สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 104 การแสดงของข้าห่วยใช่หรือไม่

            บุรุษตรงหน้าสูงประมาณสองเมตรกว่าๆร่างกายแข็งแรงมาก กล้ามเนื้อที่อยู่ใต้เกราะหนังยามที่เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อจะปูดขึ้นมาเป็นมัดๆ ราวกับพร้อมที่จะระเบิดได้ตลอดเวลาเมื่อเขายืนอยู่ตรงนั้นดูคล้ายหมียักษ์หรือกำแพงสูง

            เขามองซุนเฟยด้วยท่าทางเหมือนแมวเจอหนู มุมปากฉีกยิ้ม ไม่ได้ปิดบังท่าทางหยอกล้อของตัวเอง

            ที่เขาแสดงท่าทางหยิ่งยโสนั้น

            นั่นเป็นเพราะว่าตามข้อมูลที่ได้รับมาก่อนหน้านี้องค์ราชาเมืองแซมบอร์ดของอาณาจักรเล็กๆ แห่งนี้เป็นเพียงนักรบสามดาวเท่านั้นแม้ว่าต่อมาโอโคชาจะรู้สึกสงสัยเล็กน้อยว่ายอดฝีมือลึกลับก่อนหน้านี้อาจจะเป็นชายตรงหน้าแต่เขากลับไม่คิดแบบนั้น บนโลกนี้จะมีใครใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเดือนเลื่อนจากนักรบสามดาวเป็นสี่ดาวได้บ้าง?

            เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระที่สุด!

            ดังนั้น เมื่อโอบินนาให้เขามาทดสอบฝีมือของซุนเฟยเขาจึงรีบตามตูดซุนเฟยมาอย่างเปิดเผย ไม่มีการปิดบังกลิ่นอายใดๆ

            ในมุมมองของเขา การที่ซุนเฟยหลอกล่อให้เขามายังซอยแคบๆ นี้มันก็เหมือนซุนเฟยกระโดดลงมาสู่กับดักเอง

            แต่ก่อนที่เขาจะทดสอบความแข็งแกร่งขององค์ราชาคนนี้ เขาไม่ถือสาที่จะใช้ฐานะต้อยต่ำอย่างผู้คุ้มกันมาลูบคมศักดิ์ศรีขององค์ราชาที่สูงส่งสำหรับคนที่มีจิตใจที่วิปริตเล็กน้อยอย่างเขา มันไม่มีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้นเท่ากับการที่ได้ทำลายเกียรติยศของพวกเชื้อพระวงศ์ที่สูงศักดิ์พวกนั้น

            ดังนั้น ในระหว่างที่กำลังพูด เขาจึงแสดงความแข็งแกร่งของตัวเองออกมาอย่างไม่ปิดบังเพียงเสี้ยววินาที พลังของเขาก็ทะลักออกมาแล้วพุ่งไปทางซุนเฟย พลังนี้แข็งแกร่งจนทำให้แผ่นดินต้องสั่นสะเทือนเมื่อเปลวไฟสีส้มผ่านไปที่ใด ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเคลือบไปด้วยสีส้ม ด้วยสภาพแวดล้อมแบบนี้เขาสามารถควบคุมดินและก้อนหินทั้งหมดก็ในระยะห้าสิบเมตรจากตัวเขาได้

            เขาคือยอดฝีมือธาตุดิน

            ชื่อของเขาคือฮาซึงจิน

            ที่อาณาจักรเธรซ ความแข็งแกร่งของเขาถูกจัดให้อยู่ในสามอันดับแรกของอาณาจักร

            ด้วยมือคู่นี้ของเขา มีหัวของคนนับไม่ถ้วนที่ถูกเขาบีบจนแตกเป็นเป็นชิ้นๆไม่มีใครต้านทานเขาได้ ไม่ว่าจะเด็ก สาวงาม คนแก่ ชาวบ้าน ขุนนาง...หรือแม้แต่องค์ชายองค์หนึ่งของอาณาจักรเธรซที่ถูกเขาสังหารตามคำสั่งและนั่นเป็นผลงานชิ้นเอกที่เขาไม่มีวันลืม เขาที่ทำให้องค์ชายน้อยวัยหกขวบต้องกรีดร้องโหยหวนข้างหูเขาถึงสิบวันสิบคืนถึงก่อนจะตายเด็กน้อยที่น่าสงสาร ตอนตายก็ตายแบบไม่มีกระดูก ร่างของเขาก็กลายเป็นซากเนื้อเน่าๆที่น่าขยะแขยง

            กะโหลกศีรษะขององค์ชายน้อยคนนั้น เขานำมาทำเป็นภาชนะใส่เหล้าเล็กๆ ไว้พกพาติดตัวไว้เสมอเพื่อนำมาดื่มยามกระหาย

            ไม่ช้า ฮาซึงจินก็ได้เห็นฉากที่ตัวเองคาดว่าจะเห็น...

            หลังจากที่เขาได้แสดงพลังสี่ดาวระดับต้นออกมาเล็กน้อยเขาก็มั่นใจเลยว่าราชาตรงหน้าคงเหมือนหิมะที่กำลังจะละลายแล้วสลายไปในพริบตาอย่างไร้ร่องรอยเมื่อคิดดังนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป จากที่มั่นใจกลายเป็นดุร้ายแม้เขาจะพยายามสงบจิตสงบใจตัวเองแต่เมื่อฮาซึงจินได้เห็นขาขององค์ราชาองค์นี้เริ่มสั่นขึ้นมา พร้อมทันยังหันรีหันขวางมองรอบๆแล้วเตรียมจะวิ่งหนี

            สุดท้ายมันก็เป็นแค่ขยะ

            “คิดจะหนี?”

            ฮาซึงจินยกมือกอดอก ก่อนจะก้าวเท้าไปด้านหน้าอย่างช้าๆใบหน้ายิ่งเผยท่าทีหยอกล้อมากยิ่งขึ้น

            “เจ้า...เจ้าเป็นใคร? คิดจะทำอะไร?” ชายผู้โชคร้ายตรงหน้าพูดเสียงตะกุกตะกักที่ทำให้ฮาซึงจินแทบกระอักเลือดคือ การที่ชายตรงหน้ายกมือขึ้นมาปิดหน้าอกของตัวเองราวกับว่าเขาคิดจะทำเรื่องมิดีมิร้ายกับตัวเอง

            “ข้า?”

            ฮาซึงจินเห็นฉากนี้ ในใจก็พอจะเดาความคิดคนตรงหน้าได้เขาเคี้ยวก้านหญ้าในปาก ก่อนจะปรายตามององค์ราชาตรงหน้าด้วยท่าทางเหยียดหยาม พูดรอดไรฟันว่า“นี่ ไอ้หนุ่ม บิดาเป็นนักฆ่า รับเงินสังหารคน ที่ข้ามาขวางเจ้าที่นี่คิดว่าข้าจะทำอะไรเจ้าล่ะ?”

            เขาจงใจข่มขู่ชายผู้โชคร้ายตรงหน้า

            “อ่า...เจ้า...ฆ่า...ฆ่าข้า?” องค์ราชายิ่งตัวสั่นเทิ้มกว่าเดิมราวกับกระต่ายน้อยที่ถูกทำให้ตกใจ องค์ราชาร้องถามเสียงแหลม หน้าซีดเผือด พลางมองชายร่างยักษ์ด้วยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ“เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร? ข้าคือราชาเมืองแซมบอร์ดเจ้ากล้าฆ่าองค์ราชาเชียวเหรอ?”

            ไอ้ปัญญาอ่อน

            ฮาซึงจินขี้เกียจจะพูดกับราชาตรงหน้านี้แล้ว

            มีบางคนที่ไม่รู้ข้อบกพร่องของตัวเองและคิดว่าตัวเองอาศัยอยู่ในโลกที่ความคิดของตัวเองถูกต้องที่สุดสิทธิพิเศษที่เกิดมาพร้อมกับเขาทำให้เขาเย่อหยิ่งมันเป็นเรื่องยากที่ทำให้คนพวกนี้เข้าใจว่าสิทธิของพวกเขานั้น ความจริงแล้วมันมีค่าไม่ต่างอะไรกับตูดหมานี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้ายิ่งนัก

            องค์ราชาตรงหน้าช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ไร้เดียงสาและน่าเศร้า

            ฮาซึงจินยกสองมีอกอดคนพลางก้าวไปด้านหน้าทีละก้าว

            แน่นอนว่าเขาไม่ได้จะสังหารองค์ราชาตรงหน้าจริงๆ ความจริงแล้วในแผนการขั้นต่อไปของพวกเขาองค์ราชาอาณาจักรนี้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในแผนการ หากมันตายไปก็เท่ากับทำลายแผนการของคนคนนั้นซึ่งเขาคงรับผิดชอบไม่ไหว

            เขาก็แค่อยากเพลิดเพลินไปกับภาพการต่อสู้ดิ้นรนตรงหน้าตัวเองเท่านั้น

            “อ๊ะๆๆๆ...เจ้า...เจ้าอย่าเข้ามานะ...เจ้าจะทำอะไร?” องค์ราชาก้าวถอยหลังทีละก้าวใบหน้าขาวซีดเหมือนกระต่ายน้อยที่ถูกหมาป่าต้อนจนจนมุม เขาพูดเสียงตะกุกตะกักว่า“ทำไมต้องสังหารข้า? ใครส่งเจ้ามา? บอกข้าสิ...บางทีนี่อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด!”

            ฮาซึงจินก้าวเข้ามาใกล้

            เปลวไฟสีส้มกระพริบอยู่ใต้เท้าของเขา คลื่นพลังธาตุดินสี่ดาวแผ่กระจายออกมาเต็มที่ทุกที่ที่เขาก้าวผ่าน ก้อนหินแข็งๆ บนพื้นก็กลายเป็นอ่อนนุ่มและเหนียวหนืดขึ้นมาเหมือนแอ่งน้ำนี่คือความแข็งแกร่งของนักรบสี่ดาวที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบสนามรบได้ เพื่อสร้างสนามรบที่สมบูรณ์แบบสำหรับตัวเองขึ้นมา

            “ใครเป็นคนส่งเจ้ามาฆ่าข้า?” องค์ราชาตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม ภายใต้รังสีฆ่าฟันที่น่ากลัว สติปัญญาของเขาก็ดูเหมือนจะเริ่มแตกสลายเล็กน้อย เอาแต่ถามประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา

            น่าเสียดายคือ ไม่ว่าจะถามกี่ครั้ง ฮาซึงจินก็ไม่ตอบคำถามนี้

            เพราะตัวเองไม่ได้มาฆ่าเขาจริงๆ

            แต่ตอนนี้เองก็เรื่องแปลกๆ ก็เกิดขึ้น

            ในตอนที่ฮาซึงจินเข้าใกล้องค์ราชาน้อยในระยะไม่ถึงสิบเมตรสีหน้าของเขาก็พลันตกตะลึง

            ทันใดนั้น องค์ราชาน้อยที่มีท่าทางกระวนกระวายใจตรงหน้าเขา จู่ๆ ก็แสดงสีหน้าจากหวาดกลัวกลายเป็น....ผิดหวัง

            ใช่แล้ว มันเป็นสีหน้าเหมือนเด็กน้อยจะร้องไห้หลังจากที่ผิดหวังที่ไม่ได้รับการปลอบใจจากบิดามารดา

            ไม่รอให้เขามีปฏิกิริยาตอบโต้ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจพลางลูบคางขององค์ราชาน้อยตรงหน้า “โธ่เอ๊ย ไม่สนุกจริงๆ นั่นแหละข้อมูลที่มีประโยชน์สักนิดก็ไม่คายออกมา...เฮ้อ เจ้าลมกรด เจ้าบอกหน่อยสิว่า การแสดงของข้ามันห่วยใช่หรือไม่?”

            โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!

            เจ้าสุนัขยักษ์สีดำที่หมอบอยู่ด้านหลังของซุนเฟย ซึ่งกำลังชมฉากสนุกๆตรงหน้าก็พลันเห่าออกมา เหมือนจะบอกว่ามันน่าเบื่อมากดวงตากลมโตจ้องมองมาที่ซุนเฟยด้วยท่าทางดูถูก ราวกับจะกระตุ้นซุนเฟย...ให้รีบจัดการเรื่องยุ่งยากพวกนี้ให้เร็วที่สุดจะได้กลับพระราชวังสักที ท่านปู่สุนัขตัวนี้ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยนะ

            “ช่างเถอะ...” ซุนเฟยมองฮาซึงจินด้วยท่าทางไม่พอใจท่าทางตกใจกลัวก่อนหน้านี้ แค่เสี้ยววินาทีก็กลายร่างจากหมูเป็นหมาป่าไปเสียแล้วเขาดัดไม้ดัดมือตัวเองจนเกิดเสียงดังกร๊อบพลางแกว่งเล็กน้อยแล้วถามว่า“ในเมื่อไม้อ่อนมันไม่เหมาะกับเจ้า งั้นข้าก็เปลี่ยนวิธีแล้วกัน ใช้หมัดสื่อสารกับเจ้าแทน!”

