ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 37 เงินตรา..ตราเงิน ตอน ห้า

    ยังเป็นอีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด

    (ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)

             

            “อย่าหันกลับไป อย่าได้ชักอาวุธ!!

            สนใจแต่เรื่องวิ่งไปให้เร็วที่สุดเป็นพอ!”

            หนานหงชุนกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตัว

            สายตาคนไม่มองไปทางด้านหลังของตนเองเลยด้วยซ้ำ อาศัยเพียงหูเท่านั้นที่คอยฟังการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ไล่ตามตนเองมา

            คนเป็นน้องเองก็ทำตามคำสั่งของคนเป็นพี่อย่างไม่มีบิดพลิ้ว ด้วยรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันย่ำแย่เพียงใด

            การฟังและทำตามสิ่งที่คนเป็นพี่บอกแน่นอนว่าย่อมดีที่สุด

             

            สองฝาแฝดพี่น้องใช้ความเร็วทั้งหมดที่พวกตนมีอาศัยแนวป่าในการวิ่งหลบหลีก

            ด้านของหนานหงชุนที่มีระดับพลังสูงกว่าคนเป็นน้องสาว แน่นอนความเร็วของมันยิ่งมีเหนือกว่า มันจึงได้ลดความเร็วของตนให้เสมอเทียบเท่ากับหนานหงเซีย แล้วจึงค่อยใช้ดาบของมันฟาดฟันไปที่ต้นไม้หรือกิ่งไม้ตรงหน้า เพื่อสร้างสิ่งกีดขวางให้กับคนที่ไล่ตามมา

             

            องค์ชายหนานสัมผัสอะไรบางอย่างได้จากทางด้านหลัง

            ซึ่งกำลังพุ่งเข้าใส่มัน..

            หนานหงชุนจึงอาศัยต้นไม้ในการหมุนตัวเหวี่ยงฝ่าเท้าขวาและซ้ายเตะใส่ของแข็งบางอย่างที่พุ่งมาที่ตนเอง

            ซึ่งก็สามารถเตะเหล็กนั้นจนเปลี่ยนทิศได้อย่างไม่ยากเย็น

            ทว่า..

            ก็ได้มีเหล็กอีกท่อนหนึ่งพุ่งเข้าหาตนด้วยความเร็วที่สูงกว่าสองอันแรกที่มันเตะออกไป

            หนานหงชุนที่ตอนนี้ไร้ความสามารถในการเหาะเหินจึงได้แต่เบี่ยงตัวเอี้ยวหลบแท่งเหล็กนั้น

            ซึ่งก็สามารถหลบได้อย่างเฉียดฉิว

             

            ฉึบ!!

             

            “อึก!!”

            หนานหงเซียร้องออกมาด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด

            ร่างทั้งร่างของนางต่างทิ้งดิ่งลงไปตามความเร็วของนางที่ใช้ออก เลือดสายหนึ่งก็ได้กระเซ็นไปตามกิ่งไม้ต้นไม้ ที่ตัวของนางดิ่งผ่าน

             

            คนเป็นพี่ถึงกับถลึงตามองไปด้วยความหวาดผวา

            อาศัยเท้าขวาถีบยันไปที่ต้นไม้อีกครั้งเพื่อสร้างแรงส่งทำให้ตัวของคนเป็นพระราชนัดดาพุ่งโฉบไปรับร่างของน้องสาวเอาไว้ได้ทัน

            ก่อนที่นางจะกระแทกพื้นให้บอบช้ำ

             

            หลังจากรับร่างของน้องสาวเอาไว้ได้ คนเป็นพี่ก็ได้ใช้กำลังขาของตนออกตัวดีดส่งร่างของมันทั้งพุ่งตัวออกไปด้านหน้าอีกครั้ง

            ครานี้ตัวขององค์ชายหนานใช้ความเร็วเต็มกำลังของตนเองในการวิ่ง

            ทว่าด้วยความที่ตอนนี้สองแขนที่อุ้มโอบร่างของน้องสาวอยู่

            ทำให้มันแบกน้ำหนักมากขึ้น ความเร็วแน่นอนย่อมไม่คงที่ มันดูจะช้าลงกว่าตอนก่อนหน้านี้เสียด้วยซ้ำ

