ยังเป็นอีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด
(ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)
“อย่าหันกลับไป อย่าได้ชักอาวุธ!!
สนใจแต่เรื่องวิ่งไปให้เร็วที่สุดเป็นพอ!”
หนานหงชุนกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตัว
สายตาคนไม่มองไปทางด้านหลังของตนเองเลยด้วยซ้ำ อาศัยเพียงหูเท่านั้นที่คอยฟังการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ไล่ตามตนเองมา
คนเป็นน้องเองก็ทำตามคำสั่งของคนเป็นพี่อย่างไม่มีบิดพลิ้ว ด้วยรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันย่ำแย่เพียงใด
การฟังและทำตามสิ่งที่คนเป็นพี่บอกแน่นอนว่าย่อมดีที่สุด
สองฝาแฝดพี่น้องใช้ความเร็วทั้งหมดที่พวกตนมีอาศัยแนวป่าในการวิ่งหลบหลีก
ด้านของหนานหงชุนที่มีระดับพลังสูงกว่าคนเป็นน้องสาว แน่นอนความเร็วของมันยิ่งมีเหนือกว่า มันจึงได้ลดความเร็วของตนให้เสมอเทียบเท่ากับหนานหงเซีย แล้วจึงค่อยใช้ดาบของมันฟาดฟันไปที่ต้นไม้หรือกิ่งไม้ตรงหน้า เพื่อสร้างสิ่งกีดขวางให้กับคนที่ไล่ตามมา
องค์ชายหนานสัมผัสอะไรบางอย่างได้จากทางด้านหลัง
ซึ่งกำลังพุ่งเข้าใส่มัน..
หนานหงชุนจึงอาศัยต้นไม้ในการหมุนตัวเหวี่ยงฝ่าเท้าขวาและซ้ายเตะใส่ของแข็งบางอย่างที่พุ่งมาที่ตนเอง
ซึ่งก็สามารถเตะเหล็กนั้นจนเปลี่ยนทิศได้อย่างไม่ยากเย็น
ทว่า..
ก็ได้มีเหล็กอีกท่อนหนึ่งพุ่งเข้าหาตนด้วยความเร็วที่สูงกว่าสองอันแรกที่มันเตะออกไป
หนานหงชุนที่ตอนนี้ไร้ความสามารถในการเหาะเหินจึงได้แต่เบี่ยงตัวเอี้ยวหลบแท่งเหล็กนั้น
ซึ่งก็สามารถหลบได้อย่างเฉียดฉิว
ฉึบ!!
“อึก!!”
หนานหงเซียร้องออกมาด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด
ร่างทั้งร่างของนางต่างทิ้งดิ่งลงไปตามความเร็วของนางที่ใช้ออก เลือดสายหนึ่งก็ได้กระเซ็นไปตามกิ่งไม้ต้นไม้ ที่ตัวของนางดิ่งผ่าน
คนเป็นพี่ถึงกับถลึงตามองไปด้วยความหวาดผวา
อาศัยเท้าขวาถีบยันไปที่ต้นไม้อีกครั้งเพื่อสร้างแรงส่งทำให้ตัวของคนเป็นพระราชนัดดาพุ่งโฉบไปรับร่างของน้องสาวเอาไว้ได้ทัน
ก่อนที่นางจะกระแทกพื้นให้บอบช้ำ
หลังจากรับร่างของน้องสาวเอาไว้ได้ คนเป็นพี่ก็ได้ใช้กำลังขาของตนออกตัวดีดส่งร่างของมันทั้งพุ่งตัวออกไปด้านหน้าอีกครั้ง
ครานี้ตัวขององค์ชายหนานใช้ความเร็วเต็มกำลังของตนเองในการวิ่ง
ทว่าด้วยความที่ตอนนี้สองแขนที่อุ้มโอบร่างของน้องสาวอยู่
ทำให้มันแบกน้ำหนักมากขึ้น ความเร็วแน่นอนย่อมไม่คงที่ มันดูจะช้าลงกว่าตอนก่อนหน้านี้เสียด้วยซ้ำ
หัวสมองของคนเป็นพระราชนัดดาต่างวิ่งเร็วรี่
คิดหาวิธีที่จะหลีกหนีออกจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างอับจนหนทาง หน้าก็ป่าซ้ายขวาก็ป่า แถมข้างหลังยังมีกลุ่มคนวิ่งไล่กรวดตามมาอีก
ช่างเป็นอะไรที่ย่ำแย่เป็นอย่างมาก
ตอนนี้คงเหลืออยู่สองทางเท่านั้นที่พอจะมีหวังแม้โอกาสสำเร็จจะต่ำเตี้ยเอามาก ๆ
หนึ่งคือหยุดอยู่กับที่พร้อมเปิดเผยสถานะของตนเองให้อีกฝ่ายรับรู้
อย่างน้อยอาจทำให้อีกฝ่ายยำเกรงในสายเลือดของหงส์ศักดิ์สิทธิ์ที่ไหล่พล่านของตนเองบ้าง
หรือสอง..
