ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 4 บทที่ 111 แผนที่

            “เมาปาเอ้อ...”สวีหยางอี้ลูบหมัดตัวเอง รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นอย่างบอกไม่ถูก...

            “ไหนขอดูหน่อยว่าสามปีที่ผ่านมาผลการฝึกตนของนายเป็นไง...”

            “อย่านะ... มันสมองและสติปัญญาของฉันมันผสานตัวอยู่ในมัดกล้ามเนื้อด้วยนะอีกอย่างฉันไม่ได้ใส่ชุดป้องกันมาด้วยคุณหัวหน้าจะมาเสียแรงกับคนอ่อนแออย่างฉันทำไม?”

            บทสนทนาอันคุ้นเคยช่าง... ยอดเยี่ยม

            สวีหยางอี้หันหลังเอี้ยวตัวหมายหันไปมองแต่สีหน้ากลับชะงักลงทันที

            เมาเปาเอ้อไหล่ไถลเสียมาดไปเล็กน้อยใช้อุ้งเท้าขยับแว่นกันแดดให้ตรงสันจมูก จัดระเบียบชุดสูท ขาหลังยืนตรงขาหน้าประสานกอดอก ยิ้มร่าอย่างสดใส “เป็นไง? ตะลึงกับความเท่ของฉันล่ะสิ?”

            “นาย...” สวีหยางอี้ไม่รู้จะพูดอะไรดีผ่านไปสักใหญ่จึงพยักหน้า “เป็นคนหัวดีมาก”

            “พระเจ้า!!นี่นายยอมรับฉันแล้วเหรอ? !” เมาปาเอ้อหมอบลงบนพื้นซุกหน้าร้องระงม “สิบกว่าปีแล้ว...สิบกว่าปี!”

            มันชี้เล็บทู่ๆไปทางสวีหยางอี้ อุ้งเท้าสั่นงั่ก “นายเพิ่งยอมรับฉันเป็นครั้งแรก!”

            พอร้องเสร็จก็หยุดร้องราวกับปิดสวิตซ์ ยืดตัวยืนสองขาเหมือนคน “ฉันรู้ว่าวันนี้เป็นวันเซ็นสัญญาของนายจึงควรวางตัวให้เป็นทางการหน่อย ฉันคิดถูกแล้วจริงๆ!”

            สวีหยางอี้ระบายยิ้มและหุบยิ้มลง พูดขึ้นอย่างจริงจัง “เมาปาเอ้อ ฉันขอเตือนสตินายไว้”

            “ตอนนี้พวกเราก้าวเท้าเข้าสู่วิถีผู้ฝึกตนเต็มตัวแล้วหากนายยังมาทำงานด้วยท่าทางไม่น่าเชื่อถือแบบเมื่อก่อนอีกฉันจะเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวใหม่ทันที!”

            “นายจะทิ้งฉันเหรอ?”เมาปาเอ้อน้ำตาคลอ ยกอุ้งเท้าหน้าขึ้นกุมอก “พวกเราหลับนอนร่วมปากมาด้วยกันขนาดนั้น... ไม่นึกว่านายจะ...”

            ยามรักษาการในชุดเครื่องแบบดำรอบๆใช้สายตา “วิปริต” กวาดมองพวกเขา

            “นอนเตียงเดียวกันใช้ปากพูดคุยกัน... พูดให้ถูก...” สวีหยางอี้ถอนหายใจ “เมาปาเอ้อ... หลังจากนี้ไปฉันอยู่ไหน นายต้องตามติดฉันเป็นเทปกาวหนังไก่ อย่าให้คลาดสายตา”

            เมาปาเอ้อมองเขาอย่างตกตะลึงไปสามวินาทีเสียงถอนหายใจลากยาวดังขึ้น “ในที่สุด นายก็ได้นิสัยพูดจาคารมขันไปจากฉันสักที...”

            “หลายปีก่อนหน้านายเป็นไงบ้าง?” สวีหยางอี้ไปที่ห้องทำงานของตัวเองพร้อมกับเมาปาเอ้อซึ่งเป็นห้องทำงานที่เขายื่นขอต่ออวี้หลินเว่ยสาขาย่อย ทุกคนต่างแปลกใจยิ่ง เพราะกองกำลังส่วนใหญ่มักจะตั้งฐานที่มั่นขึ้นเองด้านนอกไม่นึกว่าจะมีคนยื่นขอห้องทำงานในสาขาย่อยแบบนี้

            สวีหยางอี้เป็นคนที่มีแผนการอยู่ในหัวเสมอเขาเลือกอยู่ที่นี่ เพื่อตรึงการเคลื่อนไหวเชียนเริ่นในสถานที่ที่หูตารอบด้านเช่นนี้ เชียนเริ่นคงไม่กล้าลงมือ

            เห็นคนที่อยากฆ่าลอยหน้าลอยหน้าอยู่ใกล้ๆทุกวัน ซ้ำยังเข้าฌานฝึกตนให้อีกฝ่ายรับรู้ขั้นจู้จีอย่างเชียนเริ่นจะรู้สึกอย่างไร?

            แม้เชียนเริ่นไม่อยากรับรู้แต่สวีหยางอี้... อยากยัดเยียดให้เขารับรู้ยิ่งนัก

            “ลำบากน่ะสิ...”เมาปาเอ้อปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงพลางตอบ “นายหายไปไม่รู้เป็นไม่รู้ตายแบบนั้น  ฉันเป็นผู้จัดการส่วนตัวที่มีผู้ฝึกตนที่ต้องดูแลแล้วผู้ฝึกตนคนอื่นก็เลือกฉันไม่ได้ หลายปีมานี้ ฉันกินอยู่อย่างประหยัดสุดๆ ...นายไม่คิดว่าฉันดู ซูบไปบ้างเหรอ?”

            เขายืนสองขาทาบอุ้งเท้าลงไปบนชายเสื้อเชิ้ตสีขาวหิมะของสวีหยางอี้อย่างไม่มีสุ้มเสียงดวงตามองสวีหยางอี้เป็นประกายใสวาว... เหมือนจะเรียกคะแนนสงสารแต่นั่นเป็นแวววาวคลั่งไคล้ในราคาค่าตัวอันสูงลิบของผู้ฝึกตนคนนี้ต่างหาก

            รอยเท้าดำขุ่นปรากฏบนเสื้อเชิ้ตของสวีหยางอี้ทันที

            สวีหยางอี้หลุบตามองพบว่าร่างสุนัขของอีกฝ่ายอวบอั๋นหนาแน่นขัดกับที่พูดอย่างเห็นได้ชัด

            เมาปาเอ้อยืดตัวตรง“วางใจเถอะ! หยางอวี้ เรื่องของนายคือเรื่องของฉัน ก่อนหน้านี้ฉันก็ไม่ได้ทำตัวว่างไปวันๆ! ฉันเข้าเรียนหลักสูตร ‘การประสานจัดเตรียมสำหรับผู้ฝึกตน’ และ ‘การจัดการการเงินสำหรับผู้ฝึกตน’ของทาง CSIB อยู่เกือบสองปี ฉันมั่นใจว่าสามารถจัดการเรื่องทุกอย่างให้นายได้!”

            “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”สวีหยางอี้กับเมาปาเอ้อเดินเข้าห้องไปพร้อมกัน ปิดประตูลง มู่ตันเห็นสวีหยางอี้เดินเข้ามากับสุนัขหนึ่งตัวก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไร

            เธอที่ทำงานมาสิบกว่าปีพบเจอผู้จัดการส่วนตัวของผู้ฝึกตนมานักต่อนักแล้ว

            “หัวหน้าคะ”มู่ตันโค้งคำนับลงลึกอีกครั้ง ขยับแว่นอย่างมีมาด ก่อนยื่นเอกสารออกมา “มีคำแสดงความยินดีจากตระกูลผู้ฝึกตนสิบสี่ตระกูลในมณฑลหมิงสุ่ยส่งมาถึงคุณคุณต้องการอ่านไหมคะ?”

            “ไม่” สวีหยางอี้นั่งลงด้านหน้าหน้าจอคอมฯเบาะเก้าอี้นุ่มๆ ยุบลงรองรับร่างกายเขาอย่างพอเหมาะ เขาเลื่อนเม้าส์หาข้อมูลบางอย่างพลางเอ่ย“หลังจากนี้ ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญ ไม่ต้องรายงานฉัน”

            มู่ตันพยักหน้า“สิ่งของที่พวกเขาส่งมารวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นสองพันสามร้อยสี่สิบก้อนหินวิญญาณส่วนใหญ่คือยาวิเศษ อาวุธและยันต์อาคม ไม่ทราบว่าคุณต้องการจัดการกับมันอย่างไรคะ?”

            “ปล่อยไว้แบบนั้น”สวีหยางอี้เอ่ยปากเสียงเรียบ “สองสามปีนี้ กองกำลังทัณฑ์สวรรค์ยังไม่รับสมาชิกเข้ากอง”

            “อย่าหาว่าดิฉันพูดตรงเกินไปถ้าหัวหน้าเปิดรับสมัครตอนนี้ ก็มีแต่พวกไม่เอาไหนจากตระกูลที่ส่งของมาประจบ”มู่ตันคลี่ยิ้ม “พวกหน่วยก้านดีๆ จะมีหาพวกเราเองค่ะขอแค่พวกเราสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับ”

            คำว่า ‘กองกำลังของพวกเรา’ทำเอาสวีหยางอี้คลี่ยิ้มขึ้นมา “พวกเขาส่งของพวกนี้มาทำไม?”

            “ถ้าพวกเขาไม่ทำแบบนี้ในช่วงเวลาแบบนี้เกรงว่าหลังจากนี้พวกเขาคงไม่โอกาสทำแบบนี้แล้ว” มุมปากมู่ตันรั้นขึ้น “คุณอาจจะไม่รู้พวกตระกูลเหล่านี้คิดไปไกลกว่านั้นมาก เพราะพวกเขารู้ดีว่ากองกำลังระดับ Aไม่ใช่กองกำลังระดับสูงที่สุด”

            สวีหยางอี้เลิกคิ้วอย่างสงสัยระดับ A ไม่ใช่ระดับสูงสุดหรอกหรือ?

            “หลังจากปฏิบัติภารกิจระดับA หรือภารกิจพิเศษ ถ้าผลการประเมินหลังจากนั้นสูงกว่าค่ามาตรฐานของระดับ A ... จะสามารถยื่นขอเข้ารับการประเมินมาตรฐานกองกำลังระดับประเทศได้”มู่ตันพูดอธิบายอย่างมืออาชีพ “ตอนนี้ประเทศหวาซย่ามีกองกำลังที่สูงกว่าระดับ Aทั้งหมดสิบกอง...”

            “ชื่ออะไร?” สวีหยางอี้ถามเสียงเคร่งขรึม

            “ที่น่าแปลกมันอยู่ตรงนี้ค่ะ...ไม่มีใครรู้ขนาดหรือจำนวนสมาชิกของกองกำลังที่สูงกว่าระดับ A ทั้งสิบกองนี้และไม่มีใครเคยรู้จักชื่อของคนในกองกำลังพวกนี้เท่าไรนักยิ่งไม่ต้องพูดถึงรูปร่างหน้าตาของสมาชิก หัวหน้าคะ มันจะเป็นไปได้อย่างไร?กองกำลังที่เหนือกกว่าระดับ A เคลื่อนไหวปฏิบัติภารกิจกันเงียบขนาดนั้นเชียวหรือ?ไม่มีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานอื่นๆ ในโลกผู้ฝึกตนเลยหรือ...สถานะของพวกเขาตรวจสอบไม่ได้ อยู่กันแบบลอยตัว ความคลุมเครือที่ว่าให้ความรู้สึกเหมือนเป็นตำนานเรื่องเล่า...ใช่ว่ากองกำลังไหนๆ ก็สามารถยื่นเข้ารับการพิจารณาระดับประเทศได้แม้แต่กองกำลังเก่าแก่ที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นร้อยปีอย่างกองกำลังหัตถ์สุริยันที่ประจำการอยู่เมืองจิงตูก็ยังไม่ผ่านการประเมินเลย”

            เรื่องชักน่าสนใจแล้วสิ

            สวีหยางอี้เข้าร่วมงานกับอวี้หลินเว่ยด้วยเป้าหมายที่ไม่ใสซื่อก็จริงแต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากอยู่ภายใต้อำนาจตลอดไป

            แต่ถ้าจะให้หลบซ่อน...

            ไม่นิสัยแบบนั้นไม่ใช่เขา เขาขอเลือกเผชิญหน้าอย่างโจ่งแจ้งดีกว่า

            ข้อมูลที่มู่ตันเปรยออกมาดึงดูดความสนใจของเขาได้ไม่น้อย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจกุเรื่องขึ้นมาเพื่ออยากคุยกับเขารึเปล่า?

            “เธอแต่งเรื่องขึ้นมาเองรึเปล่า?”

            “ไม่ ไม่ใช่ค่ะหัวหน้า” มู่ตันรีบปฏิเสธ “เพราะหนึ่งในข้อมูลที่พอเชื่อถือได้ก็คือหนึ่งในนั้นมีกองกำลังดับสุริยันของท่านอาวุโสเมี่ยรื่ออยู่ด้วย ซึ่งเขาได้พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยตัวเองมาแล้วแต่... ที่น่าแปลกก็คือ...”

            มู่ตันกะพริบตาปริบๆ“หลังจากกองกำลังของท่านอาวุโสเมี่ยรื่อถูกประเมินเลื่อนตำแหน่งสูงกว่าระดับ A ...คนในกองกำลังของพวกเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่ปราก​ฏตัวขึ้นมาอีก”

            “เหมือนกับกองกำลังอื่นๆที่เหลืออีกเก้ากองไม่มีผิด บางครั้งหัวหน้าพวกเขาก็ออกมาปรากฏตัวต่อหน้าสื่อใหญ่ๆของโลกผู้ฝึกตนบ้าง แต่หลังจากนั้นก็หายเหมือนไม่อยู่บนโลกนี้อีกต่อไป”

            สวีหยางอี้พยักหน้า“เธอกำลังจะหมายความว่าพวกตระกูลที่ส่งของกำนัลพวกนี้มาก็เพื่อหวังให้ฉันจำพวกเขาได้สินะ? เพราะถ้าในภายภาคหน้ากองกำลังทัณฑ์สวรรค์ของฉันมีโอกาสเลื่อนขั้น...”

            “...พวกเขาก็จะสามารถเข้าร่วมกับกองกำลังพวกเราได้ง่ายขึ้น” มู่ตันพูดขึ้นต่ออย่างรู้ใจ“หัวหน้าคะ กองกำลังระดับ A ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มาจากคนแค่คนเดียวการที่ตระกูลต่างๆ ยอมส่งของราคาสูงมาแสดงความยินดีแบบนี้เพราะหวังส่งลูกศิษย์ในตระกูลของตนเข้ามาร่วมอบรมหรือฝึกฝนเพื่อทำคะแนนและเป็นที่ยอมรับจนได้ระบุในกองกำลังอย่างเป็นทางการ... ดังนั้นช่วงนี้เป็นช่วงเสนอหน้าทำคะแนนและตีสนิทเท่าที่จะทำได้ของตระกูลพวกนี้เพราะพวกเขาเล็งเห็นแล้วว่ากองกำลังทัณฑ์สวรรค์ของพวกเรามีศักยภาพพัฒนาขึ้นไปสูงกว่านี้”

            ใช้คำว่า‘กองกำลังของพวกเรา’ อีกแล้ว

            “โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสามารถเปิดประสาทสัมผัสแห่งจิตได้แล้ว และจัดอยู่ในกลุ่มผู้ฝึกตนระดับ S !ตอนที่ดิฉันรู้ก็ตกใจเหมือนกัน! จุดประสงค์ที่พวกเขาส่งผู้ฝึกตนในตระกูลของตัวเองมาร่วมกองกำลังเดียวกับคุณก็เพราะต้องการฝึกฝนขัดเกลาว่าที่นักหลอมยานักประดิษฐ์ยันต์อาคม และนักร่ายค่ายกลของพวกเขาให้พัฒนาทักษะความสามารถไปพร้อมกับคุณ!ดิฉันกล้าพนันเลยว่า วันที่คุณเปิดรับสมัครจะต้องมีผู้ฝึกตนที่เตรียมตัวมาดีจำนวนมากอย่างแน่นอน!”

            เมาปาเอ้อยกแก้วกาแฟขึ้นมา“ตระกูลพวกนี้คิดละเอียด และวางแผนถี่ถ้วนมากกว่าฉันอีก ไม่ได้การละหลังจากนี้ต้องคิดค่าทำภารกิจจากพวกเขาสูงๆ หน่อย!”

            มู่ตันคลี่ยิ้มพยักหน้า“หัวหน้าคะ ผู้ฝึกตนที่อยากเข้าร่วมงานกับอวี้หลินเว่ย อย่างน้อยมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนคนถึงแม้ค่าตอบแทนของพวกเราไม่สูงเท่า CSIB กับตู้มหาสมบัติแต่ว่าพวกเราเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและมีอิสระสูง ไม่มีผู้ฝึกตนคนไหนชอบอยู่ในกฎในระเบียบนักแม้พวกเราอวี้หลินเว่ยเป็นองค์กรที่มีสินทรัพย์ ‘เกือบ’ น้อยที่สุด แต่พวกเรามีผู้ฝึกตนที่ต้องการร่วมงานด้วยมากที่สุด...หากพวกเราทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ เหล่าอัจฉริยะพวกนั้นอาจจะเป็นฝ่ายเดินมาหาเราเองต่อให้ไม่มีผลงานอะไร พวกเขาก็ต้องมาเราเองอยู่ดี!”

            “เอ๊ะ!” สวีหยางอี้ไม่สนเรื่องอัจฉริยะอะไรนั่นเขาระบายยิ้มเอ่ย “องค์กรไหนมีสินทรัพย์น้อยสุด?”

            “เทียนเต้าค่ะ”

            สวีหยางอี้ได้ยินเช่นนั้นก็แทบสำลัก“ไม่ใช่มั้ง? ตอนที่ฉันเรียนอยู่ ก็เห็นโรงเรียนมีอุปกรณ์การเรียนรุ่นใหม่ๆอย่างครบครันไหนจะสร้างต่อเติมนั่นนี่ในโรงเรียนอยู่ตลอด”

            มู่ตันคลี่ยิ้ม“ใช่ค่ะ อุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ที่ผ่านการทดสอบตรวจสอบแล้วจะถูกส่งไปเทียนเต้าที่แรกค่ะซึ่งสิ่งของเครื่องใช้และการสนับสนุนด้านต่างๆล้วนได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรอื่นๆ อยู่แบบนี้เรื่อยมา”

            “หัวหน้าลองคิดดูสิว่าเทียนเต้าเอาเงินมาจากไหนเพื่อเปิดวิชาเรียนมากมายขนาดนั้นในแต่ละปีการศึกษานักเรียนทุกคนเรียนฟรี แถมยังมีเบี้ยเลี้ยงให้อีก ในเมื่อไม่มีรายได้แล้วพวกเขาเอาเงินมาจากไหน? กลไกธุรกิจของพวกเขาเป็นแบบนี้ค่ะ เมื่อองค์กรองค์กรหนึ่งในเงินทุนสนับสนุนเปิดวิชาเรียนหนึ่งวิชาและโครงการอบรมขึ้นสักหนึ่งโครงการผลผลิตและผลประโยชน์ที่ได้จากเงินลงทุนนั้นๆ พวกเขาจะแบ่งกันในสัดส่วน 60/40 ...หลายปีมานี้ ทางตู้มหาสมบัติได้ช่วยสนับสนุนเทียนเต้าด้วยหินวิญญาณไปแล้วทั้งสิ้นเกือบพันล้านตันส่วน CSIB ก็มักจะมีโครงการวิจัยร่วมกับเทียนเต้าอยู่เสมอ...ถามว่าเทียนเต้ายากจนขนาดนี้ ทำไมองค์กรอื่นๆ ยังให้การสนับสนุนพวกเขาอยู่อีก? คำตอบก็คือเทียนเต้ามีทรัพยากรบุคคลมากที่สุดนั่นเองเหล่าต้นกล้าในโลกผู้ฝึกตนทั้งหลายรวมตัวอยู่ที่เทียนเต้าทั้งนั้น”

            สวีหยางอี้ทอดถอนใจเสียงแผ่วในโลกผู้ฝึกตนมีเรื่องให้ตื่นเต้นอยู่ตลอดเลยนะ

            “ยังมีเรื่องอะไรอีกไหม?”เขายกแก้วชาขึ้นจิบ สายตาบอกความ ‘ถ้าไม่มีอะไรอีก ก็แยกย้าย’

            มู่ตันโค้งคำนับอีกครั้ง“หัวหน้าคะ คุณเพิ่งไปรับตำแหน่งมาหยกๆ ดิฉันมีทำหน้าที่คอยไขข้อสงสัยให้คุณ ส่วน‘เรื่องอื่น’ พวกเรา... ค่อยว่ากันทีหลังแต่มีอยู่หนึ่งเรื่องที่ดิฉันต้องบอกคุณเอาไว้ก่อน”

            เธอยืดตัวตรงหุบยิ้มจ้องมองสวีหยางอี้ด้วยสายตาจริงจัง “คุณสามารถรับภารกิจได้ตามใจแต่มีสถานที่อยู่แปดแห่งที่คุณห้ามรับเด็ดขาด”

            “ขอเวลาดิฉันได้อธิบาย...”มู่ตันเดินไปที่ภาพวาดทิวทัศน์กว้างสี่เมตรสูงสองเมตร โบกมือขึ้นหนึ่งครั้งภาพวาดด้านบนพลันเลือนหายกลายเป็นกระดานสีขาว จากนั้นก็ปราก​ฏภาพแผนที่ประเทศหวาซย่าขึ้นมาอย่างละเอียด

            แต่ว่าสิ่งที่แตกต่างจากแผนที่ทั่วไปก็คือแผ่นที่นี้ประกอบไปด้วยสี่สีเท่านั้นได้แก่สีเทา สีเหลือง สีส้ม และสีแดงซึ่งสีใดสีหนึ่งไม่ได้ครอบคลุมทั้งมณฑลทั้งผืน แต่กลับกระจัดกระจายอยู่ทั่วหวาซย่าอย่างไม่เป็นระเบียบ

            “เหมือนสีสลัดผักเลย!”ดูเหมือนเมาปาเอ้อจะหิว

            “นี่เป็นหนึ่งในความลับสูงสุดของอวี้หลินเว่ยแต่ก็ไม่ใช่ความลับอะไรขนาดนั้น เพราะ CSIBกับตู้มหาสมบัติก็ใช้แผนที่นี้อ้างอิงเหมือนกัน” มู่ตันพูดอย่างภาคภูมิ “อวี้หลินเว่ยเป็นองค์กรที่มีผู้ฝึกตนมากที่สุดและมีพื้นที่เคลื่อนไหวปฏิบัติงานกว้างขว้างที่สุดพวกเราเป็นองค์กรที่ปฏิบัติการณ์ภาคสนาม ส่วนตู้มหาสมบัติเป็นหน่วยงานที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแผนที่นี้ มีข้อมูลบ้างอย่างที่องค์กรอื่นๆ ไม่มีเป็นแผนที่ที่ทางอวี้หลินเว่ยของพวกเรารวบรวมรายงานข้อมูลของแต่ละพื้นที่ทั่วแผ่นดินหวาซย่ามาจากกองกำลังทั้งหมดที่มีตั้งแต่ระดับ A ลงไปถึงระดับ C เป็นข้อมูลล้ำค่าที่ถูกรวบรวมมาเป็นเวลาหลายสิบปีมีความละเอียดและแม่นยำยิ่งกว่าดาวเทียมใดๆ ที่มีอยู่”

            มู่ตันชี้ไปที่พื้นที่สีเทา“สีในแผนที่ผืนนี้เป็นตัวบ่งบอกสถานะของดุลอำนาจระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจสีเทาหมายถึงไม่มีอันตรายใดๆ ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่สามารถท่องเที่ยวสัญจรได้”

            “ยกตัวอย่างเช่นเมืองซานสุ่ยของหัวหน้าแม้จะเป็นเมืองใหญ่ และลักษณะภูมิประเทศค่อนข้างแย่โดยรอบไม่มีภูเขาแม้น้ำขึ้นชื่อ ไม่เหมือนที่เมืองโหมวตู ดังนั้นจึงถูกจัดเป็นเขตพื้นที่ระดับD โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตพื้นที่ระดับ D เป็นอำเภอ...เมืองซานสุ่ยเป็นตัวอย่างของเขตพื้นที่ระดับ D ได้ดีเพราะเป็นเมืองที่ประกอบไปด้วยหนึ่งพันหกร้อยกว่าอำเภอเป็นหนึ่งในเมืองที่มีอำเภอมากที่สุดในประเทศหวาซย่า”

            สวีหยางอี้เพ่งสายตามองดูแผนที่พลางพยักหน้างึกในสายตาคนทั่วไป พื้นที่สีเทาเป็นพื้นที่กำลังพัฒนา มีแค่สิ่งปลูกสร้างโดยรอบไม่มีแม่น้ำภูเขาอย่างที่ว่าจริงๆ นั่นแหละ

            ดูเหมือนพื้นที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่เยอะๆจะเป็นพื้นที่สีเทาทั้งนั้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ใกล้ตัวเมือง

            ยุคสมัยที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าวกระโดดแบบนี้ทำให้อณูปราณธรรมชาติเบาบางลงไปเรื่อยๆ แต่ก็พอมีบางพื้นที่ที่มีอณูปราณอยู่บ้างอย่างพื้นที่ตามเขตชานเมืองที่มีธรรมชาติหลงเหลืออยู่

            “สีเหลือง หมายถึงพื้นที่ที่ค่อนข้างปลอดภัยกับผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่แต่ก็ไม่แน่ เพราะช่วงหลังๆ มานี้การย้ายถิ่นของพวกปีศาจก็เริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ ...สีส้ม เป็นพื้นที่ที่มีผู้ฝึกตนขั้นจู้จีกระจุกตัวอยู่เป็นส่วนใหญ่ทั้งเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจ เมืองพวกนี้เป็นเมืองที่พัฒนาแล้วและก็มีพื้นที่ทางธรรมชาติกว้างขวางกว่าพื้นที่สีเทา”

            สวีหยางอี้หรี่ตามองพื้นที่สองสีที่ว่า ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ทางทิศตะวันตก และทิศเหนือ

            “สีแดงเป็นพื้นที่ของพวกจินตันเจินเหรินงั้นเหรอ?”สวีหยางอี้เอ่ยถาม

            “ไม่ใช่ค่ะพวกจินตันเจินเหรินมีฐานที่ตั้งเป็นของตัวเอง แต่พวกเขามักไม่อยู่ที่ฐานที่ตั้งของตัวเอง...”มู่ตันคลี่ยิ้ม “ผู้ฝึกตนขั้นจินตันมีพลังมากล้น พวกเขาเหาะเหินเดินอากาศได้ใครจะไปรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน”

            “แล้วพื้นที่สีแดงหมายถึงอะไร?”เมาปาเอ้อถามอย่างสงสัย “พื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่งั้นเหรอ? หรือมะเขือเทศ?”

            มู่ตันหุบยิ้มสูดลมหายใจเข้าสุดปอดจนเนินอกพองขยายจนกระดุมแทบปริ เธอหยุดชะงึกไปสองวิฯก่อนพูดขึ้นเสียงขรึม “หัวหน้าคะ ขอให้ดิฉันกล่าวเตือนอีกครั้ง หวังว่าคุณจะจำได้ห้ามรับภารกิจในพื้นที่สีแดงเป็นอันขาด ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม”

            สวีหยางอี้มองเธอด้วยสายตาเรียบนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง จึงถามหยั่งเชิง “เป็นพื้นที่อันตรายสินะ?”

            “เป็นพื้นที่ที่ต้องตายอยู่ที่นั่นสถานเดียว”มู่ตันโค้งคำนับลง “ตั้งแต่สถาปนาประเทศหวาซย่าขึ้นมาพื้นที่สีแดงได้กลืนกินจินตันเจินเหรินไปหนึ่งคน... ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์ไปสองร้อยคน...และผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นจู้จีอีกสองพันคน”