เมื่อผ่านงานแต่งงานของอาหญิงฟางม่านไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่หงอ้ายกับย่าฟางจะได้ออกไปขายของกันเสียที ใน่ที่ผ่านมาย่าฟางเองก็หัดขี่จักรยานจนคล่องแล้ว และยังได้ลองให้เธอซ้อนท้ายแล้วขี่วนไปมาหลายรอบจนแน่ใจว่าจะสามารถพากันเข้าอำเภอได้อย่างปลอดภัย
และตอนนี้ ปู่ ป้าสะใภ้ใหญ่ แม่ และอาสะใภ้เล็ก ก็ลดเวลาทำงานลงเหลือแค่ 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 8 คะแนนแล้ว โดยสะใภ้ทั้งสามคนจะสลับกันอยู่บ้าน ตอนนี้ในบ้านจึงมีคนอยู่เพิ่ม ซึ่งวันนี้คือแม่ของหงอ้ายนั่นเอง
"คุณแม่แน่ใจนะคะ ว่าพาหงอ้ายไปด้วยจะไม่ลำบาก" นางอินซื่อเอ่ยถามแม่สามี เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนเตรียมจะออกไปที่อำเภอกันแล้ว
"หล่อนไม่ต้องกลัวว่าฉันจะพาลูกสาวหล่อนไปหล่นหายที่ไหนหรอก" นางหวังซื่อเอ่ยตอบกลับสะใภ้รอง นางเองก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงเป็ห่วงบุตรสาว แต่เื่นี้ถ้าหงอ้ายไม่ไปกับนางแล้วนางจะช่วยหลานขายของได้ยังไง จะให้แบกของไปก็ไม่รู้ว่าคนจะอยากได้ของที่นางเอาไปหรือเปล่า
"ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ" อินซื่อรีบเอ่ยตอบแม่สามี ถ้าเธอรักบุตรสาวคนนี้มาก แม่สามีที่เป็ย่าก็รักไม่น้อยไปกว่าเธอเลย เื่ที่จะทำให้บุตรสาวต้องเจ็บตัวย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
"พอแล้วๆ ฉันจะไปแล้วนี่ยังต้องไปเอาของอีก หล่อนก็ดูแลบ้านดีๆ ล่ะของที่จะใช้ทำอาหารกลางวันกับอาหารเย็นก็เตรียมไว้ให้แล้ว เผื่อฉันกลับมาไม่ทัน" นางหวังซื่อเห็นท่าทางลูกสะใภ้ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร แต่ตอนนี้ก็สายมากแล้วเธอก็ควรรีบออกไปได้แล้วเหมือนกัน ก่อนที่แดดจะร้อนไปมากกว่านี้
"เข้าใจแล้วค่ะ ไปดีมาดีนะคะคุณแม่ หงอ้ายอย่าดื้อกับคุณย่านะลูก" นางอินซื่อเอาหมวกสวมให้ลูกสาวแล้วก็เอ่ยลาแม่สามีและไม่ลืมกำชับบุตรสาว ซึ่งบุตรสาวก็ส่งยิ้มพร้อมกับโบกมือมาให้ จนกระทั่งย่าหลานขี่ไปไกลแล้ว เธอถึงได้เดินกลับเข้าบ้านปิดประตูและเริ่มทำงานของตนเอง