สู้ตาย!!
เพราะตามความคิดของหนานหงชุน อีกฝ่ายที่วิ่งไล่ตนมาตั้งนานแล้วแต่กลับไม่อาจย่นระยะห่างลงได้ นั่นก็หมายความว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นจอมยุทธ์ระดับเดียวกับตนหรืออาจมากกว่ากันไม่เท่าไหร่
ฝ่ายนั้นจึงต้องใช้อาวุธซัดในการเพิ่มสิ่งกรีดขวางแทนใช้กำลังขาในการวิ่งไล่ตาม
วิธีแรกนั้นหนานหงชุนปัดทิ้งอย่างเร็วไว
ตอนนี้ตัวมันอยู่ในดินแดนของผู้อื่นไม่ใช่ในแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์
อีกฝ่ายย่อมไม่สนใจในสถานะของตนเอง
เช่นนั้นก็เหลือทางเดียวต้องสู้ตายเท่านั้น
หนานหงชุนคิดได้เช่นนั้นก็ได้โฉบลงบนพื้นตรงที่มีหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งสูงสามเมตรและน่าจะหนาพอตัว สามารถใช้เป็นปราการหินผา แล้วจึงวางร่างของน้องสาวของมันลงอย่างเบามือ
ก่อนที่ตัวคนเป็นพี่จะรีบกำดาบแน่นแล้วจึงหันหน้าเข้าเผชิญหน้ากับภัยอันตรายจากทางด้านหลัง
ที่หนานหงชุนเลือกหินก้อนนี้เป็นสถานที่ต่อสู้
หนึ่งก็เพราะหากมันรับมือกับศัตรูโดยมีหินก้อนนี้เป็นกำแพงหนา
ตัวของพระราชนัดดาก็ไม่จำเป็นต้องพะวงกับอันตรายทางด้านนั้น
ทำให้มันสามารถรับมือกับคู่ต่อสู้ได้ง่ายกว่าพื้นที่..ที่เป็นพื้นที่เปิดโล่ง
สอง..
มันจะได้สะดวกใจว่าจะไม่มีใครลอบเข้าไปทำร้ายน้องสาวของมันได้โดยไม่ผ่านมันไปก่อน
แต่นี่ก็เป็นเพียงวิธีการอันสิ้นไร้ไม้ตอก..
ก้อนหินหนาแม้จะระวังภัยได้
แต่ก็เปรียบดั่งทางตันไร้ทางหนี
ทำให้ไม่มีแผนสำรองเอาไว้รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
“ในที่สุดก็ยอมแพ้เสียที..
พระราชนัดดาหนานหงชุน..
นึกว่าพวกกระหม่อมจะต้องตามพระองค์ไปจนสุดหล้าแล้วเสียอีก”
คนผู้หนึ่งที่แต่งตัวแตกต่างจากคนทั้งห้าคนที่เหลือกล่าวออกมาอย่างย่ามใจ
“พวกเจ้ารู้ว่าข้าคือใคร! เหตุใดยังกล้าลงมือ!”
หนานหงชุนเก็บซ่อนความตื่นตระหนกเอาไว้
อีกฝ่ายรู้ถือสถานะที่แท้จริงของตนมาแต่แรกแล้วถึงกับกล้าลงมือ
เช่นนั้นก็หมายความว่าเรื่องการลอบตามมาในครั้งนี้ของพวกตนนั้นแตกตั้งแต่เริ่มแล้ว
“มิยาก..มิยาก...
หากพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์..
ก็จะเป็นประโยชน์ต่อนายเหนือหัวของพวกกระหม่อม
เท่านี้คู่แข่งของนายเหนือหัวของพวกกระหม่อมก็จะลดลงตั้งหนึ่งพระองค์..”
ชายผู้นั้นกล่าวออกมาอย่างย่ามใจ มันเปรยตามองไปที่ลูกไก่ทั้งสองตัวตรงหน้าอย่างขบขัน
“แค่กำจัดพระองค์..
เรื่องเงินเถื่อนก็เงียบไป..
แถมกำจัดศัตรูได้อีก..
พระองค์ไม่ทรงคิดบ้างหรือว่าเช่นนี้จักเป็นผลดีมากกว่าร้าย..
พระราชนัดดา..”
ดวงตาของหนานหงชุนเกิดประกายกร้าว โทสะของคนตอนนี้เรียกได้ว่าแทบจะหลุดทะลุจุดเดือด
คนเป็นองค์ชายบัดนี้โกรธตนเองเป็นอย่างมากที่ถูกล่อลวงได้ง่ายเช่นนี้
การที่ตลอดการเดินทางในป่า พวกตนไม่พบกับอุปสรรคใด ๆ เลย
นั่นก็หมายความว่าอีกฝ่ายจงใจหลอกล่อให้พวกตนเข้ามาในส่วนลึกของป่า เพื่อที่จะทำการสังหารตั้งแต่แรกแล้ว
“ใคร... นายเหนือหัวของพวกเจ้าเป็นใคร...”
หนานหงชุนกล่าวถามออกไปโดยพยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้ดูแตกตื่น
“เรื่องนั้นพระองค์ไม่จำเป็นต้องทราบ..
เพราะอย่างไรเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ ต่อให้พระองค์รู้หรือไม่รู้ก็มีค่าเท่ากัน..
ส่วนตัวของพระราชนัดดาหนานหงเซียนั้น..
เกรงว่าจะสิ้นพระชนม์ช้ากว่าพระองค์เล็กน้อย..”
ชายคนนั้นกล่าวพร้อมกับเลียริมฝีปาก..
สตรีหญิงตรงหน้าที่ถูกอาวุธซัดใส่ข้อเท้าตอนนี้เรียกได้ว่าราวกับปลาที่อยู่ในอวน
มันจะเล่นสนุกอย่างไรกับนางก็ได้
“เจ้าพวกสามัญชน..พวกเจ้าบัง...”
ท่านหญิงหนานกำลังจะตวาดออกมาด้วยความโกรธ กรอบสายตาของนางก็ได้เห็นฝ่ามือของพี่ชายบังห้ามเอาไว้
แม้นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่ชายฝาแฝดของนางถึงได้ห้าม
แต่นางก็ยอมฟังแต่โดยดี
“พวกเจ้าอย่าได้หวังทำอะไรต่ำช้าอย่างนั้นเป็นอันขาด..
หากว่าข้ายังอยู่!!”
หนานหงชุนบัดนี้โกรธเสียยิ่งกว่าน้องสาวของมันเสียอีก
หนานหงเซียคือใคร?
นางคืองน้องสาวร่วมสายเลือดเพียงคนเดียวของมัน พวกมันทั้งสองต่างเติบโตมาด้วยกัน เกิดแทบจะพร้อมกัน
แน่นอนว่าหนานหงชุนต้องรักและเอ็นดูน้องสาวของมันเป็นที่สุด
การที่ฝ่ายตรงข้ามคิดจะย่ำยีศักดิ์ศรีน้องสาวของมัน ก็มิต่างกับการยื่นมือมาเด็ดขนหางของผู้มีสายเลือดวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้
“แน่นอนว่าอีกประเดี๋ยวพระองค์ก็จะไม่อยู่แล้ว..”
