ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 49 ข้ามระดับสู้ศึก หอกวายุคลั่ง!

            เจียงจืออวี๋ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอทำนั้นสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนภายนอกมากเพียงใดและดึงดูดสายตาผู้คนมามากแค่ไหน

            ในขณะนี้เธอจดจ่ออยู่กับการต่อสู้กับวานรสะเทือนปฐพีเท่านั้น

            การต่อสู้กับวานรสะเทือนปฐพีที่มีค่าพลังเลือดสูงถึงสี่พันห้านั้นเห็นได้ชัดว่าไม่สามารถใช้วิธีแลกชีวิตเหมือนตอนสู้กับสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีได้อีก

            มิฉะนั้นสิ่งที่รอเธออยู่คงมีเพียงระบบที่ตัดสินว่าเธอพ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้

            หากพูดถึงด้านการป้องกันวานรสะเทือนปฐพีมีผิวหนังและขนที่หนาเตอะ หากพูดถึงความคล่องตัวสัตว์อสูรประเภทกึ่งมนุษย์นั้นไม่ว่าจะเป็นการโจมตีหรือการหลบหลีกก็ว่องไวอย่างยิ่งและหากพูดถึงพละกำลังค่าพลังเลือดที่มหาศาลก็ทำให้ทุกการโจมตีของมันหนักหน่วงราวกับภูผาถล่ม

            ภายใต้การโจมตีอย่างต่อเนื่องของมันการต้านทานของเจียงจืออวี๋เริ่มดูยากลำบาก

            เพียงปะทะกันไม่ถึงสามกระบวนท่าสถานการณ์ก็เริ่มเอียงไปทางวานรสะเทือนปฐพี

            นี่คือความได้เปรียบที่เกิดจากการบดขยี้ด้วยค่าพลังเลือด

            ไม่ว่าจะเป็นพละกำลังร่างกาย การป้องกัน หรือความเร็ว เจียงจืออวี๋ล้วนไม่อาจเทียบติด

            สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงการอาศัยหอกโลหะผสมในมือคอยปัดป้องและหลอกล่อเพื่อถ่วงเวลาเท่านั้น

            ทว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่ช่วยให้การต่อสู้ดีขึ้นตรงกันข้าม มันจะทำให้เธอตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ

            ในความเป็นจริงนี่คือเรื่องปกติของหอพิชิตดาว

            เมื่อระดับชั้นสูงขึ้นเรื่อยๆความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรที่พบก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ในที่สุดทุกคนย่อมต้องพบกับคู่ต่อสู้ที่ตนเองไม่อาจเอาชนะได้ในตอนนี้

            และขีดจำกัดของนักศึกษาใหม่สุ่ยมู่ส่วนใหญ่ก็มักจะมาจบลงตรงหน้าวานรสะเทือนปฐพีในชั้นที่เจ็ดนี่เอง

            บางปีไม่มีใครสามารถผ่านชั้นที่เจ็ดไปได้เลยด้วยซ้ำ

            ทว่าท่ามกลางวิกฤตเช่นนี้แววตาของเจียงจืออวี๋กลับไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อยตรงกันข้ามเธอกลับสงบนิ่งยิ่งขึ้น

            หอกโลหะผสมในมือฟาดออกด้านข้างกระแทกเข้ากับหมัดยักษ์ที่เหวี่ยงมาของวานรสะเทือนปฐพีอย่างแรงเจียงจืออวี๋ขยับเท้าถอยร่นไปด้านหลังหลายก้าวอย่างรวดเร็วและในจุดที่เธอเคยยืนอยู่นั้น หมัดยักษ์ก็กระแทกซัดลงมาอย่างรุนแรง

            ไป๋ฉางเซิงที่อยู่ในถุงกักวิญญาณมองดูการต่อสู้ที่ดูเหมือนจะอันตรายรอบด้านแต่เขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะออกจากถุงกักวิญญาณเลย

            หากเขาร่วมสู้ด้วยการร่วมมือกับเจียงจืออวี๋เพื่อล้มวานรสะเทือนปฐพีนั้นไม่ใช่เรื่องยากแต่ในเมื่อเธอยังไม่ได้เอ่ยปาก เขาก็ไม่อยากเข้าไปแทรกแซงโดยพลการ

            สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแม้ดูเหมือนเจียงจืออวี๋จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทุกจังหวะ แต่ในความเป็นจริงตั้งแต่ต้นจนจบวานรสะเทือนปฐพีกลับไม่สามารถสัมผัสตัวเธอได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

            นี่ไม่ใช่ลักษณะของผู้ที่เสียเปรียบจนไร้ทางสู้เลยสักนิด

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกนี้อย่างไรแต่มันไม่ปกติเอาเสียเลย

            “วิชาเคลื่อนไหวระดับเข้าถึงแก่น”

            ภายนอกหอพิชิตดาวชายชราผมขาวคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ

            เหล่านักศึกษาอาจมองไม่ออกแต่พวกเขามีหรือจะมองไม่เห็น?

            ทุกจังหวะที่ดูเหมือนจะหวุดหวิดอันตรายแต่ในความเป็นจริงเจียงจืออวี๋มักจะสามารถขยับร่างกายในระยะที่น้อยที่สุดเพื่อหลบการโจมตีของวานรสะเทือนปฐพีได้ในวินาทีสำคัญเสมอแถมยังทิ้งรอยแผลไว้บนตัวของมันได้อีกด้วย

            อย่าว่าแต่เกิดขึ้นกับนักศึกษาเลยแม้แต่ระดับแม่ทัพยุทธ์เอง ก็น้อยคนนักที่จะทำได้ถึงระดับนี้

            วิชาการเคลื่อนไหวนั้นต่างจากทักษะยุทธ์เพราะต้องอาศัยความเข้าใจของตัวเองเป็นหลักจนถึงปัจจุบันยังไม่มีเคล็ดวิชาการเคลื่อนไหวระดับสูงสุดที่สมบูรณ์แบบชุดไหนถูกสร้างขึ้นมา

            เพราะการต่อสู้นั้นไม่มีรูปแบบตายตัวจะหลบตอนไหน หลบอย่างไร หรือหลบไปทิศทางไหน ล้วนไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน

            แต่ตอนนี้พวกเขากลับได้เห็นวิชาเคลื่อนไหวระดับเข้าถึงแก่นในตัวของนักศึกษาใหม่?

            หยกดิบ!

            นี่คือหยกดิบเลอค่าชัดๆ!

            ไม่ต้องพูดถึงเรื่องค่าพลังเลือดของเธอเลยแค่ความเข้าใจที่สามารถบรรลุวิชาเคลื่อนไหวระดับเข้าถึงแก่นได้ตั้งแต่ยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสองเจียงจืออวี๋ก็ถือเป็นหยกดิบที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว

            “และไม่ใช่แค่วิชาเคลื่อนไหวระดับเข้าถึงแก่นเท่านั้นนะ”

            “ลองดูการโจมตีของเธอสิ”

            “ดูเหมือนแต่ละครั้งจะทิ่มแทงออกไปตามใจชอบ แต่ความจริงแล้วปลายหอกล้วนเล็งไปที่จุดที่การป้องกันของวานรสะเทือนปฐพีค่อนข้างอ่อนแอทั้งสิ้น”

            “ทั้งข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า…”

            “ลำพังเพียงการควบคุมอาวุธระดับนี้ หากปราศจากการฝึกฝนมาอย่างยาวนานหลายปีย่อมไม่มีทางทำได้แน่นอน”

            “เธอเป็นทายาทตระกูลไหนกัน?”

            ทั้งสามคนในที่นั้นไม่ใช่คนธรรมดาสายตาของพวกเขาแหลมคมยิ่งนัก

            ทว่าหลังจากเพ่งมองอยู่พักใหญ่พวกเขาก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากระบวนท่าของเจียงจืออวี๋มาจากสำนักหรือตระกูลใด

            “เจียงจืออวี๋…ในบรรดาราชันยุทธ์และจักรพรรดิยุทธ์ตระกูลเจียงแห่งเทียนเฉามีทั้งหมดเจ็ดท่าน”

            “แต่คนที่ฝึกวิถียุทธ์พลังเลือดและใช้หอกมีเพียงคนเดียว”

            “แต่เขาผู้นั้นไม่มีภรรยาและไม่มีทายาทตลอดชีวิตเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นลูกหลานของเขา”

            ทั้งสามคนตกอยู่ในความเงียบ

            ในเมื่อไม่ใช่การสืบทอดที่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าก็เหลือความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือเจียงจืออวี๋มีพรสวรรค์ในวิถีแห่งหอกที่สูงล้ำจนทำให้พวกเขาต้องหวั่นไหว!

            วิชาเคลื่อนไหวระดับเข้าถึงแก่นเพลงหอกที่เหนือชั้น…

            ไม่ต้องคิดเลยว่าขอเพียงได้รับการขัดเกลาอีกเล็กน้อยเจียงจืออวี๋จะสำแดงพรสวรรค์ออกมาได้อย่างเต็มที่แน่นอน

            ในอนาคตย่อมมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขา

            “เมล็ดพันธุ์แห่งราชันยุทธ์! นี่คือเมล็ดพันธุ์แห่งราชันยุทธ์อย่างแท้จริง!”

            ชายชราที่ยืนอยู่ตรงกลางแสดงความตื่นเต้นผ่านดวงตา

            เขาคือคณบดีคณะวิถียุทธ์พลังเลือดแต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นอาจารย์ด้วย

            เมื่อได้เจอนักศึกษาที่มีพรสวรรค์ระดับสุดยอดเช่นนี้ย่อมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากได้มาเป็นลูกศิษย์

            ทว่านั่นกลับเรียกความอิจฉาจากอีกสองคนที่อยู่ข้างๆได้ไม่น้อย

            “ได้หยกงามไปครอบครอง ช่างโชคดีจริงนะนาย”

            การฝึกยุทธ์มีสามเส้นทางหลักคือวิถียุทธ์พลังเลือด ผู้ควบคุมสัตว์อสูร และการควบคุมเวทมนตร์

            สามเส้นทางนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงพรสวรรค์ที่ต้องการย่อมเน้นหนักไปคนละด้าน

            พวกเขาย่อมมองออกว่าพรสวรรค์ที่เจียงจืออวี๋แสดงออกมานั้นเหมาะสมกับเส้นทางใดมากที่สุด

            “นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่คณะวิถียุทธ์พลังเลือดของฉันไม่มีเด็กปั้นเก่งๆแบบนี้มาเข้าเรียนสักที”

            เมื่อได้ยินคำพูดที่ดูเหมือนจะ‘อิจฉา’ จากคนข้างๆชายชราคนกลางก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย วางท่าทางเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว

            “ชั้นที่เจ็ดคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงแม่หนูคนนี้หรอกต้องรอดูว่าเธอจะยื้อในชั้นที่แปดได้นานแค่ไหน”

            สิ้นเสียงของเขาก็เห็นเจียงจืออวี๋ในกระจกวารีเริ่มบุกจู่โจมทันที

            หอกโลหะผสมในมือร่ายรำจากเดิมที่ถูกวานรสะเทือนปฐพีกดดันจนต้องถอยร่นพลันเปลี่ยนไปเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการบุกทะลวงอย่างหนักหน่วง

            “หอกวายุคลั่ง!”

            เจียงจืออวี๋หลุบตาลงเล็กน้อยแววตามีประกายแสงวาบผ่าน หลังจากเธอขานเรียกคำว่าวายุคลั่งออกมาเบาๆเพลงหอกก็เปลี่ยนไปทันที ราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ หอกในมือแทงออกไปตามด้วยอีกหอกทันควัน

            ระบบAI ของหอพิชิตดาวสามารถวิเคราะห์ความเสียหายจากการโจมตีผ่านภาพการต่อสู้และสร้างรอยแผลบนตัวสัตว์อสูรจำลองได้อย่างสมจริง

            หากโจมตีบาดแผลเหล่านี้สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงหรือแม้แต่ถึงตายได้

            นี่คือสาเหตุที่ความสมจริงของระบบนั้นสูงมาก

            และการที่เจียงจืออวี๋ยอมถอยร่นก่อนหน้านี้ก็เพื่อทิ้งรอยแผลเล็กๆ เหล่านี้ไว้บนตัวของวานรสะเทือนปฐพีนั่นเอง

            ดูเหมือนรอยแผลเหล่านั้นจะไม่ถึงแก่ชีวิตหรือแม้แต่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยก็อาจไม่ใช่

            ทว่าในตอนนี้รอยแผลเล็กๆ เหล่านั้นกลับกลายเป็นแต้มต่อในการโต้กลับของเจียงจืออวี๋!

            เมื่อปราศจากผิวหนังหนาๆคอยป้องกันการโจมตีต่อเนื่องของเจียงจืออวี๋ที่กระแทกเข้าใส่บาดแผลเดิมจึงเป็นการขยายปากแผลให้กว้างขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับสั่งสมไอสังหารของเพลงหอกไปด้วยในตัว

            วานรสะเทือนปฐพีแผดร้องคำรามไม่หยุดมันยกหมัดขึ้นหวังจะทำลายจังหวะการโจมตีของเจียงจืออวี๋

            ทว่าในเมื่อเจียงจืออวี๋หาโอกาสนี้มาได้อย่างยากลำบากเธอมีหรือจะปล่อยให้มันทำสำเร็จ?

            “ฆ่า!”

            เสียงตะโกนเบาๆหอกโลหะผสมพุ่งทะยานออกไปเป็นเส้นตรงเล็งเป้าหมายไปที่จุดตายที่ลำคอของวานรสะเทือนปฐพีโดยตรง!