            หัวสมองของคนเป็นพระราชนัดดาต่างวิ่งเร็วรี่

            คิดหาวิธีที่จะหลีกหนีออกจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างอับจนหนทาง หน้าก็ป่าซ้ายขวาก็ป่า แถมข้างหลังยังมีกลุ่มคนวิ่งไล่กรวดตามมาอีก

            ช่างเป็นอะไรที่ย่ำแย่เป็นอย่างมาก

            ตอนนี้คงเหลืออยู่สองทางเท่านั้นที่พอจะมีหวังแม้โอกาสสำเร็จจะต่ำเตี้ยเอามาก ๆ

             

            หนึ่งคือหยุดอยู่กับที่พร้อมเปิดเผยสถานะของตนเองให้อีกฝ่ายรับรู้

            อย่างน้อยอาจทำให้อีกฝ่ายยำเกรงในสายเลือดของหงส์ศักดิ์สิทธิ์ที่ไหล่พล่านของตนเองบ้าง

            หรือสอง..

            สู้ตาย!!

            เพราะตามความคิดของหนานหงชุน อีกฝ่ายที่วิ่งไล่ตนมาตั้งนานแล้วแต่กลับไม่อาจย่นระยะห่างลงได้ นั่นก็หมายความว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นจอมยุทธ์ระดับเดียวกับตนหรืออาจมากกว่ากันไม่เท่าไหร่

            ฝ่ายนั้นจึงต้องใช้อาวุธซัดในการเพิ่มสิ่งกรีดขวางแทนใช้กำลังขาในการวิ่งไล่ตาม

            วิธีแรกนั้นหนานหงชุนปัดทิ้งอย่างเร็วไว

            ตอนนี้ตัวมันอยู่ในดินแดนของผู้อื่นไม่ใช่ในแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์

            อีกฝ่ายย่อมไม่สนใจในสถานะของตนเอง

            เช่นนั้นก็เหลือทางเดียวต้องสู้ตายเท่านั้น

             

            หนานหงชุนคิดได้เช่นนั้นก็ได้โฉบลงบนพื้นตรงที่มีหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งสูงสามเมตรและน่าจะหนาพอตัว สามารถใช้เป็นปราการหินผา แล้วจึงวางร่างของน้องสาวของมันลงอย่างเบามือ

            ก่อนที่ตัวคนเป็นพี่จะรีบกำดาบแน่นแล้วจึงหันหน้าเข้าเผชิญหน้ากับภัยอันตรายจากทางด้านหลัง

            ที่หนานหงชุนเลือกหินก้อนนี้เป็นสถานที่ต่อสู้

            หนึ่งก็เพราะหากมันรับมือกับศัตรูโดยมีหินก้อนนี้เป็นกำแพงหนา

            ตัวของพระราชนัดดาก็ไม่จำเป็นต้องพะวงกับอันตรายทางด้านนั้น

            ทำให้มันสามารถรับมือกับคู่ต่อสู้ได้ง่ายกว่าพื้นที่..ที่เป็นพื้นที่เปิดโล่ง

            สอง..

            มันจะได้สะดวกใจว่าจะไม่มีใครลอบเข้าไปทำร้ายน้องสาวของมันได้โดยไม่ผ่านมันไปก่อน

            แต่นี่ก็เป็นเพียงวิธีการอันสิ้นไร้ไม้ตอก..

            ก้อนหินหนาแม้จะระวังภัยได้

            แต่ก็เปรียบดั่งทางตันไร้ทางหนี

            ทำให้ไม่มีแผนสำรองเอาไว้รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

             

            “ในที่สุดก็ยอมแพ้เสียที..

            พระราชนัดดาหนานหงชุน..

            นึกว่าพวกกระหม่อมจะต้องตามพระองค์ไปจนสุดหล้าแล้วเสียอีก”

            คนผู้หนึ่งที่แต่งตัวแตกต่างจากคนทั้งห้าคนที่เหลือกล่าวออกมาอย่างย่ามใจ

             

            “พวกเจ้ารู้ว่าข้าคือใคร! เหตุใดยังกล้าลงมือ!”

            หนานหงชุนเก็บซ่อนความตื่นตระหนกเอาไว้

            อีกฝ่ายรู้ถือสถานะที่แท้จริงของตนมาแต่แรกแล้วถึงกับกล้าลงมือ

            เช่นนั้นก็หมายความว่าเรื่องการลอบตามมาในครั้งนี้ของพวกตนนั้นแตกตั้งแต่เริ่มแล้ว

             

            “มิยาก..มิยาก...

            หากพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์..

            ก็จะเป็นประโยชน์ต่อนายเหนือหัวของพวกกระหม่อม

            เท่านี้คู่แข่งของนายเหนือหัวของพวกกระหม่อมก็จะลดลงตั้งหนึ่งพระองค์..”

            ชายผู้นั้นกล่าวออกมาอย่างย่ามใจ มันเปรยตามองไปที่ลูกไก่ทั้งสองตัวตรงหน้าอย่างขบขัน

            “แค่กำจัดพระองค์..

            เรื่องเงินเถื่อนก็เงียบไป..

            แถมกำจัดศัตรูได้อีก..

            พระองค์ไม่ทรงคิดบ้างหรือว่าเช่นนี้จักเป็นผลดีมากกว่าร้าย..

            พระราชนัดดา..”

             

            ดวงตาของหนานหงชุนเกิดประกายกร้าว โทสะของคนตอนนี้เรียกได้ว่าแทบจะหลุดทะลุจุดเดือด

            คนเป็นองค์ชายบัดนี้โกรธตนเองเป็นอย่างมากที่ถูกล่อลวงได้ง่ายเช่นนี้

            การที่ตลอดการเดินทางในป่า พวกตนไม่พบกับอุปสรรคใด ๆ เลย

            นั่นก็หมายความว่าอีกฝ่ายจงใจหลอกล่อให้พวกตนเข้ามาในส่วนลึกของป่า เพื่อที่จะทำการสังหารตั้งแต่แรกแล้ว

             

            “ใคร... นายเหนือหัวของพวกเจ้าเป็นใคร...”

            หนานหงชุนกล่าวถามออกไปโดยพยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้ดูแตกตื่น

             

            “เรื่องนั้นพระองค์ไม่จำเป็นต้องทราบ..

            เพราะอย่างไรเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ ต่อให้พระองค์รู้หรือไม่รู้ก็มีค่าเท่ากัน..

            ส่วนตัวของพระราชนัดดาหนานหงเซียนั้น..

            เกรงว่าจะสิ้นพระชนม์ช้ากว่าพระองค์เล็กน้อย..”

            ชายคนนั้นกล่าวพร้อมกับเลียริมฝีปาก..

            สตรีหญิงตรงหน้าที่ถูกอาวุธซัดใส่ข้อเท้าตอนนี้เรียกได้ว่าราวกับปลาที่อยู่ในอวน

            มันจะเล่นสนุกอย่างไรกับนางก็ได้

             

            “เจ้าพวกสามัญชน..พวกเจ้าบัง...”

            ท่านหญิงหนานกำลังจะตวาดออกมาด้วยความโกรธ กรอบสายตาของนางก็ได้เห็นฝ่ามือของพี่ชายบังห้ามเอาไว้

            แม้นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่ชายฝาแฝดของนางถึงได้ห้าม

            แต่นางก็ยอมฟังแต่โดยดี

             

            “พวกเจ้าอย่าได้หวังทำอะไรต่ำช้าอย่างนั้นเป็นอันขาด..

            หากว่าข้ายังอยู่!!”

            หนานหงชุนบัดนี้โกรธเสียยิ่งกว่าน้องสาวของมันเสียอีก

            หนานหงเซียคือใคร?

            นางคืองน้องสาวร่วมสายเลือดเพียงคนเดียวของมัน พวกมันทั้งสองต่างเติบโตมาด้วยกัน เกิดแทบจะพร้อมกัน

            แน่นอนว่าหนานหงชุนต้องรักและเอ็นดูน้องสาวของมันเป็นที่สุด

            การที่ฝ่ายตรงข้ามคิดจะย่ำยีศักดิ์ศรีน้องสาวของมัน ก็มิต่างกับการยื่นมือมาเด็ดขนหางของผู้มีสายเลือดวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้

             

            “แน่นอนว่าอีกประเดี๋ยวพระองค์ก็จะไม่อยู่แล้ว..”