หงอ้ายนั่งซ้อนท้ายจักรยานของย่าฟางมุ่งหน้าเข้าอำเภอ ท่ามกลางสายตาสงสัยและอิจฉาของคนที่ได้เห็น ก็ใครจะไม่อิจฉาย่าฟางบ้างละ งานแต่งลูกสาวเพิ่งผ่านไป สินเดิมที่ให้ลูกสาวติดตัวไปก็มากมายเสียจนสะใภ้บ้านอื่นพากันใจเจ็บที่ไม่ได้เกิดเป็บุตรสาวของบ้านฟาง จะได้แต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตาเช่นนั้นบ้าง แล้วนี่ยังมีจักรยานอีกคันใช้ขี่พาหลานสาวเข้าอำเภออีก คาดว่าตอนแต่งหลานสาวคนเดียวนี้สินเดิมก็คงไม่น้อยไปกว่าที่บุตรสาวแต่งออกไปอย่างแน่นอน
และเพราะทุกคนในหมู่บ้านต่างก็คิดแบบนี้ ใครที่บ้านมีลูกชายอายุใกล้เคียงต่างก็พยายามจะให้ลูกชายเข้ามาสนิทสนมกับเหล่าเด็กๆ บ้านฟางให้มาก แต่ครอบครัวพวกนั้นก็ต้องผิดหวังกลับไป เพราะั้แ่ปู่ไปจนถึงหลานชาย ทั้งรักทั้งหวงหลานสาวคนนี้มาก จนไม่มีใครคิดอยากให้พวกเด็กชายตัวเหม็นของบ้านอื่นได้มาเข้าใกล้ น้องสาว หลานสาวของพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว
ส่วนหงอ้ายที่กำลังนั่งซ้อนท้ายจักรยานของย่าฟางก็กำลังกินลมชมวิว โดยไม่ได้รับรู้เื่ที่กำลังเกิดขึ้นในหมู่บ้านเลย
"อากาศดีจังเลยค่ะย่า" หงอ้ายเอ่ยขึ้นพร้อมกับสูดอากาศที่สดชื่นเข้าไปจนเต็มปอด ตอนนี้ยังไม่มีพวกฝุ่นควันจากอุตสาหกรรมมากเหมือนในอนาคต และที่นี่ก็ส่วนใหญ่ก็เป็ทุ่งนาจึงยิ่งมีอากาศที่ดี
"นี่ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้วอากาศก็เลยเริ่มเย็นขึ้นมาหน่อย" นางหวังซื่อตอบกลับหลานสาว เพราะตอนนี้เกือบจะปลายเดือนพฤศจิกายนแล้ว อากาศก็เลยเริ่มเย็นขึ้น เพียงแต่ที่นี่อยู่ค่อนมาทางตอนกลางของประเทศ อากาศจึงไม่หนาวเย็นเหมือนทางตอนเหนือที่เป็บ้านเกิดของนางกับสามี และั้แ่ย้ายมาอยู่ที่นี่ถึงแม้ครอบครัวจะใช้ชีวิตยากลำบากแค่ไหนก็ยังสามารถผ่านหน้าหนาวกันมาได้ทุกปี แต่ถ้าเป็ที่บ้านเกิดคงจะได้แข็งตายไปนานแล้ว
หงอ้ายที่ตลอดเส้นทางเห็นแต่ทุ่งนาทั้งสองข้างทาง ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงก็เริ่มมองเห็นบ้านเรือนบ้างแล้ว และในที่สุดก็มองเห็นตัวอำเภอ มีผู้คนเดินไปมาพลุกพล่าน มีคนขี่จักรยานค่อนข้างหนาตา และบางครั้งยังเห็นรถยนต์หรือรถบรรทุกอีกด้วย
"เดี๋ยวเราเข้าไปเดินดูราคาของที่สหกรณ์กันดูก่อน จะได้คิดราคาถูก" นางหวังซื่อเอ่ยบอกหลานสาวในขณะจอดจักรยานเอาไว้ตรงที่จอดของสหกรณ์ แล้วยังได้เอาโซ่กับแม่กุญแจที่หลานสาวให้มาคล้องล้อจักรยานเอาไว้กับรั้วอีกด้วย
