ตอนที่ 7 สำเร็จขั้นพื้นฐาน
ตำราฝึกลมปราณมีทั้งหมด 20 กว่าหน้า แต่หน้าที่มีบันทึกอักษรมีเพียง 12 หน้า และมีเนื้อหาสามส่วนย่อยด้วยกัน
ส่วนแรกบันทึกการปลุกชีพจรลมปราณในร่างกาย หล่อหลอมเป็หนึ่งเดียวกับพลังฟ้าดิน เพื่อกลายเป็ผู้ฝึกตนอย่างเต็มตัว
ส่วนที่สองบันทึกบอกวิธีการใช้พลังลมปราณ โคจรเสริมส่งร่างกายให้แข็งแกร่ง จวบจนปลดปล่อยพลังออกไป หากเชี่ยวชาญมากพอกระทั่งว่าสามารถควบคุมพลังลมปราณได้ดั่งใจนึก จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็พลังทำลายล้าง หรือพลังเสริมหนุนอื่นๆ ก็ทำได้แทบทั้งสิ้น
ส่วนที่สาม ส่วนนี้เป็ส่วนที่หนิงอันอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ เพราะเนื้อหาสลับซับซ้อน รู้แต่เพียงว่ามันบอกถึงวิธีปรับเปลี่ยนพลังลมปราณให้กลายเป็พลังอีกรูปแบบหนึ่ง พลังนี้มีชื่อว่า 'พลังแห่งชีวิต' แต่นางสามารถจับใจความได้รางๆ ว่า พลังที่ว่านี้สามารถรักษาคนได้
หนิงอันทั้งอ่านทั้งใจสั่นสะท้าน ทวนอ่านส่วนที่สามอยู่หลายรอบ ใช้เวลาไปทั้งหมดเกือบ 1 ชั่วยาม แต่นางทบทวนอ่านอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เพิ่งทราบกระจ่างว่าหากแม้นตนยังไม่สามารถฝึกส่วนแรกได้สำเร็จ ส่วนที่สองหรือที่สามก็อย่าหวังจะเข้าใจแจ่มแจ้งถึงแก่นแท้ของมัน
พอรู้ว่ามีพลังที่สามารถรักษาคนได้ หนิงอันก็ตื่นเต้นยินดีเป็การใหญ่ หากนางฝึกฝนบรรลุถึงส่วนที่สาม ไม่แน่ว่าจะรักษาอาการป่วยของมารดาได้
หนิงอันก้มหน้าก้มตาอ่านตำรา ลืมแม้กระทั่งว่าตนอยู่ในระหว่างการทำอาหารเย็น รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่หนิงหนิงเดินเข้ามาในห้องครัว ดวงตากลมโตของเด็กหญิงทอแววสงสัย กล่าวถามขึ้นว่า "พี่ใหญ่ทำอะไรอยู่หรือ? ใช่อ่านหนังสือหรือไม่เ้าคะ?"
หนิงอันค่อยพับตำราวิเศษในมือ ก่อนสอดเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม ยามนี้เพิ่งจะฉุกคิดสงสัย ตอนนั้นที่มีแสงสีเขียวสาดส่อง คนในบ้านไม่รู้สึกตัวกันเลยหรือ? แต่ว่านางคร้านจะใส่ใจในเื่นี้ จะอย่างไรตำราวิเศษเล่มนี้ก็เกินสามัญสำนึกของคนจะเข้าใจได้แล้ว มีเื่ประหลาดเกิดขึ้นอีกก็หาใช่เื่แปลกอันใด
หนิงอันยิ้มพลางกล่าวตอบน้องเล็กไปว่า "ไม่มีอะไร เ้าคงหิวแล้วกระมัง? ตายจริง เดี๋ยวพี่ทำกับข้าวให้เดี๋ยวนี้ เ้าไปรอข้างในก่อนเถอะ บอกพี่รองเ้ากับท่านแม่ด้วยว่าอีกสักครู่กับข้าวก็เสร็จแล้ว"
"เ้าค่ะ" หนิงหนิงผงกศีรษะรับคำ ก่อนเดินกลับเข้าไปในบ้าน
หนิงอันไม่ได้อ่านตำราอีก นางลงมือทำกับข้าวต่อ ระหว่างนั้นก็คิดทบทวนข้อมูลที่ได้อ่านมาในหัว ตั้งใจว่าคืนนี้จะลองทดสอบฝึกฝนดูสักครา พอได้คิดก็รู้สึกตื่นเต้นจนอดใจรอไม่ไหวแล้ว
ไม่นานหนิงอันก็ทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อย ท่ามกลางยามค่ำคืนและภายใต้แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมัน ทุกคนกินข้าวพร้อมหน้าอย่างเอร็ดอร่อย
หนิงซิ่นเจียงเวลานี้ดีขึ้นมากแล้ว รับประทานอาหารได้หลายคำ หนิงอันจึงคลายความกังวลลงได้บ้าง ส่วนเด็กน้อยทั้งสองก็กลับมาร่าเริงเหมือนเช่นปกติ จะอย่างไรพวกเขายังเด็ก ไม่แปลกจะลืมเื่เลวร้ายไปได้อย่างง่ายดาย
ทุกคนกินข้าวอิ่มแล้วก็ถึงเวลาเข้านอน วันนี้หนิงหนิงกับหนิงเทียนรวมถึงหนิงอัน ทั้งสามออกมานอนร่วมเตียงเดียวกันกับท่านแม่ แม้แออัดอยู่บ้าง แต่ก็สร้างความอบอุ่นได้ดีในตอนกลางคืนที่อากาศหนาวเย็น ทั้งยังได้อยู่ดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิด
ทุกคืนก่อนนอนคนเล็กทั้งสองมักหยอกล้อกัน บังเกิดเสียงหัวเราะคิกคักดังเจื้อยแจ้ว ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนไม่เงียบเหงา จนกระทั่งถึงยามดึก แว่วเสียงของเด็กน้อยค่อยเงียบไป หนิงอันยังไม่มีกะใจจะนอนแต่แรก ยามดึกดื่นนางลืมตาตื่นขึ้นมา จากนั้นหยัดกายลุกขึ้นนั่ง ภายใต้แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านรูหน้าต่างเข้ามาในห้องเล็กๆ หญิงสาวหันมองดูคนทั้งสามที่ตอนนี้พากันหลับจนหมดแล้ว นางก็ค่อยๆ คืบคลานลุกออกจากเตียง เดินไปคลำหาเสื้อกันหนาวที่มุมหนึ่งของบ้านเพื่อจะเอามาสวมใส่ ก่อนย่องเท้าออกจากบ้านไปโดยไร้ซุ่มเสียง
ด้านนอกอากาศหนาวเย็น ท้องฟ้าแทบไร้เมฆหมอกบดบัง สามารถมองเห็นหมู่ดวงดาวพร่างพรายเต็มท้องฟ้าได้อย่างแจ่มชัด ทั้งยังมีแสงสีขาวนวลจากพระจันทร์เต็มดวงที่สาดส่องลงมา แม้ยามค่ำคืนยังมองเห็นโดยรอบได้ชัดถนัดตา
หนิงอันเดินมานั่งที่เตียงไม้ไผ่หน้าบ้าน จากนั้นหยิบตำราฝึกลมปราณออกมาจากอกเสื้อ ั้แ่รู้ว่าตำราเล่มนี้เป็ตำราวิเศษ หญิงสาวก็ไม่เคยเก็บไว้ไกลตัว ยังดูแลทะนุถนอมปานสมบัติล้ำค่า
หนิงอันจ้องมองตำราในมืออยู่ครู่หนึ่ง ในใจนึกตื่นเต้นสงสัย จากนั้นพลิกหน้าปกตำรา คราครั้งนี้ยังคงเป็เหมือนก่อนหน้า พอพลิกหน้าหน้าปกตำรา พลันมีแสงสีเขียววูบขึ้น ราวกับเป็กลไกบางอย่าง จากนั้นปรากฏข้อความบันทึกตัวอักษรเต็มหน้ากระดาษ ทุกตัวอักษรล้วนเปล่งแสงสีเขียวเรืองรอง มองดูยังคล้ายว่ามันเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต
ครั้งก่อนหนิงอันอ่านแค่ผิวเผิน ดังนั้นจึงทราบรายละเอียดของตำราแค่ผิวเผินเช่นกัน ยังต้องศึกษาและทำความเข้าใจอีกมาก และยังต้องไปทีละขั้นตอน การฝึกฝนจึงจะบรรลุผลสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์
หนิงอันทราบในเื่นี้ดี ครั้งนี้นางจึงอ่านทวนอีกรอบพร้อมกับทำความเข้าใจไปด้วย
จวบจนถึงข้อความประโยคหนึ่ง ซึ่งเป็ย่อหน้าสุดท้ายของบันทึกส่วนแรก หนิงอันก็อ่านพึมพำเสียงเบาว่า "ตั้งจิตมั่น ปราศจากอารมณ์ทั้งเจ็ด ปล่อยวางความวุ่นวาย ไหลตามกระแส ร่างกายคืออากาศธาตุ ฟ้าดินคือตัวเรา หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่ง"
หนิงอันอ่านทีไรต้องขนลุกเกรียว ราวกับมีพลังบางอย่างแอบซ่อนอยู่ในบันทึก ทำให้คนอ่านรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของพลังเหนือธรรมชาติ
จากนั้นหนิงอันปรากฏสีหน้าจริงจัง นางหลับตาทำจิตใจให้สงบก่อนเป็อันดับ พลางกล่าวพึมพำทบทวนข้อความบันทึกในหัว ทำตามทุกถ้อยคำไม่ขาดตก พลันรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างทั้งในกายและนอกกาย หนิงอันต้องลอบยิ้มยินดีอยู่ภายในใจ
แต่ว่าขณะนั้นเอง ที่สติของนางพลันแตกซ่าน ฉับพลันก็ลืมตาตื่นขึ้นมา สีหน้าขาวซีดพร้อมกับมีเหงื่อผุดพรายขึ้นตามใบหน้าและแผ่นหลัง พลางหอบหายใจหนักหน่วง ราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากฝันร้าย
หนิงอันร้องอุทานว่า "เกิดอะไรขึ้น?"
แต่แล้วฉุกคิดได้ว่าระหว่างตั้งจิตฝึกฝน ห้ามมิให้มีอารมณ์ใดเข้าแทรกแม้แต่นิด เมื่อครู่นางเพิ่งลอบยินดีอยู่หมาดๆ ที่แท้ก็เผลอทำเื่ไม่เป็เื่จนห้วงจิตตีสะท้อนกลับ สติเลยแตกซ่าน ร่างกายก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย จนมีสภาพเป็เช่นนี้
หนิงอันต้องกลืนน้ำลายฝืดลงคอ หากล้มเหลวอีกสักสามสี่ครั้ง นางคงหมดแรงล้มระทวยแน่แล้ว แต่เื่แค่นี้ย่อมไม่ทำให้นางยอมแพ้ หมดแรงก็หมดแรงไป ครั้งนี้ทำไม่สำเร็จ ครั้งหน้าหรือครั้งต่อไปย่อมต้องสำเร็จ จะยากสักแค่ไหนกันเชียว!
หนิงอันยิ่งคิดยิ่งหึกเหิม พลังที่ยิ่งใหญ่ไหนเลยได้มาง่ายดาย ต้องแลกมาด้วยความยากเย็นเช่นนี้ถึงจะสมควรค่าแก่การฝึกฝน ดังนั้นสูดหายใจลึกเข้าเต็มปอดแล้วระบายออกทางปากยาวเหยียด ค่อยหลับตาลงอีกครั้ง ทำจิตใจให้ว่างเปล่า ละทิ้งความคิดและอารมณ์ความรู้สึกทั้งปวง ปล่อยจิตไหลไปตามกระแส ร่างกายดุจดั่งอากาศธาตุ หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับฟ้าดิน!
ระหว่างนั้นรอบตัวของหนิงอัน บังเกิดริ้วสายลมสีเขียวล้อมรอบ เปล่งประกายระยิบระยับ เส้นผมที่ปล่อยยาวจนถึงเอวและเสื้อผ้าตัวหนาของนาง โบกสะบัดพัดพลิ้ว ราวกับอยู่ท่ามกลางสายลมริมทะเล
เหตุการณ์ยังคงเป็เช่นนี้ จวบจนผ่านไปครึ่งก้านธูป พลันบังเกิดเสียงเส้นเอ็นและกระดูกลั่นเสียงดังเกรียวกราว เสียงนี้ย่อมเป็ของหนิงอัน ใบหน้าของหญิงสาวยามนี้แม้นิ่งสงบ แต่สีหน้าซีดขาวไร้เืฝาด แสดงว่าเ็ปสุดทานทน แต่อยู่ในห้วงจิตฝึกฝน ดังนั้นไม่อาจแบ่งความคิดไปสนใจความเ็ปทางร่างกายได้ ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน
แต่ผ่านไปอีกไม่กี่ลมหายใจ ปรากฏว่าสายลายสีเขียวยิ่งมายิ่งมากกว่าเดิม หลั่งไหลมาจากทุกทิศ รวมกันรอบตัวของหนิงอันเป็จุดเดียว โอบล้อมแทบหอบร่างคนลอยขึ้นฟ้าไปได้ ชั่วครู่ให้หลังกลับหดเล็กลง หากสังเกตจะพบว่าที่แท้แล้วเป็ร่างกายของหนิงอันที่กำลังดูดซึมสายลมสีเขียวนี้เข้าไป
หากว่ากันตามตำราที่ได้ระบุไว้ สายลมสีเขียวนี้ก็คือพลัง ‘ฉี’ หรือพลัง ‘ฟ้าดิน’ นั่นเอง
ตอนนี้ทั้งจิตและร่างกายของหนิงอัน ได้หลอมรวมกับฟ้าดินเป็อันหนึ่งอันเดียวกัน รู้สึกว่าภายในกายราวกับมีสายน้ำอันอ่อนโยนไหลหลั่งไปทั่วร่าง ผ่านเส้นเืทุกเส้นสายและอวัยวะภายใน ความเ็ปเมื่อครู่พลันมลายหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกเบาสบายและโล่งแบบที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน สีหน้าหญิงสาวก็กลับมาเป็ปรกติเช่นเดิม แถมยังดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
ผ่านไปอีกร่วมร้อยลมหายใจเข้าออก พลันมีบางอย่างถูกขับออกมาจากทุกรูขุมขนทั่วร่างกายหนิงอัน พบว่าเป็ของเหลวสีดำขุ่น ประกอบไปด้วยสิ่งสกปรกที่หมักหมมอยู่ในร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่ขี้ไคล ยามนี้หลุดลุ่ยออกไหลรวมกันเป็หยาดหยด ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งชวนสะอิดสะเอียน
ภายในจิตใต้สำนึก ภาพที่ปรากฏเสมือนภาพลวงตา หนิงอันยืนอยู่ท่ามกลางทะเลสีเขียว นางหลับตาพริ้มคล้ายเป็หนึ่งเดียวกับทะเลสีเขียวนี้ ถูกพวกมันห้อมล้อมอย่างอ่อนโยน และนางตอบรับพวกมันอย่างอ่อนโยน
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ยามนี้มีเสียงไก่ป่าขันดังเจื้อยแจ้ว แสดงว่าถึงยามเช้าของอีกวันแล้ว
หนิงอันยังนั่งหลับตาอยู่ที่เตียงไม้หน้าบ้าน ยามนั้นนางลืมตาขึ้นช้าๆ ั์ตาพลันสาดประกายสีเขียววูบ ก่อนหายไปเพียงพริบตาเดียว
ปรากฏว่ารูปลักษณ์ของหนิงอันยามนี้ แตกต่างจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด ผิวพรรณที่หมองคล้ำหยาบกระด้าง เนื่องจากทำงานตากแดดเป็เวลานาน แต่เวลานี้กลับขาวผุดผ่องเรียบเนียนราวกับหยก ส่วนใบหน้าก็ขาวเนียนสดใส กอปรกับเค้าโครงหน้ารูปไข่ที่มีอยู่ก่อนแล้ว แม้ปราศจากการแต่งแต้มเครื่องประทินโฉม ยังคงงดงามแบบที่ให้ความรู้สึกอันนุ่มนวลเป็ธรรมชาติ
เมื่อออกจากการฝึกฝนตำราฝึกลมปราณ หนิงอันก็เผยรอยยิ้มลิงโลดดีใจ ทราบว่าตัวเองฝึกส่วนแรกได้เป็ผลสำเร็จแล้ว ดังนั้นตอนนี้นางจึงกลายเป็ผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง!
หนิงอันรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างในร่างกาย รู้สึกว่าพละกำลังดูคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด แม้ไม่ได้หลับนอนทั้งคืน ยังกระปรี้กระเปร่าสดชื่นแจ่มใสราวกับเพิ่งตื่นนอน ทั้งยังสายตาเฉียบคมดุจเหยี่ยว มองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลออกไปได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเป็สิบเท่า ประสาทรับรู้กลิ่นและการได้ยินเสียงก็มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แม้แต่การเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น มด หรือ แมลง ที่อยู่ไกลออกไปนางยังรับรู้ถึงได้
หนิงอันตกตะลึงจนเนื้อตัวสั่นเทา กล่าวพึมพำว่า "นี่หรือพลังของผู้ฝึกตน จะเกินมนุษย์มนาเกินไปแล้ว ไฉนถึงมีพลังวิเศษเช่นนี้อยู่ในโลกได้?"