ความตื่นเต้นจากการประลองรอบก่อนหน้ายังไม่ทันจางหาย เสียงระฆังเงินก็ดังกังวานขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณเปิดฉากการปะทะที่ทุกคนเฝ้ารอคอยมากที่สุดในรอบสามปี การเผชิญหน้ากันระหว่าง มู่หรงเซียว ผู้ไร้พ่าย และ เยี่ยหลิวซวง นักฆ่าเงาแห่งสายลม
เมื่อทั้งสองก้าวขึ้นสู่เวที บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบสงัดประดุจโลกทั้งใบหยุดนิ่ง ลมหนาวที่พัดผ่านลานประลองมังกรทะยานกลับดูแผ่วเบาลง ราวกับเกรงกลัวต่อจิตต่อสู้ของยอดอัจฉริยะทั้งสอง
เยี่ยหลิวซวงในชุดขาวสะสะอาดตายืนประจันหน้ากับชายหนุ่มชุดน้ำเงินเข้ม นางขยับมือเรียวงามเบาๆ กลิ่นอายเย็นเยียบของระบำหิมะโปรยเริ่มก่อตัวรอบกาย “มู่หรงเซียว ข้าเฝ้าฝึกปรือความเร็วนี้มาเพื่อก้าวข้ามเจ้า หวังว่าวันนี้... เจ้าคงจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
มู่หรงเซียวเพียงกระชับกระบี่หยกสีครามในมือ แววตาสงบนิ่งทว่าลึกล้ำดุจมหาสมุทร "เยี่ยหลิวซวง ความเร็วของเจ้าเข้าใกล้ขีดจำกัดของมนุษย์แล้วจริงๆ ทว่าในโลกนี้... ยังมีสิ่งที่รวดเร็วกว่านั้น”
“เริ่มได้!”
พริบตาที่สิ้นเสียงกรรมการ ร่างของเยี่ยหลิวซวงพลันเลือนหายกลายเป็นหมอกควันสีขาว นางไม่ได้พุ่งเข้าหาตรงๆ แต่ใช้ความเร็วที่เหนือชั้นสร้างภาพลวงตาขึ้นนับสิบเงารอบตัวมู่หรงเซียว เสียงลมหวีดหวิวจากการเคลื่อนที่ของนางรวดเร็วเสียจนผู้ชมเบื้องล่างมองเห็นเพียงเส้นแสงสีขาวที่โอบล้อมกลางเวที
“เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!”
เสียงปะทะของปลายนิ้วที่อัดแน่นด้วยไอพลังเย็นเฉียบกับตัวกระบี่ของมู่หรงเซียวดังถี่ยิบ มู่หรงเซียวที่เคยชนะทุกคนด้วยกระบวนท่าเดียว บัดนี้ต้องขยับกายต้านรับอย่างรัดกุม เขาพลิกกระบี่ปกป้องจุดตายจากทิศทางที่คาดไม่ถึงครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่คมกระบี่ของเขาตวัดออกไปเพื่อสวนกลับ เยี่ยหลิวซวงจะสลายร่างกลายเป็นความว่างเปล่าไปในพริบตา
“เหลือเชื่อ! ศิษย์พี่มู่หรงถูกกดดันจนต้องตั้งรับเพียงฝ่ายเดียวหรือนี่?” ศิษย์น้องคนหนึ่งอุทานด้วยความตกใจ
“ไม่ใช่!” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่นั่งบนอัฒจันทร์ลุกขึ้นยืน แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม “พวกเขากำลังชิงจังหวะในระดับเสี้ยววินาที เยี่ยหลิวซวงพยายามหา ‘ช่องว่าง’ ในการป้องกันของมู่หรงเซียว ส่วนมู่หรงเซียวกำลังรอ ‘จังหวะ’ ที่สายลมของนางจะหยุดนิ่ง!”
เยี่ยหลิวซวงเร่งความเร็วจนถึงขีดสุด นางทะยานขึ้นฟ้าก่อนจะทิ้งดิ่งลงมาประดุจหิมะถล่ม “วิชาเมฆาคล้อย... ขั้นสมบูรณ์!” ไอพลังสีขาวบริสุทธิ์ถูกรีดเค้นออกมาจนกลายเป็นเข็มนิ่งแข็งนับหมื่นเล่มพุ่งเข้าหาจุดตายของมู่หรงเซียวพร้อมกันทุกทิศทาง
ทว่าในวินาทีนั้นเอง มู่หรงเซียวกลับหลับตาลง เขาไม่ได้ใช้ความเร็วเข้าสู้ แต่ใช้ ‘สัมผัสวิญญาณ’ อ่านการไหลเวียนของกระแสลมรอบตัว
“สายลมของเจ้า... มีทิศทางที่แน่นอนเกินไป”
มู่หรงเซียวลืมตาขึ้นฉับพลัน นัยน์ตาสีครามทอประกายลึกลับ เขาไม่หลบเข็มนับหมื่นเล่ม แต่กลับก้าวเท้าไปข้างหน้าเพียงครึ่งก้าว วาดกระบี่เป็นวงโค้งที่เรียบง่ายทว่าทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ “เพลงกระบี่มังกรทะยาน... กระบวนท่าที่สิบสอง ศูนย์กลางพายุ!”
“บึ้ม!!!”
แรงอัดพลังมหาศาลระเบิดออกจากตัวกระบี่เป็นวงกลม บดขยี้เข็มน้ำแข็งทั้งหมดให้กลายเป็นไอ จังหวะที่เยี่ยหลิวซวงชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีเนื่องจากวิชาถูกทำลาย มู่หรงเซียวก็ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้านางแล้ว!
เยี่ยหลิวซวงเบิกตากว้างด้วยความตระหนก นางพยายามจะดีดตัวถอยหลังทว่าแรงกดดันพลังระดับ 'หลอมรวมกายขั้นต้นระดับสูงสุด' ของมู่หรงเซียวกลับล็อคตัวนางไว้จนขยับไม่ได้ ราวกับอากาศรอบตัวกลายเป็นเหล็กกล้า
มู่หรงเซียวไม่ได้ฟันกระบี่ลงไป แต่เขาใช้เพียงฝ่ามือซ้ายซัดเข้าที่ไหล่ของนางเบาๆ แต่อัดแน่นด้วยพลังทำลายล้างที่สั่นสะเทือนถึงอวัยวะภายใน
“อั่ั่ก!”
ร่างบางของเยี่ยหลิวซวงกระเด็นถอยร่นไปจนถึงขอบเวที นางพยายามจะทรงตัวทว่าเลือดสายหนึ่งไหลซึมจากมุมปาก กระบี่หยกของมู่หรงเซียวจ่ออยู่ที่ลำคอของนางอย่างแม่นยำ ลมหายใจของทั้งคู่หอบถี่จากการตรากตรำใช้พลังถึงขีดสุด
“ข้้า... พ่ายแพ้แล้ว” เยี่ยหลิวซวงเอ่ยเสียงแผ่ว แววตาเต็มไปด้วยความยอมรับ
เสียงโห่ร้องยินดีดังกึกก้องประดุจภูเขาถล่มทลาย ผู้ชมทุกคนต่างยืนขึ้นปรบมือให้กับบทสรุปที่สมบูรณ์แบบนี้ อาจารย์หลายท่านพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “มู่หรงเซียวผู้นี้... รากฐานมั่นคงยิ่งนัก เขาสมควรเป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง”
ท่ามกลางกลิ่นอายพลังการต่อสู้ที่ยังกรุ่นอยู่บนเวทีศิลา ในที่สุดม่านแห่งการประลองที่ดุเดือดที่สุดของศิษย์ทั่วไปก็มาถึงบทสรุป รายชื่อบนกระดานศิลาทองคำวาบแสงขึ้นแจ้งผลลัพธ์สุดท้ายที่ทุกคนต่างยอมรับด้วยความนอบน้อม