ย่าฟางจับมือเธอเอาไว้แล้วพาเดินเข้าไปด้านใน ซึ่งเธอก็ได้เห็นราคาสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น้ำมัน ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำตาล และราคาที่เห็นอยู่นี้ต้องใช้คูปองในการซื้อด้วยทั้งหมด เมื่อเดินดูราคาของจนหมดแล้ว ย่าฟางก็พาเธอเดินออกไปอีกที่หนึ่ง ซึ่งตรงนี้เป็แผงขายหมูของโรงเชือดที่อยู่ในอำเภอ และแน่นอนราคาที่เขียนบอกเอาไว้ต้องใช้คูปองด้วย แต่ถึงแบบนั้นเนื้อหมูก็มีเหลือไม่มากแล้ว
"เอาไว้ขากลับ ถ้าเขายังไม่เก็บย่าจะซื้อกระดูกหมูไปต้มน้ำแกงให้กิน" ย่าฟางหันมากระซิบบอกเธอเสียงเบา คงเพราะเห็นเธอจ้องเนื้อหมูพวกนั้นอยู่นาน ก็ใครใช้ให้เนื้อหมูในระบบเกมฟาร์มมีแต่เป็ชิ้นเนื้อเท่านั้น ไม่ว่าจะส่วนสันนอก สันใน สะโพก หรือสามชั้นล้วนมีหมด แต่เครื่องใน มันหมู กับกระดูกไม่มีให้เธอเลือก
จากนั้นย่าฟางก็พาเธอเดินลัดเลาะดูร้านค้าที่เปิดขายของอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็ร้านค้าของรัฐที่ต้องใช้คูปองในการซื้อ แม้แต่จะซื้อซาลาเปาสักลูกก็ต้องใช้คูปองเช่นกัน เธอถึงได้ตระหนักว่า ถ้าตนเองไม่มีระบบเกมฟาร์มติดตัวมาด้วย ตอนนี้คงได้มาอยู่ในยุคที่ยากลำบากอย่างแท้จริง
หลังจากเดินลัดเลาะไปมาอยู่เกือบ 15 นาที ย่าฟางก็พาเธอมาหลบมุมอยู่ข้างกำแพงแห่งหนึ่ง พร้อมกับหยิบเสื้อคลุม หมวก และผ้าปิดปากออกมายื่นให้เธอ
"เราจะเข้าตลาดมืดกันแล้วหลานสวมเอาไว้นะ พอออกมาก็ถอดออก เข้าใจไหม" ย่าฟางเอ่ยบอก พร้อมกับที่ตนเองก็สวมเสื้ออีกตัวทับเสื้อที่ใส่มาซึ่งเป็คนละสีกัน และมีหมวกกับผ้าปิดหน้าสีดำเหมือนของเธอสวมใส่ไว้เช่นกัน
และเมื่อย่าฟางจัดการตนเองเรียบร้อยแล้วก็มาตรวจดูเธออีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีก็จูงมือเธอเดินออกไปยังถนนเส้นเล็กๆ เส้นหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง เพียงแต่ที่สุดปลายทาง มีชายสองคนยืนอยู่หน้าซอยเล็กๆ ซอยหนึ่ง
"สายลมหนาว" เมื่อย่าฟางเดินไปหยุดอยู่หน้าชายทั้งสองคนก็เอ่ยรหัสเข้าตลาดมืดออกมาเบาๆ ชายทั้งสองคนได้ยินก็พยักหน้าหนึ่งครั้งแล้วปล่อยให้เธอกับย่าเดินเข้าไปด้านใน
ด้านในตลาดมืดก็เหมือนกับตลาดขายของคนเดินในโลกก่อนของเธอ มีคนวางของขายไว้บนพื้น โดยเว้นทางเดินเอาไว้ตรงกลาง เพียงแต่ที่นี่น่าจะเป็โกดังเก็บของมาก่อน เพราะมองเห็นผนังโกดังและหลังคาโกดังอยู่ ทางเข้าออกจากที่ย่าฟางบอกไว้ว่าทางเข้ามีทางเดียวคือตรงที่พวกเราเข้ามา แต่ทางออกจะมีสองทาง พร้อมกับชี้ให้เธอเห็น โดยกำชับว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นให้วิ่งออกไปทางไหน แล้วให้ไปเจอกันที่สหกรณ์ที่พวกเธอจอดรถจักรยานเอาไว้