คนกล่าว..กล่าวพร้อมกับกวักมือทีหนึ่ง
มันและพรรคพวกรวมทั้งหมดหกคน ต่างพากันกระโจนตรงเข้าหาหนานหงชุนอย่างพร้อมเพรียง
อาวุธต่าง ๆ ที่พวกมันถืออยู่ต่างถักทอพลังปราณสีครามและสีชาดออกมาอย่างเนืองแน่น
ตู้ม!!!
เกิดเสียงระเบิดขึ้น
ทว่ากลับมิใช่ที่ตัวของหนานหงชุน แต่เป็นเบื้องหน้าของกลุ่มชายโฉดทั้งหก
บังเกิดแรงสั่นสะเทือนอันมหาศาล หินก้อนใหญ่ที่ตัวพระนัดดาใช้เป็นปราการหินแตกละเอียดหายไปทั้งก้อน จนทำให้ที่ตรงนั้นมีฝุ่นผงจากเศษหินเศษดินปลิวฟุ้งจนยากจะมองทางได้
หนานหงชุนรีบยกแขนเสื้อขึ้นมาบังหน้าของมันไว้ พยายามตั้งสมาธิคอยตั้งรับอยู่กับที่
ในระหว่างนั้นตัวของคนเป็นพี่ก็รู้สึกใจหวิวแปลก
จึงได้หันกลับไปมองหาน้องสาวของตนแต่ปรากฏว่าน้องสาวของตนไม่อยู่ที่เดิมแล้ว
ทำเอาคนเป็นพี่ตื่นตกใจเป็นอย่างมาก
แต่ในภาวะตื่นตกใจนั้น..
สัญชาตญาณของพระนัดดาก็ร้องเตือนให้เร่งเหวี่ยงดาบออกไป!
เคร้ง!! ดาบของหนานหงชุดปะทะเข้ากับของแข็งส่งเสียคล้ายเหล็กแถมยังก่อประกายไฟขึ้นมาเล็กน้อย
“ใจเย็นว่าที่รัชทายาท.. ข้ามาช่วยเจ้า”
เสียงนี้หนานหงชุนจำได้ เป็นเสียงที่มันเคยได้ยินมาก่อนที่เรือนบุปผากลิ่นธารา
เป็นเสียงของบุรุษหน้าสวยที่น้องสาวของมันเคยใช้ดาบจี้คอเมื่อสามวันก่อน และตอนนี้คนที่มันคุยด้วยนั้นแม้จะมองไม่เห็นหน้าด้วยฝุ่นผงที่ลอยคลุ้ง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่หนานหงชุนเห็นได้ชัดเจน คือดวงตาคล้ายอสรพิษสีทอง
“ตามข้ามา.. ข้าจะพาเจ้าไปหาน้องสาวของเจ้า!”
หลิวเจี้ยนกล่าวจบก็ได้จับข้อมือของหนานหงชุนเอาไว้ก่อนอาศัยท่าร่างของตนนำทางเพื่อไปยังจุดนัดหมายที่นัดแนะกับซุนโหวหวังเอาไว้
ไปทางด้านซุนโหวหวัง
ตอนนี้ใบหน้าของคนดูเบิกบานเป็นอย่างมาก
เนื่องด้วยในอ้อมแขนของมันคือสตรีที่งามล้ำ..
เป็นโฉมงามสะคราญที่มันยกให้เป็นอันดับหนึ่งในตอนนี้จากสตรีที่เคยพบผ่านตามาทั้งหมด
งามขนาดที่ว่าอุสางิซากิและหลินซินยังเป็นสองและสาม
แต่เจ้าคนหน้าขนไม่ได้ทำอะไรรุ่มร่ามนอกจากอุ้มนางเอาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง
เพราะเคยได้ยินมาจากสหายของตนแล้วว่าสตรีนางนี้พูดอะไรเอาไว้กับหลิวเจี้ยนบ้างที่หอบุปผากลิ่นธารา
ด้วยเหตุนี้..
ทำให้ตอนที่กล่าว ซุนโหวหวังจึงได้เอ่ยออกไปด้วยเสียงที่คมเข้ม พยายามหักห้ามสายตาไม่ให้แอบมองไปที่ขาอ่อนของสตรีหญิงที่ตอนนี้ชายกระโปรงเลิกขึ้นมาจนเห็นน่องขาที่ขาวผ่องดุจหยกขาวที่อาบแสงนวลผ่องของจันทรา
“ไม่ต้องห่วงแม่หญิง..
ประเดี๋ยวเกลอของฉันจะพาพี่ชายของแม่ตามมา
รับรองได้ว่าแม่หญิงและพี่ชายจะต้องปลอดภัย..
เชื่อใจฉัน..”
ด้านหนานหงเซียเมื่อได้ยินคำกล่าว ท่าทางและน้ำเสียงของคนที่ฉวยโอกาสอุ้มนางอยู่นั้น มันก็ทำให้นางรู้สึกว่าคน..คนนี้เป็นสุภาพบุรุษเป็นอย่างมาก
ดูแล้วมันคิดช่วยเหลือนางจริง ๆ
“จะเจ้า..
อะหื่ม!!
ท่านผู้มีพระคุณมีนามว่าเช่นไรรึ?”
“ซุน...! ซุนโหวหวัง..
เป็นลูกชายของเจ้าคุณพ่อซุนต้าชิง เจ้าเมืองนพบุรี..”
ได้ทีมีหรือซุนโหวหวังมันจะไม่อวดอ้างสถานะของมันให้คนอื่นได้รู้ ยิ่งเป็นสตรีที่มีสายโลหิตสูงศักดิ์เช่นนี้
เจ้าคนหน้าขนเช่นมันยิ่งจำเป็นต้องบอกออกไปเพื่อลดช่องว่างระหว่างชนชั้นลง
สายตาของหนานหงเซียค่อย ๆ ช้อนขึ้นมองคนตรงหน้า ใบหน้าของนางก็ได้แดงก่ำเล็กน้อยจึงรีบหลบตากดคอมองไปที่ทางอื่น
ตั้งแต่เกิดมานอกจากคนในครอบครัวของนาง..
ไม่เคยมีใครที่ได้บังอาจโอบอุ้มนางเลยสักครั้งเดียว
ยิ่งตั้งแต่โตเป็นสาว ก็เพิ่งจะมีหนานหงชุนผู้เป็นพี่ชายเท่านั้นที่ได้มีโอกาสอุ้มนางเมื่อครู่นี้
แต่นี่ไม่ทันไร..
นางก็ได้ถูกคนผู้อื่นแตะเนื้อต้องตัวนาง จึงทำให้หญิงสาวรู้สึกประหม่าไม่น้อย
“ถึงจุดหมายที่ฉันได้นัดแนะกับเกลอเอาไว้แล้ว..”
เจ้าคนหน้าขนกล่าวก่อนลดความเร็วลง
แล้วจึงวางร่างของหนานหงเซียวลงอย่างนุ่มนวล
หลังจากวางร่างของสตรีหญิงเสร็จ
ซุนโหวหวังยังคงถือตัวและเล่นสวมบทบาท 'วีระบุรุษ' ต่อ
มันแกล้งเหลือบมองไปตรงแผลที่ข้อเท้าของหญิงสาวคราหนึ่งแล้วจึงดีดนิ้วของตนเองเรียกชุดปฐมพยาบาลออกมา
ก่อนยื่นกล่องนั้นให้แก่หญิงสาว
“ทำแผลก่อนเถิด..
คงไม่เหมาะหากฉันจะทำแผลให้แม่..”
หนานหงเซียรับกล่องพยาบาลมาจากมือของซุนโหวหวัง แล้วจึงเปิดกล่องและหยิบยกตัวยาขึ้นมาเปิดดูและเปิดดม
แน่นอนว่านางที่เติบโตขึ้นมาในจวนของเสด็จพ่อที่เป็นเจ้ากรมการคลังย่อมไม่รู้เรื่องยาและสมุนไพร การที่จู่ ๆ มีคนหยิบยื่นส่งกล่องยามาให้ก็เหมือนกับการที่ให้นางเล่นเซียมซีเสียงดวงกับขวดยาจำนวนเกือบสิบขวดในนั้น
สายตาของซุนโหวหวังแหลมคมดุจมีดพร้า
แค่มองก็รู้ว่าสตรีหญิงนั้นไม่รู้เรื่องยาและสมุนไพร มันจึงได้ขออนุญาตหนานหงเซียอย่างสุภาพ เพื่อที่จะเป็นคนทายาและรักษาแผลให้นาง
ซึ่งด้านหญิงสตรีก็ยอมให้เจ้าคนหน้าขนที่นางคิดว่าเป็น 'สุภาพบุรุษ' เหมือนกับพี่ชายของนางได้ทำการรักษาให้
เจ้าคนหน้าขนค่อย ๆ บรรจงเปิดขวดยาขวดหนึ่งและยื่นยาเม็ดนั้นให้หญิงสาวได้ทานพร้อมบอกว่านั่นคือยาระงับปวดและแก้อักเสบ
หลังจากนั้นซุนโหวหวังก็ค่อย ๆ บรรจงพับชายกระโปรงของหญิงสาวขึ้นสูง
“ดะ..เดี๋ยว.. คุณชาย..
แผลมันอยู่ที่ข้อเท้าเหตุใดท่านถึง..”
หนานหงเซียกล่าวพร้อมกับใช้ฝ่ามือของนางกดลงบนชายกระโปรง
ไม่ให้คนที่อยู่ตรงหน้าได้เลิกชายกระโปรงได้สูงไปกว่านี้
“พอดีโอสถที่ฉันมีมันเป็นยาทา แล้วต้องทารอบ ๆ แผลเพื่อลดบวม
แต่ชายกระโปรงของแม่หญิงนั้นมีแต่ฝุ่นดิน
คงไม่ดีหากฝุ่นพวกนั้นร่วงใส่แผ่ของแม่”
สิ่งที่ซุนโหวหวังนั้นกล่าวเป็นเรื่องจริง
หากว่ามันไม่ทำเช่นนี้ เพียงแค่ท่านหญิงหนานขยับเพียงเล็กน้อย ฝุ่นสกปรกพวกนั้นก็จะเลอะแผลของนาง
“ขะ..เข้าใจแล้ว..”
หญิงสาวหน้าแดง..
แต่ฝ่ามือของนางก็ยังกดจับไปที่ชายกระโปรงไม่ปล่อย
หากชายหน้าขนตรงหน้านางเลิกสูงไปกว่านี้คงเลยหัวเข่าของนางแล้ว..
“เท่านี้ก็สูงพอแล้ว..”
ซุนโหวหวังปล่อยมือออกจากชายกระโปรงของหญิงสาวก่อนค่อย ๆ เปิดจุกยาแล้วเริ่มทำแผลให้แก่นาง
เมื่อเอาผ้าก๊อซปิดแผลเสร็จ ซุนโหวหวังก็ได้หยิบขวดยาขวดหนึ่งขึ้นมาเทใส่ฝ่ามือของตนเองก่อนจะทาบมือลงไปบนกล้ามเนื้อต้นขาของหญิงสาว ทำเอาตัวของหนานหงเซียสะดุ้งเล็กน้อย
แต่ซุนโหวหวังก็ได้จับต้นขาเอาไว้เบา ๆ พร้อมปากที่อ้าเอ่ย
“นี่เป็นยาคลายกล้ามเนื้อ
ฉันคาดว่าแม่หญิงคงถูกทำร้ายตอนกำลังวิ่งหนีอยู่จึงทำให้กล้ามเนื้อในขณะนั้นหดเกร็ง
หากปล่อยเอาไว้จะทำให้แผลของแม่หญิงหายช้าซ้ำยังทำให้ตอนที่แผลหายจะทำให้เดินไม่คล่องเหมือนเก่า
จึงจำเป็นต้องนวดยานี้ให้แก่แม่เพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน”
ชายหน้าขนพูดจบก็ได้เริ่มนวดยาลงรอบปากแผลของหญิงสาวอย่างระมัดระวัง
ใจพยายามสะกดข่มไม่มองในสิ่งที่ไม่ควรมองที่จะทำให้ภาพลักษณ์วีรบุรุษของมันมัวหมอง
แม้จะขัดใจต่อสันดานที่แท้จริงก็ตามที
ด้านหนานหงเซียได้แต่จับจ้องไปที่คนตรงหน้า
ในใจต่างคิดพูดอยู่คนเดียว
'เขาช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงแท้..'