บทแห่งเด็กชายในหุบเขา
"แฮกนาขวัญ"
ย่างเข้าเดือนหก ฝนฟ้าก็เริ่มจะตกชุกบ่อยขึ้น เป็สัญญาณบอกให้รู้ว่า ฤดูกาลทำนาของหมู่บ้านในหุบเขาแห่งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
อุ๊ยคำ อายุได้หกสิบแปดปี เรี่ยวแรงที่เคยดีก็เริ่มถดถอย แต่หน้าที่ของหมอผีประจำหมู่บ้านนั้น ก็เป็เื่ที่นางให้ความสำคัญยิ่งกว่าอาการเจ็บข้อเข่าที่รุมเร้าอยู่ วันนี้ทุกคนในหมู่บ้านต่างมารวมตัวกันที่แปลงนาจำลอง ซึ่งชาวบ้านได้จัดเตรียมรอนางเอาไว้ มันเป็แปลงนาขนาดเล็ก กว้างยาวไม่เกินหนึ่งวา มีข้าวกล้าปักดำไว้ไม่เกินห้าหกกอ ชาวบ้านเรียกนาจำลองผืนนี้ว่า นาตาแฮก
แม่อุ๊ยเดินกระย่องกระแย่งเข้ามาในวงพิธี โดยมีสิงห์คำ และหลานชายคอยเดินจูงประคองเคียงข้าง แสนเติบโตขึ้นเป็เด็กอายุแปดขวบที่มีบุคลิกลักษณะโดดเด่น ภาพที่เขาออกวิ่งนำหน้ากลุ่มเด็กทะโมน และพากันเที่ยวเล่นซุกซนไปทั่วหมู่บ้านนั้น เป็ภาพที่ทุกคนเห็นจนชินตา อุ๊ยคำก็ทำได้แค่ตักเตือนไม่ให้แสนคะนองเล่นจนเกินพอดี แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรมากนัก เพราะรู้ดีว่า เหลนชายของนางมีบางอย่างที่พิเศษกว่าเด็กทั่วไป และยิ่งรู้แน่ชัดมากขึ้นเมื่อสามปีก่อน
แม่อุ๊ยนั่งลงตรงหน้าแท่นวางเครื่องเซ่นไหว้ ซึ่งจัดวางไว้ด้วย กล้วย อ้อย และอาหารคาวหวานนานาชนิด รวมไปถึงเป็ดไก่เลี้ยง ที่ชาวบ้านเชือดและนำมาร่วมในพิธี
ผู้เป็หมอผีประจำหมู่บ้านหลับตาตั้งจิตเป็สมาธิ ก่อนจะเริ่มพิธี ฮ้องขวัญ อัญเชิญผีนามารับเครื่องเซ่นสังเวย
“วันนี้เป๋นวันดี วันประเสริฐ เป๋นวันกำเนิดนาผืนแผ่นกว้าง เติงฤดูปีเดือนหมุนเวียนผ่าน บัดนี้หมู่เฮาตกแต่งเครื่องไหว้บูชา ขอฮ้องเรียกขวัญที่อยู่กับผืนแผ่นพสุธา ขอขวัญเ้าจงหื้อมา แม้นขวัญเ้าอยู่ห้วยอยู่ดงก็หื้อรีบมา แม้นไปตกหลงอยู่กลางดงป่าไผ่ ไกลแสนไกลก็หื้อมา หมู่ข้าเ้าฮ้องเรียกหา หื้อมาอยู่กับไร่อยู่กับนา มาอยู่ต้วยกัน เหมือนเช่นชีวันเก่าก่อนเอย...”
สิ้นคำร้องของอุ๊ยคำ แสนก็มองเห็นบางสิ่งปรากฏขึ้น คลื่นแสงหลากสีเรืองรองดั่งสีรุ้ง ล่องลอยมาจากทุกทิศทุกทาง บ้างก็มาเป็ริ้วคลื่นจากบนฟ้า บ้างก็ลอยละเลียดมากับผิวดิน ทุกเส้นทุกสายต่างมุ่งตรงมาวนเวียนห้อมล้อมทักทายเหล่าชาวบ้าน ซึ่งกำลังเตรียมตัวจะไถพรวนดินหลังเสร็จสิ้นพิธี แต่ดูเหมือนว่า จะไม่มีใครมองเห็นสิ่งเ่าั้ได้เลยนอกจากแสน คลื่นแสงเ่าั้ลอยวนเวียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวมตัวกันลอยสูงขึ้น และปล่อยละอองแสงระยิบระยับหลากสีสัน ให้ร่วงตกลงสู่ผืนนากว้างกลางหุบเขาราวกับเป็เม็ดฝน
[พลังงานสสาร: ผีบรรพบุรุษ]
* * * *
แสนเพ่งมองภาพตรงหน้า ก่อนจะหันไปมองดูแม่อุ๊ย ซึ่งกำลังมองเหม่อตรงไปยังผืนนา อุ๊ยหันมายิ้มและพยักหน้าให้เขา
“มันคงต้องสวยเป็แน่ใช่มั้ยล่ะ... แม้ข้าจะมองไม่เห็นเหมือนกับที่เอ็งเห็น แต่ข้าก็รู้สึกได้ว่า มีสิ่งที่อบอุ่นและสวยงามกำลังเกิดขึ้นตรงหน้า และมันก็เป็แบบนี้มาทุกปี” อุ๊ยคำกระซิบให้แสนได้ยินเพียงคนเดียว
ร่วมสามปีมาแล้วั้แ่ที่แสนตัดสินใจแบ่งปันความลับของดวงตาให้แม่อุ๊ยรู้ นับแต่นั้นมา แม่อุ๊ยก็เป็คนที่คอยช่วยอธิบายในสิ่งที่แสน ‘เพ่งมอง’ เห็น และไม่เข้าใจ ซึ่งอุ๊ยก็ทำหน้าที่นั้นได้ดีมาก แต่ก็มีหลายสิ่งที่อุ๊ยแนะนำเขาไม่ได้ เขาต้องเรียนรู้และฝึกฝนมันด้วยตัวเอง
[สถานะปัจจุบัน]
[เผ่ามนุษย์: เพศชาย]
[อายุ: 8 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 2]
-พลังกาย: 20 /20
-พลังปราณจิต: 0
[-พลังแฝง: วิริยะ: 20 - กล้าหาญ: 20]
* * * *
แสนใช้เวลาทำความคุ้นชินกับตัวอักษรที่เขามองเห็นได้นี้อยู่ไม่นาน เขาก็เรียนรู้ถึงความหมายของค่าตัวเลขต่างๆ และค้นพบว่ามันสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำสิ่งใดไป ยกตัวอย่างเช่น ค่าพลังกายของเขาจะลดลง เมื่อเขาใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง และจะลดลงต่ำสุดเหลือ 1 เมื่อร่างกายเขาอ่อนเพลียเต็มที่ แต่ก็จะกลับคืนมาเต็ม 10 ได้อีกครั้งเมื่อได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ
เมื่อตอนอายุได้หกขวบ ระดับขั้นพลังของเขาเลื่อนขึ้นเป็ขั้นที่ 2 ค่าพลังกายของเขาก็เพิ่มขึ้นเป็เต็ม 20 มันทำให้เขาสามารถออกแรง และใช้กำลังได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเด็กวัยเดียวกัน เขาแน่ใจว่า มันเป็ผลมาจากระดับขั้นพลังที่เลื่อนสูงขึ้นมา
แต่หลังจากนั้น ขั้นพลังของเขาก็ไม่ขยับเพิ่มขึ้นอีกเลยจนถึงทุกวันนี้ เขาขอคำแนะนำจากอุ๊ย แต่อุ๊ยก็บอกย้ำว่า “เอ็งต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง”
เื่ของพลังแฝงก็เช่นกัน เขาเคยถามว่า ทำไม ‘วิริยะ’ กับ ‘กล้าหาญ’ ถึงได้เป็พลังแฝงของเขา ทำไมเขาถึงไม่มีพลังแฝงเจ๋งๆ เหมือนอย่าง ‘เสี่ยงทายดวงชะตา’ ของอุ๊ย หรือ ‘อำนาจรอยสัก’ ของหนานสิงห์คำบ้าง
“วิริยะ และ กล้าหาญ ล้วนเป็พรที่ประเสริฐที่สุด เพราะมันจะช่วยทำให้เอ็งไม่มีวันกลายเป็คนเกียจคร้าน และคนขี้ขลาดตาขาว” นั่นคือคำตอบของอุ๊ยในตอนนั้น
“แสน” เสียงเรียกของบัวนวลดึงแสนให้กลับมาสู่ปัจจุบัน
บัวนวลในวัยเก้าขวบดูน่ารักขึ้นตามวัย “พิธีเสร็จแล้วพวกเรารีบไปกันเถอะ” เธอเอ่ยขึ้น
“พวกเ้าจะไปเล่นซนกันที่ไหนอีกล่ะ?” สิงห์คำเอ่ยถาม
“พวกฉันจะไปดักปลากับไอ้แก้วไอ้สมที่ริมห้วยจ้ะพ่อ หน้านี้ปลากำลังเห่อน้ำใหม่ น่าจะจับปลาได้เยอะเลยล่ะพ่อ” บัวนวลพูด
“พวกเ้าก็อย่าเล่นซุกซน จนเข้าไปลึกเกินแนวลำห้วยก็แล้วกัน อย่าลืมว่าในป่ายังมีเสือกินคนอยู่นะ” ผู้เป็พ่อพูด
“โธ่! พ่อ... ตั้งสามปีมาแล้วนะที่พ่อพาชาวบ้านออกไปไล่ล่ามัน ป่านนี้มันหนีเตลิดไปไหนต่อไหนแล้วมั้ง” บัวนวลว่า
“ลุงหนานเตือนก็เพราะว่าเป็ห่วงน่ะบัวนวล พวกเราระวังไว้ก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา” แสนพูด
เพราะว่าบุคลิกที่น่าเชื่อถือเกินวัยแบบนี้นี่แหละ สิงห์คำจึงวางใจ ยินยอมปล่อยให้ลูกสาวของเขาตะลอนไปไหนมาไหนด้วยกันกับแสน แถมยังคิดล่วงหน้าไปไกล ถึงการจะให้แสนมาเป็ลูกเขยในอนาคตข้างหน้าอีกด้วย
“ยังไงก็อย่ากลับเรือนให้เย็นมากล่ะบัวนวล บ่ายนี้อาจจะมีข่าวดีรอเ้าอยู่ที่เรือนก็ได้นะ” สิงห์คำพูดมีเลศนัย
บัวนวลไม่ใส่ใจที่พ่อพูดนัก เพราะตอนนี้ใจเธอไปอยู่ที่ริมห้วยเรียบร้อยแล้ว
“ลุงไม่ต้องห่วง พวกฉันไม่กลับเย็นนักหรอก ยังไงก็ฝากลุงดูแลแม่อุ๊ยด้วยนะ” แสนพูด
“ข้ายังไม่ได้เป็ง่อยนะโว้ย แค่ปวดแข้งปวดขาตามประสาคนแก่ เอ็งจะไปไหนก็ไปเถอะไอ้แสน ไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอก” อุ๊ยคำพูด
....................
ลำห้วยแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากตัวหมู่บ้านมากนัก มันเป็แหล่งน้ำให้ชาวบ้านใช้ดื่มกินได้ตลอดทั้งปี แม้แต่ในหน้าแล้งก็มีน้ำไม่เคยแห้งขอด และเมื่อยิ่งเข้าสู่ฤดูฝน น้ำในลำห้วยก็จะสูงจนล้นนองสองข้างตลิ่ง นำพาบรรดาปลาน้อยใหญ่ให้ขึ้นมาว่ายหาเขียดหาแมลงกินตามพงหญ้า
่เวลานี้ของทุกปี นับได้ว่าเป็่เวลาทองสำหรับเด็กๆ ในหมู่บ้าน ที่ตั้งปลีกเร้นกายอยู่ในหุบเขา เพราะจะมีอะไรที่สร้างความบันเทิงให้พวกเขาได้เท่ากับการวางไซดักปลาอีกเล่า แสนก็ไม่ต่างจากเด็กทั่วไป ที่ความสุขนั้นหาได้ง่ายและใกล้ตัว
เด็กทั้งสี่เดินย่ำไปในพงหญ้าที่น้ำเจิ่งนองสูงเหนือตาตุ่ม แต่ละคนบ้างถือบ้างสะพายไซดักปลาทั้งเล็กและใหญ่คละขนาดกันหลายอัน ทุกคนช่วยกันส่ายตามองหาทำเลที่วางไซ ที่คาดว่าจะได้ปลาติดกลับมามากๆ และหลังจากวางไซซุกไว้กับพงหญ้า พวกเขาก็พากันเดินเล่นไปที่ริมห้วย มองหาลูกไม้เก็บกินฆ่าเวลา เพื่อที่จะย้อนกลับมาเก็บกู้ไซที่วางไว้ตามจุดต่างๆ อีกครั้งตอนขากลับ
“แม่ข้าเคยบอกว่า อุ๊ยคำแกมองเห็นผีได้ มันแต๊ก๊ะไอ้แสน?” แก้วเอ่ยขึ้น
“ไม่รู้สิ... อาจจะแต๊ก็ได้มั้ง” แสนตอบ
“อุ๊วะ! แต๊ไม่แต๊ก็ตอบให้มันชัดหน่อยสิวะ”
“แล้วเอ็งจะรู้ไปทำไมวะไอ้แก้ว” แสนพูดพร้อมกับอมยิ้มน้อยๆ
“ก็แค่อยากรู้เฉยๆ แค่นั้นแหละ”
“เื่บางเื่ ถ้ารู้แล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร ก็ไม่จำเป็ต้องรู้ก็ได้มั้ง” แสนพูด
“แหม เอ็งนี่นะ... บางทีก็ชอบพูดจาอย่างกับเป็พ่ออุ๊ย”
“แต่ข้าเชื่อนะว่าอุ๊ยคำแกมองเห็นผีได้” สมพูดขึ้นบ้าง “แล้วเอ็งล่ะ เอ็งเป็เหลนแม่อุ๊ย เอ็งก็มองเห็นผีด้วยเหมือนกันใช่มั้ย?”
แสนยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ “ข้าเห็นมากกว่าผีอีก”
“หะ! เอ็งเห็นอะไรเหรอ?” แก้วกับสมพูดขึ้นพร้อมกัน
“ข้าเห็น... นั่นไง” แสนพูดและชี้นิ้วไปข้างหลังของเด็กทั้งสอง
แก้วกับสมรีบหันหลังกลับไปมอง แต่ก็ไม่เห็นอะไร แล้วแสนก็ใช้มะเหงกเขกหัวทั้งสองคนเสียงดังโป๊ก
“อูย...เจ๊บ ไอ้แสน เอ็งนี่มันชอบเล่นแบบนี้เรื่อยเลย ไม่รู้รึไงว่าเอ็งมันมือหนักอย่างกับอะไร” แก้วกับสมบ่น พลางลูบหัวตัวเองป้อยๆ
ทั้งแสนและบัวนวลต่างก็หัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน แต่แล้วแสนก็หยุดชะงักไป ก่อนจะย่อตัวก้มลงมองบางอย่างที่พื้นดิน
[พบรอยเท้าสัตว์]
* * * *
[พิเคราะห์จากฐานข้อมูลเดิม]
* * * *
[รอยเท้าเสือ]
* * *
[-เสือสมิง-]
“!!!” แสนลุกขึ้นพรวด รีบกวาดตามองไปรอบตัวทันที
“มีอะไรเหรอแสน?” บัวนวลถามขึ้นเมื่อเห็นอาการแปลกไปของแสน
“พวกเรารีบกลับเข้าหมู่บ้านกันเถอะ” แสนพูด “ทิ้งไซดักปลาไว้ที่นี่แหละ วันหน้าค่อยกลับมาเอา”
เด็กทั้งสามต่างรู้สึกงงงัน แต่ก็ถูกแสนทั้งฉุดทั้งดันให้กลับเข้าหมู่บ้านไปพร้อมกับเขา
ยังไม่ทันผ่านเข้าเขตหมู่บ้าน เด็กๆ ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อได้ยินเสียงกีบเท้าเหยาะย่างดังขึ้นมาจากอีกฟากของเนินดิน
ไม่ถึงอึดใจ ขบวนม้าลาล่อหลายสิบตัวก็ก้าวโผล่พ้นเนินดินขึ้นมา บนหลังของแทบทุกตัวแบกเทินด้วยตระกร้าสัมภาระใบใหญ่ดูหนักอึ้ง จนแทบไม่น่าเชื่อว่า พวกมันจะสามารถเดินผ่านเนินสูงชันนั้นขึ้นมาได้ เคียงคู่มากับพวกมันคือ กลุ่มคนจำนวนหนึ่งเกือบเท่าจำนวนม้า บ้างจุงบ้างเดินไล่ต้อนฝูงพาหนะให้เดินตรงเข้ามาทางเด็กทั้งสี่
ทันทีที่ชายบนหลังม้าท้ายขบวนมองเห็นพวกเด็กๆ เขาก็โบกมือไปมาอย่างร่าเริง ก่อนจะกระตุ้นม้าให้วิ่งแซงออกมาจากแถวขบวน
“บัวนวล! นี้น้องออกมารอรับพี่เชียวรึ รู้ได้ยังไงเนี่ยว่าพี่จะมาถึงวันนี้” ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบ ใบหน้าขาวแต่มอมแมมไปด้วยฝุ่นพูดขึ้น
“อ้ายสิงห์ผา!” บัวนวลร้องขึ้นอย่างดีใจ
ชายหนุ่มะโลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เดินตรงมาขยี้หัวของบัวนวลอย่างเอ็นดู
“ไม่เจอกันร่วมปีเลยนะน้องสาวพี่ โตขึ้นเยอะเลยทีเดียว ใกล้จะเป็สาวแล้วมั้งเนี่ย” เขาพูดเสียงดังฉะฉาน
“อ๊ะ! แล้วนั่นไอ้แสนรึ...ปานจุดแดงแบบนี้มีคนเดียวในหมู่บ้านแน่ เอ็งก็โตขึ้นมากเหมือนกันนะไอ้แสน”
“อ้ายสิงห์ผา” แสนเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม
“แล้วสองคนนั่นล่ะ ใช่ไอ้แก้ว ไอ้สมมั้ย?”
“ใช่จ้ะ พวกฉันเอง อ้ายสิงห์ผา” เด็กทั้งสองพูดพร้อมกัน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเอ็งอุตส่าห์มารอต้อนรับข้า เหมือนกับรู้ว่าข้ามีของจากเมืองใต้มาฝากพวกเอ็งด้วย ไป๊ รีบเข้าหมู่บ้านกันเถอะ ข้าคิดถึงหมู่บ้านของเราจะแย่อยู่แล้ว”
แล้วสิงห์ผาก็จูงมือบัวนวลข้างหนึ่งจูงม้าอีกข้างหนึ่ง เดินตรงเข้าหมู่บ้านไป เด็กทั้งสามคนก็รีบตามไปด้วยติดๆ ขบวนพาหนะบรรทุกสินค้าก็ทยอยเดินเรียงแถวเข้าสู่ลานกว้างของหมู่บ้าน เสียงอึกทึกคึกครื้นเริ่มดังขึ้น เมื่อบรรดาญาติพี่น้องที่รู้ข่าวต่างกรูออกมาต้อนรับ บรรยากาศการพบกันที่เปี่ยมสุขเยี่ยงนี้ ทำให้แสนลืมเลือนเื่รอยเท้าที่พบไปเสียสิ้น
แสนมองดูขบวนสินค้าที่กลับจากเมืองใต้อย่างตื่นตาตื่นใจ เขาคุ้นหน้ากับทุกคนในขบวนดี ยกเว้นแต่ ชายคนหนึ่งที่ดูไม่คุ้นตา เขาเป็ชายสูงวัย ใบหน้ามีริ้วรอยของอายุ ผมทั้งหัวถูกโกนจนเหลือแต่ตอสีขาวสั้นกุด ทั้งร่างห่มคลุมด้วยผ้าผืนใหญ่สีน้ำตาลเข้มเต็มไปด้วยฝุ่น แต่ทว่าท่าทางที่ดูสงบนิ่งและสำรวมนั้น กลับทำให้แสนรู้สึกประทับใจ
.................................
................................
*เล่าเสริมเพิ่มอรรถรส
พิธีทำขวัญ ในวัฒนธรรมร่วมของคนพูดภาษาตระกูล ไต-ไท จะมีความเชื่อร่วมกันว่า ขวัญต้องอยู่คู่กับร่างกาย เ้าของขวัญจึงจะอยู่ดีแข็งแรงสุขสบาย หากขวัญไม่อยู่ก็จะเจ็บไข้ ได้ป่วย จนอาจถึงตายได้ก็มี
ดังนั้นจึงมีพิธีกรรมเกี่ยวกับขวัญ เรียกว่า ทำขวัญ รับขวัญ หรือ สู่ขวัญ ในทุก่สำคัญของชีวิต ทั้งต่อตัวปัจเจกบุคคล หรือชุมชนส่วนรวม รวมถึงสถานที่ก็ด้วยเช่นกัน เพราะตามนิยามเื่ขวัญแล้วนั้น ขวัญมีอยู่ได้ในแทบทุกที่ ทั้งคน สัตว์ สิ่งของ รวมทั้งเรือกสวน ไร่ นา และ อุปกรณ์การเกษตร
ผู้นำในการทำพิธี ั้แ่ดึกดำบรรพ์มาล้วนแล้วแต่เป็ผู้หญิง เรียกกันว่า หมอผี หมอขวัญ หรือ หมอแคน ผู้ทำพิธีจะทำหน้าที่บอกเล่าขับลำนำคำคล้องจอง อาจมีดนตรีจำพวก แคน และ กลอง ประกอบจังหวะการร้อง ที่เน้นใช้ลูกคอร้องเอื้อนลากยาว ทั้งคำร้องและดนตรีเป็ภาษาที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสื่อสารไปถึงผีฟ้าผีแถนและผีบรรพชน

ภาพลายสลักบนขวานสำริด ขุดพบในหลุมศพเมืองดงเซิน เวียดนาม เป็ภาพหมอขวัญหมอแคน ในวัฒนธรรมไตดำ
งานพิธีการทำขวัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็งานมงคล หรืออวมงคลในนิยามของคนในยุคปัจจุบัน เดิมทีนั้นล้วนแต่เป็งานรื่นเริง มีการละเล่นและมหรสพครื้นเครงสนุกสนาน ไม่เว้นแม้แต่งานศพ ซึ่งปัจจุบันหลายท้องถิ่นในประเทศไทย ก็ยังคงยึดถือปฏิบัติตามประเพณีดั้งเดิมนี้อยู่ แม้ว่าจะปรับเปลี่ยนมาเป็พิธีการแบบพุทธกันแล้วก็ตาม
ดังนั้นเมื่อพิธีทำขวัญซึ่งเป็พิธีกรรมดั้งเดิมของกลุ่มคนนับถือผีบรรพชน เมื่อมาพบกันครึ่งทางกับพิธีกรรมแบบพุทธ ผีบรรพชนก็ถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องเสียใหม่ กลายเป็ เทวดา หรือเทพาอารักษ์ ผีน้ำ ผีนา ก็ถูกจับไปผนวกรวมกับ แม่โพสพ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากศาสนาพราหมณ์ในอินเดีย แต่นี่ก็เป็เอกลักษณ์อันโดดเด่นของสังคมไทย ซึ่งมีการประนีประนอมสูง จนก่อให้เกิดเป็วัฒนธรรมเฉพาะตัว ที่สืบทอดและส่งต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
………………………….
………………………….
พบกันใหม่ตอนหน้าครับ สวัสดี