แสงอรุณของเช้าวันใหม่ส่องกระทบลงมาที่ม่านตา ทั้งสองค่อยๆลืมตาขึ้น มือทั้งสองข้างค่อยๆดันตัวขึ้นมาด้วยความสะลึมสะลือ ก่อนที่จะลุกไปล้างหน้าล้างตาและเตรียมอาหารกินกันก่อนออกเดินทาง
ไม่นานมื้อเช้าที่มีแต่ผลไม้ที่ได้จากความสามารถของลูคัสก็จัดการส่งลงในกระเพราะจนหมด หลังจากที่กินอาการเสร็จแล้ว ทั้งสองก็รีบเก็บสัมภาระเตรียมออกเดินทางอีกครั้ง
สองคู่หู่ก้าวเท้าออกจากถ้ำเพื่อเดินทาง คราวนี้ลูคัสและบิลลี่เดินทางอ้อมไปอีกทาง เนื่องจากกลัวจะไปเจอกับกลุ่มโจรป่าอีก ทำให้เวลาในการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมาก
หลังจากเดินทางผ่านจุดที่เดินอ้อมมาเป็เวลา3วัน ทั้งสองก็กลับสู่เส้นทางเดิมอีกครั้ง ตอนนี้ลูคัสและบิลลี่กำลังเดินทวนกระแสลำธารขึ้นไปตามแผนเดิม หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มโจรป่าคราวก่อน ลูคัสกับบิลลี่ก็ตระหนักถึงภัยอันตรายและความอ่อนแอของพวกตนเป็อย่างดี จึงเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
เข้าสู่การเดินทางวันที่4หลังจากที่ทั้งสองเดินทางออกจากถ้ำ การเดินทางระหว่าง3วันที่ผ่านมานับว่าราบรื่นดี พบเจอพวกสัตว์อสูรเล็กๆที่ไม่ค่อยอันตรายเช่น หนูศิลา งูปล้องดำ ทั้งสองจึงเดินทางเรื่อยมาด้วยความปลอดภัย
“บิล ตรงนั้นใช่คนรึป่าว”
บิลลี่หันหน้ามองไปตามมือที่ลูคัสชี้ไปด้านหน้า ตรงปลายสายตาของทั้งสอง ปรากฏร่างของหญิงสาวร่างนึงนอนจมกองเือยู่ ทั้งลูคัสและบิลลี่อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เพิ่งประสบพบเจอมา
ทันทีที่สั้งสองนึกถึงเหตุการณ์ที่พบเจอกับกลุ่มโจรป่าเมื่อครั้งก่อน ขาของทั้งสองก็ถอยหลังกลับโดยอัตโนมัติ สายตาของทั้งสองรีบสอดส่องรอบๆมองหาบุคคลอื่นตามแนวต้นไม้
หลังจากที่มองหาและตรวจสอบรอบๆแล้วดีแล้ว ทั้งสองจึงค่อยๆขยับตัวไปด้านหน้าตรงไปยังร่างของหญิงสาวปริศนาอย่างช้าๆ
เท้าทั้งสี่เดินมาหยุดที่ร่างของหญิงสาว ลูคัสก้มลงไปประคองร่างของเธอขึ้นมา ส่วนบิลลี่เองยังคงไม่วางใจ สอดส่ายสายตามองไปรอบๆอยู่ตลอดเวลา ร่างเล็กเต็มไปด้วยาแและรอยฟกช้ำทั่วร่างกาย ลูคัสนำมือไปจับจุดชีพจรบริเวณข้อมือ ปรากฏว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
บิลลี่ยังไม่วางใจนัก รีบขยายร่างกายของตนอุ้มร่างของทั้งสองคนออกจากตรงบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ห่างออกมาจากจุดที่พบหญิงสาวมาสักพัก บิลลี่เจอแนวโขดหินใหญ่มองดูแล้วสามารถเป็จุดพักได้ จึงหยุดพักดูอาการของหญิงสาวที่นั่น
“ลูคัส อาการของเธอแย่มาก ปล่อยไว้แบบนี้ไม่รอดแน่”
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะ อุปกรณ์รักษา ยาอะไรก็ไม่มี”
ระว่างที่ลูคัสและบิลลี่กำลังสนธนากันอยู่ ลูคัสก็ช่วยบิลลี่ประคองร่างหญิงอยู่ ชั่วครู่สมองของลูคัสนึกถึงตอนที่ตนได้ใช้ความสามารถรักษาต้นไม้ในครั้งแรกแว้บเข้ามาในหัว ตรงบริเวณมือของลูคัสก็มีแสงสีเขียวอ่อนๆค่อยๆสว่างขึ้น เพียงแค่ไม่กี่อึดใจาแทั่วร่างของหญิงสาวก็ค่อยๆสมานกันจนไม่เหลือร่องรอย
ลูคัสใช้ความสามารถไม่นาน าแก็ถูกรักษาจนหมด หลังจากที่าแถูกรักษาเสร็จแล้วบิลลี่และลูคัสค่อยๆประคองร่างหญิงสาววางลง
“ฟู่…” ทั้งสองก็ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกโล่งอก
“ที่แท้ความสามารถของนายคือการรักษาสินะ ที่าแของฉันหายดีก็คงเพราะนายใช้ความสามารถ่ที่กำลังหมดสติแน่ๆ นายถึงจำไม่ได้”
“คงจะใช่แหละบิล”
ลูคัสได้ค้นพบความสามารถที่แท้จริงของตน มันไม่ใช่ความสามารถในการเร่งการเจริญเติบโตของพืช นั่นเป็เพียงส่วนหนึ่งของความสามารถที่แท้จริง ความสามารถจริงๆคือการรักษา(ฮีล)
เวลาผ่านไปจนถึงเวลาเย็น แสงของดวงอาทิตย์ค่อยๆหายลับฟ้าไป ค่ำคืนได้เวียนมาถึงอีกครั้ง หญิงสาวที่สลบมาแทบทั้งวันก็เริ่มรู้สึกตัว เธอค่อยๆดันตัวขึ้นมาเพื่อที่จะนั่ง มืออีกข้างก็จับบริเวณศรีษะคล้ายว่าศรีษะของเธอมีอาการปวดอย่างรุนแรง หญิงสาวใช้เวลาตั้งสติครู่นึงก็หันหน้ามาเจอลูคัสและบิลลี่ที่กำลังมองมาที่ตน
วินาทีที่สายตาของหญิงสาวพบเจอร่างทั้งสอง ร่างกายก็กระตุกมือทั้งสองเร่งดันตัวถ่อนร่นออกห่างทันที ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความกลัว หลังจากดันตัวเองไปด้านหลังมือทั้งสองก็ยังกุมไว้ที่หัว น้ำตาของเธอเริ่มไหลพราก
“อย่าเข้ามาๆ อย่าเข้ามาๆ” เธอเอ่ยประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนบ้า
ลูคัสและบิลลี่เห็นปฏิกิริยาแบบนั้นก็เข้าใจในทันที เธอคงพบเจอเื่ที่เลวร้ายมาเป็แน่ มันไม่เพียงทำร้ายแค่ร่างกายยังทำร้ายไปยังส่วนลึกของจิตใจอย่างหนัก เพียงแค่เห็นปฏิกิริยาของหญิงสาว ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกเช่นเดียวกันอย่างแน่นอน
เมื่อทั้งสองเห็นอาการของอีกฝ่ายก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เธอตัวสั่นเทาและร้องโวยวายแทบตลอด เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ลูคัสจึงค่อยๆขยับเข้าไปใกล้กับหญิงสาว
“ใจเย็นๆนะ พวกเราไม่ทำอะไรเธอหรอก ไม่ต้องห่วง”
หญิงสาวได้ยินที่ลูคัสบอกก็ค่อยๆตั้งสติ เธอค่อยๆเอามือทั้งสองลง พร้อมกับค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองไปที่ลูคัสและบิลลี่ เธอจ้องทั้งลูคัสและบิลลี่อยู่พักนึง
“ขอโทษ ขอบคุณ”
หญิงสาวกล่าวสั้นๆ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ปกติแล้ว บิลลี่ลูคัสก็ได้สอบถามเื่ราวที่เกิดขึ้น คุยกันไปพักใหญ่ก็ได้ความว่า เธอมีชื่อว่า ลิซ อายุ15 เท่าๆกับพวกเขา ก่อนหน้านี้ออกเดินทางมากับเพื่อนอีก2คน ระหว่างทางก็พบกับกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งเข้า เธอเล่าเหตุการณ์พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่มีทีท่าจะหยุด
“พวกมันล้อมพวกเราไว้ คิดจะทำสิ่งที่ต่ำช้ากับเรา แต่พวกเราขัดขืนจึงถูกทำร้าย พวกมันได้ฆ่าเพื่อนฉันคนหนึ่ง ตอนที่พวกมันกำลังลงมือ ฉันกับเพื่อนอีกคนก็อาศัยโอกาสตอนที่มันเผลอก็พากันหนีมาออกมา พวกเราหนีมาได้ไม่นานก็ถูกพวกมันตามมาทัน เราทั้งสองรู้ว่าหนีพวกมันไม่พ้น จึงแยกกันหนีไปคนละทาง ฉันวิ่งมาแทบไม่หยุดพัก จนหมดสติไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว ”
หลังจากที่ลูคัสและบิลลี่ได้ฟังเื่ราว ทั้งสองก็เกิดความหวั่นๆในใจ ทั้งสองคิดว่าน่าจะเป็กลุ่มโจรป่าที่พวกเค้าเจอมาก่อนหน้านี้แน่นอน หลังจากนั้นทั้งสามก็พูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้น ทำให้ลูคัสรู้ว่าการกลายพันธุ์ทำให้ลิซมีฉลาดมากขึ้น เธอมีความจำที่ดีมากๆ ถึงขนาดสามารถจำแผนผังทั้งอาณาจักรได้เลย ลูคัสจึงลองสอบถามที่ตั้งของหมู่บ้านพาเนียออกไป เพียงไม่นานลิซก็ตอบกลับมา
“ถ้าคาดการณ์จากจุดที่เราอยู่ หมู่บ้านพาเนียอยู่ห่างจากที่เราอยู่อีกไม่ไกลแล้ว แต่ถ้าเดินทางทวนแม่น้ำไปอีกสัก7วันก็น่าจะถึงแล้วล่ะ”
ลูคัสได้ยินคำตอบแบบนั้นก็ดีใจอย่างมาก ถึงจะต้องเดินทางอีกหลายวัน แต่ก็รู้เส้นทางที่แน่ชัดแล้ว หลังจากที่บิลฟังทั้งสองคุยกันจบ บิลก็ถามกับลิซขึ้นบ้าง
“แล้วเธอจะทำยังไงต่อ” ลิซได้ยินที่บิลลี่ถามก็เงียบไปพักใหญ่…ลูคัสจึงพูดขึ้น
“ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปไหน จะเดินทางไปกับพวกเราก่อนก็ได้นะ”
“ไปด้วยได้จริงๆเหรอ” ลิซถามด้วยสีหน้าที่คาดหวังและดีใจ
“ได้แน่นอนอยู่แล้ว” เป็เสียงของบิลลี่ที่ดังขึ้น
ทั้งสามจึงตกลงเดินทางไปด้วยกัน “กร๊อด” เสียงท้องของลิซดังขึ้นเตือน ลูคัสและบิลลี่ก็หัวเราะ ลิซก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย ไม่รีรอลูคัสรีบทำการเร่งการเจริญเติบโตผลไม้ทันที เพียงแค่2ลมหายใจก็ปรากฎต้นไม้สูงประมาณครึ่งตัวของลูคัส บนต้นมีผลไม้มากมายประดับประดาอยู่เต็มต้น
ดวงตาของลิซเบิกโพลงกว้างจนเท่าใข่ไก่ด้วยความตะลึง ลูคัสดึงผลไม้ออกมาลูกหนึ่งพร้อมกับส่งไปให้ลิซ ลิซก็ยื่นมือออกไปรับด้วยความงงๆอยู่ รับผลไม้ไปแล้วลิซก็ยังไม่หายตะลึง บิลลี่เห็นลิซเป็แบบนั้นก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“ลิซ จะตะลึงอีกนานไหมเนี่ย ท้องของเธอกำลังร้องอยู่นะ” บิลลี่พูดเชิงหยอกล้อออกไป
ลิซได้ยินก็เกิดอาการเขินเล็กน้อย ลูคัสจึงอธิบายเื่ความสามารถของตนให้ฟัง ลิซได้รับฟังและคลายข้อสงสัยไป ทั้งสามลงมือกินผลไม้ส่วนหนึ่งอีกส่วนก็เก็บไว้เป็เสบียง หลังจากที่กินเสร็จ กลุ่ม3สหายก็นั่งพักครู่นึงก่อนที่จะออกเดินทางอีกครั้ง
ทั้งสามออกเดินทางตามเส้นทางที่ลิซบอก พวกเขาค่อยๆเดินทางอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกลัวว่าจะไปเจอกับพวกกลุ่มโจรป่าเข้าอีก การเดินทางผ่านไปอย่างราบรื่น ผ่านไป5วันหลังจากที่ออกเดินทางมา อีกไม่นานลูคัสก็กลับถึงหมู่บ้านพาเนีย
“นี่เราก็เดินทางมากันได้5วันแล้ว อีกไม่ไกลก็ถึงหมู่บ้านของนายแล้วสินะลูคัส”
“ถ้าเป็อย่างที่ลิซบอก อีกประมาณ2วัน พวกเราก็น่าจะถึงที่หมู่บ้าน”
“พวกนายพูดเหมือนดูถูกพลังความจำของฉันซะจริงนะลูคัส” ลิซพูดเชิงหยอกกับลูคัส
ั้แ่เดินทางร่วมกันมา ทั้งสามก็สนิทกันมากขึ้น ลิซก็เริ่มเปิดใจกับลูคัสและบิลลี่ เริ่มพูดหยอกล้อกับลูคัสและบิลลี่เป็ปกติ เวลาก็ผ่านไปอีก2วันกลุ่ม่พลบค่ำสามสหายก็ได้เดินทางมาถึงที่ตั้งหมู่บ้านพาเนีย พวกเขายืนอยู่หน้าหมู่บ้านไม่นานนัก ก็รีบเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในหมู่บ้าน
ลูคัสรีบเดินมุ่งไปยังที่ตั้งกระท่อมของตน บิลลี่กับลิซก็เดินตามหลังมาติดๆ กระท่อมของลูคัสตั้งอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน จากทางเข้าไปยังกระท่อมจะต้องเดินผ่านถนนกลางหมู่บ้านไป ทั้งสามเดินถึงบริเวณกลางหมู่บ้าน ลิซก็สังเกตถึงความผิดปกติเข้า ปกติหมู่บ้านพาเนียจะมีประชากรประมาณ70คน แต่ระหว่างทางที่พวกตนเดินผ่านมา พบเพียงบ้านพักร้างไม่พบผู้คนแม้แต่คนเดียว
เมื่อไม่พบผู้ใดในหมู่บ้านเลย ลูคัสก็ยิ่งร้อนใจเป็ห่วงอัลเลนมากขึ้นตามไปด้วย ลูคัสเร่งฝีเท้าเพื่อที่จะไปให้ถึงจุดมุ่งหมายให้ไวที่สุด ไม่นานนักทั้งสามก็ได้หยุดเท้าอยู่ที่หน้าประท่อมร้างหลังหนึ่ง
ลูคัสรีบเข้าไปในกระท่อมในใจก็หวังว่าน้องชายของตนจะนั่งอยู่ด้านใน แต่ความจริงมักไม่เป็ตามที่หวัง ในกระท่อมว่างเปล่าไม่มีผู้ใด พบเจอเพียงเศษจานชามเก่าๆอยู่ที่พื้น ทั้งสามจึงตกลงแยกกันค้นหาบริเวณหมู่บ้าน
เวลาผ่านไป2ชั่วโมงหลังจากที่แยกกันตามหา ทั้งสามก็กลับมาจุดนัดพบที่กระท่อม บิลลี่กลับมาถึงคนแรก ไม่นานนักลิซก็กลับมาเช่นกัน ประมาณ20นาที ลูคัสก็กลับมา เมื่อเห็นทั้งสองคนที่กลับมาถึงก่อน ลูคัสก็กล่าวถามอย่างกังวล
“ทั้งสองคน เจออะไรบ้างไหม”
“ไม่เจออะไรเลย” บิลลี่กับลิซพูดออกมาพร้อมกัน
ลูคัสได้ยินแบบนั้น ก็ยิ่งเป็ห่วงอัลเลนมากยิ่งขึ้นไปอีก ทางบิลลี่ที่เห็นเพื่อนรักทำหน้าเศร้าก็ไม่รู้จะพูดยังไง ความเงียบเข้ามาปกคลุมทันที ลิซที่สังเกตมาอาการของทั้งสองมาสักพัก ก็พูดออกความเห็นขึ้น
“ฉันคิดว่าหมู่บ้านนี้คงร้างั้แ่ที่อุกกาบาตตก ชาวบ้านคงจะหนีออกจากหมู่บ้าน หรือหมู่บ้านอาจจะถูกกลุ่มโจรเข้าปล้น พวกนายก็น่าจะเห็นั้แ่เรามาถึงหมู่บ้านแล้ว บ้านช่องที่ผุพังจนวัชพืชขึ้นแบบนั้น น่าจะร้างมาเป็เวลานานแล้ว”
สิ้นคำพูดของลิซ ทั้งลูคัสและบิลลี่ก็ไม่รู้จะเอาไงต่อ เป้าหมายเดิมนั้นคิดถึงเพียง การกลับมาถึงหมู่บ้านเพียงเท่านั้น ไม่ได้คิดเผื่อเหตุการณ์แบบนี้ไว้เลย ทั้งสามนั่งลงล้อมวงเพื่อปรึกษาหารือกันอีกที แต่ละคนก็เร่งระดมความคิด ผ่านไปครู่นึงลิซก็กล่าวความเห็นออกมา
“หาก้าตามหาอัลเลน ฉันคิดว่าเราควรเดินทางออกจากหมู่บ้านนี้ ถ้าหากเรารอเราก็ไม่รู้ว่าต้องรอถึงตอนไหน สู้ออกไปตามหายังดีเสียกว่า”
“แล้วเราจะเดินทางไปทางไหนละลิซ” บิลลี่กล่าวถามลิซ
“ลูคัส ก่อนหน้านี้ นายบอกว่าก่อนจะเจอกับบิลลี่ นายเดินทางทวนลำธารมานายพบไม่เคยเจอหมู่บ้านเลยใช่ไหม”
“ไม่พบเลย แต่หลังจากเจอกับบิลพวกเราเจอกับหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่ง แต่พอสอบถามถึงอัลเลนก็ไม่มีใครพบ”
“ถ้าวิเคราะห์ตามเหตุการณ์ที่นายบอกมา ฉันคิดว่าถ้าอัลเลนยังมีชีวิตอยู่ มีความเป็ไปได้สูงที่อัลเลนจะได้เข้าร่วมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว หรือกรณีที่เลว ร้ายลเลนก็เสียชีวิต โลกในตอนนี้มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ความเป็อยู่ของเรา ชีวิตเราขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งทั้งสิ้น”ลิซกล่าวย้ำอีกครั้ง
เมื่อลูคัสและบิลลี่ได้ยินสิ่งที่ลิซกล่าว ก็เข้าใจ ในตอนนี้หากไม่มีความแข็งแกร่งก็จะกลายเป็ผู้อยู่ส่วนล่างของห่วงโซ่อาหารและกลายเป็ผู้ถูกล่า เพราะตอนนี้ “ความแข่งแกร่งคือกฎ”
กลุ่มที่ลิซกล่าวถึงนั้นมีหลายแบบ รวมตัวกันตามวัตถุประสงค์ที่เหมือนกัน เช่นกลุ่มโจรก็จะรวมพวกที่หวังจะปล้นคนอื่น กลุ่มทหารรับจ้างที่จะทำงานแลกเงินหรืออาหาร กลุ่มพ่อค้าที่รวมตัวเป็คาราวานไปค้าขายตามสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเดินทางอีกมากมายฯ อย่างเช่นกลุ่มเดินทางของลูคัสเป็ต้น
เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ทั้งสามจึงตกลงกันที่จะเดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อ ตามหาอัลเลนอีกครั้ง ลิซได้แนะนำให้เดินทางไปแนวทะแยงเริ่มจากจุดที่ลูคัสตกน้ำเข้าไปในป่า
“ตอนนี้ยังไม่มีเบาะแสอะไรให้เราสืบ ก็ต้องหวังพึ่งดวงเอาแล้วล่ะ หวังว่าเราจะเจอเบาะแสเร็วๆละกัน”
ลิซพูดขึ้น จากนั้นทั้งสามก็เดินทางออกจากหมู่บ้านไปยังน้ำตกทันที เดินตามลูคัสไม่นานนักก็ถึงที่หมายที่เป็น้ำตก ทั้งสามก็เริ่มเดินทางตามที่ลิซบอกก่อนหน้า เข้าสู่ส่วนลึกของป่าต่อไป