            คนกล่าว..กล่าวพร้อมกับกวักมือทีหนึ่ง

            มันและพรรคพวกรวมทั้งหมดหกคน ต่างพากันกระโจนตรงเข้าหาหนานหงชุนอย่างพร้อมเพรียง

            อาวุธต่าง ๆ ที่พวกมันถืออยู่ต่างถักทอพลังปราณสีครามและสีชาดออกมาอย่างเนืองแน่น

             

            ตู้ม!!!

            เกิดเสียงระเบิดขึ้น

            ทว่ากลับมิใช่ที่ตัวของหนานหงชุน แต่เป็นเบื้องหน้าของกลุ่มชายโฉดทั้งหก

            บังเกิดแรงสั่นสะเทือนอันมหาศาล หินก้อนใหญ่ที่ตัวพระนัดดาใช้เป็นปราการหินแตกละเอียดหายไปทั้งก้อน จนทำให้ที่ตรงนั้นมีฝุ่นผงจากเศษหินเศษดินปลิวฟุ้งจนยากจะมองทางได้

             

            หนานหงชุนรีบยกแขนเสื้อขึ้นมาบังหน้าของมันไว้ พยายามตั้งสมาธิคอยตั้งรับอยู่กับที่

            ในระหว่างนั้นตัวของคนเป็นพี่ก็รู้สึกใจหวิวแปลก

            จึงได้หันกลับไปมองหาน้องสาวของตนแต่ปรากฏว่าน้องสาวของตนไม่อยู่ที่เดิมแล้ว

            ทำเอาคนเป็นพี่ตื่นตกใจเป็นอย่างมาก

            แต่ในภาวะตื่นตกใจนั้น..

            สัญชาตญาณของพระนัดดาก็ร้องเตือนให้เร่งเหวี่ยงดาบออกไป!

            เคร้ง!! ดาบของหนานหงชุดปะทะเข้ากับของแข็งส่งเสียคล้ายเหล็กแถมยังก่อประกายไฟขึ้นมาเล็กน้อย

             

            “ใจเย็นว่าที่รัชทายาท.. ข้ามาช่วยเจ้า”

             

            เสียงนี้หนานหงชุนจำได้ เป็นเสียงที่มันเคยได้ยินมาก่อนที่เรือนบุปผากลิ่นธารา

            เป็นเสียงของบุรุษหน้าสวยที่น้องสาวของมันเคยใช้ดาบจี้คอเมื่อสามวันก่อน และตอนนี้คนที่มันคุยด้วยนั้นแม้จะมองไม่เห็นหน้าด้วยฝุ่นผงที่ลอยคลุ้ง

            แต่มีสิ่งหนึ่งที่หนานหงชุนเห็นได้ชัดเจน คือดวงตาคล้ายอสรพิษสีทอง

             

            “ตามข้ามา.. ข้าจะพาเจ้าไปหาน้องสาวของเจ้า!”

            หลิวเจี้ยนกล่าวจบก็ได้จับข้อมือของหนานหงชุนเอาไว้ก่อนอาศัยท่าร่างของตนนำทางเพื่อไปยังจุดนัดหมายที่นัดแนะกับซุนโหวหวังเอาไว้

             

            ไปทางด้านซุนโหวหวัง

            ตอนนี้ใบหน้าของคนดูเบิกบานเป็นอย่างมาก

            เนื่องด้วยในอ้อมแขนของมันคือสตรีที่งามล้ำ..

            เป็นโฉมงามสะคราญที่มันยกให้เป็นอันดับหนึ่งในตอนนี้จากสตรีที่เคยพบผ่านตามาทั้งหมด

            งามขนาดที่ว่าอุสางิซากิและหลินซินยังเป็นสองและสาม

             

            แต่เจ้าคนหน้าขนไม่ได้ทำอะไรรุ่มร่ามนอกจากอุ้มนางเอาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง

            เพราะเคยได้ยินมาจากสหายของตนแล้วว่าสตรีนางนี้พูดอะไรเอาไว้กับหลิวเจี้ยนบ้างที่หอบุปผากลิ่นธารา

            ด้วยเหตุนี้..

            ทำให้ตอนที่กล่าว ซุนโหวหวังจึงได้เอ่ยออกไปด้วยเสียงที่คมเข้ม พยายามหักห้ามสายตาไม่ให้แอบมองไปที่ขาอ่อนของสตรีหญิงที่ตอนนี้ชายกระโปรงเลิกขึ้นมาจนเห็นน่องขาที่ขาวผ่องดุจหยกขาวที่อาบแสงนวลผ่องของจันทรา

            “ไม่ต้องห่วงแม่หญิง..