[ผลสรุปสิบอันดับยอดศิษย์ทั่วไป]
มู่หรงเซียว (หลอมรวมกายขั้นต้น - ระดับสูงสุด)
เยี่ยหลิวซวง (หลอมรวมกายขั้นต้น)
ซ่งมู่ (หลอมรวมกายขั้นต้น)
จ้าวอี (หลอมรวมกายขั้นต้น)
จูซงเทียน (หลอมรวมกายขั้นต้น)
หลัวเทียนอี้ (หลอมรวมกายขั้นต้น)
ไป๋หยุนเซิง (หลอมรวมกายขั้นต้น)
(อันดับที่ 8–10 เป็นศิษย์ระดับรองที่ยังก้าวไม่ถึงขอบเขตหลอมรวมกาย)
ผู้อาวุโสคุมกฎในชุดคลุมสีครามเข้มก้าวเท้าออกมาที่หน้าปะรำพิธี ท่วงท่าของเขาแฝงไปด้วยความเข้มงวดและทรงพลัง สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วลานมังกรทะยานที่บัดนี้เงียบสงัดลงราวกับป่าช้า ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาเศษฝุ่นบนเวทีให้ปลิวไสวขึ้นเล็กน้อย บรรยากาศเต็มไปด้วยมนต์ขลังของการรอคอย
“การประลองคัดเลือกศิษย์หลัก... ได้สิ้นสุดลงแล้ว” เสียงของผู้อาวุโสกังวานไปทั่วขุนเขา “ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน แข็งแกร่งทั้งพลังกายและจิตวิญญาณ และจะได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นศิษย์หลักอย่างเป็นทางการ... ได้แก่—”
ผู้อาวุโสหยุดเว้นจังหวะ ความกดดันนั้นมหาศาลจนศิษย์บางคนแทบไม่กล้าหายใจ
จ้าวชิงซานที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ชั้นสูงเอนกายกลับไปพิงเก้าอี้ด้วยรอยยิ้มหยัน มุมปากของเขายกขึ้นอย่างผู้ชนะพลางเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงดูแคลน “หึ... ดูเหมือนปีนี้ทุกอย่างจะลงตัว ไม่มีอะไรพลิกผันให้ขัดหูขัดตา ขยะที่ควรจะตายก็ตายไปแล้ว อันดับหนึ่งก็ยังคงอยู่ในกำมือของพวกเรา”
“นั่นสินะ... ไม่มีใครในหมู่ศิษย์ใหม่เทียบเคียงมู่หรงเซียวได้จริงๆ ทุกอย่างจบลงแล้ว” ศิษย์พี่อีกคนเสริมขึ้นอย่างเห็นพ้อง
ทว่า... ในวินาทีที่ผู้อาวุโสกำลังจะเอ่ยชื่อแรกออกมานั้นเอง!
บรรยากาศรอบลานประลองพลันบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงประดุจผิวน้ำที่ถูกหินก้อนมหึมาขว้างใส่ อากาศฝั่งทิศตะวันออกพลันร้อนระอุขึ้นจนมองเห็นไอความร้อนระยิบระยับ ขณะที่ทิศตะวันตกกลับเย็นเยียบจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามขอบอัฒจันทร์อย่างรวดเร็ว กลิ่นอายหยินและหยางสุดขั้วเข้าปะทะกันจนเกิดเสียง เปรี๊ยะ ของมิติที่สั่นสะเทือน
“กลิ่นไหม้... กับกลิ่นน้ำแข็ง?” ศิษย์คนหนึ่งพึมพำพลางกอดอกด้วยความหนาวสั่น
“ตึง!!!”