การค้าขายในตลาดมืดก็เริ่มต้นที่ย่าฟางพาเธอไปยืนหลบมุมอยู่ใกล้ๆ กับประตูทางออก แต่ยังมองเห็นได้และข้างตัวเธอเป็ตะกร้าที่เธอกับย่าสะพายติดตัวมาด้วยคนละหนึ่งใบ ซึ่งข้างในเป็เพียงตะกร้าเปล่าและมีผ้าปิดปากตะกร้าเอาไว้ ส่วนตัวย่าฟางก็เดินเข้าไปคุยกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่างอยู่
ซึ่งก่อนที่จะมาขายของเธอกับย่าได้คุยกันแล้วว่าจะเอาอะไรออกมาขายกันบ้าง โดยย่าจะเข้าไปถามลูกค้าก่อนถ้าพวกเธอมีสินค้าที่อีกฝ่าย้าก็ขายแต่ถ้าไม่มีก็ผ่านไป โดยของที่เลือกมาก็เป็ของที่เธอเอาออกมาให้ที่บ้านใช้นั่นเอง ซึ่งก็คือน้ำมันพืช น้ำตาลทรายแดง เนื้อหมู สบู่อาบน้ำ และเทียน หรือสินค้าบางอย่างที่มีขนาดใหญ่ ถ้าคนซื้อรอได้พวกเธอก็ขาย อย่างเช่นผ้าฝ้ายและฝ้ายที่ไม่สามารถใส่มาในตะกร้าได้
"คุณคนนี้อยากได้เนื้อหมูสามชั้น 2 ชั่ง กับสบู่ 2 ก้อน" ย่าฟางพาลูกค้าคนแรกที่เป็หญิงวัยประมาณ 30 ปีมาและเอ่ยบอกของที่อีกฝ่าย้า
"เนื้อหมูสามชั้นชั่งละ 4 หยวน สบู่ก้อนละ 6 หยวน ทั้งหมด 20 หยวนค่ะ" หงอ้ายพอได้ฟังก็นั่งลงและเอื้อมมือเข้าไปในตะกร้าแล้วก็เรียกของที่ลูกค้า้าออกมาจนครบ แล้วค่อยหยิบออกมาทีละอย่าง พร้อมกับทำท่าทางก้มลงไปมองในตะกร้าเหมือนกับกำลังหาของไปด้วย และพอได้ของครบก็เอ่ยบอกราคาซึ่งเธอตกลงกับย่าฟางไว้แล้วว่าจะขายของให้ราคาแพงกว่าที่ขายอยู่ในสหกรณ์อย่างละ 1-2 หยวน และไม่ต้องใช้คูปอง แต่ถ้าใครจะเอาคูปองมาแลกด้วยก็จะได้ราคาเท่ากับที่ขายในสหกรณ์
"อืม เนื้อหมูสวยแล้วก็สดดี สบู่ก็หอมมาก นี่เงินจ๊ะขอบใจมาก" หญิงสาวที่เป็ลูกค้าคนแรกรับของไปใส่ตะกร้าพร้อมกับเปิดดูก็เอ่ยออกมาด้วยความพอใจ จากนั้นก็ยื่นเงินมาให้แล้วก็รีบเดินออกประตูไปในทันที
จากนั้นไม่นานย่าฟางก็พาลูกค้าคนที่สองมาซึ่งเป็คุณยายคนหนึ่ง
"คุณคนนี้อยากได้เนื้อหมูส่วนไหนก็ได้ที่ถูกที่สุด 3 ชั่ง น้ำมันพืช 1 ขวด และน้ำตาลทรายแดง 2 ชั่ง" ย่าฟางเอ่ยบอก พร้อมกับยืนรออยู่ข้างๆ จนกว่าเธอจะเก็บเงินและส่งของให้ลูกค้าแล้วถึงจะกลับไปยืนรอลูกค้าอีกครั้ง
