จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 61 อดีตคนรัก อดีตศัตรู

            “ทำไมนางจึงมาอยู่ที่นี่ได้”เย่เฉินขมวดคิ้ว แววตาสลับซับซ้อน

            แม้ว่าในตอนนั้นที่เขาถูกขับไล่ลงจากภูเขาเขาได้ตัดสัมพันธ์กับจีหนิงซวงไปเรียบร้อยแล้ว

            เพียงแต่ในเวลาต่อมา อดีตคนรักที่ไร้หัวใจของเขากลับมาปรากฏอยู่ในชีวิตของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ว่าจะเป็นที่สำนักเหิงเยว่ ที่ตลาดมืดอเวจี และยังมาพบกันที่นี่ในตอนนี้อีก

            “นี่เป็นสิ่งที่ชะตากรรมลิขิตไว้แล้วใช่ไหม?” แม้ในใจจะคิดเช่นนี้ แต่มุมปากของเย่เฉินกลับเยาะเย้ยอยู่เล็กน้อย

            “ศิษย์น้องหนิงซวงทำไมเจ้าจะต้องดิ้นรนอีกเล่า” เสียงหัวเราะสะใจดังมาจากด้านนอกถ้ำชายหนุ่มผู้หนึ่งที่อยู่ในชุดสีม่วงทั้งตัวไล่ตามหลังจีหนิงซวงมา

            เมื่อเห็นชายหนุ่มชุดม่วงดวงตาของเย่เฉินที่อยู่ในถ้ำ ก็เฉียบคมขึ้นมาทันที ชายหนุ่มชุดม่วงนั่นคือลวี่จื้อคนที่ทำลายจุดตันเถียนของเขาไม่ใช่หรือ? ตอนอยู่ที่ตลาดมืดอเวจีก็เคยเจอกันมาแล้วครั้งหนึ่ง เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะได้มาพบกันที่นี่อีก

            “โชคชะตาช่างเล่นตลกเสียจริง” ความรู้สึกเยาะเย้ยปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาอีกครั้งจากนั้นเย่เฉินก็พูดขึ้น

            อดีตคนรักและอดีตศัตรูปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันในภูเขารกร้างแห่งนี้และอดีตศัตรูก็ยังตามไล่ฆ่าอดีตคนรัก นี่มันเป็นการเล่นตลกชัดๆทำให้ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด ก็ไม่อาจจะหนีพ้น

            “ศิษย์น้องหนิงซวงเจ้าจะหนีไปถึงไหน” ลวี่จื้อที่อยู่นอกถ้ำ สะบัดพัดเบาๆและเดินตามจีหนิงซวงอยู่อย่างสงบ มุมปากปรากฏรอยยิ้มที่ขี้เล่นแต่ในดวงตากลับปรากฏประกายอันชั่วร้าย

            ตรงหน้าจีหนิงซวงได้หยุดลง ร่างที่เดินโซเซจนเกือบจะล้มลง มองไปยังลวี่จื้ออย่างเยือกเย็น“หากเจ้าคิดจะลอบทำร้ายข้า เจ้าคิดว่าจะมีโอกาสสักเท่าไรที่จะเอาชนะข้าได้”

            “ศิษย์น้องหนิงซวงเอาที่ไหนมาพูดมันสายเกินไปแล้วหรือที่ข้าจะรักเจ้า?”ลวี่จื้อยิ้มอย่างเยาะเย้ย เดินเข้ามาอย่างช้าๆ

            เช้ง!

            จีหนิงซวงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามดึงกระบี่ออกมาทันที จากนั้นก็กวัดแกว่งกระบี่ไปอย่างรวดเร็วพุ่งตรงไปยังลำคอของลวี่จื้อ

            “ไม่เจียมตัว”ลวี่จื้อพูดอย่างเย็นชา วาดสะบัดพัดในทันทีจากนั้นก็มีกระแสพลังดุจน้ำวนหนึ่งสายปรากฏขึ้นตรงหน้า

            เช้ง!