            ประเดี๋ยวเกลอของฉันจะพาพี่ชายของแม่ตามมา

            รับรองได้ว่าแม่หญิงและพี่ชายจะต้องปลอดภัย..

            เชื่อใจฉัน..”

             

            ด้านหนานหงเซียเมื่อได้ยินคำกล่าว ท่าทางและน้ำเสียงของคนที่ฉวยโอกาสอุ้มนางอยู่นั้น มันก็ทำให้นางรู้สึกว่าคน..คนนี้เป็นสุภาพบุรุษเป็นอย่างมาก

            ดูแล้วมันคิดช่วยเหลือนางจริง ๆ

            “จะเจ้า..

            อะหื่ม!!

            ท่านผู้มีพระคุณมีนามว่าเช่นไรรึ?”

             

            “ซุน...! ซุนโหวหวัง..

            เป็นลูกชายของเจ้าคุณพ่อซุนต้าชิง เจ้าเมืองนพบุรี..”

            ได้ทีมีหรือซุนโหวหวังมันจะไม่อวดอ้างสถานะของมันให้คนอื่นได้รู้ ยิ่งเป็นสตรีที่มีสายโลหิตสูงศักดิ์เช่นนี้

            เจ้าคนหน้าขนเช่นมันยิ่งจำเป็นต้องบอกออกไปเพื่อลดช่องว่างระหว่างชนชั้นลง

             

            สายตาของหนานหงเซียค่อย ๆ ช้อนขึ้นมองคนตรงหน้า ใบหน้าของนางก็ได้แดงก่ำเล็กน้อยจึงรีบหลบตากดคอมองไปที่ทางอื่น

            ตั้งแต่เกิดมานอกจากคนในครอบครัวของนาง..

            ไม่เคยมีใครที่ได้บังอาจโอบอุ้มนางเลยสักครั้งเดียว

            ยิ่งตั้งแต่โตเป็นสาว ก็เพิ่งจะมีหนานหงชุนผู้เป็นพี่ชายเท่านั้นที่ได้มีโอกาสอุ้มนางเมื่อครู่นี้

            แต่นี่ไม่ทันไร..

            นางก็ได้ถูกคนผู้อื่นแตะเนื้อต้องตัวนาง จึงทำให้หญิงสาวรู้สึกประหม่าไม่น้อย

             

            “ถึงจุดหมายที่ฉันได้นัดแนะกับเกลอเอาไว้แล้ว..”

            เจ้าคนหน้าขนกล่าวก่อนลดความเร็วลง

            แล้วจึงวางร่างของหนานหงเซียวลงอย่างนุ่มนวล

             

            หลังจากวางร่างของสตรีหญิงเสร็จ

            ซุนโหวหวังยังคงถือตัวและเล่นสวมบทบาท 'วีระบุรุษ' ต่อ

            มันแกล้งเหลือบมองไปตรงแผลที่ข้อเท้าของหญิงสาวคราหนึ่งแล้วจึงดีดนิ้วของตนเองเรียกชุดปฐมพยาบาลออกมา

            ก่อนยื่นกล่องนั้นให้แก่หญิงสาว

            “ทำแผลก่อนเถิด..

            คงไม่เหมาะหากฉันจะทำแผลให้แม่..”

             

            หนานหงเซียรับกล่องพยาบาลมาจากมือของซุนโหวหวัง แล้วจึงเปิดกล่องและหยิบยกตัวยาขึ้นมาเปิดดูและเปิดดม

            แน่นอนว่านางที่เติบโตขึ้นมาในจวนของเสด็จพ่อที่เป็นเจ้ากรมการคลังย่อมไม่รู้เรื่องยาและสมุนไพร การที่จู่ ๆ มีคนหยิบยื่นส่งกล่องยามาให้ก็เหมือนกับการที่ให้นางเล่นเซียมซีเสียงดวงกับขวดยาจำนวนเกือบสิบขวดในนั้น

             

            สายตาของซุนโหวหวังแหลมคมดุจมีดพร้า

            แค่มองก็รู้ว่าสตรีหญิงนั้นไม่รู้เรื่องยาและสมุนไพร มันจึงได้ขออนุญาตหนานหงเซียอย่างสุภาพ เพื่อที่จะเป็นคนทายาและรักษาแผลให้นาง

