ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่65 คลี่คลาย

            นัยน์ตาของรองเจ้าสำนักเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ! “ปากดีนัก! แหลกไปซะ!!!!” กงซุนอู๋หมดความอดทนแล้ว มันกำลังจะฟาดฝ่ามืออันพิสดารนี้ลงแล้ว!!

             

            “ท่านกล้างั้นรึ!!!!” หนิงเฟยหลงตวาดลั่น!! กงซุนอู๋ก็เกิดความลังเลขึ้น“เหตุใดเจ้าหนุ่มนี้ถึงหาญกล้าขึ้น กล้าแม้กระทั่งตวาดใส่ข้า!”

             

            กร๊อบ กร๊อบ! “หยุด....”

             

            “หืม?”รองเจ้าสำนักเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าเข้าใกล้มาหน้าจวนก็เหลือบไปมองฝ่ามือที่จะตะปบลงก็ยั้งไว้อยู่ แววตาก่อนหน้าก็เปลี่ยนเป็นสับสนชั่วครู่

             

            “ใครกันที่มา?”

             

            เมื่อขบวนมาใกล้ขึ้นธงที่นำหน้าขบวนชูไสว! “องค์รัชทายาท!!”ฝูงชนต่างพากันถอยหนี เปิดทางให้รมม้าคันโอ่อ่าเข้ามาจอดหน้าจวนองค์ชายสี่เองก็ถอยไปด้านข้างพร้อมกับแม่ทัพพยัคฆ์ทหารหกร้อยเศษก็เปิดทางเหล่าทหารม้าล้วนลงจากม้าทั้งสิ้น

             

            กองทหารองครักษ์ขององค์รัชทายาทมาถึง ก็เข้าควบคุมสถานการณ์ทันทีทหารที่นำมาแม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่าฝั่งขององค์ชายสี่ แต่ล้วนเก่งกล้ากว่าทั้งสิ้นขั้นต่ำสุดอยู่ขอบเขตแดนกายขั้นแปด สูงสุดอยู่ที่ระดับแก่นพลังซึ่งต่างจากกองทหารขององค์ชายสี่ที่แม้ว่าจะมีมาก แต่ทหารเหล่านั้นระดับความสามารถต่างปะปนสูงสุดก็อยู่เพียงกำเนิดพลัง ไม่นับรวมแม่ทัพพยัคฆ์ผู้เดียวทหารฝ่ายองค์รัชทายาทมีจำนวนห้าร้อยนาย ทหารองค์ชายบัดนี้เหลือเจ็ดร้อยเศษ

             

            การเผชิญหน้าระหว่างองค์รัชทายาทและองค์ชายสี่ได้เริ่มขึ้นแล้ว!

             

            “องค์รัชทายาทเสด็จ!”

             

            “ถวายบังคมองค์รัชทายาท!” ผู้คนต่างคุกเข่าลงคำนับรองเจ้าสำนักรีบดึงฝ่ามือกลับทะยานร่างไปหน้าจวน ตามมารยาทที่สมควรก่อนไปมันถลึงตามองหนิงเฟยหลงอย่างดุร้าย “ต้องมีสักวันที่เราจะได้เจอกันอีกแน่!!”

             

            เมื่อกงซุนอู๋ไปแล้วค่ายกลก็คลายลง อี้อ๋องนำหนิงเฟยหลงเข้าไปถวายบังคม

             

            “เสด็จพ่อ องค์รัชทายาท” ทั้งสองต่างพากันคำนับ

             

             องค์รัชทายาทเสด็จผู้คนล้วนต้องทำความเคารพหาไม่แล้วคงไม่พ้นโทษประหาร! กงซุนอู๋ก็อยากที่จะรักษาศีรษะของตนไว้จึงต้องรีบไปมีฝีมือสูงล้ำแล้วอย่างไรสุดท้ายแล้วก็ไม่อาจพ้นจากอำนาจอันไพศาลของราชสำนักได้อยู่ดี

             

            “ลุกขึ้นเถอะ” สิ้นเสียงก็มีบุรุษอาภรณ์ดำลวดลายมังกรเดินออกมาจากรถม้าบุรุษผู้นี้ร่างผอมบาง ไม่สูงไม่เตี้ย ใบหน้าเอิบอิ่มประดับด้วยรอยยิ้มเสมอแววตาอ่อนโยน หน้าผากกว้าง หูยาว บนศีรษะประดับด้วยปิ่นไม้ดำ

             

            องค์รัชทายาทเข้ามาพยุงองค์ชายสี่ให้ลุกขึ้น พลางกล่าวด้วยเสียงอันเบาว่า“วันนี้นับว่าเจ้าทำดีนัก นครหลวงในยามนี้ต่างครื้นเครงไปเสียหมด”

             

            “เสด็จพี่ท่านมาแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านกลับไปเถอะ”องค์ชายสี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนน้อม ทว่าคำพูดนั้นกลับไร้ซึ่งความเกรงใจ

             

            “ไม่เกี่ยวกับข้า? เช่นนั้นเรื่องที่เจ้าก่อกวนความสงบ นำทหารเพ่นพ่านบุกตะลุยเขตขุนนางมาจนถึงเชื้อพระวงศ์ ทั้งยังบุกรุกจวนอ๋อง เจ้าจะว่าอย่างไร!!” รัชทายาทกล่าวเสียงดังทว่ากลับไม่เจือปนด้วยโทสะเลยแม้แต่น้อย

             

            ใบหน้าองค์ชายสี่รู้สึกด้านชามองไปยังรองเจ้าสำนักอย่างร้อนรน

             

            “องค์รัชทายาท เรื่องนี้เป็นเพียงการเข้าใจผิดกัน เกินเลยบานปลายไปบ้างขอพระองค์ทรงอภัย” กงซุนอู๋ กล่าวอย่างรีบร้อนเกรงว่า องค์รัชทายาทจะโกรธเคืองเวลานี้ไม่เหมาะที่จะปะทะด้วยองค์รัชทายาท

             

            “ถ้าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเช่นนั้นพวกท่านก็แยกย้ายกันเถอะ!” องค์รัชทายาทโบกมือคล้ายไม่ใส่ใจ

             

            “แต่....” ถูลู่หลิ่งเอ่ยขึ้น แต่ก็ถูกขัดโดยรองเจ้าสำนัก

             

            “ท่านถูมีอะไรจะชี้แนะข้าหรือ?”รอยยิ้มที่อ่อนโยนเผยออกมาให้เห็นจากพระพักตร์ขององค์รัชทายาทต่างจากบรรยากาศที่ครุกกรุ่น

             

            ถูลู่หลิ่งเห็นสายตาที่เป็นกังวลของรองเจ้าสำนัก จึงรีบเอ่ยตอบ “ไม่มีไม่มีพะยะค่ะ”

             

            “ตราบใดที่ไม่มีราชโองการฉบับใหม่ ทุกสิ่งย่อมไม่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างยังคงเดิม หวังว่าพวกท่านจะเข้าใจ”กล่าวจบองค์รัชทายาทก็ไม่พูดจาต่อหันหลังกลับไปที่รถม้า

             

            ระหว่างทางก็หันมาทางอี้อ๋อง แล้วเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า“ทำการใดให้ระวังอย่าได้วู่วามอีก” กำชับแล้วจึงก็หันมาสบสายตาหนิงเฟยหลงหนึ่งคราด้วยสายตาสงบนิ่งจากนั้นก็คล้ายไม่สนใจสืบเท้าเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ ทว่าท่วงท่ากลับสง่างาม เสด็จขึ้นรถม้าพระที่นั่งแล้วรถม้าจึงค่อยเคลื่อนออกไป

             

            “สมแล้วที่เป็นองค์รัชทายาท”หนิงเฟยหลงไม่เห็นแม้กระทั่งอารมณ์ความโกรธแผ่ซ่านออกมาจากชายผู้นี้เลยอารมณ์ความรู้สึกใด ๆนอกเหนือจากความอ่อนโยนแล้วไม่สามารถสัมผัสได้ช่างเป็นยอดคนจริง ๆ

             

            “แล้วเราจะได้เจอกันอีกแน่!” องค์ชายสี่หันมามองหนิงเฟยหลงอย่างอาฆาตมาดร้าย

             

            เมื่อรถม้าขององค์รัชทายาทเคลื่อนออกไปองค์ชายสี่จึงนำไพร่พลแยกย้ายออกไปตาม โดยไม่ได้สนใจอี้อ๋องและหนิงเฟยหลงอีกจะมีก็แต่ถูลู่หลิ่งที่หันหน้ามามองหนิงเฟยหลงด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรก่อนจากไป

             

            ..........

             

            หลังจากเรื่องวุ่นวายคลี่คลายไปแล้ว หนิงเฟยหลงก็ลาอี้อ๋องกลับจวนเมื่อมาถึงก็พบกับเหล่าสหายของตนที่มารอฟังข่าวและให้กำลังใจ หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มร่างโตกำยำมันไม่ใช่ใครอื่น ‘เหอไฉเฉิน’ สหายคนใหม่ของชายหนุ่มนั่นเองและยังมีศิษย์พี่ฝ่ายในอีกหลายคน รวมถึงผู้ที่ฝ่าฟันความทุกข์ยากมาร่วมกันอย่างซ่งจิ่นติ้ง จูเหยียนก็มาคอยอยู่

             

            หนิงเฟยหลงเห็นผู้คนมากมายมาเยี่ยมเยียนก็เชิญเข้าไปในจวน สั่งบ่าวไพร่จัดที่นั่งสำรับรองรับทุกคนผู้คนต่างสนทนาเรื่องที่เกิดขึ้นเหตุการณ์ที่จวนอ๋องล่วงรู้ความจริงบ้างก็พากันตื่นเต้น บ้างก็พากันครุ่นคิดไม่นานหัวข้อการสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นการพูดคุยอย่างออกรสบรรยากาศเริ่มสนุกสนานกลบเกลื่อนความเคร่งเครียดในวันนี้ไปหมด ความเหนื่อยล้าค่อยๆจางหายไป

             

             “เสี่ยวหลงวันนี้ข้าไม่อาจช่วยเจ้าได้แต่หากมีเรื่องอื่นให้ข้าช่วยก็บอกมาได้นะ” เหอไฉเฉินกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

             

            “ตกลง!ไว้ข้ามีปัญหาที่แก้ไม่ตกจะไปหาเจ้าคนแรกเลย” หนิงเฟยหลงก็พลันหัวเราะตามมา

             

            ใบหน้าเหอไฉเฉินเหยเกชั่วขณะ “นี่เจ้า...ได้ข้าจะไม่ถือสาเจ้าหากมีปัญหามาหาข้า เช่นนั้นยามที่มีสุราก็อย่าลืมแบ่งปันข้าด้วย!”

             

            “ได้! เชิญ!” ทั้งสองต่างยกจอกสุราขึ้นมาดื่มอย่างสะใจดื่มต่ออีกหลายจอกเหอไฉเฉินและหนิงเฟยหลงจึงฟุบลงกับโต๊ะบ่าวไพร่ต่างพาคุณชายทั้งสองไปพักผ่อน

             

            วันนี้ไม่ใช่งานเลี้ยงใด ๆเพียงแต่มีการรับรองเท่านั้นเมื่อหนิงเฟยหลงไม่อยู่แล้วแขกที่อยู่ในจวนจึงพากันกลับบรรยากาศที่ครึกครื้นกลับมาเป็นสงบเงียบอีกครั้ง

             

            หนิงอันอันคอยอยู่ข้างกายพี่ชายตลอดเมื่อเห็นว่าพี่ชายเริ่มได้สติจึงเข้าไปหา

             

            “พี่ท่านเป็นอย่างไร?” นางกล่าวด้วยเสียงที่นุ่มนวลแฝงไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

             

            หนิงเฟยหลงสะบัดหัวไปมานำมือมากุมหัว แล้วจึงเอ่ยตอบ“ข้า..ปวดศีรษะเล็กน้อย....อย่าได้กังวล.....เร็วรีบเรียกพี่ชงเป่าเข้ามา”

             

            “อืม” หนิงอันอันรับคำแล้ว จึงออกไปเรียกชงเป่า ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึง..

             

            “พี่ชงเป่าอาการท่านเป็นอย่างไร?” หนิงเฟยหลงยังรู้สึกเบลอๆไม่ทันสังเกตว่า ชงเป่ามีสีหน้าที่แจ่มใสขึ้นแล้วจึงเอ่ยถาม

             

            “ดีขึ้นมากแล้วนายน้อย ท่านมีอะไรจะสั่งหรือ?”

             

            หนิงเฟยหลงสะบัดหน้าซ้ายขวาอีกครั้งในมือก็กุมศีรษะนวดเค้นไปมาสักพักจึงเอ่ยตอบ“คืนนี้ท่านจัดกำลังคนรอบตึกนี้ให้หนาแน่น ข้าไม่สามารถอยู่ตึกนี้ได้จำเป็นต้องพาหนิงอันอันย้ายไปอยู่ตึกหลักชั่วคราว แต่ต้องไปอย่างเงียบเชียบ ไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้ท่านต้องประจำอยู่ที่นี่ ส่วนพี่ชงหยงให้ตามไปตึกหลัก”

             

            “ขอรับ!”รับคำสั่งแล้วชงเป่าก็เรียกองครักษ์จำนวนสามสิบนายมารับคำสั่งหน้าตึก

             

            ส่วนชงหยงได้พาสองพี่น้องลอบเข้าตึกหลักอย่างลับ ๆในเวลานี้ชายหนุ่มยังไม่สามารถทำสิ่งใดได้จึงต้องหลบซ่อนตัวก่อน“ข้านี่ช่างเลอะเลือน ทั้งที่รู้ว่าคืนนี้จะมีภัย กลับเมามายเสียได้...”หนิงเฟยหลงพึมพำกับตนเองรอยยิ้มก็พลันปรากฏที่มุมปาก

             

            ..........