            ปลายกระบี่ของจีหนิงซวงที่แทงทะลุเข้าไปในวังวนพลังกลับเหมือนกำลังแทงเข้าสู่กองโคลนเหนียวการจู่โจมที่รุนแรงได้ถูกวังวนพลังสีม่วงนั้นทำให้หยุดชะงักลงและกระบี่ของนางก็หมุนวนตามกระแสพลังที่กำลังหมุนอย่างรวดเร็ว

            เฮือก!

            เมื่อได้รับแรงสะท้อนกลับจีหนิงซวงก็กระอักเลือดจนต้องถอยไปด้านหลัง

            “เจ้ายังจะอดกลั้นไปถึงเมื่อไรกัน”ลวี่จื้อพูดเบาๆ ก้าวออกไปหนึ่งก้าว ด้วยรูปร่างอย่างภูตผี มุ่งเข้าไปในทันทีจากนั้นก็โบกมือปล่อยพลังรอยพิมพ์ฝ่ามือออกไป

            ปลายเท้าของจีหนิงซวงจรดพื้นเบี่ยงกายไปด้านหลัง ในขณะที่ก้าวถอยหลัง นางก็ใช้นิ้วเช็ดเลือดออกจากมุมปากจากนั้นก็ใช้นิ้วที่เปื้อนเลือดแตะลงไปยังระหว่างคิ้วของตนเอง

            ทันใดนั้นระหว่างคิ้วของนางก็ปรากฏภาพนิมิตรูปดอกบัวหนึ่งดอกขึ้นอย่างรวดเร็ว

            “วิชาต้องห้าม”เมื่อเย่เฉินที่อยู่ในถ้ำเห็นดังนั้น เขาก็กำหมัดแน่นทันที

            ในฐานะอดีตคนรักเขาจึงรู้จักจีหนิงซวงเป็นอย่างดีและทันทีที่เห็นวิชาลับที่จีหนิงซวงเลือกมาใช้นั้นมันเป็นหนึ่งในวิชาต้องห้ามของสำนักเจิ้งหยางซึ่งจะต้องใช้อายุขัยเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน

            เป็นดังที่คาดไว้หลังจากที่รูปดอกบัวตรงระหว่างคิ้วของจีหนิงซวงชัดเจนขึ้น ผมที่ยาวของนางก็เปลี่ยนเป็นสีขาวราวกับหิมะในทันที และพลังงานของนาง ก็เพิ่มขึ้นในทันทีกลายเป็นความเยือกเย็นขึ้นเรื่อยๆ

            ลวี่จื้อที่อยู่ตรงข้ามเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของจีหนิงซวง จึงขมวดคิ้วขึ้นทันทีดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักเคล็ดวิชาลับต้องห้ามนี้เช่นกัน

            “แม้ว่าเจ้าจะใช้วิชาลับเจ้าคิดว่า เจ้าจะเอาชนะข้าได้หรือ” รอยยิ้มอันเยือกเย็นปรากฏขึ้นและในตอนนี้พลังงานของลวี่จื้อเพิ่มขึ้นโดยตลอด คาดไม่ถึงว่าเขาจะสามารถควบคุมความเสถียรที่จุดสูงสุดของพลังงานนั้นได้มากกว่าจีหนิงซวง

            “ไม่เจอกันสองเดือนนึกไม่ถึงว่าเขาจะบรรลุถึงขั้นพลังหยางแล้ว” เย่เฉินที่อยู่ในถ้ำขมวดคิ้วขึ้นทันที

            แกรก!

            แกรก!

            ในขณะที่กำลังคิดจีหนิงซวงและลวี่จื้อได้เริ่มต่อสู้กันแล้วอยู่ด้านนอกถ้ำจนตัดต้นไม้เก่าแก่ที่สูงตระหง่านขาดออกเป็นท่อนๆ

            เย่เฉินสามารถดูออกว่าแม้จีหนิงซวงจะใช้วิชาต้องห้าม แต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้ร่างกายได้รับบาดเจ็บมาก่อน ลมหายใจจึงไม่เสถียรมากพอ ผนวกกับการฝึกตนก็ยังไม่เทียบเท่าลวี่จื้อดังนั้นนางจึงถูกลวี่จื้อโจมตีเข้าตั้งแต่ต้น

            หลังจากการต่อสู้ผ่านไปเพียงชั่วครู่ก็มีคราบเลือดสองสามสายไหลออกมาบนร่างกายของจีหนิงซวงลวี่จื้อที่อยู่ตรงข้ามได้โจมตีเข้ามาอย่างแข็งแกร่งจนทำให้นางยังต้องถอยหนีอย่างต่อเนื่อง

            “ศิษย์น้องหนิงซวงเจ้าเป็นของข้าเถอะนะ!” ลวี่จื้อยิ้มอย่างพอใจแต่การโจมตีด้วยมือนั้นก็ยังคงรวดเร็วและรุนแรง

            สีหน้าที่แสดงออกของจีหนิงซวงดูเย็นชาไม่สุขและไม่เศร้า แม้ว่าจะเป็นรองเขาอยู่ แต่เงาร่างนั้นยังคงสง่างามดั่งผีเสื้อผนวกกับเส้นผมสีขาวนั้น ก็ยิ่งเพิ่มให้นางดูมีเสน่ห์ที่แตกต่าง

            “เกล็ดหิมะบัวน้ำแข็ง”เมื่อเอ่ยคำนี้ออกมา จีหนิงซวงก็ประสานมือทำมุทรา ชี้ตรงไปยังลวี่จื้อ

            ทันใดนั้นก็มีหิมะโปรยปรายลงมาจากอากาศ หิมะหมุนวนอย่างช้าๆ ราวกับหมอกและมันก็รวมตัวกันเป็นดอกบัวหิมะน้ำแข็ง แม้ว่าดอกบัวนี้จะงดงามแต่กลับเป็นอันตรายมาก เย่เฉินจึงใช้โอกาสนี้เรียนรู้จึงได้รู้ว่าเคล็ดวิชาลับนี้ไม่ธรรมดาเลย

            “สายลมหวีดหวิว”ลวี่จื้อประสานมือทำมุทราอย่างรวดเร็ว และใช้วิชาลับเช่นกัน

            ในไม่ช้าก็มีพายุหมุนสีม่วงก่อตัวตัวขึ้น โดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลางดอกบัวหิมะน้ำแข็งที่ค่อยๆ เข้ามานั้น ได้ปะทะกับแรงลมจนแตกออกเป็นเสี่ยงและเมื่อดอกบัวร่วงหล่นลงไป เขาก็เปลี่ยนท่ามุทราอีกครั้งแปลงพายุหมุนลูกนั้นให้กลายเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง พุ่งตรงไปยังจีหนิงซวง

            จีหนิงซวงถอยหลังไปหนึ่งก้าวฝ่ามือหยกแวววาวได้เปล่งประกายออกมาอย่างช้าๆ ฟาดฝ่ามือลงไปยังกระบี่สังหารที่พุ่งเข้ามา

            “อย่าเพิ่งรีบร้อนยังมีอีก” ลวี่จื้อบุกเข้ามาในทันที โบกมือเข้ามาก็มีฝ่ามือที่เปล่งแสงสีม่วงฟาดตีลงมา

            เมื่อเห็นดังนั้นจีหนิงซวงก็ไม่ได้ถอยห่างไปและฟาดรอยประทับรูปดอกบัวที่อยู่กลางมือหยกอันแวววาวออกไป

            เมื่อสองฝ่ามือเผชิญหน้ากันจีหนิงซวงก็ตกเป็นรองอีกครั้งนางถูกแรงสะท้อนกลับจากลวี่จื้อทำให้กระอักเลือดจนถอยไปด้านหลัง

            “ยังจะอยากเจ็บตัวอีกหรือ?” ลวี่จื้อพูดอย่างเย็นชา และพุ่งเข้ามาอีกครั้งราวกับจะไม่เปิดโอกาสให้จีหนิงซวงได้หายใจ

            จีหนิงซวงในตอนนี้ได้ประจันหน้ากับลวี่จื้อแต่กลับไม่มีโอกาสที่จะได้โต้กลับเลยแม้แต่น้อย

            ในถ้ำดวงตาของเย่เฉินเปล่งประกาย

            หลังจากนั้นเขาก็หยิบเอาหน้ากากผีออกมาจากถุงเก็บของ และสวมไว้บนใบหน้าของเขา

            เขาไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับจีหนิงซวง แต่การจะเฝ้าดูอดีตคนรักได้รับบาดเจ็บและยังจะต้องทนทุกข์กับการเหยียดหยามของลวี่จื้อ ทำให้เขาไม่สามารถเพิกเฉยได้

            ยิ่งไปกว่านั้นลวี่จื้อผู้นั้นก็ยังเป็นศัตรูเก่าของเขา

            “ข้าไม่ได้มีจิตปฏิพัทธ์ต่อเจ้าแต่เป็นเพียงเพราะข้าต้องการจัดการความแค้นในวันนั้นกับลวี่จื้อส่วนเจ้ากับข้านั้นเราได้ตกลงกันดีแล้ว” หลังจากพูดจาหลอกตนเองแล้วเย่เฉินจึงออกจากถ้ำอย่างเงียบๆ

            เฮือก!

            จีหนิงซวงกระอักเลือดออกมาอีกครั้งเดินโซเซถอยไปด้านหลัง ลมหายใจของนางเริ่มอ่อนระทวย มีรอยแผลบนไหล่ปรากฏเป็นแสงสีดำลอยระเหยอยู่ หากปล่อยไว้นานไปบาดแผลจะไม่สามารถรักษาได้และดูเหมือนว่านางจะถูกพิษเข้าเสียแล้ว

            “ทำไมยังอยากจะสู้อีกไหม?” เมื่อเห็นว่าจีหนิงซวงวางมือลวี่จื้อก็เดินเข้ามาช้าๆ ด้วยท่าทีเพลิดเพลิน

            จีหนิงซวงเมินเฉยไม่พูดจาร่างกายซวนเซ แต่ก็ยังไม่ล้มลง

            “วิธีการตายแบบนี้ช่างน่าละอายจริงๆ” จีหนิงซวงพูดเบาๆ และชี้นิ้วหยกขึ้นต้องการปลิดชีพตนเองก่อนที่ลวี่จื้อจะพุ่งเข้ามาถึง

            เมื่อเห็นดังนั้นลวี่จื้อก็พูดขึ้นอย่างเย็นชา “อยากตายหรือ? มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”

            ทันใดนั้นเขาก็แปลงพลังปราณฝ่ามือขนาดใหญ่ กวาดมาในอากาศ

            เมื่อเห็นว่าลวี่จื้อต้องการจะยับยั้งตนเองดวงตาที่งดงามของจีหนิงซวงจึงเปล่งประกายวิบวับอย่างหนักแน่นนิ้วหยกนั้นชี้ลงตรงระหว่างคิ้วของตนเอง และหากว่านิ้วสัมผัสลงตรงกลางระหว่างคิ้วเมื่อใดนางก็จะถึงแก่ความตายในทันที

            แต่ในตอนนี้จู่ๆ ก็มีมือขนาดใหญ่มือหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังของนาง คว้าเอวของนางไว้จากนั้นก็ดึงถอยไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว

            ด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้จีหนิงซวงหันศีรษะกลับไปในทันที มองไปยังคนที่ช่วยเหลือนางได้เห็นแค่เพียงครึ่งหนึ่งของหน้ากากผีแต่นางกลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากมือที่โอบรอบเอวของนางได้อย่างชัดเจน

            ทันใดนั้นดวงตาของจีหนิงซวงก็พร่ามัว แม้ว่าจะเห็นหน้ากากผีเพียงครึ่งหน้า แม้ว่าจะไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของคนที่ช่วยนางแต่กลับทำให้หัวใจของนางได้รับการปลอบโยนให้รู้สึกปลอดภัย

            ในขณะนี้คนผู้นั้นได้ถูกนางตีตราเอาไว้ในใจอย่างเงียบๆ

            ตรงกันข้ามฝ่ามือนั้นของลวี่จื้อก็คว้าได้เพียงอากาศ สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นเป็นอย่างมาก

            “เด็กน้อยขั้นรวมพลังคิดอยากจะเป็นวีรบุรุษมาช่วยเหลือหญิงงามหรืออย่างไร?” ลวี่จื้อพูดอย่างเย็นชา และปล่อยฝ่ามือตบฟาดเข้ามา

            ในขณะที่จีหนิงซวงกำลังตกตะลึงเย่เฉินก็พุ่งออกไปแล้ว ฝีเท้าที่ก้าวออกไปได้สร้างรอยเท้าเอาไว้บนพื้นพลังปราณทั้งหมดในร่างเคลื่อนไปรวมตัวกันตรงหมัดของเขาจากนั้นหมัดเขย่าบรรพตจึงถูกปล่อยออกไปอย่างรุนแรง

            ตูม!

            หมัดและฝ่ามือปะทะเข้าด้วยกันเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว

            เย่เฉินก้าวถอยไปด้านหลังแขนของเขาในตอนนี้ชาไปทั่วทั้งแขน

            ในทางกลับกันสีหน้าของลวี่จื้อกลับประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาผู้มีระดับการฝึกตนในขั้นพลังหยางโจมตีไปครั้งหนึ่ง กลับนึกไม่ถึงว่าจะไม่สามารถเอาชนะผู้อยู่ในระดับขั้นรวมพลังได้ทั้งยังทำให้ฝ่ามือของเขาได้รับบาดเจ็บอีกด้วย

            “ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ”ลวี่จื้อกล่าวอย่างเย้ยหยัน จังหวะฝีเท้าของเขารวดเร็วขึ้นร่างกายของเขายิ่งเป็นเหมือนภูตผี และพุ่งเข้ามาในทันที

            “ประเมินข้าต่ำไปเจ้าก็อาจต้องตายอย่างอนาถ” เพื่อป้องกันไม่ให้จีหนิงซวงฟังเสียงของเขาออกเย่เฉินจึงจงใจที่จะเปลี่ยนน้ำเสียงของตนเองและใต้เท้าของเขาได้ปรากฏเป็นวิชาลับของภาพลวงตานับร้อยนับพันอย่างรวดเร็ว

            เอ๊ะ?

            เมื่อเห็นท่าร่างอันลึกลับของเย่เฉินแล้วลวี่จื้อก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง

            เขาคิดว่าท่าร่างของตนเองนั้นมีความลึกลับมากแล้วแต่นึกไม่ถึงว่าท่าร่างของเย่เฉินจะมีความแปลกลึกลับกว่าเขามาก

            เมื่อนึกถึงตรงนี้สายตาของลวี่จื้อก็เผยประกายดั่งเปลวไฟออกมา ชี้นิ้วออกไปชี้ไปยังหน้าอกของเย่เฉิน

            เย่เฉินหลบเลี่ยงแต่ก็ยังถูกฝ่ามือของลวี่จื้อนั้นโจมตี ทำให้เกิดบาดแผลเลือดไหลตรงไหล่ขวาแต่เขาก็ไม่ได้หยุดยังคงใช้หมัดเขย่าบรรพตโจมตีกลับไปยังร่างของลวี่จื้ออย่างรุนแรง

            การดวลต่อสู้จะต้องมีผลแพ้ชนะ

            โดยเฉพาะลวี่จื้อเมื่อถูกเย่เฉินต่อยลงไปอย่างกะทันหันจึงรู้สึกได้ถึงกลิ่นที่แปลกจนยากจะหาใดเปรียบเลือดลมในร่างกายล้วนแต่มีพลังมหาศาล จนแทบจะพ่นเอาเลือดกำเดาในร่างออกมา

            “ขั้นรวมพลัง นึกไม่ถึงว่าจะทำให้ลวี่จื้อบาดเจ็บได้” ไม่ไกลนักดวงตาที่งดงามของจีหนิงซวงก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าผู้ฝึกตนที่ช่วยนางเอาไว้ จะมีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เป็นสิ่งที่นางไม่คาดคิดเลยจริงๆ

            “เจ้ามันสมควรตาย”ลวี่จื้อพูดอย่างเยือกเย็น สีหน้าของเขามืดมนอย่างมากรอยประทับฝ่ามือขนาดใหญ่ก็ปรากฏเข้ามาตรงหน้า