            ซึ่งด้านหญิงสตรีก็ยอมให้เจ้าคนหน้าขนที่นางคิดว่าเป็น 'สุภาพบุรุษ' เหมือนกับพี่ชายของนางได้ทำการรักษาให้

             

            เจ้าคนหน้าขนค่อย ๆ บรรจงเปิดขวดยาขวดหนึ่งและยื่นยาเม็ดนั้นให้หญิงสาวได้ทานพร้อมบอกว่านั่นคือยาระงับปวดและแก้อักเสบ

            หลังจากนั้นซุนโหวหวังก็ค่อย ๆ บรรจงพับชายกระโปรงของหญิงสาวขึ้นสูง

             

            “ดะ..เดี๋ยว.. คุณชาย..

            แผลมันอยู่ที่ข้อเท้าเหตุใดท่านถึง..”

            หนานหงเซียกล่าวพร้อมกับใช้ฝ่ามือของนางกดลงบนชายกระโปรง

            ไม่ให้คนที่อยู่ตรงหน้าได้เลิกชายกระโปรงได้สูงไปกว่านี้

             

            “พอดีโอสถที่ฉันมีมันเป็นยาทา แล้วต้องทารอบ ๆ แผลเพื่อลดบวม

            แต่ชายกระโปรงของแม่หญิงนั้นมีแต่ฝุ่นดิน

            คงไม่ดีหากฝุ่นพวกนั้นร่วงใส่แผ่ของแม่”

            สิ่งที่ซุนโหวหวังนั้นกล่าวเป็นเรื่องจริง

            หากว่ามันไม่ทำเช่นนี้ เพียงแค่ท่านหญิงหนานขยับเพียงเล็กน้อย ฝุ่นสกปรกพวกนั้นก็จะเลอะแผลของนาง

             

            “ขะ..เข้าใจแล้ว..”

            หญิงสาวหน้าแดง..

            แต่ฝ่ามือของนางก็ยังกดจับไปที่ชายกระโปรงไม่ปล่อย

            หากชายหน้าขนตรงหน้านางเลิกสูงไปกว่านี้คงเลยหัวเข่าของนางแล้ว..

             

            “เท่านี้ก็สูงพอแล้ว..”

            ซุนโหวหวังปล่อยมือออกจากชายกระโปรงของหญิงสาวก่อนค่อย ๆ เปิดจุกยาแล้วเริ่มทำแผลให้แก่นาง

            เมื่อเอาผ้าก๊อซปิดแผลเสร็จ ซุนโหวหวังก็ได้หยิบขวดยาขวดหนึ่งขึ้นมาเทใส่ฝ่ามือของตนเองก่อนจะทาบมือลงไปบนกล้ามเนื้อต้นขาของหญิงสาว ทำเอาตัวของหนานหงเซียสะดุ้งเล็กน้อย

            แต่ซุนโหวหวังก็ได้จับต้นขาเอาไว้เบา ๆ พร้อมปากที่อ้าเอ่ย

            “นี่เป็นยาคลายกล้ามเนื้อ

            ฉันคาดว่าแม่หญิงคงถูกทำร้ายตอนกำลังวิ่งหนีอยู่จึงทำให้กล้ามเนื้อในขณะนั้นหดเกร็ง

            หากปล่อยเอาไว้จะทำให้แผลของแม่หญิงหายช้าซ้ำยังทำให้ตอนที่แผลหายจะทำให้เดินไม่คล่องเหมือนเก่า

            จึงจำเป็นต้องนวดยานี้ให้แก่แม่เพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน”

            ชายหน้าขนพูดจบก็ได้เริ่มนวดยาลงรอบปากแผลของหญิงสาวอย่างระมัดระวัง

            ใจพยายามสะกดข่มไม่มองในสิ่งที่ไม่ควรมองที่จะทำให้ภาพลักษณ์วีรบุรุษของมันมัวหมอง

            แม้จะขัดใจต่อสันดานที่แท้จริงก็ตามที

             

            ด้านหนานหงเซียได้แต่จับจ้องไปที่คนตรงหน้า

            ในใจต่างคิดพูดอยู่คนเดียว

            'เขาช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงแท้..'

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน