“เ้าอย่าดิ้นสิ ข้าอุตส่าห์ช่วยเ้าไว้นี่เป็การตอบแทนของเ้าหรืออย่างไร” เด็กสาวผู้หนึ่งเอามือปิดปากกู้จือเสวี่ยเอาไว้ เด็กน้อยผู้นี้ตัวเล็กกว่าเขาครึ่งหนึ่ง เด็กคนนี้ตัวเล็กและผอมแห้งมากนัก สังเกตได้จากเครื่องแต่งกายที่ดูหลวมโพรก ใบหน้าที่ดูงดงามแต่กลับดูสุขภาพไม่ดี เด็กสาวผู้นี้ดูท่าจะมีชีวิตที่ไม่ง่ายนัก
“นั่นแหละ ข้าช่วยเ้าไว้ อยู่นิ่งๆ กว่าจะออกมาจากจวนได้ไม่ใช่เื่ง่าย เ้าอย่าพูดมากเป็พอ” หลี่อวิ๋นเจียววัย 8 ปีกล่าวกับกู้จือเสวี่ย นางหาข้ออ้างออกมาด้านนอกจวนเป็ครั้งแรก แต่กลับเจอเหตุระทึกขวัญเสียได้ เมื่อเจอคน้าความช่วยเหลือนางจึงเข้าช่วยทันที
“เ้า… ตัวเล็กถึงเพียงนี้เ้ามีแรงดึงข้าขึ้นมาได้อย่างไร” กู้จือเสวี่ยมองแขนเล็กๆ ของเด็กน้อยตรงหน้า ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าจะสามารถหิ้วเขาขึ้นมาได้
“ข้ามีแรงเยอะั้แ่เกิดแล้วเพียงแต่สถานะของข้าในจวนไม่ค่อยดีนะเลยต้องเก็บเป็ความลับ” หลี่อวิ๋นเจียวเอ่ย
“แต่ข้าช่วยเ้าแล้วทำไมเ้าไม่พูดขอบคุณข้าบ้างละ ออกจากจวนมาเจอแต่คนประหลาด”
กู้จือเสวี่ยเกาศีรษะตนเอง ก่อนที่จะโค้งให้หลี่อวิ๋นเจียว “ข้าขอบคุณเ้ามาก เ้า้าอะไรตอบแทนข้ายินดีช่วยเหลือทุกอย่าง”
หลี่อวิ๋นเจียวน้อยจู่ๆ ก็กลืนน้ำลายตนเอง “ข้าอยากกินซาลาเปา ข้าได้ยินว่าตรงสี่แยกมีซาลาเปาเต้าหู้ขาย ข้าอยากกินมันมาก เ้าซื้อให้ข้าสักลูกสิ”
เด็กน้อยหลี่อวิ๋นเจียวในตอนนี้ยากจนมาก เงินรายเดือนล้วนได้น้อยยิ่งกว่าบ่าวไพร่ แถมอาหารการกินที่จวนก็ไม่ค่อยดี เมื่อไม่นานมานี้นางได้ยินว่าซาลาเปาเ้านี้มีรสชาติอร่อยมาก นางจึงหาข้ออ้างอื่นมาหาของกิน
“เออ สักสองลูกจะได้หรือไม่” กู้จือเสวี่ยที่คำนวณเงินเสร็จสรรพเอ่ยขึ้น เขาพอซื้อให้เด็กน้อยผู้ยากจนผู้นี้ได้แค่เท่านี้แหละ
“ดีมาก ข้ามีอีก 5 อีแปะ เ้าไปซื้อมาอีก 2 ลูก แล้วกัน รวมเป็ 4 ลูก ข้าเอาสามลูกที่เหลืออีกลูกให้เ้า” กล่าวเสร็จหลี่อวิ๋นเจียวก็ผลักกู้จือเสวี่ยลงรถม้า
“ไปซื้อสิ เร็วๆ คนต่อแถวเพียบเลย ข้าอยู่นานไม่ได้”
กู้จือเสวี่ยได้ยินเสียงของเด็กสาวจึงรีบวิ่งไปต่อแถวทันที
“นั้นรถม้าของตระกูลใดหรือ ดูซอมซ่อแต่ก็ยังคงดูงดงามและยิ่งใหญ่จะต้องเป็ของตระกูลใหญ่เป็แน่” เมื่อชาวบ้านรอบตัวเขาเริ่มพูดคุยกัน กู้จือเสวี่ยจึงเอียงหูฟัง
“นั้นนะ ตระกูลหลี่ เป็ตระกูลของท่านโหว หลี่เฉิน เพียงรถม้าแบบนี้น่าจะเป็ของพวกอนุภรรยาหรือเปล่า ข้าเคยเห็นรถม้าตระกูลหลี่ที่งดงามกว่านี้มาก”
“มีงดงามกว่านี้อีกหรือ ท่านโหวจะรู้จักการใช้ชีวิตมากเกินไปแล้ว”
กู้จือเสวี่ยที่กำลังต่อแถวอยู่ก็มองเห็นรถม้าเคลื่อนตัวไป เขาจึงรีบวิ่งตามรถม้าคันนั้น
“ซาลาเปานั้นข้ายกให้เ้าข้าโดนแม่ใหญ่ตามแล้ว ขอให้เ้าโชคดี” เด็กน้อยหลี่อวิ๋นเจียวยื่นหน้าออกมาทางหน้าต่างโบกมือลากับกู้จือเสวี่ย
ตระกูลหลี่ ท่านโหว แม่ใหญ่!
ดูท่านางน่าจะเป็บุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยาของท่านโหวเป็แน่ อีกทั้งสภาพความเป็อยู่คงไม่ดีนัก กู้จือเสวี่ยจดจำเด็กสาวผู้นั้นเอาไว้ในใจ เขาจะไม่มีวันลืมพระคุณนี้เลยแม้แต่น้อย
ต่อมาหลังจากเขาจัดการเื่การเข้ากองทัพและหาที่อยู่ให้กับครอบครัวเป็ที่เรียบร้อย เขาใช้เวลา 10 ปีในการสร้างผลงานจากระดับล่างที่สุด เลื่อนขึ้นมาเป็รองแม่ทัพในวัย 23 ปี ซึ่งเป็รองแม่ทัพที่มีอายุน้อยที่สุด
โดยใน 5-6 ปีหลังเข้ากองทัพ เขาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ระบบความคิดของเขาถูกขัดเกลาเพราะา เขาได้เห็นโลกมากขึ้นว่ามันโหดร้ายเพียงใด พลทหารที่เคยร่วมกินข้าวหม้อเดียวกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันมาต่างพากันล้มหายตายจากจำนวนมาก บางคนก็พิการ บางคนก็ตายอย่างทรมาน ทำให้กู้จือเสวี่ยค่อยๆ กลายเป็คนด้านชาเนื่องจากา ในยามที่นอนถ้ามีเสียงอะไรเพียงเล็กน้อยเขาก็จะสะดุ้งตื่นทันที เนื่องจากติดนิสัยในยามออกรบที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลา
วันหนึ่งหลังจากที่กู้จือเสวี่ยกลับมาจากชายแดน เขาได้พบนางอีกครั้ง หลังจากวันนั้นเขาจึงได้สืบหาจากอายุและฐานะในจวนของนาง เด็กน้อยผู้นั้นมีนามว่า หลี่ชิงหลวน
เหมือนฟ้าเป็ใจให้ส่งนางมา ในยามที่เขารู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง เขาจะยึดนางเป็แรงผลักดันเสมอ ว่าวันหนึ่งเขาคงจะมีวันที่คู่ควรกับนาง แม้ไม่เคยเห็นหน้าแต่น้ำใจที่นางมีให้ก็ทำให้เขาในวันนั้นพร้อมก้าวเดินต่อไป
การที่มีนางอยู่ในใจทำให้กู้จือเสวี่ยมีความสุข ความทุกข์ทั้งหลายที่เข้ามา เขาไม่เคยใส่ใจ เป้าหมายของเขาคือ นาง และเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่านางคือใคร เขาจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะคู่ควรกับนางให้ได้
หลายๆ คนอาจจะเข้าใจว่าคนโบราณตกหลุมรักง่ายดายเหลือเกิน คนยุคนี้ไม่ได้มีโอกาสได้พบเจอเพศตรงข้ามมากนัก การได้ชิดใกล้หรือได้พูดคุยกับเพศตรงข้ามแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย ยิ่งไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหายด้วยแล้ว ยิ่งเป็ไปได้ยากนัก
หลังจากเขากลับมาที่เมืองหลวงเขาได้สืบจนล่วงรู้ข่าวลับว่านางต้องถูกหมั้นหมายกับชายชรา ทำให้เขาทนไม่ได้ ในตอนนี้ตำแหน่งรองแม่ทัพของเขาน่าจะพอคู่ควรกับนางบ้างแล้ว
กู้จือเสวี่ยสืบจนทราบว่านางคือคุณหนูใหญ่สกุลหลี่ เขาจึงได้เริ่มทำการส่งจดหมายเกี้ยวพาราสีนาง และให้คำมั่นสัญญาจะสู่ขอนาง ‘หลี่ชิงหลวน’ เป็ภรรยาเอก
แต่โชคชะตากลับเล่นตลก ท่านโหวกลับส่งหลี่อวิ๋นเจียวมาแทน และให้หลี่ชิงหลวนแต่งงานกับคุณชายสายรองตระกูลเจียงนามว่า ‘เจียงหยาง’
กู้จือเสวี่ยรีบเข้าไปสารภาพความจริงกับหลี่ชิงหลวน แม้ในตอนนั้นเขาจะแต่งงานผิดคนไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อหลี่ชิงหลวนได้รับรู้ความจริง นางจึงร้องไห้ออกมา ทำให้หัวใจของกู้จือเสวี่ยเจ็บช้ำ แม้เขาจะเสียใจแต่เขาก็ต้องยอมรับความจริง
2 ปีกว่าที่ผ่านมา แม้นางจะแต่งงานไปแล้วและผ่านการมีบุตรมาแล้ว แต่กู้จือเสวี่ยก็ยังคงรับรู้ความทุกข์ทรมานของนางที่ต้องฝืนใจแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก เช่นเดียวกันกับเขา เหตุใดฟ้าดินถึงไม่เป็ใจ คนรักกันแต่กลับแยกเราจากกัน
กู้จือเสวี่ยกลับต้องแต่งงานกับหลี่อวิ๋นเจียวแทนที่จะเป็หลี่ชิงหลวน กู้จือเสวี่ยที่ตอนนี้กำลังนั่งเขียนจดหมายรักในกระโจม ที่ชายแดน เพื่อที่จะส่งกลับไปให้ 'คนรัก’ ของเขา
“หนิงเฟิ่งเ้าเอาจดหมายนี้ไปส่งที่เดิม แล้วก็อย่าลืมแนบเงินไปอีก 100 ตำลึงทองด้วย”
หนิงเฟิ่งองครักษ์คนสนิทรับคำ ด้วยคำสั่งของเ้านายเขาไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ แม้จะไม่เห็นด้วยแต่เขาก็ต้องเชื่อฟัง เพียงแต่เขารู้สึกสงสารฮูหยินตัวจริงที่ต้องทนทุกข์กับการสวมหมวกเขียวไปมาระหว่างสามีและพี่สาวต่างมารดาก็เท่านั้น
สำหรับหนิงเฟิ่งแม้เขาจะเคารพกู้จือเสวี่ยมากแต่ก็ไม่สามารถทำใจยอมรับในเื่นี้ได้จริงๆ กู้จือเสวี่ยไม่เคยเอ่ยถึงฮูหยินเลยสักครั้ง แต่กลับเขียนจดหมายหาหลี่ชิงหลวนแทบทุกครั้งที่มีโอกาส และทุกครั้งๆ จะต้องแนบเงินไปให้มากมาย หนิงเฟิ่งได้แต่เก็บความข้องใจนี้ไว้และทำตามคำสั่งของกู้จือเสวี่ย
ไม่ว่ากู้จือเสวี่ยจะส่งจดหมายหาใครนั้นไม่สำคัญกับหลี่อวิ๋นเจียว นางกำลังทำปลาสามรสเป็ของขวัญมอบให้เพื่อนบ้านและให้ฝาแฝดมาเรียนรู้วิธีทำอยู่ข้างๆ
ปลาที่นางใช้คือปลาไน นางทำการขจัดคาวปลาด้วยการชำแหละปลา ถอดเหงือกและครีบออกจากนั้นล้างให้สะอาด หรืออาจจะใช้เกลือในการหมักก็ได้เพื่อถนอมความสดของปลา ด้วยปลาไนเป็ปลาที่มีกลิ่นคาวง่ายต้องจัดการทำความสะอาดให้ดี
หลี่อวิ๋นเจียวทำการบั้งปลาเป็สี่เหลี่ยมแนวเฉียงเพื่อเพิ่มอรรถรสในการทานและง่ายต่อการทาน จากนั้นทำการคลุกแป้งบางๆ และนำไปทอดจากสุกเหลืองดี
ปี้ถิงและปี้ถังอาสาทำการทอดให้ หลี่อวิ๋นเจียวจึงทำซอสราดต่อ ที่นี่มีวัตถุดิบไม่ครบ ในยุคนี้ไม่มีฮวาเจียวด้วยซ้ำ ำ้ แม้นางจะอยากกินแต่ก็ไม่รู้จะหามาจากไหน นางจึงผัดกระเทียม ขิง มะเขือเทศที่นางให้ปี้ถังไปหามา จากนั้นปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาล รสชาติจะออกเปรี้ยวหวานพอดี หลังจากปรุงเสร็จก็นำปลาไนที่ทอดเรียบร้อยมาราดน้ำมันร้อนๆ ก่อนจะราดด้วยน้ำที่ปรุงรสไว้แล้ว จากนั้นโรยด้วยต้นหอมหั่นซอย
กลิ่นหอมน่ากินโชยไปทั่ว ปี้ถิงและปี้ถังไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อนเลย อาหารส่งกลิ่นไปทั่วจนกู้เสียวเสี่ยวที่หลับอยู่ตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นอาหา
หลี่อวิ๋นเจียวเดินไปอุ้มเ้าตัวน้อย “พวกเ้ายังเด็ก นั่งกินกันไปก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าไปทำอาหารมาเพิ่ม”
ปี้ถังลุกขึ้นยืนทันที “ไม่ได้เ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวทำเองดีกว่าเ้าค่ะ”
หลี่อวิ๋นเจียวส่ายหน้า “เดี๋ยวข้าจะนำมันไปให้บ้านข้างๆ ข้าทำเองดีกว่า”
ปี้ถังมองหน้าตาอาหารแล้วฉุกคิดขึ้นมา “คุณหนู เอ๊ย ฮูหยินไปเรียนทำอาหารที่ไหนมาเ้าคะ น่ากินเหลือเกิน”
หลี่อวิ๋นเจียวเอามือป้องปากแล้วตอบว่า “สูตรลับจากมารดาผู้ล่วงลับของข้าเอง ที่ผ่านมาข้าแค่ไม่อยากทำแต่หากนึกจะทำตนเองก็สามารถทำได้ดี”
ปี้ถิงและปี้ถังมองหลี่อวิ๋นเจียวด้วยสายตาชื่นชมแต่ก็ยังไม่กล้ากินก่อนหลี่อวิ๋นเจียวจะบอกว่าจะไม่ยอมทำอาหารต่อหากพวกนางไม่ยอมกิน ปี้ถิงและปี้ถังจึงยอมกินโดยปี้ถิงลองชิมก่อนเป็คนแรก
“รสชาตินี้มันคืออะไรกันเ้าคะ รสหวานจากปลา ไม่คาวเลย อีกอย่างน้ำราดนี่มันอร่อยมากเลยเ้าค่ะ” ปี้ถิงพอได้ชิมแล้วจึงกล่าวชมไม่ยอมหยุด กู้เสียวเสี่ยวน้อยเห็นดังนั้นจึงเอามือตัวเองคว้าเนื้อปลาที่อยู่ใสจานเข้าปากทันที
“อร่อย อร่อย” เด็กน้อยไม่โกหก หลี่อวิ๋นเจียวได้ฟังดังนั้นจึงหันไปทำอาหารต่อ
ปี้ถังเห็นดังนั้นจึงแอบกระซิบกับแฝดของตนเอง
“ฮูหยินไม่เคยเข้าครัวมาก่อนจะอร่อยขนาดนั้นเชียวหรือ เ้าหลอกลวงได้ไม่แเีเลยจริง”
ปี้ถังได้ยินดังนั้นจึงเอาตะเกียบคีบเนื้อปลาใส่ปากปี้ถิงทันที เมื่อนางได้ลิ้มรสชาติอันแสนอร่อยนี้แล้วจึงถึงกับตบโต๊ะ
“นี่มันเนื้ออะไรกัน ปลาอะไรทำไมอร่อยถึงเพียงนี้”
สักพักหลี่อวิ๋นเจียวเดินออกมาจากครัว “ไปกันเถอะ ข้าทำอาหารเสร็จเรียบร้อย เราเอามันไปเยี่ยมจวนข้างๆ นี้ดีกว่า”
ในมือของหลี่อวิ๋นเจียวเต็มไปด้วยอาหาร ปี้ถิงและปี้ถังเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปช่วยทันที สามสาวและหนึ่งเด็กน้อย พากันเดินไปที่จวนข้างๆ ทันที