จางฝูลู่เห็นเฉินอี้หน้าเหวอไปพักใหญ่ก็หัวเราะ“ทั้งสองคนบอกว่า ที่เขายังอยู่ที่นี่เพราะเป็นคำสั่งของท่านลู่”จางฝูลู่มีสีหน้าครุ่นคิด“แต่ทั้งสองคนมิยอมบอกว่าท่านลู่ให้เขาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร”
เฉินอี้ขมวดคิ้วนำเรื่องที่จางฝูลู่เล่ามาตีความในหัวของตนเองทันทีและได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นสีหน้าของเฉินอี้จึงดีขึ้นและหายสงสัยแล้ว
“เอ๊ะ! เจ้าทำหน้าเช่นนี้แสดงว่ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่าท่านลู่สั่งให้ทั้งสองคนมาทำอันใดที่นี่”จางฝูลู่เห็นสีหน้าของเฉินอี้ก็รู้ทันทีว่าเขาได้คำตอบแล้ว
เฉินอี้แอบยิ้มและหันมาตีหน้าซื่อใส่จางฝูลู่“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า”
อาไฉเดินถือถ้วยยามาให้จางฝูลู่เฉินอี้จึงขอตัวกลับแต่จางฝูลู่ไม่ยอมให้เขากลับ
“ดื่มยาแล้วเจ้าก็ต้องนอน จะให้ข้าอยู่ทำอันใดเล่า”เฉินอี้ยืนอยู่ข้างเตียง จางฝูลู่จับมือเขาไว้
“เจ้าอยู่อีกครู่หนึ่งเถิด ข้ามีเรื่องอยากคุยด้วย”
เฉินอี้พยักหน้าจางฝูลู่บอกให้อาไฉนำน้ำชาและของว่างมาให้เฉินอี้เขาเองก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองยังไม่ได้กินข้าวเช้า พลางนึกถึงจินลี่หยางว่าเขาได้กินอันใดบ้างหรือยัง
“ใครที่โรงไม้ถูกสังหารกันนะ” จางฝูลู่บ่นงึมงำ เขารู้สึกไม่สบายใจที่คนร้ายเข้าใกล้ตัวมากขนาดนี้
“หากเจ้าไม่สบายใจ ข้าจะไปถามมาให้”
“มิต้องหรอกอาอี้” จางฝูลู่รีบหันมาบอกเขา “แม่ข้าไปตลาดเดี๋ยวก็รู้แล้วล่ะ”
เฉินอี้พยักหน้าจางฝูลู่ยังนั่งหน้าบึ้งอยู่บนเตียงพลางถอนใจ
“มีอันใดอยากคุยกับข้ามิใช่หรือ” เฉินอี้เอ่ยเตือน แต่จางฝูลู่ยังถอนใจอยู่เฉินอี้ยิ้มและส่ายหน้า
“เทพลีลากลับมาอีกแล้วหรือ” เฉินอี้ถามน้ำเสียงหยอกล้อ จางฝูลู่หัวเราะหึๆ
“ท่านแม่จะจับข้าแต่งงานแล้ว” จางฝูลู่หน้างอ เฉินอี้นิ่งอึ้งไป
“กับผู้ใดหรือ”
“บุตรสาวคนเล็กตระกูลเหลย”
ทั้งสองคนนิ่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง
“เหล่าจาง เจ้าจะไม่สบายใจด้วยเหตุใด นี่เป็นเรื่องที่ดีมิใช่หรือ”เฉินอี้ยิ้มให้เขา
จางฝูลู่เดินลงจากเตียงมานั่งข้างเฉินอี้“แต่ข้าไม่อยากแต่ง”
“เหตุใดไม่อยากแต่ง”
“ข้าไม่ได้ชอบนาง”
“แล้วเจ้าชอบผู้ใด”
จางฝูลู่ก้มหน้าไม่ตอบเฉินอี้จับไหล่เขาตบเบาๆ “เจ้าชอบแม่นางลู่ใช่หรือไม่”
จางฝูลู่แดงตั้งแต่คอถึงใบหูพยักหน้าเล็กน้อยทั้งๆ ที่ยังก้มหน้าอยู่
