บทที่ 11 แยกย้ายเพื่อแข็งแกร่ง (100%)
เยว์ฉีจัดการทุกอย่างได้เสร็จเรียบร้อยภายในวันเดียว ที่พักของครอบครัวซู่ตั้งอยู่บนถนนสายรองทางฝั่งซ้ายของเมือง ซึ่งเป็นอาณาเขตที่ดินของหอบัวสวรรค์ จวนไม้หลังใหญ่มีเครื่องเรือนครบครัน ลานหน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านใบบดบังแสงแดดดูร่มรื่น หลังจวนมีสระบัวและเรือนไม้หลังเล็กสำหรับบ่าวรับใช้“ท่านผู้เฒ่าต้องนึกถึงความก้าวหน้าของหลานเป็นสำคัญ การพักอยู่ในอาณาเขตของหอบัวสวรรค์ พวกท่านตายายจะปลอดภัย หลานจะได้หมดกังวลและตั้งใจฝึกวิชา ในอนาคตหากมินเอ๋อร์สามารถสร้างของวิเศษได้ พวกท่านจะมีเงินทองมากมาย ถึงตอนนั้นค่อยนำเงินค่าซื้อจวนมาจ่ายข้าเจ้าค่ะ”เยว์ฉีพูดกล่อมซู่เซียวที่ไม่ยอมรับจวนแห่งนี้ด้วยเหตุผลว่าจวนหลังใหญ่เกินไป และไม่อยากติดหนี้บุญคุณหอบัวสวรรค์มากเกินความจำเป็น“พี่นางฟ้าคนสวยพูดถูก ข้ากับพี่หลันอยากให้ท่านตากับท่านยายอยู่ในที่ปลอดภัย ข้าสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนเป็นจอมเวท ข้าจะสร้างของวิเศษหลาย ๆ ชิ้นให้พี่นางฟ้าเป็นค่าซื้อจวนเจ้าค่ะ” ซู่มินช่วยพูดกล่อมอีกแรง“ตกลง พวกเราจะอยู่ที่จวนหลังนี้ เงินที่จะได้จากการประมูลเห็ดจักรพรรดิ ข้าน้อยขอรับเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งถือว่าจ่ายเป็นค่าซื้อจวนส่วนหนึ่งก่อน”เมื่อผู้เฒ่ายอมตอบตกลง เยว์ฉีก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก จัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้ว หญิงงามก็หันมาสนใจเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเครื่องหน้าหล่อเหลาที่ยืนอยู่ข้างกายเด็กหญิงตัวน้อย ซู่มินรีบเอ่ยแนะนำพี่ชาย“พี่นางฟ้าคนสวย นี่คือพี่ชายข้านามว่าซู่หลัน อายุสิบสองปีมีวรยุทธ์ระดับก่อปราณช่วงต้น ท่านตาบอกว่าพี่หลันเป็นคนมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ ข้าอยากพาพี่หลันเข้าสำนักด้วยเจ้าค่ะ”“พี่หลันของเจ้าเป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ไม่เหมาะกับสำนักเวท สำนักตะวันเดือดเป็นสำนักยุทธ์อันดับหนึ่งของเมืองฉาย พี่สาวจะขอให้ท่านอาจารย์เหว่ยจงพาพี่ชายเจ้าเข้าฝากตัวเป็นศิษย์สำนักตะวันเดือด มีจอมเวทออกหน้าให้คงไม่มีใครกล้ารังแกเขาแน่นอน”เยว์ฉีแอบปรายตามองสีหน้าซู่เซียว เห็นชายชราไม่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดก็โล่งใจ ความจริงตัวนางเองก็สามารถฝากคนเข้าสำนักได้ แต่ให้จอมเวทเป็นผู้หนุนหลังหลานชาย