            สีหน้าของฮาซึงจินค่อยๆ สงบลงก่อนจะพูดเชิงเหยียดหยามว่า “แค่เจ้า?”

            ซุนเฟยไม่พูดอะไร

            เขาเริ่มเดินไปด้านหน้า

            ไม่ช้าสีหน้าของฮาซึงจินก็กลายเป็นจืดเจื่อน

            เพราะว่าทุกก้าวที่ซุนเฟยเดินเข้ามาบรรยากาศบนร่างของเขาก็ระเบิดออกมาเท่าหนึ่ง กลิ่นอายความแข็งแกร่งที่ระเบิดออกมา จากนักรบสองดาวระดับปลายก็ค่อยๆทะยานขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเขาก้าวมาได้ก้าวที่ห้า ความแข็งแกร่งที่เผยออกมาไม่ได้ด้อยไปกว่าคลื่นพลังธาตุดินสี่ดาวระดับต้นของฮาซึงจินแม้ว่าจะไม่มีคลื่นพลังเปลวไฟที่สวยงามแต่กลิ่นอายก็ดุดันนี้ก็ทำให้ฮาซึงจินรู้สึกได้ถึงอันตราย

            หลงกลมันแล้ว!

            ในใจของฮาซึงจินเริ่มล่วงหล่นไปที่ตาตุ่ม

            ตอนนี้เขาได้พบแล้วว่า ตัวเองต่างหากที่กลายเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะ

            ตั้งแต่ความคิดในตอนแรกแล้วที่คิดว่า มันเหมือนแมวหยอกหนูทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเขา อีกทั้งเมื่อครู่ยังหัวเราะคนอื่นพลางคิดว่าช่างไม่รู้ข้อบกพร่องของตัวเองเสียเลยแต่ใครจะรู้ว่าสุดท้าย การแสดงออกของตัวเองเมื่อครู่มันเป็นเรื่องที่น่าตลกที่สุดหนึ่งคนหนึ่งหมาตรงหน้า คนหนึ่งแสดงละครหลอกเขา อีกตัวก็คอยชมเรื่องสนุก

            โดยเฉพาะเจ้าสุนัขยักษ์สีดำตัวนั้นที่มองมาทางตัวเองด้วยสายตาเยาะเย้ยทำให้ฮาซึงจินรู้สึกว่า ตัวเองเทียบไม่ได้แม้แต่สุนัข

            “รน...หา...ที่...ตาย!”

            เมื่อความอวดดีและปมด้อยของตัวเองถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ฮาซึงจินก็พลันรู้สึกโกรธเกรี้ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเหมือนหมีดำกำลังถ่ายอยู่แล้วถูกคนเอาไม้เล็กๆ แทงตูด เขาคำรามออกมาระเบิดเปลวเพลิงสีส้มออกมาทั่วร่างอย่างคลุ้มคลั่ง ราวกับเป็นหลอดไฟยักษ์ที่ทำให้ซอยที่มืดมิดสว่างขึ้นมาจากนั้นร่างของเขาก็กลายเป็นกระสุนปืนใหญ่ พุ่งเข้ามาหาซุนเฟย เงื้อมสองมือชกออกไปอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าผ่า

            ซุนเฟยก้าวขาข้างหนึ่งออกไปด้านหน้า พลางชกสวนกลับ

            ตูม!

            หมัดทั้งสี่ข้างปะทะกันกลางอากาศ

            ในตอนนี้เอง เสมือนเวลาได้หยุดชะงักลงจากนั้นในซอยคับแคบก็เริ่มสั่นหวั่นไหวขึ้น เปลวไฟสีส้มเริ่มแตกสลายสามารถมองเห็นหมัดของฮาซึงจินสั่นสะท้านด้วยตาเปล่าตั้งแต่หมัดจนไปถึงไหล่ทั้งสองข้าง...

            สิ่งที่ตามมาคือเสียงกระดูกร้าว

            วินาทีต่อมา ร่างยักษ์ของฮาซึงจินเหมือนกระสอบที่แตกสลายหลังค่อมเล็กน้อยขณะที่กระเด็นออกไป ความเร็วที่เขากระเด็นออกไป เร็วยิ่งกว่าตอนที่เขาพุ่งเข้ามาหลายเท่า

            เลือดสาดกระจาย

            -------------------