เฉินอี้นั้นเข้าใจความลำบากใจของเขาเพราะการแต่งงานของบุตรธิดา บิดามารดาเป็นผู้กำหนด หน้าที่ของลูกคือทำตามคำสั่งจางฝูลู่เป็นลูกชายคนเดียว และเพราะว่าท่านป้ารักเขามาก นางจึงเคร่งครัดกับเขามากขึ้นไปด้วยคงไม่ยอมให้จางฝูลู่ทำตามใจตนเองในเรื่องนี้อย่างแน่นอน
“อิจฉาเจ้าจังเลยเหล่าจาง มีมารดามาบังคับให้แต่งงานด้วยล่ะ”เฉินอี้กล่าวและหัวเราะเบาๆ
จางฝูลู่มองเฉินอี้หน้าคว่ำเขารู้ว่าเฉินอี้แกล้งหยอกล้อเขา แต่เขาก็ยังอดเคืองในใจมิได้ “ให้เจ้าแต่งแทนดีไหมเล่า”
“มิต้องกังวลใจไปหรอกเหล่าจาง” เฉินอี้ยิ้มให้เขา“อาจจะมีอันใดเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้”
จางฝูลู่พยักหน้าหายหน้างอ “อืม อาจเป็นเช่นนั้น”
“อาอี้! เจ้ากลับมาแล้วรึ อาลู่! เจ้าลงจากเตียงมาทำไม” ฮูหยินจางร้องเรียกทั้งสองคน
“ข้ากลับมาแล้วขอรับท่านป้า” เฉินอี้หันไปร้องตอบฮูหยินจางยิ้มให้และตบไหล่เขาเบาๆ
“ข้ามิได้เป็นอันใดมากเสียหน่อยท่านแม่” จางฝูลู่เอ่ยกับมารดาเสียงอ่อยฮูหยินจางละมือจากเฉินอี้ไปดึงลูกชายให้กลับไปที่เตียง จางฝูลู่เดินลากขาไปด้วยความไม่เต็มใจ
“ดื่มยาหรือยัง”
“ดื่มแล้วขอรับ” จางฝูลู่รีบตอบเอาใจมารดา เพราะนางเริ่มเสียงแข็งใส่เขา
“ท่านแม่ขอรับ ได้ข่าวเรื่องที่คนงานของโรงไม้ไฉกังถูกฆ่าหรือไม่ขอรับ”จางฝูลู่เอ่ยถามขณะที่นางจัดผ้าห่มให้เขา
“อืม” ฮูหยินจางพยักหน้า สีหน้าดูเศร้าหมอง
“เป็นผู้ใดขอรับ” จางฝูลู่ใจคอไม่ดี เฉินอี้ก็รอฟังเช่นเดียวกัน
ฮูหยินจางถอนใจมองหน้าจางฝูลู่อย่างเศร้าสร้อย “เป็นติงฉี”
จางฝูลู่รู้สึกสะท้านไปทั้งตัวพูดอันใดมิออกไปพักใหญ่ ฮูหยินจางมองหน้าลูกชายที่ตอนนี้ใบหน้าขาวซีดไปหมดน้ำตาเอ่อมาที่ขอบตา
“จริงหรือท่านแม่ ท่านมิได้ฟังผิดมาใช่ไหมขอรับ”จางฝูลู่เอ่ยถามมารดาเสียงสั่นเครือ
ฮูหยินจางก็น้ำตาคลอเช่นเดียวกันลูบหัวจางฝูลู่ด้วยความสงสารและพยักหน้า
ติงฉีอายุสิบเจ็ดปีเป็นเด็กน่ารัก คุยเก่ง เขาค่อนข้างสนิทสนมกับจางฝูลู่และยังเป็นเด็กที่น่ารักสำหรับคนในโรงไม้ทุกคนทั้งที่เมื่อวานนี้เพิ่งจะได้คุยเล่นกันแท้ๆ แต่วันนี้ติงฉีกลับเหลือเพียงร่างเย็นชืดความสดใสหายไปพร้อมกับลมหายใจของเขา
จางฝูลู่ร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ฮูหยินจางพลอยน้ำตาไหลไปกับเขาด้วย
เฉินอี้ได้ยินเสียงร้องไห้ของจางฝูลู่เขาก็รู้สึกสะเทือนใจและค่อยๆ เดินออกไปจากห้องของเขาอย่างเงียบเชียบ หันไปฝากฝังให้หลิวซูเจี๋ยช่วยดูแลจางฝูลู่อย่าให้เขาเสียใจมากเกินไปนักเพราะเขายังบาดเจ็บอยู่ จะไม่ดีต่อสุขภาพของเขา
เฉินอี้เดินกลับบ้านของตนเองช้าๆในหัววุ่นวายสับสน
“เฉินอี้ ท่านเองก็ต้องดื่มยาด้วยนะ”อาหลิ่งกล่าวเตือนเขาเมื่อเห็นเขานั่งนิ่งอยู่ที่ระเบียงริมน้ำมาพักใหญ่แล้ว
เฉินอี้หันมามองนางเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวแล้วจึงพยักหน้า “จริงสินะ”แล้วเขาจึงลุกขึ้นไปก่อไฟต้มยา อาหลิ่งต้องคอยเตือนเขาว่าต้องทำอะไรต่อตลอดเวลา เพราะดูเหมือนเฉินอี้เหม่อลอยหลายครั้ง
จินลี่หยางจัดการดูแลเคลื่อนย้ายศพของติงฉีเสร็จเรียบร้อยก็เรียกทหารในกองทหารรักษาเมืองมานั่งประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนการสืบคดีและการจับคนร้าย
จินลี่หยางค่อนข้างหนักใจเพราะทหารในกองทหารรักษาเมืองของซุนฉือมีน้อยมาก เพียงสิบห้าคนเท่านั้นการจะเพิ่มเวรยามตรวจตรารอบๆ เมืองจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ทหารเฝ้าหน้าประตูวิ่งเข้ามาในห้องที่ทุกคนกำลังประชุมกันอยู่และกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “หัวหน้าจินขอรับ ท่านออกมาดูที่ด้านหน้าหน่อยขอรับ”
ทุกคนหันไปมองผู้ที่ยืนอยู่ตรงประตูห้องประชุมด้วยความประหลาดใจจินลี่หยางขมวดคิ้วและรีบเดินออกไปด้านนอก
ชาวบ้านจำนวนมากยืนออกันอยู่ที่หน้าประตูของกองทหารรักษาเมืองเมื่อเห็นจินลี่หยางก็รีบกล่าวกับเขาว่ากลุ่มคนทั้งหมดนี้ยินดีช่วยเหลือกองทหารรักษาเมืองในการจับคนร้ายและการเดินเวรยามตรวจตรารอบๆ เมืองเพื่อให้เมืองซุนฉือกลับมาสงบสุขอีกครั้งโดยเร็ว
จินลี่หยางมองกลุ่มชาวบ้านที่มีทั้งหญิงและชายหลากหลายช่วงอายุก็รู้สึกตื้นตันใจนัก
ชาวบ้านขอให้จินลี่หยางอย่าได้ปฏิเสธน้ำใจจากพวกเขาจินลี่หยางพยักหน้าแต่ขอพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านทุกคนก่อนเพื่อความปลอดภัยของพวกเขาชาวบ้านทุกคนรับคำด้วยความยินดี
กว่าจะซักซ้อมวางแผนกับชาวบ้านเสร็จเรียบร้อย ตะวันก็คล้อยต่ำลงเกือบตกดินเมื่อชาวบ้านกลับออกไปหมดแล้วจินลี่หยางก็นั่งพักอยู่ในห้องของเขาด้วยความอ่อนเพลีย
เหอผิงเดินเข้ามาหาจินลี่หยางในมือถือกล่องสำรับอาหารมาด้วย
“พี่จินขอรับ กินข้าวก่อนเถิดขอรับ” เหอผิงยิ้ม จินลี่หยางมองกล่องสำรับงงๆ
“เจ้าทำอาหารหรือ” จินลี่หยางถาม เหอผิงหัวเราะ
“เปล่าขอรับพี่จิน สำรับนี่เป็นชาวบ้านที่นำมาให้ขอรับ”
จินลี่หยางมองกล่องสำรับอาหารและยิ้ม