบตีขาสับแขนเป็นจังหวะรีบว่ายขึ้นฝั่งด้านตรงข้ามจากเมื่อครู่โดยไววิ่งขึ้นมาหยิบชุดเสื้อผ้าใส่ตะกร้า เตรียมตีฝีเท้าวิ่งหนีสุดกำลัง แต่ทันใดนั้นพลันมีกลิ่นคาวเลือดฟุ้งกระจายออกมาเสมือนไอโลหิตข้นขลักเจือผสมกับเศษเนื้อมนุษย์ที่ลอยฟุ้งกลางอากาศ

    เหตุผลที่นางสามารถแยกแยะออกทันทีว่าทั้งเลือดและเนื้อเหล่านี้เป็นของมนุษย์ เพราะในฐานะที่เซียถงเคยเป็นนักฆ่ามาก่อนยอมคุ้นชินกับอะไรแบบนี้ดี นอกจากเลือดและเนื้อมนุษย์แล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นใดอื่นอีก

    เพิ่งย่างเท้าก้าวออกไปไม่นาน เซียถงก็ค้นพบเข้าไปกองกระดูกติดเนื้อหนังพร้อมแอ่งเลือดสีแดงสดอยู่หย่อมหนึ่งตรงหน้า ชั่วขณะอึดใจนางพลันนึกถึงศพของหญิงสาวก่อนหน้าที่เห็นโดยพลันเหงื่อเย็นแตกพลักอยู่กลางแผ่นหลัง พอค่อยๆแลเหลียวหันไปมองย้อนกลับไปที่บ่อน้ำตกพิสุทธิ์ก็บังเอิญเห็นเย่หลีเทียนที่กำลังแช่เนื้อแช่ตัวอยู่จากอีกฝากฝั่งหนึ่งโดยกำลังหันหลังให้นาง และดูจะไม่มีท่าทีหันหลังมองมาด้วย เสาะพบโอกาสดังนั้นนางรีบย่องเบาเดินออกห่างจากบ่อน้ำตกทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยความระมัดระวังสุดขีด

    เดินตีห่างจากออกไปในสภาพเปลือยกายมาถึงตรงสะพานหินทางแคบ นางก็รีบสวมใส่เสื้อผ้าโดยเร็วเร่งเร้าพลังปราณสุดขีดควบแน่นไปยังฝ่าเท้าทั้งสองข้างเพื่อใช้เกาะติดกับสะพานหินให้แน่นจะได้ไม่โซเซส่งเสียงดัง ทว่าทันทีที่ย่างเท้าก้าวแรกออกไปพลันมีเสียงหนึ่งลั่นดัง ‘แกร๊ก’ยกเท้าขึ้นมาดูก็พบกิ่งไม้แห้งกรอบที่หักครึ่งอยู่บนพื้นเสียงหักดังลั่นชัดแจ้งท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัดทำเอาใจดวงนี้ของเซียถงบีบเกร็งแทบคลั่ง

    ชั่วพริบตาต่อไปพลันสัมผัสได้ทันทีถึงขุมพลังชั่วร้ายอันแกร่งกล้าปราดพุ่งไล่ล่าเข้ามาติดๆเศษหินเศษกรวดรอบข้างสารทิศสั่นกระเพื่อมไม่หยุดประดุจโดนคลื่นมรกตทะเลเขียวโซซัดหนึ่งชั่วความคิดโฉบแล่นสู่ห้วงสมองเซียถง เย่หลีเทียนกำลังไล่ล่านางมาทางนี้โดยไม่แม้แต่เหลียวมองใดๆ คู่เท้าเปล่งแสงประกายครามเข้มสุดกู๋นางออกวิ่งไปทันทีอย่างบ้าคลั่ง

    “นายท่าน รีบหนีเร็ว!!”

    เสี่ยวฮั่วร้องอุทานลั่นคล้อยหลังเพิ่งฟื้นสติกลับมาเซียถงได้ยินดังนั้น ยิ่งเร่งเร้าพลังลมปราณทั้งหมดทั่วกายาอัดฉีดลงไปยังสองคู่เท้า สับขาหนีตายปราดพุ่งไปข้างหน้าเสมือนสายอสนีลั่น

    ด้านหลังของเซียถงปรากฏเป็นคลื่นพายุคลั่งโลหิตที่ไล่ล่าตามมาติดๆภายในนั้นจะสังเกตเห็นเป็นเงาร่างสีม่วงไสววูบวาบดั่งภูตผีระยะห่างระหว่างทั้งสองเริ่มแคบลงเรื่อยๆ

    “นายท่าน! มันตามมาทันแล้ว! เร็วกว่านี้!!”

    เสี่ยวฮั่วตะโกนเสียงลือลั่นกึกก้องไปทั่วห้วงความคิดของเซียถง

    ชั่วขณะอึดใจต่อไปบรรยากาศรอบข้างพลันสงบลงทันใด พายุโลหติก่อนหน้าสลายตัวหายไปโดยพลันปรากฏแค่เพียงคมกระบี่ยาวเล่มหนึ่งถูกวางพาดไว้บนคอของเซียถงสาดประกายสีเย็นแวววับแสดงให้เห็นว่ามันคมเพียงใดนางหยุดชะงักฝีเท้าแน่นิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อนใดๆ ต่อได้แต่เหลือบแลจับจ้องคมกระบี่ยาวบนคอทีท่าเงียบงันทว่าภายในใจสั่นระรัวตื่นตระหนกสุดขีด

    “เมื่อครู่เจ้าเห็นอะไร?”

    สุ้มเสียงเย็นชาเปล่งสะท้านดังขึ้นจากเบื้องหลังทำเอาเซียถงหัวใจบีบเกร็ง ในค่ำคืนนี้เย่หลีเทียนสามารถฆ่านางทิ้งได้ไม่ยากหรือจะกล่าวได้ว่า ความเป็นตายของนางล้วนตกอยู่ในกำมือของอีกฝ่ายเสียแล้ว

    “ข้างเพิ่งอาบน้ำในบ่อน้ำตกเสร็จ กำลังจะเดินทางกลับเท่านั้นมิได้เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น”

    ถึงแม้ภายในใจของเซียถงจะตื่นตระหนักเพียงใดแต่น้ำเสียงที่เปล่งดังออกมาในยามนี้ก็ดูสุขุมนุ่มลึกสามารถเก็บอาการความระสับระส่ายไว้ภายในใจได้เป็นอย่างดี

    ชั่วขณะอึดใจเบื้องหลังของนางพลันปราศจากสุ้มเสียงใดตอบ มีแต่คาวมเงียบสงัดที่หลงเหลือซึ่งเป็นแบบนี้อยู่สักครู่หนึ่ง เย่หลีเทียนจึงค่อยปริปากเอ่ยขึ้นต่อว่า

    “หันหน้ามา”

    ได้ยินเฉกเช่นนี้ในมุมมองของเซียถง นางคิดว่า รอยจุดด่างดำทั่วใบหน้าของตนในขณะนี้ล้วนถูกลบเลือนจนเกลี้ยงเกลาแล้วและไม่มีทางที่เย่หลีเทียนจะสามารถจดจำใบหน้าของนางได้แน่นอนหากพึ่งพาอาศัยความงามถล่มเมืองของตนบางทีเซียถงอาจจะหนีรอดจากหายนะในครั้งนี้ไปได้ ทันทีที่คิดได้เช่นนั้นนางจึงค่อยๆ ปรายสายตาหันหน้าจับจ้องไปทางเย่หลีเทียนอย่างมีเสน่ห์หาน่าหลงใหล

    ทันทีที่หญิงสาวตรงหน้าค่อยๆเหลียวหลังหันกลับมาดวงตาคู่ลึกล้ำของเย่หลีเทียนพลันสั่นไสวเล็กน้อยหลังจากที่ได้ยลโฉมของนางก่อนจะเผยแววประหลาดใจออกมา

    ในฐานะที่เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีแห่งจักรวรรดิตงหลี่เย่หลีเทียนเคยพบเจอกับสตรีงามผู้ทรงเสน่ห์มาทุกรูปแบบแล้วแต่หญิงสาวที่อยู่ต่อหน้า ณ ขณะนี้ที่ส่งสายตาเย้ายวนมองมากลับสร้างความประทับใจบางอย่างสลักจารึกไว้ในดวงใจของเขาได้สำเร็จจริงๆช่างเป็นความรู้สึกที่น่าประหลาดใจอะไรเช่นนี้?

    ต่อหน้าโฉมงามเบื้องหน้าของเขากระทั่งแสงจันทราที่ว่างดงามยังต้องรู้สึกละอายบุปผาที่ว่าสวยสดใสยังต้องสลดเหี่ยวเฉาและสิ่งที่ทำให้เย่หลีเทียนประหลาดใจที่สุดคือ ความสุขุมเย็นชาของนางหากเป็นสาวงามคนอื่นๆ คงตื่นตระหนก หวาดกลัวจนตัวสั่นพูดไม่เป็นภาษาแล้วแต่หญิงสาวนางนี้กลับยืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผยทั้งที่มีคมกระบี่ยาวพาดจ่ออยู่บนคอ!สีหน้าการแสดงออกบนใบหน้าของนางช่างสงบนิ่งทั่วร่างเพรียวบางแทนที่จะสั่นเทาจนเกินควบคุม กลับเปล่งรัศมีไอเย็นยะเยือกออกมาให้ความรู้สึกเด็ดเดี่ยวและมั่นคงจนน่าประหลาดใจโดยแท้ราวกับว่าต่อให้มีระลอกพายุหรือคลื่นอุทกวารียักษ์ มันก็ไม่สามารถโค่นนางให้ร่วงลงไปได้

    เย่หลีเทียนรู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศและสัมผัสเช่นนี้มากบุคลิกความไม่แยแสหรือกลัวตายต่อสิ่งใด...ไฉนดั่งว่าเขาเคยพบเจอคนแบบนี้ที่ไหน...เขาหรี่ตาหดแคบลง ฉาดฉายยิงใส่หญิงสาวตรงหน้าอย่างระแวดระวัง

    ภายใต้สายตาคู่เย็นเยียบที่จับจ้องของเย่หลีเทียนในใจดวงน้อยของเซียถงก็ค่อยๆ กู้คืนความสงบนิ่งกลับมาได้และแผดขยายรัศมีแรงกดดันจากร่างกาย เข้าขับสู้ต่อกรอีกฝ่ายทีละเล็กละน้อยหนึ่งสายตาสีแดงฉาน ประสานงา หนึ่งสายตาคู่งามดั่งปรากฏคมมีดที่มองไม่เห็นเข้าพัลวันต่อสู้กันอย่างดุเดือดต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่ามากเซียถงพยายามอย่างที่ดีที่สุดแล้วในการรับมือ

    ทันใดนั้นเองเย่หลีเทียนก็กยกมือข้างซ้ายขึ้นม ยืดเหยียดไปทางใบหน้าของนาง

    นัยน์ตาเซียถงทวีความแข็งกร้าวปลายคิ้วสั่นระริก หยาดเหงื่อเย็นผุดซึบทั่วทั้งหน้าผากมุ่งสมาธิจิตสัมผัสทั้งหมดไปที่เรียวมือข้างดังนั้นที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกทีใต้แขนเสื้อยาวสอดมีดสั้นกระชับจับเตรียมพร้อมไว้ที่มือขวาพร้อมแผดจิตสังหารขุมหนึ่งกระจายคลุมเคลือบทั่วบริเวณเพิ่มความไวของประสาทสัมผัสเป็นเท่าทวี

    ตราบเท่าที่อีกฝ่ายลงมือลงไม้แม้เซียถงจะไม่แข็งแกร่งพอสำหรับฆ่ามัน แต่นางก็ขอสู้ตายไปข้างเช่นกัน

    “นายท่าน อย่าได้ปะทะด้วยกำลังโดยเด็ดขาดหากแต่ต้องใช้มายาร้อยเล่มเกวียนเข้าสู้!”

    เสี่ยวฮั่วกล่าวเตือนขึ้นอีกครั้งภายในห้วงความคิดของนางมันในตอนนี้วิตกกังวลยิ่งยวด

    คล้อยหลังได้ฟังคำตักเตือนจากปากเสี่ยวฮั่วเซียถงพึงได้สติกลับมาในชั่วอึดใจ รีบเปลี่ยนแผนโดยไว ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จำต้องหยิบนำความสวยและเสน่ห์เล่ห์กลมาใช้แทนจริงๆ

    มือข้างนั้นของเย่หลีเทียนเคลื่อนเข้ามาใกล้แล้วขณะปลายนิ้วกำลังจะแตะสัมผัสบนใบหน้าของเซียถง จู่ๆมือดังกล่าวกลับขยับขึ้นเปลี่ยนทิศทางกะทันหันเบี่ยงไปทางผมเผ้าสีดำสลวยบนศีรษะของนางแทนใช้สองนิ้วคีบจับบางสิ่งอย่างขึ้นมาอย่างแผ่วเบา พอเก็บมือกลับออกมาก็พบว่าเป็นเศษเนื้อชิ้นน้อยๆ บนเรียวนิ้วทั้งสองของเขา

    เซียถงลอบถอนหายใจโล่งอกอย่างลับๆแต่ทันทีทันใด นางต้องถึงกับเบิกตาโพล่งกว้างจับจ้องภาพฉากตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

     

     

     

     

    632-2

    ตอนที่111หลบหนี

    ลิ้นยาวสีแดงสดแลบตวัดเศษชิ้นเนื้อสมนุษย์บนนิ้วมือเข้าปากเคี้ยวดังกรุบกรับอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นค่อยยิงสายตาทมิฬมืดลึกล้ำตรงใส่ทางเซียถงเป็นคำรบสอง

    เจ้าหมอนี่มันกินเนื้อมนุษย์?ผิดประหลาดเกินไปแล้ว!

    เนื้อตัวสั่นสะท้านวูบวาบเกินต้านทานเซียถงลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคออันเหือดแห้ง

    “แล้วตอนนี้เจ้าเห็นอะไร?”

    เย่หลีเทียนจ้องนางตาเขม็งปริปากเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง ภายในหัวของชายคนนี้กำลังครุ่นคิดอะไรอยู่กลับสุดจะหยั่งถึง

    ผิดมนุษย์สิ้นดี!

    เซียถงยืนแน่นิ่งสบสายตาประสานงากับอีกฝ่ายไม่คลายอ่อนสำหรับพฤติกรรมพิสดารเกินมนุษย์ของเย่หลีเทียนนางได้แต่ส่งยิ้มบางตอบกลับไปอย่างเฉยเมยว่า

    “ข้าไม่เห็นอะไรเลย”

    เผชิญเข้ากับรอยยิ้มอันโอนอ่อนประดุจสายลมยามฤดูใบไม้ผลิของเซียถงแสงสว่างสดใสนับพันหมื่นเบ่งบานขึ้นภายในใจแสงจันทราสีเงินสาดส่องลงมาจากช่องผนังถ้ำรูโหว่ตกกระทบลงบนโฉมสะคราญร่างงดงามของหญิงสาวเทพธิดานางสวรรค์ยังละอายหากต้องเทียบเคียงกับนาง คำว่า สวยกลับไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะพรรณถึงความงามที่มีครอบครอง

    ดวงตาหม่นประกายมืดหม่นของเย่หลีเทียนหรี่ลงเล็กน้อยหากผู้ใดสังเกตให้จงดีจะค้นพบว่าเบื้องลึกสุดของแววหม่นทมิฬกลับเร่นแฝงประกายหลงใหลอยู่ภายในนั้นหนึ่งส่วนรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์กับความสุขุมเย็นชาเฉกเช่นนี้ ใครบ้างจะไม่เผลอไผลเข้าหลงใหล?

    หุหุจังหวะนี้แหละ!

    ครั้งนี้เซียถงส่งยิ้มหวานละมุนมอบให้แก่เย่หลีเทียนเอนกายเรียงล้มโน้มตกสู่อ้อมแขนของอีกฝ่ายโดยตรงใช้เรียวนิ้วยาวสีขาวผ่องผลักไสคมกระบี่ยาวที่พาดวางบนคอดีดออกไปเบาๆใช้มืออีกข้างโอบช่วงคอ เคลื่อนใบหน้างามประดุจบุปผาเข้ากระซิบข้างหูของเย่หลีเทียนเปล่งเสียงกระเส่าอย่างแผ่วอ่อนว่า

    “สตรีงามเปรียบดั่งบุปผาสวย นำของมีคมมาวางไว้เคียงข้างเช่นนี้เกรงว่าทัศนียภาพกลับเสียหมด?”

    ชั่วขณะฉับพลันสาวงามผู้แสนสุขุมเย็นชาทอดกายลงสู่อ้อมแขนของบุรุษเปลี่ยวใจทั้งรอยยิ้มหวานละมุมก็ดี กลิ่นกายอันหอมรัญจวนก็ดี ร่างอรชรเพรียวบางที่แสนนุ่มนิ่มก็ดีทั้งหมดทั้งมวลได้ทำให้เย่หลีเทียนตกสู่ภวังค์ความมึนเมาไปชั่วขณะเขาปล่อยกระบี่ยาวในมือทิ้งลงกับพื้นโดยตรง และใช้มือข้างนั้นเข้าโอบเอวน้อยๆของหญิงสาวตรงหน้า

    หากสาวงามนางนี้มิได้บังเอิญพบเห็นภาพฉากที่เขากำลังดูดเดือดของหญิงสาวอีกคนอยู่ล่ะก็เกรงว่าต่อให้เป็นเขาเองก็ไม่สามารถตัดใจฆ่าบุปผางามเช่นนี้ทิ้งได้แน่นอน

    เซียถงเอื้อมเรียวมือขาวระหงจับแขนข้างนั้นของเย่หลีเทียนที่กำลังโอบเอวให้ขึ้นสัมผัสใบหน้าสวยของนางแทน แววตาที่ต้องพบสบกันระหว่างทั้งสองต่างฝ่ายต่างเปล่งประกายแวววับราวกับสื่อถึงกันและกันได้ แต่ชั่วพริบตานั้นเองเซียถงรีบยกเข่าขวาหวดสวนขึ้นใส่สุดแรงกระทุ้งอัดใส่กล่องดวงใจหว่างขาอีกฝ่ายโดยตรงไม่มีปรานีออมแรงใดๆทำเอาสีหน้าของเย่หลีเทียนบิดเบี้ยวน่าเกลียดด้วยความเจ็บปวดสุดพรรณนานำมาด้วยเสียงกรีดร้องลั่นดังสนั่น มาคู่กับมือทั้งสองที่ชักเก็บกลับมาจากร่างเซียถงโดยไวยกเข้าปิดป้องบริเวณช่วงล่างเอาไว้หนาแน่น ก่อนจะขดตัวหดเล็กเป็นลูกหนังนอนหมอบลงกับไปพื้นทั้งแบบนั้น

    อาศัยระเบิดลูกยักษ์ที่เซียถงทิ้งทวนเอาไว้ให้มันเพียงพอแล้วที่จะทำให้เย่หลีเทียนยิงกระต่ายไม่ได้ไปสักครึ่งวัน

    หลังจากแผนการสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเซียถงเร่งความเร็วถึงขีดสุดประดุจควบม้าศึกวิ่งตรงออกไปอีกครั้งดั่งอสนีบาตลั่นได้แต่วิ่งและวิ่งต่อไปอย่างสิ้นหวังเพราะถึงครานี้เย่หลีเทียนจะทำพลาดปล่อยให้นางหลุดมือไป แต่มันก็มิได้หมายความว่าในครั้งต่อไปนางจะรอดตายออกมาได้

    สายลมหลากระลอกดังปะทะรูหูเซียถงรีบวิ่งผ่านทางเข้าถ้ำวิ่งลาจากออกไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมองอีกเลยตลอดทั้งเส้นทาง

    ระหว่างนั้นเองเสี่ยวฮั่วยังคงเอ่ยขึ้นในห้วงความคิดของนางว่า

    “นายท่าน เร็วเข้า! อย่าปล่อยให้มันจับได้อีกรอบมิฉะนั้นคราวนี้ท่านไม่เหลือแผนหลบหนีแล้ว!”

    ได้ยินดังนั้นเซียถงลอบสายตาแลเหลียวกลับมองน้อยก็พบร่างสูงโปร่งคนหนึ่งกำลังจ้องมองมาทางนี้ด้วยสีหน้าดุร้ายปนสยดสยองมันก็คือเย่หลีเทียนที่ยืนอยู่หน้าปากถ้ำกำลังมองนางตาเขม็งราวกับต้องการจะกินเลือดกินเนื้อ

    สายลมยามราตรีพัดโชยแสนโอนอ่อนต้นไม้ใบหญ้ากวัดแกว่งโอนเอนมีกิ่งไม้แห้งกระจัดกระจายมากมายทั่วพื้นผืนป่าแห่งนี้รอบสารทิศโดยมีเซียถงเป็นจุดศูนย์กลาง ปรากฏเสียงเคลื่อนไหวดังกรอบแกรบไปทั่วชั่วขณะอึดใจ เซียถงสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิโดยรอบบริเวณที่ลดฮวบกลายเป็นเย็นจัดเย่หลีเทียน เจ้าหมอนี่มันไวเกินไปจริงๆ ส่วนที่ว่ามันจะโผล่มาจากทางไหนกระทั่งตัวนางเองก็มิอาจล่วงรู้ได้!

    กึก!

    เย่หลีเทียนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งขวางทางเซียถงเอาไว้เบื้องหน้าคู่คิ้วขมวดเป็นปมแน่น สีหน้ายังคงร่องรอยซีดเซียวอยู่หลายส่วน เห็นได้ชัดแจ้งว่ายังไม่หายจากอาการจุกเสียดที่โดยเซียถงประเคนเข่าหนักเข้าใส่สายตาคู่คมประดุจปีศาจสาดใส่เซียถง ก่นเสียงเย็นชาขึ้นคำหนึ่งว่า

    “ข้าควรคิดบัญชีกับเจ้าอย่างไรดี?”

    “ก็คิดเอาเองสิว่า ควรคิดบัญชีอย่างไรกับข้า?”

    เซียถงขานวาจาโต้ตอบกลับไปน้ำเสียงเย็นชาไม่ต่างเลื่อนคมมีดสั้นออกมาจากใต้แขนเสื้อ กระชับจับแน่นบนฝ่ามือ ทันทีทันใดนัยน์ตาคู่สวยเปลี่ยนเป็นเฉียบคม ทอแสงส่องประกายความกระหายเลือดระยับสาดออกมา

    หากวันนี้ข้าต้องลงนรกมันเองก็ต้องลงไปพร้อมกัน!

    สิ้นเสียงกล่าวจบคู่เท้าดีดตัวออกจากพื้นกลายเป็นเงาไสววูบปราดพุ่งเข้าใส่เย่หลีเทียนในทันใดความคล่องแคล่วว่องไวระดับนี้ของนางเปรียบได้กับเสือดาวกระหายเหยื่อทว่าเย่หลีเทียนยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหนสีหน้าอันเย็นชาของหญิงสาวยังคงสะท้อนแผ่นนัยน์ตาคู่ลึกลับของเขาไม่จางหายชั่วขณะที่เซียถงลุมาได้ครึ่งทาง ยามนั้นเขาค่อนหรี่สายตาหดแคบลง

    เมื่อตรงเข้ามาใกล้แล้วเย่หลีเทียนเพียงยกแขนเสื้อขึ้นมาโบกสะบัดปัดออกไปก่อกำเนิดคลื่นพลังลมปราณสีม่วงประกายแพรวพราวพุ่งออกมาจากแขนเสื้อยาวเข้าโจมตีใส่เซียถงโดยตรง ชักนำเกลียวคลื่นวายุตีปะทะใบหน้าขอนางโดยตรงเสมือนหน้ามืดแทบเป็นลมไปชั่วขณะ เซียถงกัดฟันกรอดยั่งสติมิให้หลุดลอย ระเบิดพลังลมปราณสีครามเข้มบริสุทธิ์เดือดปะทุคลุ้งคลั่งสีสันตัดเข้ากับรัตติกาลราตรีได้อย่างงดงาม

    ร่ายกระบวนเลี่ยงหลบออกมาได้อย่างฉิวเฉียดรอดตายคลื่นพลังสีม่วงประกายแพรวพราวอย่างหวุดหวิด ทว่าเพียงแค่เย่หลีเทียนยกแขนเสื้อสะบัดออกไปอย่างลวกๆ อีกครา กลับหลอมสร้างคลื่นลมปราณสีม่วงสุดน่าสะพรึงขุมใหม่ออกมาทำร้ายนางได้อย่างง่ายดายร่างเซียถงลอยละล่องกลางอากาศประดุจว่าวสายขาดไร้ควบคุมก่อนจะตกกระแทกพื้นอย่างแรง

    นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างผู้แข็งแกร่งและอ่อนแอ

    เซียถงนอนแน่นิ่งหมอบอยู่กับพื้นดินแบบนั้นทอดสายตากระหายเลือดดั่งสัตว์เดรัจฉานจับจ้อง แต่จู่ๆรูม่านตาดำตีบแคบหดเล็กในทันใด เย่หลีเทียนฉายแววประหลาดใจออกมาเพราะร่างอรชรเพรียวบางพลันโดดเด้งขึ้นจากพื้นอีกครั้งทั่วร่างกายาปกคลุมไปด้วยรัศมีแสงสีครามเข้มข้นระเบิดพลังพุ่งเข้าใส่เย่หลีเทียนเป็นครั้งที่สอง

    หญิงสาวนางนี้จะดื้อรั้นมากเกินไปแล้วเย่หลีเทียนพ่นลมหายใจเย็นออกมาคำหนึ่ง โบกสะบัดแขนเสื้อยาวบิดพลิ้วสาดออกไปอีกคราทันทีที่คลื่นลมปราณสีม่วงประกายเข้ากระแทกรัศมีลมปราณสีครามเข้มพลันแตกสลายออกไปในพริบตาร่างของเซียถงถูกซัดปลิวกระเด็นออกไป ภาพฉากซ้ำเดิมจากเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยนเย่หลีเทียนกระตุกยิ้มบนมุมปากเชิดขึ้นเล็กน้อยสีหน้าอันหมองหม่นของเขาแสดงให้เห็นถึงความตายที่ใกล้เข้ามา

    รัศมีแสงสีครามเข้มเหล่านั้นอันตรธานหายหมดสิ้นเหลือเพียงร่างอรชรนอนหมดสภาพอยู่กับพื้น ปราศจากการเคลื่อนไหวหรือขยับเขยื้อนใดๆอีกต่อไป เย่หลีเทียนย่างเท้าก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าของเซียถงย่อเข่านั่งมองใบหน้าอันงดงามของนางถึงแม้ยามนี้ใบหน้าของสาวน้อยจะเปรอะเปื้อนเลือดอยู่เต็มไปหมดหรือดวงตาคู่งามจะปิดลง แต่นางก็ยังคงดูงดงามอย่างยิ่ง

    เสียดายนักหญิงงามเฉกเช่นนี้...

    ลึกลงไปในแววตาอันพร่ามัวของเย่หลีเทียนกลับเผยปรากฏร่องรอยความเศร้าหมองส่องสะท้อนออกมาหนึ่งส่วนคล้อยหลังนั่งจับจ้องใบหน้าเซียถงอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ค่อยๆลุกขึ้นและหันหลังเดินลาจากออกไปอย่างแช่มช้า

    แต่ทันทีที่เย่หลีเทียนหันหลังออกไปเซียถงที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นพลันลืมตาตื่นขึ้นในทันใดกระชับจับมีดสั้นในมือไว้แน่นหนา ดีดตัวกระโจนขึ้นจากพื้นอย่างเงียบงันรัศมีแสงสีครามเข้มที่ห้อมล้อมทั่วกายาเปล่งแสงสว่างเฉิดฉายสุดขั้ว!ภายในรัศมีแสงสีครามเผยปรากฏคลื่นพลังสีเหลืองอำพันคลุมเคลือบใบมีด ปราดพุ่งเข้าใส่กลางแผ่นหลังของเย่หลีเทียนด้วยความเร็วประดุจอสนีฟันฟาด!

     

     

    641-2

    ตอนที่112ช่วยชีวิต

    ชั่วขณะเสี้ยวอึดใจเย่หลีเทียนพลันสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายเย็นวาบเสียดขึ้นจากแผ่นหลังเซียถงใช้คมมีดสั้นในมือเสียบเข้ากลางแผ่นหลังมิดด้านสุดกู๋สีหน้าการแสดงออกของอีกฝ่ายแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เผยร่องรอยเจ็บปวดออกมาพริบตานั้นเองเย่หลีเทียนระดมพลังลมปราณสีม่วงประกายขุมหนึ่งซัดฝ่ามือกระแทกปัดโต้ตอบ

    เซียถงถูกคลื่นพลังลมปราณเหล่านั้นกวาดล้างดีดกระเด็นออกไปในทันใดคู่เท้าพยายามพยุงยืนหยัดหวังลดทอนแรงกระแทก ก่อนที่สุดท้ายจะล้มตัวร่วงลงหมอบติดกับพื้นอาศัยพลังแห่งโอสถเพื่อโกงความตายก่อนที่คลื่นลมปราณสีม่วงประกายจากฝ่ามือของเย่หลีเทียนจะกระทบถึงตัวชั่วอึดใจดังกล่าว นางรีบตบโอสถเม็ดหนึ่งเข้าปากหลอมสร้างปราการด่านพลังป้องกันชั้นหนาห่อหุ้มร่างกายและอวัยวะภายในรวมไปถึงจุดสำคัญอย่างหัวใจ นางก็ได้รับการปกป้องดูแลจากฤทธิ์โอสถดูดซับความเสียหายไปได้หลายส่วน ถึงแม้อาการบาดเจ็บภายนอกจะดูค่อนข้างสาหัสแต่ภายในกลับมิได้รับผลกระทบอันใดร้ายแรง

    หนึ่งกระบวนลอบโจมตีเมื่อครู่จากด้านหลังเซียถงสำแดงใช้วรยุทธ์ต่อสู้เข้าหลอมรวมผสมเข้ากับกระบวนนักฆ่าที่ถนัดหน่วงและนางก็มิได้หวังผลเช่นกันว่าการลอบโจมตีครั้งนี้จะสร้างบาดแผลสาหัสสากรรจ์แก่เย่หลีเทียนทั้งหมดทำไปเพียงเพื่อเปิดช่องว่าง และฉวยจังหวะนี้เร่งหลบหนีออกไป

    จุดมุ่งหมายที่ลงมือเป็นประจักษ์ชัดแจ้งเซียถงหยุดทุกกระบวนการต่อสู้ในบัดดล ระดมพลังลมปราณขุมใหญ่อัดฉีดไปยังเท้าทั้งสองข้างพร้อมกระโจนเข้าป่ารกร้างข้างทางและตีฝีเท้าวิ่งหนีตายอีกครั้งซึ่งในคราวนี้ก็ทำให้เย่หลีเทียนเริ่มหงุดหงิดอารมณ์เสียแล้วจริงๆเฝ้ามองร่างอรชรที่กำลังวิ่งหนีตายออกไป สีหน้าของเขาพลันมืดทมิฬลงต่อเนื่องเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ตัวเขากลับหลงกลนางถึงสองคราติดกันจริงๆ!

    หากวันนี้ข้ามิอาจฉีกกระชากร่างของหญิงสาวนางนี้ให้เป็นชิ้นๆได้ เกรงว่ายากเย็นแล้วที่จะชำระความเกลียดชังนี้ภายในใจได้!

    รัศมีแรงกดดันหลากระลอกแผ่ซ่านสาดกระจายไพศาลแทบจะในทันทีทันใด พลันบังเกิดคลื่นลมพายุคลั่งโหมกระหน่ำถาโถมเข้าใส่เซียถงจากทั่วทุกสารทิศ

    เซียถงถูกคลื่นลมพายุคลั่งห้อมล้อมควงโคจรหมุนติ้วเกินกว่าจะฝ่าออกไปได้ด้วยมือเปล่าทุกระลอกที่พัดผ่านเข้ากระทบใบหน้าของนางช่างแหลมคมเสมือนใบมีดนับพันหมื่นหากยังคงนิ่งดูดายเช่นนี้เกรงว่าต้องตายแน่นอน นางปลุกกระตุ้นจุดไฟ เร่งเร้ารัศมีลมปราณสีครามเข้มข้นจนลุกโชติช่วงถึงขีดสุดอีกครั้งหวังเข้าฟันฝ่าพายุคลั่งเหล่านี้ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีของตนกระโจนพุ่งขึ้นท้าชนกับเบื้องหน้าโดยตรงทนรับแรงกระแทกคลื่นพายุคลั่งลูกแล้วลูกเล่า

    เย่หลีเทียนเฝ้ามองร่างบางที่กำลังดิ้นรนฟันฝ่าท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำดุร้ายคมแสงประกายเย็นเสียดสะท้อนออกมาจากมือข้างขวาของเขาปรากฏเป็นคมกระบี่ยาวเคลือบปราณสีม่วงจรัสสว่างสดใสเข้ากระชับจับด้ามกระบี่ไว้แน่นหนา สีหน้าแววตายังคงบูดบึ้งไม่ค่อยสบอารมณ์นักทั่วร่างกายาเปล่งรัศมีสีม่วงแพรวพราววิบวับ แปรผันกลายเป็นเงาไสวสายหนึ่งพุ่งโฉบเข้าหาเซียถงอย่างรวดเร็ว

    เซียถงย่อมตระหนักดีถึงภัยอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามาพอหันศีรษะเข้าปะทะนางก็เห็นเย่หลีเทียนเข้าสัประยุทธ์จู่โจมพร้อมคมกระบี่เล่มยาวในมือทุกหนแห่งที่เงาไสวประกายสีม่วงสายหนึ่งพุ่งผ่าน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ใบหญ้าหรือโขกหินดินทรายทั้งหมดทั้งมวลล้วนถูกคลื่นพลังสุดแกร่งกร้าวของเขาเผาไหม้บาดเป็นรอยลึก

    ต่อหน้าปรมาจารย์แห่งขอบเขตราชันย์ม่วงนางอ่อนแอไร้ซึ่งพละกำลังโดยสิ้นเชิง!

    นางอดตื่นตระหนกตกใจมิได้เงามืดแห่งความสิ้นหวังคืบคลานเข้าปกคลุมจากก้นบึ้งของหัวใจ คลื่นพลังงานคมกระบี่ยาวเล่มนั้นยังไม่ทันลุมาถึงก็สามารถฉีกเนื้อหนังทั่วแขนขาจนปริแตกเลือดซิบออกมาได้แล้วหากถูกแทงทะลวงร่างกายคงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ชั่วพริบตาขณะมีเหงื่อนเย็นเปียกชุ่มไปทั่วตัวรูปโฉมใบหน้าที่แสนงดดงามยามนี้ซีดเซียวหนักราวกับแผ่นกระดาษ

    ในแววตาแห่งความสิ้นหวังเงาร่างของไป๋หลี่เย่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต่อหน้าได้แต่จับจ้องคมกระบี่ยาวที่พุ่งเข้าหาแผ่นอกเสมือนใจดวงนี้ของเซียถงถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน สำหรับหายนะในคราวนี้มันเกินกว่าความสามารถของนางที่จะรับมือได้ไหวแล้วจริงๆ

    ‘เกร้ง!’

    คมกระบี่อีกเล่มจากใครมิทราบเข้าปิดกั้นขวางหน้าของเซียถงเอาไว้ได้ทันท่วงทีสกัดคลื่นลมปราณสีม่วงประกายได้โดยสมบูรณ์สองคมกระบี่เข้าประสานงานชนกันอย่างเดือดดุก่อเกิดประกายไฟวูบวาบสาดกระเซ็นไปทั่วทุกทิศจากนัยน์ตาคู่ดำไหม้เสมือนเถ้าถ่านของเซียถง ยามนี้ได้เปลี่ยนกลายมาเป็นสดใสมีชีวิตวีวาอีกครั้งจากนั้นเองนางก็พลันรู้สึกได้ถึง ฝ่ามือขนาดใหญ่ที่กำลังโอบอุ้มเอวบางของนางอยู่จับกระชับกอดไว้แน่นราวกับกลัวว่านางจะหลุดมือหายไปไหนอีก

    เซียถงเหลือบสายตามองไปที่ตรงหน้าเจือแววประหลาดใจและทันใดนั้นก็ปรากฏเป็นชายสวมหน้ากากคลื่นลายเมฆาที่แสนคุ้นเคยสะท้อนผ่านเข้ามาในแววตาคู่สวยเป็นชายคนนั้นที่ช่วยล้อมจับสัตว์อสูรปราณวิญญาณด้วยกันในคืนนั้น และในวันนี้เขามาในชุดทรงคอจีนโบราณ ขนาดใหญ่กว่าตัวดูเคลื่อนไหวสะดวกสบายชายผู้นี้สวมควรแล้วที่ปรากฏตัวมาคู่กับแสงจันทรา เพราะมันช่างเป็นภาพฉากที่หล่อเหลาและดูทรงบารมียิ่งยวด

    ชายคนนั้นกระชับจับกระบี่เล่มสีเงินเอาไว้แน่นด้วยมือขวาโอบเอวของเซียถงกอดไว้แน่นโดยมือซ้ายสายตาสีดำขลับประดุจหยกดำบริสุทธิ์เปล่งแสงระยิบระยับผ่านช่องหน้ากากพันธนาจับจ้องไปที่เย่หลีเทียนไว้แน่นขนาด

    เย่หลีเทียนเองก็จ้องเขม็งไม่ว่างตาเช่นกันและยามนี้สีหน้าท่าทางยิ่งทวีความมืดหม่นเย็นชา

    สองคู่สายตาปะทะชนกลางอากาศดั่งคมเส้นตัดแบ่งฟ้าดินเซียถงแทบจะได้เห็นคลื่นเหมันต์ยิงออกมาจากดวงตาของพวกเขาทั้งคู่พุ่งประสานงากันจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งยักษ์ ณ ใจกลางระหว่างทั้งสองบังเกิดระลอกความเย็นยะเยือกที่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณเป็นวงกว้างทำเอาอุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงฮวบฮาบราวกับต้องการแช่สรรพสิ่งอย่างให้กลายเป็นน้ำแข็ง

    ในชั่วพริบตาเดียวผืนพิภพเงียบสงัดมีเพียงร่างทั้งสองเท่านั้นที่ยืนตระหง่านสบตากันและกันโดยไม่พูดไม่จาใดๆใจกลางที่คั่นกลางระหว่างสองฝ่ายบริเวณแวดล้อมดั่งเหี่ยวเฉาจากคลื่นรัศมีแรงกดดันที่แผ่ซ่านปะทะชนกัน

    โดยสัญชาตญาณดิบเซียถงค่อยๆ แกะมือไม้ของชายสวมหน้ากากคลื่นลายเมฆาออกจากเอวตนเองย่องเท้าเดินไปหลบด้านหลังของอีกฝ่าย สุดท้ายเห็นว่ายังไม่น่าจะปลอดภัยต่อจึงย้ายไปหลบในพุ่มไม้ด้านหลังอีกทีหนึ่ง

    ปล่อยให้พวกปรมาจารย์ขอบเขตราชันย์ม่วงสัประยุทธ์สู้กันเองเป็นดีที่สุดสำหรับตัวนางแล้วคงได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เท่านั้นกับแค่ลมพายุที่ทางฝ่ายเย่หลีเทียนสรรค์สร้างอย่างลวกๆ ก็ทำเอานางหืดขึ้นคอแล้วเกรงว่าฝืนดึงดันฝืนประมือต่อไป คงมีแต่ตายกับตาย!