"เนื้อสะโพกชั่งละ 3 หยวน น้ำมันพืชหนึ่งขวดหนัก 2 ชั่งราคา 8 หยวน น้ำตาลทรายแดงชั่งละ 2 หยวน ทั้งหมด 21 หยวนค่ะ" หงอ้ายบอกราคาและก้มลงหยิบของอีกครั้ง ซึ่งน้ำมันเป็ขวดพลาสติกขุ่นมีน้ำหนัก 1 ลิตรหรือเทียบเท่า 2 ชั่ง น้ำตาลทรายแดงก็อยู่ในถุงกระดาษที่ปิดผนึกไว้อย่างดี
"ขอบใจมากจ๊ะ น้ำตาลกับน้ำมันของเธอดูคุณภาพดีกว่าที่ขายในสหกรณ์ เนื้อหมูก็สวยและสดมากเลย" คุณยายยื่นเงินมาให้แล้วรับของใส่ตะกร้าจากนั้นก็รีบเดินออกจากประตูไปเช่นกัน
และลูกค้าคนที่สามก็ตามมา ซึ่งลูกค้าคนนี้้าผ้าพับและฝ้าย
"เอาไว้ตอนบ่ายโมงไปเจอกันที่หลังสหกรณ์ของอำเภอนะ ฉันจะเอาของไปให้คุณที่นั่น แต่ต้องขอเก็บเงินมัดจำไว้ก่อนครึ่งหนึ่งเผื่อฉันไปเอาของมาแล้วคุณไม่มาเอา แต่ถ้าไม่มั่นใจก็กลับมาเจอกันตอนเที่ยง แล้วไปรอรับของพร้อมกันก็ได้" ย่าฟางพาลูกค้ามาและค่อยเอ่ยตกลงกัน เพราะผ้าพับกับฝ้ายมีขนาดใหญ่เท่ากับตะกร้าที่พวกเธอสะพายมา และถ้ามีคนซื้อเกินหนึ่งคนอาจจะเป็ที่สงสัยได้ จึงจำเป็ต้องนัดให้ไปเอาสินค้าทีหลัง
"งั้นฉันจะมาอีกครั้งตอนเที่ยงแล้วไปพร้อมกันดีกว่าค่ะ" หญิงอายุประมาณ 40 ปีเอ่ยตอบย่าฟาง ซึ่งพวกเธอก็เข้าใจอีกฝ่าย อยู่ๆ จะให้จ่ายเงินนับสิบหยวนโดยที่ไม่เห็นของก็คงไม่มีใครยอมอย่างแน่นอน
"ได้ แต่ถ้าเที่ยงแล้วคุณไม่มาฉันไม่รอนะ" ย่าฟางเอ่ยตอบรับกลับไป แล้วทั้งสองคนก็แยกย้ายกัน ย่าฟางกลับไปรอถามลูกค้าคนต่อไป ส่วนลูกค้าคนที่สามก็เดินออกจากตลาดมืดไป
เมื่อลูกค้าคนที่สามจบลงที่การนัดหมายกันอีกครั้งในตอนเที่ยง เป็เพราะย่าฟางไม่อยากให้เธอต้องกินอาหารผิดเวลา จึงจะหยุดขายของตอนเที่ยงเพื่อกินข้าว แล้วจะกลับมาขายใหม่หรือกลับบ้านเลยค่อยว่ากันอีกที
ลูกค้าคนต่อๆ ไปก็ค่อยๆ ทยอยมา เพราะย่าฟางจะรับลูกค้าทีละคนเท่านั้น เมื่อลูกค้าได้รับของไปเรียบร้อยแล้ว ถึงจะหาลูกค้าคนถัดไป เพื่อป้องกันลูกค้ามารุมแล้วความลับในตะกร้าอาจจะเปิดเผยออกไปได้
ซึ่งเธอชอบความรอบคอบนี้ของย่าฟางมาก ที่เป็ห่วงเื่ความปลอดภัยมากกว่าจะเห็นแก่เงิน และถ้าไม่ใช่เพราะเธอมีของอยู่มากมายจนอยากเอาออกมาขาย หงอ้ายคิดว่าย่าฟางก็คงไม่คิดอยากจะมาขายพวกมันเหมือนกัน
********
ไรต์ : ในส่วนของจำนวนสินค้า จำนวนเงิน และราคาตอนพูดคุยกันขอใส่เป็ตัวเลขนะคะ เพื่อจะได้อ่านง่าย แต่ถ้าในประโยคคำพูดอื่นๆ ก็จะใช้บรรยายเป็ตัวหนังสือเช่นเดิม