ผู้เฒ่าขี้ระแวงคงจะสบายใจมากกว่า ยิ่งได้เห็นว่าเด็กทั้งคู่มีท่าทีตื่นเต้นยินดี สาวงามก็ยิ้มตามด้วยความสุขใจ“ขอบคุณคุณหนูเยว์ฉีที่เมตตาหลานข้า บุญคุณของท่าน พวกเราทั้งครอบครัวจะจดจำไปจนตาย”ซู่เซียวเอ่ยขอบคุณเยว์ฉีอย่างจริงใจ สิ่งที่เขาเป็นห่วงที่สุดคือความปลอดภัยของหลาน เขาคิดไม่ถึงว่าการย้ายครอบครัวเข้ามาอยู่ในเมือง จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตสุดอาภัพของเด็ก ๆ ได้มากขนาดนี้“ข้าเชื่อว่า ในอนาคตเด็กทั้งคู่ต้องกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองฉาย ถึงตอนนั้นอาจจะเป็นข้าที่ต้องขอความช่วยเหลือจากพวกเขา อีกเจ็ดวันข้าจะมารับตัวเด็กทั้งสองไปเข้าสำนักพร้อมกันนะเจ้าคะ”หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เยว์ฉีก็กลับไปที่หอบัวสวรรค์ หญิงรับใช้สองคนถูกส่งมาทำงานในจวนซู่ ข้าวของที่นำติดตัวมาจากบ้านเดิมกลายเป็นขยะ ไม่เว้นแม้กระทั่งเสื้อผ้า ซู่เซียวถึงกับส่ายหน้ากับน้ำใจที่เกินพอดีของหญิงงาม“ท่านตา น้องยังเล็กจะให้ไปอยู่ในสำนักใหญ่ตามลำพังจริง ๆ หรือขอรับ”ซู่หลันเอ่ยถามเสียงเบา เขาไม่สบายใจที่ต้องแยกกับน้องสาว“มินเอ๋อร์เข้าสำนักนภากาฬในฐานะศิษย์เอก อาจารย์เหว่ยจงเป็นผู้ทรงอำนาจเขาคุ้มครองนางได้ เทียบกันแล้วตาเป็นห่วงเจ้ามากกว่า การแข่งขันชิงดีชิงเด่นเป็นเรื่องปกติในสำนักใหญ่ เจ้าต้องระวังตัวให้ดี ในเมื่อโชคชะตาลิขิตให้พวกเจ้ามีโอกาสที่ดี จงไขว่คว้าทุกอย่างมาให้คุ้ม แค้นในอดีตจะเอาคืนได้สำเร็จ เมื่อเจ้าแข็งแกร่งเหนือใครเท่านั้น”“ทราบแล้วขอรับ”เมื่อหมดความกังวลใจ ความมุ่งมั่นก็เข้ามาแทนที่ ลานหินหน้าจวนกลายเป็นที่ฝึกซ้อมแห่งใหม่ของซู่หลัน เสียงหมัดอัดอากาศดังก้องจวน ห้องปีกขวาของจวนซู่เป็นห้องนอนใหม่ของซู่มิน หลังจากแสงเทียนในห้องดับลง ร่างจิตก็เข้าสู่จุดเสินถิงทันที“อาจารย์ ท่านให้ข้าเข้าสำนักนภากาฬเพราะประสงค์สิ่งใดในนั้นเจ้าคะ”ซู่มินเอ่ยถามด้วยความสงสัย เด็กน้อยรู้ดีว่าวิชาเวทของเสวี่ยหยางเหนือกว่าวิชาเวทของสำนักนภากาฬ อาจารย์ตัวร้ายต้องมีแผนการบางอย่างแน่นอน“ฮ่า ๆ ยายตัวน้อยแสนฉลาด โดยปกติสำนักใหญ่ที่เป็นอันดับหนึ่งของเมือง มักจะมีของดีช่วยส่งเสริมพวกศิษย์เอกซ่อนอยู่ภายใน พวกเราจะเข้าไปเอาของดีด้วยกัน”“สำนักตะวันเดือดของพี่หลันก็เป็นสำนักอันดับหนึ่งเหมือนกัน ไม่มีท่านคอยช่วย พี่หลันจะมีโอกาสได้ของดีเหมือนข้าไหมเจ้าคะ”“พี่ชายเจ้ามีพลังยุทธ์เหนือกว่าเด็กรุ่นเดียวกันหลายเท่า พวกอาจารย์ในสำนักต้องแย่งกันรับเขาเป็นศิษย์เอกแน่นอน ประเดี๋ยวข้าจะไปผนึกเวทซับพลังให้เขา ข้าให้ความสำคัญกับซู่หลันไม่น้อยไปกว่าเจ้า แต่วิถีการฝึกยุทธ์เน้นฝึกกายเป็นสำคัญ พี่ชายเจ้าจำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนที่ยากลำบาก ร่างกายและแก่นวิญญาณจึงแข็งแกร่ง เจ้าตั้งใจฝึกจิตต่อไป อย่าได้เสียสมาธิกับเรื่องเล็กน้อย”“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”ดวงตะวันใกล้รุ่ง เสวี่ยหยางมาปรากฏตัวอยู่ข้างเตียงซู่หลัน กรงเล็บสีทองวาดวงเวทอักขระเรืองแสงสีม่วงสามวง แล้วผนึกเข้าไปในอกของเด็กหนุ่ม“ซู่หลัน ข้าผนึกเวทซับพลังฟ้าดินไว้ที่หน้าอกเจ้า เวทคาถาจะมีฤทธิ์อยู่ในกายเจ้าเป็นเวลาหนึ่งปี ยามว่างเว้นจากการฝึกซ้อมวรยุทธ์ เจ้าควรเข้าสมาธิฝึกปราณ แล้วรีบเปิดเส้นชีพจรวิญญาณให้ครบทุกเส้น เมื่อได้เป็นศิษย์สำนักอันดับหนึ่ง จงกอบโกยทุกอย่างมาให้มากที่สุด”“ในวิถีการฝึกยุทธ์ ความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นหลัก วิชายุทธ์ที่เยี่ยมยอดเป็นรอง หากเจ้าอยากเป็นจอมยุทธ์ผู้เก่งกาจที่แท้จริง ก็ต้องบ่มเพาะรากฐานแห่งพลังให้แข็งแกร่งด้วยตัวเอง ข้าช่วยได้แค่การส่งเสริมเรื่องการซับพลังที่รวดเร็วและมากขึ้นกว่าคนปกติให้เจ้าได้เท่านั้น เรื่องเวทคาถาซับพลังห้ามใครรู้เด็ดขาด มิเช่นนั้นชีวิตเจ้าและคนในครอบครัวทั้งหมด จะมีอันตรายถึงชีวิต”“ตุบ!!” ซู่หลันสะดุ้งตื่นสุดตัวจนตกเตียง ดวงตากะพริบถี่ ๆ ไล่ความมึนงง เด็กหนุ่มมองไปทั่วห้องก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ แต่เสียงทรงพลังลึกลับยังดังก้องอยู่ในหัว“เวทซับพลังฟ้าดิน!? อันตรายถึงชีวิตทั้งครอบครัว!? ข้าฝันดีหรือฝันร้าย!?”เด็กหนุ่มรีบแหวกเสื้อดูหน้าอกตัวเอง ลวดลายอักขระประหลาดปรากฏอยู่กลางอก ซู่หลันพยายามใช้มือขัดถู แต่อักขระเหล่านั้นค่อย ๆ ซึมหายเข้าไปในผิวหนัง เมื่อมิอาจทำสิ่งใดได้ เด็กหนุ่มก็ยิ้มอย่างปลง ๆ“ถ้าไม่บอกใคร เวทซับพลังฟ้าดินก็ถือว่าเป็นสิ่งวิเศษ สวรรค์คงได้ยินคำบ่นของข้าแน่ ๆ”พอคิดได้ สติก็เริ่มแจ่มชัด ในวิถีการฝึกยุทธ์ รากฐานแห่งพลังถือว่าสำคัญที่สุด ซู่หลันรีบเข้าสมาธิฝึกปราณ คลื่นพลังที่ถูกดูดซับเข้ามาในร่างอย่างมหาศาล โคจรไปตามจุดชีพจรต่าง ๆ ก่อนจะไหลเข้าไปสะสมในลูกแก้วรวมปราณร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งอัศจรรย์ มีเส้นสายแห่งพลังซ่อนอยู่มากมาย การจะเปิดเส้นสายเหล่านั้นมิใช่เรื่องง่าย ซู่หลันเข้าสมาธิฝึกปราณแทนการนอนหลับ และสามารถใช้พลังปราณทะลวงเปิดเส้นชีพจรวิญญาณเส้นที่สี่ได้สำเร็จในคืนที่สาม