    ศึกสัประยุทธ์ระหว่างปรมาจารย์ขอบเขตราชันย์ม่วงฟังว่า เป็นการประชันเดชกันด้วยความแกร่งกล้าของพลังจิตวิญญาณมันไม่จำเป็นจะต้องใช้มือไม้ลองเชิงให้เสียเวลา เพราะตราบใดที่จิตวิญญาณของใครสั่นคลอนเสียสมาธิก่อน

    ผู้แพ้ชนระจะถูกตัดสินได้ในทันที

    เศษดินเศษฝุ่นที่ฟุ้งตลบอบอวลก่อนหน้าเริ่มจางอ่อนลงเซียถงแลเห็นเย่หลีเทียนและชายสวมหน้ากากคนนั้นยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ตำแหน่งเดิมของกันและกันทว่าสีหน้าการแสดงออกบนใบหน้าของเย่หลีเทียนชักจะปั้นยากขึ้นทุกทีแววตาเริ่มสั่นคลอนไม่เป็นอันสงบ ซึ่งตรงกันข้ามกันชายสวมหน้ากากที่ยังดูปกติสุขดีปราศจากท่าทีวิตกใดๆ

    เกรงว่าการประชันเดชกันด้วยแรงจิตสมาธิในครั้งนี้ชายสวมหน้ากากเป็นฝ่ายชนะอย่างไม่ต้องสงสัย

    เย่หลีเทียนจ้องไปยังชายสวมหน้ากากตาเขม็งเดือดดุสีหน้าที่หม่นทมิฬอยู่เป็นทุนเดิม ยามนี้ยิ่งหม่นหมองมืดทมิฬลงเข้าไปใหญ่ชั่วขณะอึดใจเขาเบี่ยงสายตาเคลื่อนไปหาเซียถงที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในพุ้งหญ้าด้านหลังสะบัดแขนเสื้อยาวอย่างแรงดูจะไม่พอใจอย่างยิ่งทั้งยังหมุนตัวจากออกไปทั้งที่โมโหขุ่นเคืองทั้งแบบนั้น

    เห็นได้ชัดแจ้งชายทั้งสองคนนี้ค่อนข้างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีและดูเหมือนจะเป็นศัตรูคู่บุญกันมานานแล้ว

    เมื่อเห็นว่าเย่หลีเทียนลาลับจากออกไปไกลโพ้นแล้วเซียถงก็เผยปรากฏตัวขึ้น เดินออกจาพุ่มไม้ด้านหลังตรงเข้ามามองชายลึกลับสวมหน้ากากผู้นี้ อีกฝ่ายเองก็เฉกเช่นกันพอหันหน้าเหลียวกลับมา เขาก็พลันเบิกตากว้างฉายแววประหลาดใจออกมาเกินจะหักห้ามสายตาคู่คมหยุดนิ่งอยู่บนใบหน้าของเซียถงทั้งแบบนั้นแม้ทั่วทั้งใบหน้าของนางจะเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสดทว่าก็มิอาจปกปิดความงามถล่มเมืองเอาไว้ได้เลย

    เขามองเซียถงอยู่สักครู่ใหญ่ประกายตาทที่ส่องสว่างออกมามีแต่ร่องรอยความตื่นตระหนกปนตกใจโดยทั้งสิ้นทำเอาเซียถงตื่นตกใจไปด้วย รีบยกมือขึ้นสัมผัสบนใบหน้าสวยของตนพลางคิดกับตัวเองในใจว่า เวลานี้บนใบหน้าปราศจากรอยจุดด่างดำที่เคยทาไปแล้วอีกฝ่ายไม่น่าจะจดจำตัวนางได้กระมัง?

    ขณะที่นางกำลังคาดคะเนกับตัวอยู่ภายในใจจู่ๆ ชายลึกลับสวมหน้ากากคนนั้นก็ก้าวตรงเข้ามา คว้าข้อมือขาวผ่องของเซียถงเอาไว้หันศีรษะเบี่ยงตัวออกไปข้างหน้าและจูงมือนางเดินออกไปโดยไม่ปริปากกล่าวอะไรใดๆ

     

     

    642-2

    ตอนที่113เล่ห์มารยาเสน่ห์

    “ท่านจะพาข้าไปไหน?”

    เซียถงฉงนงุนงวยใจต่อพฤติกรรมแปลกๆของอีกฝ่าย คำพูดออกจากปากสักคำยังไม่มี เอาแต่ลากตัวนางออกไปไหนต่อไหนทั้งหมดเพื่ออะไรกัน? คงมิใช่ว่าจะลักพาตัวนางไปทั้งแบบนั้นเพราะเห็นว่าสวยกระมัง?

    ชายคนนั้นมิได้สนใจฟังเซียถงเลยแม้สักนิดและยังคงเดินหน้าลากนางต่อไปในป่าสน จนท้ายที่สุดเซียถงเริ่มทนไม่ไหวสะบัดมือปัดออกในทันใดนี่คิดว่าช่วยชีวิตกันแล้วจะทำอะไรตามใจกับตัวนางก็ได้รึไงกัน?ถึงกระนั้นนางก็ได้แต่ข่มกั้นความหงุดหงิดใจกล้ำกลืนลงในท้อง หยุดนิ่งจ้องหน้าอีกฝ่ายที่หันมองอยู่สักครู่หนึ่ง

    ชายคนนั้นเหลือบแลหันกลับมาสบสายตากับเซียถงยกนิ้วชี้ไปที่ลำธารสายน้อยใสสะอาดเบื้องหน้า กล่าวปนน้ำเสียงสั่งการขึ้นว่า

    “ล้างหน้าซะ”

    เซียถงยังคงยืนมองอีกฝ่ายอยู่ตรงข้ามปราศจากปฏิกิริยาเคลื่อนไหวใดๆ สำหรับน้ำเสียงที่เปล่งดังออกมาของอีกฝ่ายมันสร้างความไม่พอใจแก่นางมิใช่น้อย อนึ่ง ตัวนางไม่ใช่ลูกน้องใต้บัญชาของชายคนนี้ดังนั้นแล้ว เขาเองก็ไม่มีสิทธิ์มาพูดจากับนางโดยใช้น้ำเสียงแบบนี้เช่นกัน

    “ที่เจ้าไม่กล้าหน้าล้างหรือเป็นเพราะไม่กล้าเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงอันแสนน่ารังเกียจของตัวเองกระมัง?”

    เห็นว่าเซียถงยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหวชายหนุ่มลึกลับสวมหน้ากากคนนั้นก็เชิดสายตาขึ้นสูงเอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยท่าที่สุดหยิ่งผยอง

    ตัวเซียถงเองนั้นไม่เคยสนใจในรูปลักษณ์หน้าตาของตนเองอยู่แล้วมันไม่สำคัญเลยว่า ตัวนางจะน่าเกลียดอัปลักษณ์หรืองดงาม เพราะท้ายที่สุดนี้ความแข็งแกร่งเท่านั้นคือราชา ส่วนความอ่อนแอคืออาชารับใช้นายซึ่งรูปลักษณ์หน้าตาก็มิใช่สัญญาลักษณ์ที่แสดงถึงความแข็งแกร่งเลย

    และแน่นอนว่าตัวนางในขณะนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับอาชาต่อหน้าชายลึกลับสวมหน้ากากผู้นี้ นางอ่อนแอกว่าอย่างเห็นได้ชัดและสิ่งที่ทำให้ตัวเซียถงรู้สึกหงุดหงิดที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องนี้ยิ่งอีกฝ่ายพูดจาถากถางได้อย่างใจอิสระ ทั้งหมดเป็นเพราะความอ่อนแอของนางและนี่เป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดใจที่สุด

    คิดได้เช่นนั้นนางชำเลืองหางตาปราดใส่ชายคนนั้นไปทีหนึ่ง จำใจเดินไปที่ริมฝั่งลำธารชักสีหน้าเกรี้ยวโกรธใช้สองมือกวักน้ำล้างคราบเลือดบนใบหน้าจนสะอาดเกลี้ยงเกลาจากนั้นค่อยหันไปมองชายคนดังกล่าวอีกครั้ง ปั้นหน้ายั่วยุปั่นประสาทเล็กน้อย

    ทันทีที่ชายคนนั้นเคลื่อนสายตาหยุดนิ่งบนใบหน้าของหญิงสาวที่หันหน้ามาหาตนพลันรู้สึกดั่งว่า ผืนพิภพแห่งนี้สว่างสดใสขึ้นในทันใดความงดงามทั้งหลายแลทั่วสารทิศเกรงว่าคงถูกรวบรวมเก็บไว้บนใบหน้าของนางจนหมดสิ้นแล้ว!และบนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีสตรีงามนางใดสามารถเทียบเคียงรัศมีความสวยของหญิงสาวนางนี้ได้อีกต่อไป!

    ทุกระเบียบนิ้วบนใบหน้าล้วนถูกจัดวางและสรรค์สร้างจากสรวงสวรรค์ได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบอย่าว่าแต่พิภพมนุษย์เลยต่อให้เป็นพิภพบนฟากฟ้ายังมีเทพธิดาองค์ใดครอบครองความงดงามเช่นนี้ได้อีก?

    คล้อยหลังพบเจอกับภาพฉากที่ไม่คาดฝันอยู่สักครู่เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย บังเกิดความสงสัยหนึ่งขึ้นในใจ ได้ความว่าสาวน้อยขี้เหร่นางนั้นคือหญิงสาวเบื้องหน้าของเขาจริงๆ ใช่หรือไม่?เพราะก่อนหน้านี้เขาบังเอิญผ่านมาเห็นคมกระบี่เล่มยาวในมือของเย่หลีเทียนกำลังเข้าเผด็จศึกใส่เซียถงเพราะครั้งล่าสุดที่เขาไปจับสัตว์อสูรปราณวิญญาณร่วมกับนางอีกฝ่ายก็เคยทุ่มสุดตัวช่วยเหลือตนเองครั้งหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นในคราวนี้เขาจึงไม่ลังเลที่จะโดดเข้าไปช่วยเหลือ

    แต่ใครจะไปคิดไปฝันกันว่าคนที่เข้าช่วยเหลือกลับเป็นสตรีรูปงามถล่มเมืองแต่ในด้านอุปลักษณ์นิสัยและสายตาอันแสนเย็นชาคู่นั้น ไม่ว่าจะมองยังไงก็คล้ายกับสาวน้อยขี้แหร่นางนั้นมากจริงๆทันทีทันใด หลายหลากข้อสงสัยต่างๆ นานาพลันผุดขึ้นในหัวของชายคนนั้นโดยกะทันหัน

    ผ่านไปสักครู่ใหญ่พึงได้สติกลับคืนเขามองไปทางเซียถงแน่วแน่ เอ่ยถามน้ำเสียงเบาว่า

    “เจ้าชื่ออะไร?”

    “เทพธิดาเก้าสวรรค์!”

    เซียถงเลิกคิ้วเชิงปั่นประสาทตอบกลับไปแต่ด้วยใบหน้าโฉมงามปานนี้ กลับมิใช่เรื่องเกินจริงเช่นกันที่จะอวดอ้างบอกว่าตนเองคือเทพธิดาเก้าสวรรค์ที่จุติลงมายังผืนพิภพ

    ได้ยินเช่นนั้นรอยยิ้มหนึ่งก็ผุดปรากฏขึ้นในดวงตาของชายคนนั้น พริบตาต่อมาเงาร่างของชายคนนั้นสั่วไสวกลายเป็นเงาสายหนึ่ง พุ่งโฉบเข้ามาหยุดต่อหน้าเซียถงกุมข้อมือขวาของนางเอาไว้แน่น ใช้มืออีกข้างแตะสัมผัสพวงแก้มสีขาวผ่องดุจหิมะนุ่มกล่าวพรรณนาเนื้อหาช่างไร้จุดหมายขึ้นว่า

    “เช่นนั้นแล้ว ยามที่เทพธิดาพบเจอกับมนุษย์ทั้งทีมนุษย์ผู้โลภมากเฉกเช่นข้าคนนี้ไม่ควรปล่อยละหลุดมือ จับเจ้าทำเป็นภรรยาเคียงกายของข้าเลยดีหรือไม่?”

    เซียถงที่ได้ฟังแบบนั้นก็เดือดจัดเอียงศีรษะผละใบหน้าออกจากมืออีกฝ่ายยกเข่ากระทุ้งใส่กล่องดวงใจของอีกฝ่ายสุดแรงเกิดโดยไม่มีลังเลใดๆกระบวนท่านี้มักจะใช้ได้ผลดีอยู่เสมอไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีระดับพลังลมปราณสูงส่งเพียงมด แต่หากถูกโจมตีเข้าจุดตายของบุรุษเพศเกรงว่าต้องเสียท่าแต่พ่ายไปเสียทุกราย กระทั่งตอนลงมือใส่เย่หลีเทียนยังสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้พักหนึ่งและตัวเซียถงเองก็มีความสุขอย่างมากกับทุกครั้งที่ได้หยิบใช้มัน

    แต่ชายผู้นี้กลับคาดเดาการเคลื่อนไหวของเซียถงได้หมดแล้วเพียงเรียบเรียงเปลี่ยนท่าเพื่อเบี่ยงทิศทาง ก็สามารถเลี่ยงหลบได้อย่างง่ายดายนักทั้งนี้ยังเผยรอยยิ้มกระหยิ่มใจผุดขึ้นบนใบหน้าของเขาเล็กน้อยเพราะท่าโจมตีนี้คือเอกลักษณ์โดดเด่นของสาวน้อยขี้เหร่คนนั้น!ปรากฏว่าเป็นนางจริงๆ! ในขณะเดียวกัน มือข้างที่เข้าสัมผัสพวงแก้มของเซียถงก่อนหน้ายามนี้รีบชักเก็บกลับมาโดยไว ตีระยะห่างจากตัวนางออกไป

    ยิ่งเห็นแบบนี้เซียถงยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่านนัก ไฟโทสะถูกจุดขึ้นภายในจิตใจนางกระชับจับมีดสั้นในมือชูขึ้นสูง ดิ่งสะท้านแทงลงใส่ชายคนนั้นโดยตรง

    “ไม่ว่าเมื่อก่อนหรือตอนนี้ เจ้าก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่ดี”

    เผยรอยยิ้มทรงสง่าขึ้นบนริมฝีปากของชายคนนั้นใช้มือขวาหยุดมีดสั้นสังหารคามืออีกฝ่ายเอาไว้ได้โดยง่ายจับกุมไว้แน่นหนาไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยออกใดๆ

    เฝ้ามองโฉมงามผู้ทรงเสน่ห์อยู่ต่อหน้าแม้เขายังมีข้อสงสัยติดตราตรึงใจอยู่บ้าง แต่ตราบใดที่เป็นนางไม่ว่าจะสวยหรือน่าเกลียด หญิงสาวนางนี้ก็ยังคงน่าสนใจในสายตาของเขาอยู่ดี

    เซียถงกัดฟันแน่นพยายามออกแรงดึงมือชักเก็บกลับมา แต่ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนกลับไม่เป็นผลสายตาคู่สวยเคลื่อนเข้าจับจ้องอีกฝ่าย ปั้นหน้าไม่ค่อยพอใจนัก ก่นเสียงดุร้ายคำรามขึ้นว่า

    “ปล่อย!!”

    ชายคนนั้นลอบยิ้มไม่คลายอ่อนภายใต้หน้ากากส่ายศีรษะกล่าวว่า

    “หากปล่อยไป เกรงว่าเจ้าจะใช้มีดสั้นเล่มนี้แทงใส่ข้าอีกเช่นนั้นแล้วคงปล่อยไม่ได้”

    เสมือนกับว่าดวงตาคู่คมภายใต้หน้ากากกำลังยิ้มแย้มเปี่ยมความสุขโค้งคว่ำลงเป็นทรงจันทร์เสี้ยวเผยแสดงออกมาชัดเจน

    เซียถงหัวเสียไม่น้อยที่เขามีสายตาเช่นนี้กับตนเองจะเห็นได้ทันทีว่า อีกฝ่ายกำลังจงใจหยอกล้อปั่นประสาทนางเล่นชัดๆแต่ในเมื่ออีกฝ่ายเล่นมาเช่นนี้ นางเองก็ขอใช้เล่ห์มารยาเสน่ห์ตอบโต้กลับไป!ชั่วขณะเดียวกัน ใบหน้าที่บูดบึ้งก็กลับกลายมาเป็นความหวานซึ้งรอยยิ้มแสนละมุนละไมส่งมอบแก่อีกฝ่ายผ่านใบหน้าสวย

    “คุณชายท่านนี้...ได้โปรดปล่อยมือเถิด ข้าสัญญาจะเก็บมีดสั้นลงทันที”

    รอยยิ้มน่าหลงใหลใคร่ลุ่มหลงเบ่งบานสวยสดความงดงามถล่มเมืองปานนี้กระทั่งทั่วแผ่นฟ้านภาลัยยังถูกบดบังจนมิด!

    ชายผู้นั้นตกสู่ภวังค์ห้วงเสน่ห์หาไปชั่วขณะดวงตาเปล่งประกายแวววาวในทันใด ทอแสงเจิดจรัสจ้าเกินปกปิดได้

    “ข้าสัญญาจะไม่แทงท่านแน่นอน”

    พอเห็นท่าทีคล้อยตามของอีกฝ่ายพร้อมปราการป้องกันที่อ่อนลงชั่วขณะมุมปากเซียถงพลันเชิดสูงลอบยิ้มบางเล็กน้อยความงดงามภายใต้แสงจันทร์เจ้าสว่างไสวเฉกเช่นยามนี้ไม่ว่าชายใดล้วนต้องจิตใจสับสนกันทั้งสิ้น!

     

     

    651-2

    ตอนที่114วรยุทธ์เก้าราตรี

    เผชิญหน้าสายตาหวานเยิ้มของเซียถงมุมปากของชายคนนั้นก็ค่อยๆ คลี่ขยายระบายกว้างคู่คั้วที่ขมวดแน่นเป็นปมคล้ายอ่อนแยกออกห่างเช่นกัน ประกายตาสดใสเปล่งปลั่งรูปโฉมอิสตรีนางนี้ช่างงดงามดั่งยอดพธูหิมะเบ่งบาน สวยงามตระการตา

    ความงดงามสลักฝังลึกอยู่ภายในดวงใจของเขาอย่างจังหลงลืมทุกสิ่งอย่างไปชั่วขณะหนึ่ง เพียงต้องการเชยมองอิสตรีคนงามตรงหน้าเท่านั้น

    ได้เห็นร่องรอยความลุ่มหลงที่เผยแสดงออกมาจากชายผู้นั้นอย่างเมามายเซียถงลอบเร้นส่งสายตาฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมาในทันใด เขย่ามือไม้อรชรโอนอ่อนเอ่ยเสียงกระเส่าปนน้อยใจ

    “คุณชายท่านนี้ ปล่อยมือหน่อยมิได้รึ? ข้า...ข้าเจ็บ…”

    สุ้มเสียงของนางในเวลานี้ราวกับเป็นพลังวิเศษอย่างหนึ่งมือข้างขวาของชายผู้นั้นที่คว้าจับข้อมือสีขาวผ่อง คล้อยๆ คลายอ่อนผ่อนปรนลงมาเซียถงเอนกายอันอ้อนแอ้นซบเข้าไปในอ้อมแขนอบอุ่นเพื่อเสาะหาโอกาสตอบโต้เต็มสูบแต่ทันทีทันใด ตัวนางกลับถูกแขนทั้งสองข้างของชายหนุ่มโอบกอดเอาไว้แน่นเข้าสัมผัสถึงร่างอันนุ่มนวลเจือผสมกลิ่นกายอันหอมหวน ชั่วขณะอึดใจ ชายผู้นั้นก็โน้มศีรษะรุกหอมแก้มของเซียถงฟอดหนึ่งอย่างรวดเร็วเล่นเอาตัวนางเบิกตาโตตะลึงงันไปโดยทันที

    บัดซบ!เซียถงใจสั่นกระหน่ำเต้นตูมตาม สีหน้าหมองทมิฬมืดลงหลายส่วนดูเหมือนว่าแผนการใช้เสน่ห์มารยา นางจะติดเล่นมากเกินไปแล้ว!แต่ชั่วจังหวะนี้เองมันก็ทำให้อีกฝ่ายผ่อนปรนคลายความระมัดระวังตัวลงถึงขีดสุดนางยกเข่าขวาขึ้นชูชันเล็งเป้าหมายกะระยะทั้งละติจูดองศาอย่างแม่นยำงัดเอาพละกำลังทั้งหมดประเคนเข่ากระแทกกล่องดวงใจช่วงหว่างขาของชายคนนั้นสุดแรงเกิดทำเอาใบหน้าใต้หน้ากากบิดเบี้ยวน่าเกลียด ชะงักหยุดทุกการกระทำไปโดยปริยายถลึงตาใส่เซียถงด้วยความเจ็บปวดสุดพรรณนานับ แต่ก็ทำอะไรมิได้สองมือยกขึ้นกุมเป้ากางเกง สองขาสั่นพลับแทบทรุดร่วงลงกับพื้น

    เซียถงเร่งผละกายออกห่างจากตัวอีกฝ่ายตีระยะออกไปหลายสิบก้าวพอเห็นแววตาที่สั่นไสวผ่านช่องหน้ากากเผยแววความเจ็บปวดแสนสาหัส นางก็แอบยิ้มเยาะกับตัวเองอยู่ภายในใจปรมาจารย์ขอบเขตราชันย์ม่วงแล้วอย่างไร? โดนลูกเตะผ่าหมากสุดท้ายล้วนหมดสภาพกันทุกคน!

    “ไฉนเจ้าถึงชอบใช้กระบวนท่าลามกอนาจารเช่นนี้ไม่เว้นวาย?”

    แทบอยากจะนอนขดตัวนอนกลิ้งไปมาอยู่กับพื้นดินแต่เพื่อรักษาภาพพจน์ที่มีของตน ชายหนึ่มคนนั้นได้แต่กัดฟันฝืนยืนตัวตรงอดกลั้นต่อความเจ็บปวดที่โฉบแล่นมาจากช่วงล่างเหงื่อเย็นหลั่งไหลไปทั่วแผ่นหลังจนเปียกชุ่ม

    “เพราะบุรุษเพศมักจะเกิดอารมณ์ตัณหาจากจุดนั้นดังนั้นแล้วส่วนที่อ่อนไหวและไวต่อความรู้สึกที่สุดของบุรุษเพศก็คือจุดนั้นเช่นกัน”

    เซียถงกล่าวตอบพร้อมรอยยิ้มปริ่มใจสีหน้าการแสดงออกไม่มีเห่อร้อนเก้อเขินหรือประหม่าใดๆสิ่งเดียวที่มีบนนั้นคือความเรียบเฉยตามปกติของนาง ในทางตรงข้ามกลับเป็นชายคนนั้นที่ต้องหน้าแดงก่ำในทันทีที่ได้ยินเซียถงอธิบายเรื่องของลับของผู้ชายแทน

    “ฮ่าฮ่าฮ่า”

    เห็นใบหน้าของชายผู้นั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อดั่งสาวน้อยขี้อายเซียถงก็กลั้นขำเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ระเบิดเสียงหัวเราะสนั่นลั่นป่าทุกครั้งที่นางสามารถเอาชนะเขาได้ มักจะทำให้ภายในใจดวงนี้รู้สึกสุขอกสุขใจยิ่งนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสองปรมาจารย์แห่งขอบเขตราชันย์ม่วงที่พลาดท่าถูกเซียถงเตะผ่าหมากแทบสูญพันธุ์!

    บาดแผลที่ฝากฝังทั่วร่างกายของนางนับว่าคุ้มค่าแล้วหากเปรียบเทียบกับการที่ได้สลักบาดแผลระทึกฝากฝังไว้ในจิตใจของชายสองคนนี้สีหน้าของเซียถงในเวลานี้ยิ้มแย้มมีความสุขเหลือเกิน

    ชายคนนั้นเหม่อมองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดวงตาเหม่อลอยเสมือนไร้วิญญาณหมดอาลัยตายอยากเนื่องด้วยความเจ็บปวดที่นางได้ฝากให้หายคิดถึงยังคงเจ็บแปลบระบมไม่หายยิ่งเห็นท่าทางการแสดงออกที่ไม่ค่อยสู้ดีนักของอีกฝ่ายรอยยิ้มบนริมฝีปากของเซียถงยิ่งคลี่ขยายระบายกว้างขึ้น

    แต่ใครจะไปรู้ว่าลึกๆ ภายในใจของชายผู้นั้น พอเห็นเซียถงยิ้มได้มีความสุขดีมันก็เผลอทำให้เขารู้สึกมีความสุขตามไปด้วยอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน

    ลูกเตะคราวนี้แลกกับรอยยิ้มกวนประสาทของนาง นับวันคุ้มค่า!

    “คราวหน้าคราวหลัง อย่าได้สั่งข้าเป็นหมูเป็นหมาอีก มิฉะนั้นจะโดนดีเช่นนี้ทุกครั้งไป!”

    เสาะพบเงาสะท้อนจากสายตาของชายคนนั้นที่ดูยิ้มแย้มเซียถงเลิกคิ้วมองเล็กน้อย ก่อนจะลั่นวาจาข่มขู่เข้าใส่

    แลเห็นเซียถงสงสัยในแววความสุขที่เปล่งประกายผ่านดวงตาคู่คมของตนชายคนนั้นรีบระงับสีหน้าอารมณ์ เก็บทุกอย่างลงไว้ภายในใจ แทนที่ด้วยร่องรอยความหยิ่งผยององอาจดังเดิม

    เซียถงคลายคู่คิ้วผ่อนปรนออกอย่างไม่ใส่ใจจากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไปทันที

    “เดี๋ยวก่อน! แล้วเจ้าจะตอบแทนบุญคุณที่ข้าช่วยชีวิตวันนี้อย่างไร?”

    ชายคนนั้นทอดสายตามองแผ่นหลังของเซียถงที่กำลังเดินจากไปก่อนจะยิงคำถามประโยคหนึ่งไล่หลังออกไป

    ฝึเท้าชะงักหยุดโดยพลันเซียถงเหลียวสายตาหันกลับมาเสี้ยวหนึ่งตรงไปทางอีกฝ่าย

    “แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด?”

    “หนึ่งเดือนจากนี้ เจ้าต้องมาที่นี่ นี่ถือเป็นการทดแทนบุญคุณกันแล้ว”

    ชายผู้นั้นกล่าว

    “ตกลง!”

    เซียถงไม่มีเวลาพูดพร่ำไร้สาระนางพยักหน้าตอบเห็นด้วยและเดินจากไป

    เหม่อมองเงาร่างของเซียถงเดินอันตรธานหายไปในแสงจันทร์สายตาคู่คมของชายคนนั้นจู่ๆ แปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นทันควันฉายแววไม่สบายใจส่องสะท้อนออกมา หลังจากยืนรออยู่ในป่าสนเป็นเวลานานก็มีผู้ใต้บัญชาหลายคนพกพาอาวุธกระโจนออกจากป่าด้านในประสานมือคุกเข่าต่อหน้าชายผู้นั้น กล่าวรายงานอย่างสุภาพขึ้นว่า

    “เรียนนายท่าน ข้าน้อยไร้ซึ่งความสามารถยิ่งนักในค่ำคืนนี้ไม่สามารถเสาะพบใบหญ้าเงินเจอ”

    “หากไม่มีคุณสมบัติจำเพาะในการตรวจจับสมุนไพรของธาตุไม้ในกายเกรงว่าเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญอย่างแท้จริง ในการเสาะหาใบหญ้าเงิน คราวหน้าข้าจะวานให้ใครสักคนมาช่วยตามหาในช่วงจันทร์เต็มดวงรอบถัดไปสำหรับคืนนี้แยกย้ายกันได้แล้ว”

    ชายผู้นั้นโบกมือไล่คนอื่นๆให้แยกย้ายจากออกไป พลางขมวดคิ้วครุ่นกังวลไม่มีทีท่าจางอ่อนลงเลย

    หลังหนีออกมาจากชายผู้นั้นมาได้เซียถงก็แหงนศีรษะเงยหน้าขึ้นมองฟากฟ้าพอเห็นว่าพระจันทร์ในขณะนี้เหลือเพียงครึ่งซีกไม่เต็มดวงแทบกำลังจะลาลับตกดินไปแล้ว ก็พึงตระหนักทราบโดยไว ภารกิจค้นหาใบหญ้าเงินในวันนี้นางพลาดไปเป็นที่เรียบร้อยแต่ก็ใช่ว่าเดินทางขึ้นขึ้นภูเขาเข้าป่าในครั้งนี้จะมีแต่ขาดทุนซะทีเดียวเพราะนางยังพอเก็บเกี่ยวสมุนไพรบางชนิดกลับมาได้ ก่อนเดินออกจากป่าสนนางหยิบตลับสมุนไพรสีดำแต่งแต้มทั่วใบหน้าทำเป็นร่องรอยจุดด่างดำจอมปลอมทั่วใบหน้าจากความงดงามถล่มเมือง ยามนี้ได้เปลี่ยนกลายมาเป็น นังอัปลักษณ์อีกครั้งหนึ่งปกปิดรูปโฉมที่แท้จริงเสร็จสรรพ เซียถงก็เดินลงภูเขาทันที

    กลับเข้ามาในหอพักของสถานศึกษาเซิงหลิงอิ๋งเอ๋อร์ที่รอต้อนรับอยู่ก็ถึงกับถลึงตาโตแทบหลุดจากเบ้าตื่นตกใจอย่างยิ่งกับทั่วทั้งตัวของเซียถงเปรอะเปื้อนไปด้วยคลาบเลือดสีสดซึ่งมีบางส่วนคล้ายว่าเริ่มจะแห้ง อิ๋งเอ๋อร์รีบไปเตรียมน้ำร้อนลงในอ่างไม้เพื่อให้คุณหนูของนางลงไปแช่โดยไวจากนั้นค่อยทยอยใส่สมุนไพรนานาชนิดลงไปตามภายใต้คำแนะนำของเซียถงหลังจากน้ำร้อนในอ่างไม้ได้ที่แล้ว เซียถงก็ปิดประตูลงกลอน ถอดชุดเสื้อผ้าทั้งหมดเปลือยกายลงอาบแช่ในอ่างสมุนไพรนานาพันธุ์

    บาดแผลยาวประมาณครึ่งนิ้วที่ถูกคลื่นลมปราณสีม่วงประกายของเย่หลีเทียนฟันฟาดเผยปรากฏบนเนินอกสีขาวผ่องประดุจหิมะทั้งยังมีเลือดไหลซิบไม่หยุดจากไหลทั้งสองข้างคาดว่าเป็นแผลบาดลึกแต่มีขนาดไม่กว้างเท่าไหร่นักทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดขึ้นในระหว่างการสัประยุทธ์กับเย่หลีเทียนโดยทั้งสิ้นโชคยังดีที่ชั่วจังหวะนั้น นางกลืนโอสถปราณเกราะทองคำลงคอได้ทัน ซึ่งโอสถชนิดนี้มีผลทำให้ความเสียหายทั้งหมดที่ได้รับต่อร่างกายลดทอนลงไปหลายส่วน มิฉะนั้นแล้วนางคงต้องสิ้นใจตายคาเงื้อมมือของเย่หลีเทียนแน่นอน

    ยกเว้นบาดแผลบนเนินอกบาสดแผลส่วนที่เหลือทั่วร่างกายล้วนเป็นอาการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆที่เกิดจากคลื่นลมอัดอาการเจือผสมกับพลังลมปราณสีม่วงทั้งสิ้น

    เซียถงถอดถอนหายใจเฮือกยาวพลางนึกจินตนาการไปถึงภาพฉากที่เย่หลีเทียนปรากฏตัวขึ้นในบ่อน้ำตกพิสุทธิ์พร้อมกับศพของหญิงสาวอันน่าสยดสยองในมือทุกอณูผิวขนลุกซู่วลามไปถึงหนังศีรษะเสียวซ่านรู้สึกถึงเย็นยะเยือกขุมหนึ่งบังเกิดขึ้นภายในใจของนางอีกฝ่ายมันฝึกปรือวรยุทธ์มารนอกรีตแขนงใดกัน? ถึงต้องกินเลือดกินเนื้อสดๆจากร่างศพของหญิงสาวนางนั้น? แล้วที่ผ่านมามีหญิงสาวจำนวนเท่าใดแล้วที่ต้องตายภายใต้เงื้อมมือของมัน?

    “นายท่าน ในภายภาคหน้า อย่าได้ยั่วยุหรือล้ำเส้นเย่หลีเทียนโดยเด็ดขาดเพราะมันฝึกปรือวรยุทธ์สายมารนอกรีตที่หายสาบสูญไปตั้งแต่สมัยบรรพกาลวรยุทธเก้าราตรี! ฟังว่ายิ่งดูดกลืนเลือดสดของสาวพรหมจารีมากเท่าใดตัวมันก็จะยิ่งทวีความแกร่งกล้ามากขึ้นเท่านั้น!”

    เสี่ยวฮั่วเปล่งเสียงดังกล่าวขึ้นภายในห้วงความคิดของเซียถง

    “วรยุทธเก้าราตรี? ทรงพลังมากกระมัง?”

    เซียถงเอ่ยถามสีหน้าส่อแววประหลาดใจ

    “หากมันบรรลุถึงชั้นสูงสุดเมื่อใดขุมพลังความแกร่งกล้าที่มันครอบครองแทบกล่าวได้ว่าไร้ที่ติ! อย่างไรเสีย พินิจจากรูปการณ์เมื่อสักครู่ตัวมันน่าจะบรรลถุแค่ชั้นกลางเท่านั้น”

    เสี่ยวฮั่วเอ่ยตอบ

    พอได้ฟังคำอธิบายของเสี่ยวฮั่วเซียถงพลันสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายในภายภาคหน้า ในปัจจุบันเย่หลีเทียนเพิ่งจะบรรลุเคล็ดวรยุทธ์เก้าราตรีชั้นกลางก็สามารถสังหารฆ่านางทิ้งได้อย่างง่ายดายแล้วหากปล่อยให้มันบรรลุถึงชั้นสูงสุดเมื่อใดเกรงว่าชีวิตของนางคงกลายเป็นของเล่นที่วิ่งเต้นบนฝ่ามืออีกฝ่ายเป็นแน่

    “นายท่าน หากยามนี้ท่านรู้สึกกลัว กล่าวได้ว่ามันเป็นความคิดที่ถูกที่ควรแล้วท่านจะได้ไม่หาญกล้าเข้าปะทะชนกับมันสุ่มสี่สุ่มห้าอีก ส่วนบุรุษชายที่ช่วยชีวิตท่านในคราวนี้เป็นไปได้ควรญาติดีเป็นพันธมิตรกับอีกฝ่ายไว้เถิด”

    เสี่ยวฮั่วเอ่ยข้อเสนอแนะให้แก่เซียถงได้รับฟังซึ่งมันเองก็รู้สึกดีใจเช่นกันที่ในเวลานี้เจ้านายของมันก็รู้สึกกลัวเป็นกับเขาบ้างแล้วมิใช่เอาแต่เข้าสัประยุทธ์ให้ตายกันไปข้างแทบไม่เว้นวัน เกรงว่าหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป มีหวังเจ้านายของมันอาจต้องถึงฆาตในสักวัน

    “ก็อยู่ที่ว่าอีกฝ่ายต้องการข้าเป็นพันธมิตรหรือไม่”

    เซียถงขานตอบน้ำเสียงเรียบเฉย

     

     

     

     

    652-2

    ตอนที่115ตะลึง

    “ใช้ความงามที่มีให้เป็นประโยชน์ นายท่าน เชื่อข้าเถอะ มารยาเสน่ห์ร้อยเล่มเกวียนของท่านมีประโยชน์จริงๆโปรดหยิบใช้สิ่งนี้หลอกล่อให้อีกฝ่ายมาเป็นมิตร”

    เสี่ยวฮั่วกล่าวน้ำเสียงจริงจัง

    เซียถงสีหน้าหมองคล้ำลงทันใดใจหนึ่งชักจะสงสัยในตัวตนของเสี่ยวฮั่วแล้วเช่นกันว่ามันเป็นเพียงจิตวิญญาณของสัตว์เทพอสูรบรรพกาลจริงๆ ใช่หรือไม่?แล้วไฉนในหัวของมันถึงมีแต่แผนการชั่วร้ายเลี้ยวรดคตเคี้ยวอยู่เต็มไปหมด?

    “นายท่าน กายเนื้อของข้าเองก็ใกล้จะฟื้นคืนขึ้นมาเต็มทนแล้วต้องการกลืนกินสัตว์อสูรปราณวิญญาณอีกสักตน อาศัยแค่พลังฝีมือของท่านยามนี้เกรงว่ามิอาจสามารถล่าจับสัตว์อสูรปราณวิญญาณแค่ลำพังได้แต่หากเป็นชายผู้นั้นกลับมีความสามารถดังกล่าวท่านต้องทำทุกวิถีทางให้อีกฝ่ายยอมร่วมมือกับท่านให้จงได้”

    พอทุกอย่างกลับกลายมาเป็นเช่นนี้เซียถงได้แต่พยักหน้าตอบเพียงว่า

    “เข้าใจแล้ว ข้าจะลองหาวิธีล่าจับสัตว์อสูรปราณวิญญาณดู”

    เซียถงหย่อนตัวเอนกายแช่ร่างในอ่างไม้สมุนไพรนานาชนิดจวบจนบ่ายของวันถัดไปเว้นเสียแค่บาดแผลทางยาวบนเนินหน้าอกที่ยังคงทิ้งทวนเป็นรอยแผลเป็นสีน้ำตาลแดงจางๆส่วนที่เหลือล้วนหายดีเป็นปลิดทิ้งไร้ร่องรอย

    นางเดินออกจากห้องอาบน้ำพร้อมผ้าคลุมผืนน้อยเปลี่ยนชุดแพรพรรณใหม่สะอาดเอี่ยม และเดินเล่นรอบๆสถานศึกษาเซิงหลิงอยู่สักครู่ใหญ่แสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่ทอแสงส่องลงมากระทบบนร่างกายของเซียถงให้สัมผัสรู้สึกอบอุ่นยิ่งแล้ว นางก้าวแช่มเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์บ่ายวันนี้เป็นคาบเรียนวิชากลยุทธ์ แต่เวลานี้นางสายมากแล้วสรุปสุดท้ายจึงตัดสินใจไม่เข้าเรียนเพราะไม่ต้องการจะไปเผชิญหน้ากับแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วที่มักจะสร้างปัญหาทำเรื่องยากๆ แก่นาง ยิ่งไปกว่านั้น คราวนี้นางมาสายมากเกรงว่าจะยิ่งเข้าทางอีกฝ่ายแน่นอน

    เดินมาหยุดพักอยู่ใต้ต้นบุปผายักษ์แห่งหนึ่งพลางครุ่นพินิจนึกย้อนไปถึงเรื่องเมื่อคืนที่พ้นผ่าน ชั่งใจอยู่สักครู่หนึ่งก่อนที่สุดท้ายเซียถงจะตัดสินใจบุกเข้าสำรวจบ่อน้ำตกอันใสสิสุทธิ์แห่งนั้นอีกครั้งหนึ่งเสี่ยวฮั่วเคยกล่าวไว้ว่า ด้านล่างบริเวณก้นบ่อน้ำมีของวิเศษอยู่ไม่ทราบเช่นกันว่าเป็นสิ่งใด แต่หากเป็นประเภทยุทธ์ภัณฑ์อาวุธจะเป็นเรื่องดีมากเพราะในปัจจุบัน สิ่งที่นางจขาดแคลนอยู่คืออาวุธส่วนกระบี่เล่มนั้นของเซี่ยหลู่เฟิงก็ถูกทำลายหักสองท่อนคามือตั้งแต่ตอนงานประลองดังนั้น นางจึงต้องการกระบี่หรืออาวุธดีๆ สักชิ้นส่วนจะใช้คืนให้เซี่ยหลู่เฟิงแทนที่กระบี่เล่มที่ทำหักไปหรือไม่อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับชนิดอาวุธอีกที

    ขณะที่กำลังยืนนิงครุ่นพินิจอยู่นั้นเอง จู่ๆ ก็นางก็สังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งสะท้อนลงมาจากบนพื้นทันทีที่เงยหน้ามองติดตามขึ้นไปก็พบว่าเป็นเย่หลีเทียนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าไม่ห่างจ้องตาเขม็งปรายแววไสวเล็กน้อย

    หรือเป็นไปได้ไหมว่า...หมอนี่จะจดจำนางได้และจะย้อนกลับมาเพื่อแก้แค้นเอาคืน? ชั่วอึดใจที่ความคิดนี้ผุดปรากฏพลันมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นซึมซาบอยู่ทั่วทั้งแผ่นหลังของเซียถงเลื่อนคมมีดสั้นออกมาจากใต้แขนเสื้อเผื่อเอาไว้ป้องกันตัวในยามฉุกเฉินทันทีทั่วอณูร่างกายาตื่นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แผดรัศมีจิตสังหารที่มองไม่เห็นพุ่งกระจายโดยรอบตัวนาง

    เย่หลีเทียนหมุ่นคิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อยจับจ้องมองมาทางเซียถง เผยแสดงแววเศร้าสร้อยแฝงไว้ในดวงตาอยู่หนึ่งส่วนยิ้มบางเอ่ยถามขึ้นว่า

    “ไฉนคุณหนูเซียถึงมีสีหน้าเศร้าโศกเช่นนั้นกัน?”

    พอเห็นว่าเย่หลีเทียนมิได้มาที่นี่เพราะจดจำนางได้หรือแกแค้นใดๆเซียถงเพียงส่ายหน้ายิ้มตอบกลับเป็นมารยาทคำหนึ่งลอบสูดหายใจเย็นแช่มลึกสุดขั้วปอด จากนั้นก็หมุนตัวเตรียมจากออกไปโดยทันที

    “คุณหนูเซีย ข้าได้รับสั่งมาจากฝ่าบาทให้ถามว่าเจ้าไปนำโอสถฟื้นชีพที่มอบให้แก่องค์รัชทยาทกินมาจากไหน?”

    พอเห็นว่าเซียถงกำลังจะตีตัวออกห่าง เย่หลีเทียนก็เอ่ยปากห้ามปรามหยุดเอาไว้พร้อมเอื้อมมือไปคว้าหัวไหล่บางของนางอย่างแรง

    กระบวนจับในครานี้ค่อนข้างรวดเร็วและรุนแรงมากจนทำเอาเซียถงรู้สึกราวกับว่าบริเวณหัวไหล่ข้างขวาที่โดนจับถูกกดทับด้วยของหนักกว่าร้อยตันส่งผลให้นางไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายไปไหนได้ชั่วขณะหนึ่งนางกัดฟันกรอดกลั้นใจชักมีดสั้นในมือขึ้นแทงแขนอีกฝ่ายโดยตรง

    มองดูคมมีดสั้นที่พุ่งพรวดเข้าแทงตนด้วยความเร็วสูงประดุจฟ้าแลบดวงตาคู่นั้นของเย่หลีเทียนพลันหรี่แคบลงเล็กน้อย ภายในใจฉายแววสงสัยขึ้นทันควันไฉนมีดสั้นในมือของเซียถงถึงมีรูปร่างคล้ายกับมีดสั้นของสาวงามที่เจอเมื่อคืนเหลือเกิน?ชั่วพริบตาต่อมาเย่หลีเทียนเลี่ยงหลบมีดสั้นของเซียถงได้อย่างไม่ยากเย็นคว้าชายเสื้อกระชากอย่างแรง หวังจะฉุดรั้งร่างอรชรของอีกฝ่ายเข้ามาโดยพลัน

    เซียถงออกแรงต้านเอาไวส่งผลให้ชายเสื้อฉีกขาดลากยาวออกเป็นแถบเกือบครึ่งต่อครึ่งตัวเผยให้เห็นเรียวแขนยาวสีขาวผ่องเย่หลีเทียนเผยประกายสายตาหยุดนิ่งบนครึ่งร่างที่เปลือยเปล่าสรีระร่างกายของหญิงสาวนางนี้ทั้งเรียบเนียนและขาวกระจ่างใสประดุจหิมะอย่างแท้จริงและที่สำคัญที่สุด ยังปราศจากรอยแผลใดๆ อย่างที่เขาจินตนาการคิดไว้หากพินิจจับจ้องให้จงดี ยังจะเห็นขอบชุดชั้นในสีแดงเหลือบมุมออกมาเล็กน้อยเส้นเชือกสีแดงตัดไปเอวเพรียวบางสีขาวนวล ยิ่งมองยิ่งรู้สึกเพลิดเพลินสายตายิ่งนัก

    ทันใดนั้นเองดวงตาคู่นั้นของเขาก็ฉายแววละโมบขึ้นมาทันใด

    “เพี้ยะ!”

    เสียงตบหน้าดังสนั่นลั่นเซียถงหวดหลังมือใส่แก้มของเย่หลีเทียนโดยไม่มีเกรงใจขมวดคิ้วจ้องตาอีกฝ่ายเขม็งเผยแววดุร้ายออกมาใช้มือทั้งสองข้างโอบรวบเสื้อผ้าที่กองหล่นหลุดลุ่ยไว้แน่นและวิ่งหนีออกไปจากบริเวณนั้นพร้อมตะโกนโหวกเหวกโวยวายเสียงดังต่อเนื่องว่า

    “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! มีคนจะข่มขืนข้า!!”

    กล้าฉีกเสื้อผ้ากันขนาดนี้ยังจะอยู่ทำไมให้โง่!

    พอได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากปากของเซียถงเย่หลีเทียนมิได้แสดงท่าทีหงุดหงิดหรือตื่นตกใจใดๆทว่าเขากลับยกเศษชุดเสื้อผ้าที่หลุดติดมือขึ้นมาดมอยู่หลายทีพลางเคลื่อนสายตาจับจ้องร่างเปลือยครึ่งซีกของเซียถงที่กำลังวิ่งตะโกนโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง

    นี่นางต้องการเล่นกลเล่นแง่อันใด?นี่ไม่ต่างอะไรไปจากการสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูมัวหมองเลยมิใช่รึ?ทุกคนในสถานศึกษาแห่งนี้ต่างพึงทราบกันดีหญิงสาวที่ชื่อเซียถงมีใบหน้าอัปลักษณ์เพียงใด ดังนั้นแล้ว สำหรับหญิงสาวผู้มีใบหน้าน่าเกลียดสวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยมาวิ่งตะโกนโหวกเหวกโวยวายเช่นนี้ใครบ้างจะสนใจยื่นมือเข้าช่วยเหลือ มิหนำซ้ำเสื้อผ้ายังขาดลึกจนเผยให้เห็นชุดชั้นในอีก...

    “ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!!”

    เซียถงยังคงกรีดร้องลั่นอย่างต่อเนื่องน้ำเสียงฟังดูโศกเศร้าและหวาดผวาขวัญเสียอย่างยิ่งแต่แล้วก็มีเงาของใครบางคนตรงเข้ามาหาตัวนาง

    “เซียถง เกิดอะไรขึ้น? ใครกันที่เป็นคนฉีกเสื้อผ้าของเจ้า?!”

    หยุนซีรีบวิ่งออกมาหยุดอยู่ตรงหน้าเซียถงกวาดสายตามองชุดเสื้อผ้าที่ขาดลุ่ยบนร่างกายเผยส่วนโค้งเว้าและผิวสีขาวผ่องประจักษ์ต่อสายตาซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ควรจะถูกเปิดเผยให้สาธารณะได้เห็นเลยเงยศีรษะขึ้นจับจ้องใบหน้าของเซียถงที่ยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาหยุนซีถึงกับเลิกคิ้วกระตุกวูบในทันใด รัศมีกลิ่นอายจิตสังหารขุมใหญ่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอาจารย์สาวกวาดสายตาเย็นชาสาดใส่ไปทั่วสารทิศเปล่งเสียงคำรามดังกึกก้องด้วยความโกรธจัดขึ้นว่า

    “เป็นฝีมือของสุนัขที่ไหน!? แสดงตัวออกมา!”

    ทุกคนโดยรอบต่างหยุดมองไปที่หยุนซีที่กำลังเดือดดาลสุดขีดก่อนรีบเร่งจะส่ายหัวตอบโดยไว เพื่อแสดงให้เห็นว่า มิใช่ฝีมือของพวกเขา

    “ท่านอาจารย์! เป็นฝีมือของชายคนนั้น!”

    เซียถงคว้าแขนหยุนซีเข้ามากอดพร้อมชี้นิ้วไปที่เย่หลีเทียนที่อยู่นอกฝูงชนที่มุงดูทั้งน้ำตา

    “เจ้าออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้! แม่จะสั่งสอนให้...”

    หยุนซียกมือเท้าสะเอวเปิดฉากด่ากราดโดยไม่ทันมองด้วยซ้ำ แต่ทันทีที่เหลียวหน้ามองไปที่เย่หลีเทียนนางถึงกับหน้าสั่นไปชั่วขณะคำด่าที่พ่นสาดออกจากฝีปากอันคมกริบพลันหยุดชะงักแทบไม่ทัน หันขวับกลับไปทางเซียถงกระแอมไอไปทีหนึ่งพร้อมเอ่ยถามขึ้นว่า

    “เจ้าหมายถึงอัครมหาเสนาบดีเย่? นี่พวกเจ้าสองคนเข้าใจอะไรผิดกันหรือเปล่า?”

     

    661-2

    ตอนที่116กับดัก

    ใครจะไปคาดคิดหยุนซีผู้ไม่กลัวฟ้ากลัวดินผู้นี้ กลับครั่นคร้ามในตัวเย่หลีเทียนซะได้ซึ่งนี่เป็นเรื่องไม่คาดฝันมาก่อนเลยสำหรับเซียถง หลังจากความแปลกใจเล็กน้อยนางก็คว้าเศษชุดเสื้อผ้าที่ขาดลุ่ยขึ้นมาต่อหน้าหยุนซีกล่าวน้ำเสียงทีท่าโศกเศร้าว่า

    “ท่านอาจารย์หยุนซี ดูนี่สิเศษเสื้อผ้าของข้ายังติดอยู่ในมือเขาอยู่เลย!”

    หยุนซีเหลือสายตามองไปที่มือของเย่หลีเทียนตัดสลับกับชุดที่เซียถงสวมใส่ปรากฏว่าลวดลายมันเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ตรวจพบความผิดปกติขนาดนี้ สีหน้าการแสดงออกของนางมืดทมิฬลงในทันใดกระแอมไออีกครา เอ่ยถามเย่หลีเทียนว่า

    “ไฉนในมือของอัครมหาเสนาบดีเย่ถึงมีชุดของลูกศิษย์ข้า?”

    “อาจารย์หยุนซี หรือท่านจะคิดจริงๆ ว่าข้าคนนี้คิดจะทำมิดีมิร้ายกับลูกศิษย์ของท่านต่อหน้าสาธารณะเช่นนี้?”

    เย่หลีเทียนก้าวแช่มเดินตรงเข้ามาหาหยุนซีทันทีฝูงชนที่รุมล้อมอยู่โดยรอบต่างรีบเร้งหลักทางให้อีกฝ่ายเดินสะดวกโดยไวและทุกย่าวเท้าที่ชายคนนี้เข้ามาใกล้รัศมีแรงกดดันของเขาก็จะเข้ากดขี่หยุนซีมากขึ้นเรื่อยๆทันทีที่อีกฝ่ายลุมาถึงตรงหน้า หยุนซีก็คว้าเอวของเซียถงกอดกระชับเอาไว้แน่นเหงื่อแตกผลักด้วยความกลัว

    “ข้ามิได้หมายความเช่นนั้นแต่...แต่ไฉนถึงมีเศษเสื้อผ้าของเซียถงอยู่ในมือของท่านได้?”

    หยุนซีกัดฟันแน่นทำใจสู้เสือต่อไป แต่จะสังเกตได้ทันทีเช่นกันว่าสีหน้าการแสดงออกของนางในขณะนี้ดูก้าวร้าวน้อยกว่าเมื่อครู่มากหลายขุมนางกำลังถูกรัศมีแรงกดดันปริมาณเข้มข้นของเย่หลีเทียนกดขี่เอาไว้แน่นหนา

    “เซียถง เจ้ากำลังต้องการทำให้ทุกคนเข้าใจผิดคิดว่าข้าต้องการทำทิดีทิร้ายเจ้า ทั้งหมดก็เพราะความงามของตัวเจ้า?”

    เย่หลีเทียนเบี่ยงสายตาจับจ้องไปที่เซียถงโดยไม่ไม่สนใจคำถามของหยุนซีเลยสักนิดหรี่ตาคับแคบบีบแสงเร้นประกายสีดำทมิฬเปล่งสะท้อนออกมา

    “เซียถงคนนี้ทราบดี ข้ามีใบหน้ารูปลักษณ์ที่อัปลักษณ์เพียงใดแต่ท่านอัครมหาเสนาบดีเย่เองก็มิได้ชอบพอแต่เหตุผลที่ท่านฉีกเสื้อผ้าของข้ากลางแจ้งเช่นนี้ทั้งหมดเป็นเพียงเพื่อขโมยของบางอย่างจากร่างกายของข้าเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง”

    เซียถงตระหนักทราบดีหากใช้เรื่องความสวยความงามมาเป็นข้ออ้าง นางจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเต็มประตูแน่นอนดังนั้นจำต้องเบี่ยงประเด็นโต้แย้งไปยังเรื่องอื่นทันทีอย่างน้อยก็น่าจะมีน้ำหนักกว่าเรื่องขืนใจทำมิดีมิร้ายเพราะความสวยแน่นอน

    “ช่างไร้สาระสิ้นดี เซียถง คำโกหกของเจ้ากลับน่าขำขันเกินไปแล้วตัวเจ้ามีสิ่งใดบ้างที่ข้าอัครมหาเสนาบดีแห่งวังหลวงผู้นี้ไม่มี? เงินทอง? ของมีค่า? ข้าล้วนมีมากกว่าตัวเจ้าไม่รู้กี่ร้อยพันเท่า”

    เย่หลีเทียนก็ได้ฟังดังนั้นก็ปั้นสีหน้าขำขันราวกับเพิ่งจะเคยได้ยินเรื่องตลกที่สุดในชั่วชีวิตนี้ทุกคนต่างทราบกันดี เซียถงยาจกไม่ต่างอะไรกับขอทาน แต่ยังมีหน้าดันมาบอกว่าเขาขโมยของบางอย่างในตัวของนางไป ได้ยินเช่นนี้แล้วใครหน้าไหนจะไปเชื่อ?

    “ท่านอัครมหาเสนาบดีเย่ เซียถงคนนี้ขอชื่นชมในความหน้าด้านหน้าทนของท่านมียศตั้งใหญ่โตในวังหลวง แต่กลับมีนิสัยสันดานต่ำสุถุนจนน่าใจหาย”

    เซียถงมิได้รู้สึกระคายกับคำเยาะเย้ยถากถางของเย่หลีเทียนเลยแม้แต่น้อยนางยกแขนขึ้นเท้าสะเอว กล่าวสบประมาทตอบโต้กลับไปชนิดที่ว่าไม่มีเกรงใจ

    “โอ้? แต่นี่ยังไม่รู้ว่าเลยว่าข้าไปขโมยสิ่งใดจากตัวเจ้ามา?”

    ไม่เพียงเย่หลีเทียนจะไม่รู้สึกโกรธกับคำพูดประโยคนี้ของเซียถงเท่านั้นแต่สายตาของเขายังฉายแววสนใจมิใช่น้อย เพราะอยากจะรู้เสียเหลือเกินว่านางจะให้คำตอบอย่างไรกลับมา? ตัวเขาที่เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีแล้วสิ่งของมีค่าแบบใดกันล่ะ ที่ควรค่าแก่การให้เขาลงมือขโมยกลางวันแสกๆ?

    “ข้าพูดไปก็คงเปล่าประโยชน์ เพราะไม่ว่าจะให้คำตอบสมเหตุสมผลสักแค่ไหนท่านอัครมหาเสนาบดีเย่คงปฏิเสธอยู่ดี และมิใช่เพียงเท่านั้นตัวข้าสงสัยเหลือเกินว่ามีใครบ้างในที่แห่งนี้ที่กล้าตรวจค้นร่างกายของท่านจริงไหม? ในท้ายที่สุดคนฐานะต่ำต้อยกว่าอย่างข้า ก็เป็นฝ่ายผิดอยู่วันยังค่ำ”

    สีหน้าการแสดงออกของเซียถงเผยร่องรอยเศร้าโศกออกมาอย่างเกินจะควบคุมจับจ้องไปที่เย่หลีเทียนอยู่สักครู่พลางส่ายหัวอาน

    เมื่อเห็นท่าทางของเซียถงเป็นเช่นนั้นทั้งหยุนซีและคนรอบข้างต่างเหลือบแลสายตา ลอบมองไปทางเย่หลีเทียนอยู่เป็นระยะจะเห็นได้ว่า พวกเขาเริ่มเชื่อถือในคำกล่าวของเซียถงมากขึ้นหลายส่วนกลางสถานศึกษาเช่นนี้อัครมหาเสนาบดีเย่ผู้ยิ่งใหญ่กลับชวงชิงขโมยข้าวของสาวน้อยตัวเล็กๆ นางหนึ่งทั้งยังออกแรงฉีกกระชากเสื้อผ้าของนางจนขาดลุ่ย...

    ทุกสายตาโดยรอบที่จับจ้องเริ่มมองเย่หลีเทียนแปลกๆบางคนถึงกับส่ายหัวเลยก็มี

    “เซียถง บอกมาสิว่า ตัวข้าผู้นี้ขโมยสิ่งใดไปจากเจ้า!”

    เย่หลีเทียนเอ่ยถามพร้อมสีหน้าเย็นชาตัวเขาเองย่อมสัมผัสได้ถึงทุกสายตาที่จับจ้องมาทางนี้ด้วยความไม่พอใจได้ชัดแจ้งแต่ถึงอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อว่านางจะสามารถปั้นน้ำเป็นตัวจนสามารถหนีรอดจากเหตุการณ์นี้ได้!

    “พญากัญชาเทศ”

    สิ้นเสียงเย่หลีเทียนกล่าวจบเซียถงก็ตอบสวนกลับไปทันทีน้ำเสียงแน่วแน่เด็ดขาดเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับสายตาม่านทมิฬหม่องของเย่หลีเทียนโดยไม่มีกลัวเกรงจากนั้นนยางก็ยื่นมือเรียวขาวผ่อง กวักเรียกต่อหน้าต่อตาอีกฝ่าย กล่วาว่า

    “ท่านอัครมหาเสนาบดีเย่ ได้โปรดคืนข้ามาเถิดข้าใช้เวลาเสาะหาพญากัญชาเทศต้นนี้มาตลอดหนึ่งเดือดที่ผ่านมา ทั้งหมดก็เพื่อนำไปรักษาอาการเจ็บป่วยของท่านแม่ข้า!”

    พญากัญชาเทศนับได้ว่าเป็นราชาแห่งสมุนไพรทั้งมวลเว้นเสียแต่โรคพิสดารพันลึก เจ้าสิ่งนี้สามารถรักษาโรคเจ็บไข้ปกติทั่วไปได้สารพัดทั้งยังมีผลช่วยในเรื่องขัดเกลาพลังลมปราณในกายให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นเพิ่มเสริมความแข็งแกร่งให้ทรงประสิทธิ์เป็นเท่าทวีและเมื่อได้ยินที่เซียถงเอ่ยกล่าวออกมาดังนั้นก็เหมือนกับว่าดวงตาคู่นั้นยิ่งทวีความมืดหม่นจัด เสมือนม่านหมอกลดตัวลงเข้าปกคลุม

    “ท่านอัครมหาเสนาบดีเย่ หรือเป็นไปได้ไหมว่าข้าอาจจะต้องร้องขอให้ใครสักคนตรวจค้นร่างกายของท่านจริงๆ?”

    เซียถงส่งสายตาสุดแสนเวทนาน่าสงสารออกมาทว่าภายในใจกลับกำลังแสยะยิ้มเยาะ เกรงว่าวันนี้จะมีลาภลอยมาหล่นทับแล้ว!

    “ได้! เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของข้า เอาล่ะ!มีใครบ้างที่ต้องการจะตรวจสอบข้าราชการชั้นสูงแห่งวังหลวงผู้นี้หรือไม่!”

    เย่หลีเทียนส่งยิ้มคลี่กว้างอ้าแขนพลางหันไปกวาดสายตามองหน้าทุกคนโดยรอบ

    ทว่าสายตาที่ส่งออกไปหาทุกคนมันช่างมืดมนและดูอันตรายเสียเหลือเกิน ราวกับว่าหากผู้ใดกล้าตรวจค้นผู้นั้นเตรียมตัว รับมหันต์ภัยร้ายต่อจากนี้ได้เลยทำเอาทุกคนหันหน้าหนีกันจ้าละหวั่นด้วยความกลัวเกรง

    แม้ว่าสถานศึกษาแห่งนี้จะมีบรรดาลูกหลานของพวกขุนนางชั้นสูงและตระกูลที่ร่ำรวยมากมายสักเพียงใดแต่ทว่ากลับไม่มีใครจิตใจหาญกล้าทำเรื่องเสี่ยงอันตรายถึงฆาตเช่นนี้แน่นอนเพราะความขุ่นเคืองในครั้งนี้ครั้งเดียวอาจส่งผลทำให้ครอบครัวของพวกเขาถูกทำลายย่อยยับได้ในพริบตา และยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากพวกเขาเหล่านี้พึงทราบแล้วว่าหญิงสาวที่ไปมีเรื่องด้วยกับเย่หลีเทียนก็คือ เซียถงหญิงอัปลักษณ์อันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิตงหลี่ยิ่งไม่มีใครอยากยุ่งกับนางเข้าไปใหญ่

    เซียถงเคลื่อนสายตาเหลือบไปมองทางหยุนซีในหมู่ผู้คนเหล่านี้เกรงว่าจะเหลือแค่เพียงหยุนซีแล้วที่ใจถึงพึ่งพาได้!

    แต่พอสบเข้ากับสายตาของเซียถงหยุนซีเองก็ก้าวถอยหลังออกไปเช่นกันและส่ายหัวให้ด้วยความละอายใจ

    ไม่ว่าใครที่ไหนนางก็พร้อมเข้าชนไม่เลือกหน้า เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของลูกศิษย์คนสนิทได้แต่สำหรับเย่หลีเทียน ตัวตนระดับนี้นางไม่สามารถยั่วยุได้จริงๆ!

    เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าออกหน้ามาช่วยเซียถงเย่หลีเทียนก็แสยะยิ้มเชิดมุมปากขึ้นทันควัน

    “เซียถง เจ้าทราบดีใช่ไหมว่าโทษฐานที่กล้าใส่ร้ายข้าราชการชั้นสูงของวังหลวงมันหนักหนาสาหัสเพียงใด?”

    เย่หลีเทียนยังคงจับจ้องเซียถงแน่นไม่มีทีท่าคลายอ่อนนัยน์ตาค่อนข้างมัวหมองขุ่นเคืองราวกับต้องการจะฆ่าทิ้งกันทั้งเป็นเซียถงที่เห็นดังนั้นถึงกับเสียววาบซาบซ่าไปทั่วแผ่นหลังร่องรอยความหวาดหวั่นผุดขึ้นจากก้นบึ้งดวงใจ ลอบสืบเท้าก้าวถอยหลังโดยมิตั้งใจ

    ไม่มีใครกล้าตรวจค้นร่างกายของเย่หลีเทียนเลยสักคนแม้กระทั่งหยุนซี นี่เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของนางอย่างยิ่ง

    นางถอยหลังออกไปสองก้าวแต่แล้วพลันกระแทกเข้ากับร่างล่ำสันที่แสนอบอุ่นเข้าอย่างจังชั่วขณะเดียวกันก็ทีสุ้มเสียงไพเราะเปล่งดังออกมาจากด้านหลังของนาง

    “เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของอัครมหาเสนาบดีเย่ ให้ข้าผู้นี้รับอาสาตรวจค้นร่างกายให้ดีกว่า!”

    กระแสความอบอุ่นจากหายไปจากด้านหลังของนางเซียถงลอบเห็นไป๋หลี่หานสวมหน้ากากสีดำเดินผ่านนางไป ตรงไปหยุดต่อหน้าเย่หลีเทียนทั้งสองฝ่ายต่างเข้าประจันกันโดยปราศจากท่าทีกลัวเกรงใดๆ

    พอเห็นว่าเป็นไป๋หลี่หานที่ปรากฏตัวมาหาเย่หลีเทียนถึงกับเบิกตากว้าง เผยแววตื่นตระหนักเล็กน้อยดั่งคลื่นซัดขึ้นชายฝั่งทว่าพริบตาต่อมา สายตาเหล่านั้นพลันสงบลงในที่สุด สีหน้ามืดทมิฬลงอีกหนึ่งส่วนเขาส่งยิ้มให้ไป๋หลี่หาน กล่าวว่า

    “ท่านเชื่อคำพูดของสาวน้อยอัปลักษณ์นางนั้นจริงๆ?”

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน