ตรอกขี้เถ้าเดิมทีคือดินแดนทองคำเชื่อมต่อกับทั้งสามจักรวรรดิ ทว่าลักษณะทางภูมิศาสตร์กลับกลายเป็นผู้ประสบภัยหนักทางธรรมชาติ เมื่อสามสิบปีก่อน หลังแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดทำลายล้างทุกสิ่งจนราบเป็นหน้ากลองก็ไม่มีคนธรรมดากล้าย้ายถิ่นฐานมายังสถานที่แห่งนี้อีก การได้มาซึ่งชื่อ 'ตรอกขี้เถ้า' นี้ก็เป็นเพราะเถ้าภูเขาไฟที่ปกคลุมพื้นที่รกร้างว่างเปล่าหลังการระเบิดของภูเขาไฟ
และเพราะเหตุนี้ ตรอกขี้เถ้าจึงค่อยๆ เสื่อมโทรมจนกลายเป็นดินแดนสีเทา หลังภัยพิบัติภูเขาไฟระเบิดไม่กี่ปี ชาวบ้านธรรมดาเลี่ยงไปตั้งถิ่นฐานห่างไกล ยามเหล่าทหารของทั้งสามอาณาจักรค้นพบสถานที่แห่งนี้ พวกเขาเพียงทำสัญลักษณ์และเดินวนไม่กี่รอบก็จากไปเสียแล้ว และเพราะเหตุนี้ผู้พเนจร โจรลี้ภัยและเหล่านักโทษประกาศจับล้วนแต่หยุดตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ ทำให้สถานที่ไร้ซึ่งระเบียบและอันตรายแห่งนี้กลายเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของตน
ดังนั้นชื่อเสียงของ 'ตรอกขี้เถ้า' จึงค่อยๆ เลื่องชื่อขึ้นเรื่อยๆ จากสถานที่พักอาศัยชั่วคราว สถานที่ลับที่ใช้ติดต่อสื่อสารเพื่อผลประโยชน์ กลับกลายมาเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนค้าขายที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้น ท้ายที่สุดกลายเป็นสถานที่ไม่ต่างกับตลาดมืด หลังผ่านพ้นการฆ่าฟันกันเองและการหลอมรวมเข้าด้วยกัน นึกมิถึงว่าสถานที่ยุ่งเหยิงแห่งนี้จะจัดตั้งระบบการจัดการดูแลภายใน ผันตัวมาเป็นเมืองเล็กที่อยู่เหนือการควบคุมของสามอาณาจักร
แม้จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นครั้งคราว รวมถึงมีข่าวลือว่าภูเขาไฟจะปะทุขึ้นอีกครั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระนั้นมันกลับไม่เป็นอุปสรรคให้คนหลากประเภทรีบรุดมายังสถานที่แห่งนี้ ติดต่อสื่อสารกัน ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ห่วงโซ่อุตสาหกรรมสีเทาได้ดำเนินไปอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การตั้งแผงลอยร่วมกันไปจนถึงการเปิดร้านเพื่อการประมูล
เหล่าผู้ดูแลตรอกขี้เถ้าจัดงาน 'การประมูลตรอกขี้เถ้า' ครั้งแรก ในความเป็นจริงเพียงเพื่ออำนวยความสะดวกในการประมูลของร้านค้าขนาดใหญ่หลายราย มิได้เชิญคนนอกมากนัก ทว่าตามท้องตลาดเล่าลือกันว่าหลังจากเหล่าผู้ดูแลได้ยอมรับคำแนะนำจากบุคคลลึกลับท่านหนึ่งได้กว้านซื้อข้าวของแปลกประหลาดและมีค่าจำนวนมาก อีกทั้งยังจัดงานประมูลครั้งที่สองอย่างเปิดกว้าง ผู้ที่ถูกเชิญมิได้มีเพียงพ่อค้าข้ามอาณาจักรจำนวนมิน้อย ยังรวมไปถึงผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปิดบังตัวตน ผู้ที่มีหน้าที่การงานลึกลับและคนธรรมดากลุ่มน้อยที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง
เหล่าคนหนุ่มที่เปี่ยมด้วยความใคร่รู้ชื่นชอบความตื่นเต้น ยิ่งเป็นสิ่งของที่ลึกลับยิ่งชอบเดาซี้ซั้ว หลังการจัดงานประมูลครั้งที่สองของตรอกขี้เถ้าสำเร็จลุล่วง รายการสิ่งของในการประมูลที่มีขอบข่ายกว้างขวางและหลากหลายชนิดถูกกล่าวขานกันปากต่อปากและได้รับการยอมรับนับถือภายในเวลาอันรวดเร็ว การประมูลของตรอกขี้เถ้าที่จัดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในทุกสามปีมิเพียงแต่มีชื่อเสียงเลื่องลือในหมู่ประชาชน กระทั่งองค์กรชั้นสูงของหลายอาณาจักรยังคอยจับตาดูเป็นพิเศษ เตรียมจะลอบส่งคนเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้
ถึงขั้นมีผู้ลอบวางแผนการ คิดอยากกำราบตรอกขี้เถ้าภายในคราวเดียวเพื่อโกยทรัพย์นับแสนล้านจนหมดสิ้น
...เพียงแต่ประโยคสุดท้ายที่ออกจากปากคุณชายรองเก๋อจือมีระดับความน่าเชื่อถือไม่สูงนัก
“เมื่อเป็นดินแดนไร้กฎหมาย เช่นนั้นเหตุใดจึงไม่มีอาณาจักรใดเคลื่อนทัพเพื่อกำราบตรอกขี้เถ้า? หาเหตุผลที่ถูกต้องเหมาะสมก็ได้แล้วกระมัง”
เด็กหนุ่มผมแดงพลิกอ่านข้อมูลข่าวสารภายในมือ เอ่ยถามออกมาคล้ายจะเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ
“ฮ่าๆๆ...การเคลื่อนทัพในดินแดนเชื่อมต่อระหว่างทั้งสามอาณาจักรมีหรือจะง่ายดายเพียงนั้น?”
ลาถีเท่อหัวเราะอย่างจนปัญญาพลางตบบ่าของเก๋อจือ
“เจ้าเพิ่งจะบอกผู้อื่นว่าทหารรับจ้างสามกลุ่มทำภารกิจร่วมกันเพื่อจับตาดูซึ่งกันและกัน กลับคิดในทางกลับกันมิได้งั้นหรือ? กระดูกแข็งอย่างดินแดนเชื่อมทั้งสามอาณาจักร มิใช่สถานที่ที่เมื่อแบ่งออกสามส่วนแล้วจะแทะได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น”
“ชาวบ้านของตรอกขี้เถ้าถูกเล่าขานจนน่าอัศจรรย์ ทว่าข้ากลับมิค่อยเชื่อว่าพวกเขามีความสามารถมากนัก...”
เก๋อจือเบะปากพึมพำไม่กี่ประโยคก่อนยัดข้อมูลข่าวสารกลับเข้าไปในกระเป๋า
“ยอมเชื่อว่าเป็นความจริงเพื่อเตรียมตัว ย่อมดีกว่ามิยอมเชื่อแล้วเกิดความผิดพลาด ควรจะระมัดระวังเอาไว้ดีกว่า”
โม่จ้านอ้าปากหาวก่อนปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ
“ดูจากท่าทางเกียจคร้านของเจ้าแล้ว ไม่มีกำลังในการโน้มน้าวแม้แต่น้อย... ท่าทางมิคล้ายกับกำลังตื่นตัวสักนิด”
เก๋อจือเบะปาก มองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้งอย่างเบื่อหน่ายเจียนตาย กระนั้นกำปั้นที่กำเข้าหากันแน่นกลับเปิดโปงสภาพจิตใจของเด็กหนุ่มผมแดงเสียแล้ว
ลาถีเท่อเคลื่อนมือข้างซ้ายกุมลงบนมือข้างขวาของเก๋อจือแผ่วเบา มอบความอบอุ่นให้หลังมือที่ค่อนข้างเย็น
“หากยามนี้ไม่งีบหลับ อีกประเดี๋ยวต้องต่อสู้ขึ้นมาพลังวิญญาณจะไม่มั่นคงเอาได้ หาว..”
ภายใต้สายตาสุขุมไร้เกลียวคลื่นของลาถีเท่อ โม่จ้านเอียงตัวลงอย่างเป็นธรรมชาติพลางนอนลงบนตักของเจียนั่ว เจียนั่วถึงกับสะดุ้งตกใจ หลังเผยสีหน้าจนปัญญาออกมาพลันหยิบเสื้อคลุมด้านข้างมาคลุมลงบนกายของโม่จ้าน
เก๋อจือที่หันหน้ากลับมาเห็นท่าทางของคนทั้งสองเข้าพอดีเผยสีหน้าเหม็นความรักเกินจริงออกมา
“...เมื่อวานเกิดเรื่องเช่นนั้น หากเปลี่ยนเป็นข้า ยามนี้ข้าจะนำด้ามหอกนั่นยัดใส่รูจมูกของเขาเสีย”
เด็กหนุ่มผมแดงเผยรอยยิ้มชั่วร้ายและขยิบตาไปทางเจียนั่ว
“อืม..”
อัศวินกุมปลายคาง ท่าทางคล้ายกำลังใคร่ครวญคำเสนอแนะของเก๋อจือ
“...หากเจ้าทำเช่นนั้นกับลาถีเท่อ ผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นอย่างไรงั้นหรือ?”
“เอ่อ..” รอยยิ้มของเก๋อจือชะงักค้างทันใด ลาถีเท่อพลันหลุดหัวเราะออกมาเสียแล้ว
“...หากเจ้ากล้าทำเช่นนั้น ตกดึกลาถีเท่อที่โมโหเป็นฟืนเป็นไฟจะต้องยัดสิ่งที่หนายิ่งกว่าเข้าไปในจุดอ่อนไหวเสียแล้ว”
โม่จ้านลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง ยกยิ้มเอ่ยเย้าหยอกเสียงเบาหนึ่งประโยค มิได้รู้ตัวว่าวาจาหยอกเย้าอย่างลามกของตนไม่เหมาะกับเด็กมากเพียงใด ใบหน้าของเก๋อจือแดงก่ำโดยพลัน โม่จ้านที่แผนชั่วสำเร็จพลิกกายหันหน้าไปทางเจียนั่ว ขยับตัวหาท่าทางที่สบายอยู่บนตักของเจียนั่วมิต่างกับแมวก่อนจะปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง
ลาถีเท่ออ้าปากหาวเช่นกัน ตนหรี่ดวงตาแสร้งงีบหลับ ทว่าหางตากลับปรายมองไปทางสีหน้าของเจียนั่ว --- อัศวินกำลังก้มหน้ามองใบหน้าของโม่เจ๋อเอ่อร์ ถึงแม้จะดูออกว่าอีกฝ่ายพยายามระงับสีหน้าอารมณ์ ทว่าภายในแววตายังคงเผยให้เห็นถึงความเขินอายบางเบาที่ไม่เข้ากับภาพลักษณ์สักนิด
เด็กหนุ่มเผ่าหมานเผยรอยยิ้มประจักษ์แจ้งแก่ใจ ลูบเคราอากาศเลียนแบบท่าทางของโม่จ้าน
เจียนั่วมิได้สังเกตเห็นสีหน้าแปลกประหลาดของลาถีเท่อแต่อย่างใด เพียงเอาแต่จดจ้องใบหน้าของโม่จ้าน หวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
...นึกมิถึงว่าเพื่อแย่งชิงอำนาจในการผลักอีกฝ่ายล้มลงบนเตียง ตนถึงขั้นต่อสู้กับโม่เจ๋อเอ่อร์อยู่บนเตียงเสียแล้ว
ภายใต้สถานการณ์ที่มิอาจใช้พลังเวท แน่นอนว่าตนมิใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปจึงถูกโม่เจ๋อเอ่อร์ที่ความอึดเหนือกว่าตนกดเอาไว้อย่างแน่นหนา ตนทุ่มเดิมพันหมดหน้าตักคิดอยากจะลอบโจมตีกลางดึก กลับนึกมิถึงว่าทันทีที่เอื้อมมือออกไปกลับถูกท่าทีตอบสนองภายในเสี้ยววินาทีของอีกฝ่ายจับกุมเอาไว้ จากนั้นถูก “ลงโทษ” อย่างร้อนแรงอีกยกหนึ่ง
เมื่อเทียบกับบั้นท้ายที่ได้รับการดูแลอย่างมิเลว กล้ามเนื้อที่ออกกำลังเกินขนาดกลับปวดเมื่อยเสียจนทรมาน...
เจียนั่วยกยิ้มขื่นพลางถอนหายใจ รู้สึกว่าบนใบหน้าค่อนข้างเห่อร้อน
เมื่อเทียบกับการต่อสู้ระยะประชิดที่ดุดัน การเคลื่อนไหวยามโม่เจ๋อเอ่อร์ทำเรื่องอย่างว่ามิได้ดุดันนัก กลับคอยดูแลเอาใจใส่ผู้ที่เรี่ยวแรงอ่อนล้าอย่างตน มิต่างกับสัตว์ดุร้ายที่มีทั้งด้านป่าเถื่อนและอ่อนโยนที่จงใจโอ้อวดความสามารถของตน อีกฝ่ายจับจ้องทุกเสี้ยววินาทีที่ตนมิอาจต้านทานเอาไว้ คอยพิจารณาสีหน้าและคำพูด ลูบไล้ทุกส่วนอ่อนไหวบนกายของตนทั่วทุกซอกทุกมุม ท้ายที่สุดเริ่มบุกโจมตีตลอดแนว จู่โจมจนตนพ่ายแพ้ยับเยิน ทำได้เพียงขบกรามและยอมจำนนอยู่ใต้ร่างของสัตว์ดุร้ายอย่างอัปยศ
เพียงแต่ช่วงเวลาของความเจ็บปวดมิได้ยาวนาน ด้วยเพราะช่วงเวลาที่สัมผัสได้ถึงความสุขนั้นมีมากกว่าหลายเท่า...เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ตนพลันอดปีนขึ้นเตียงของโม่เจ๋อเอ่อร์เป็นหนที่สองมิได้ ในเสี้ยววินาทีที่ถูกซาตานอย่างโม่เจ๋อเอ่อร์ผลักลงอีกครั้ง ก้นบึ้งในใจของตนลอบเกิดความคิดน่ารังเกียจที่หวังว่าค่ำคืนนี้อย่าได้ล่วงเลยผ่านไป
....ช่างเหลือเกินนัก ระหว่างเดินทางทำภารกิจยังมัวคิดสิ่งใดอยู่
เจียนั่วมอบหนึ่งกำปั้นให้ใบหูแดงระเรื่อของตน