เสียงฝีเท้าที่ลงน้ำหนักอย่างมั่นคงดังขึ้นมาจากม่านหมอกที่บิดเบี้ยวหน้าประตูสำนัก ฝุ่นควันสีเลือดจางๆ ค่อยๆ ม้วนตัวออกเผยให้เห็นเงาร่างสองสายที่เดินเคียงคู่กันมา คนหนึ่งสวมชุดสีดำสนิทดุจรัตติกาล ใบหน้าหล่อเหลาปานเทพบุตรทว่านัยน์ตากลับเย็นชาดุจปีศาจ อีกคนหนึ่งคือสตรีในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ มีผ้าแพรบางคลุมใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง ท่วงท่าของนางสง่างามและเย็นเยียบประดุจจันทราเหนือยอดเขาหิมะ
ไอพลังที่แผ่ออกมาจากชายชุดดำนั้นแปลกประหลาด แม้ระดับการบ่มเพาะจะอยู่ที่ กำเนิดกายขั้นสมบูรณ์ ทว่าความหนาแน่นของพลังกลับกดทับขอบเขตหลอมรวมกายขั้นกลางได้จนน่าขนลุก!
“ใคร... นั่นใครกัน?” เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นจากขอบสนาม
“เดี๋ยว... ข้าจำแผ่นหลังนั่นได้... รอยยิ้มแบบนั้น...” ศิษย์คนหนึ่งที่เคยเห็นคนผู้นี้อย่างใกล้ชิดเบิกตากว้างจนแทบหลุดจากเบ้า “นั่นมัน... อวี้เหวิน!?”
“อวี้เหวินรึ?! เป็นไปไม่ได้! เขาตายในหุบเขาหมอกโลหิตไปแล้วไม่ใช่หรือ!” เสียงอุทานดังกึกก้องประดุจฟ้าผ่าสะเทือนไปทั่วลาน
ชายชุดดำเดินผ่านกลุ่มศิษย์ที่ยืนตะลึงพรึงเพริดด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ เขาไม่ได้มองไปที่ใครเป็นพิเศษ แต่ทุกย่างก้าวกลับเหยียบย่ำลงบนคำปรามาสของจ้าวชิงซานอย่างเลือดเย็น เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเวทีประลอง กวาดสายตามองขึ้นไปบนปะรำพิธีด้วยแววตาสนุกสนาน
“ข้ากลับมาทัน... หรือมาช้าไปกันแน่?”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่ากลับสยบทุกเสียงวิจารณ์ในที่แห่งนั้นลงสิ้น
ปฏิกิริยาของคนทั้งลานประลองพลันระเบิดออกเป็นสามสาย
เหล่าศิษย์ทั่วไป ตกใจสุดขีด บางคนถึงกับถอยหลังกรูดเพราะคิดว่าเห็นผีดิบเดินดิน พวกเขามองอวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวด้วยความหวาดหวั่นและทึ่งในระดับพลังที่เปลี่ยนแปลงไปราวกับคนละคน
มู่หรงเซียวที่นั่งอยู่บนแท่นศิลาพลันกระชับกระบี่ในมือแน่น แววตาสีครามฉายแวว ‘สนใจ’ และระแวดระวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เยี่ยหลิวซวงลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นางสัมผัสได้ว่าเซี่ยชิงหลัวในตอนนี้... บรรลุ หลอมรวมกาย แล้ว และแข็งแกร่งกว่านางเสียอีก! ส่วนซ่งมู่ได้แต่แยกเขี้ยว ความกระหายการต่อสู้ในตัวเขาเริ่มเดือดพล่านอีกครั้ง
จ้าวชิงซาน จากรอยยิ้มลำพองใจพลันแข็งค้างประดุจถูกสาป ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำก่อนจะกลายเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและไม่ยินยอม “มัน... มันยังไม่ตาย! เป็นไปได้อย่างไร!”
อวี้เหวินไม่แม้แต่จะเหลือบมองจ้าวชิงซาน เขาเพียงยิ้มบางๆ แล้วขยับคอไปมาจนเกิดเสียงกระดูกลั่น บรรยากาศในการประกาศศิษย์หลักที่ควรจะจบลงอย่างเรียบง่าย บัดนี้กลับถูกทำลายด้วยการปรากฏตัวของ ‘ผู้ตาย’ ที่กลับมาทวงบัลลังก์ของเขาคืน!
“ในเมื่อข้ายังอยู่... ตำแหน่งศิษย์หลักนั่น ก็ควรจะมีชื่อของข้ากับนางด้วยใช่ไหม ท่านผู้อาวุโส?”