อา
อืม
อือ…
“ขอน้ำ”
หญิงสาวประคองศีรษะของเด็กหญิง ค่อย ๆ ยกถ้วยชาใบน้อยแตะริมฝีปาก ทั้งระวังไม่ให้เธอสำลัก อีกระวังไม่ให้น้ำชาหกรด เหมือนวุ่นวายแต่ทำได้ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ
สองมือกร้านกรำ ข้อแขนขาวผ่องกับเนื้อตัวหอมกรุ่น สองขั้วความต่างในคนคนเดียว ดูเหมือนหญิงสาวคนนี้ก่อนใช้ชีวิตอันยากลำบากจะมีชีวิตที่สุขสบายมาก่อน คงไม่เผอิญเป็นลูกสาวเศรษฐีตกทุกข์ได้ยากหรอกนะ
“อุ๊ย!”
เด็กหญิงหลับตาแน่น ถึงเรี่ยวแรงยังไม่ฟื้นแต่ปากคอยังเราะร้ายเหมือนเดิม
“จำไม่ได้รึ ข้าบอกหลายครั้งแล้วว่าชอบชาอุ่นไม่เอาชาร้อน”
กล่าวประโยคนี้ได้แสดงว่าอาการน่าจะดีขึ้นมากแล้ว หญิงสาวเผยอยิ้มอย่างมีความสุข ความเหนื่อยยากในหลายวันนี้สุดท้ายก็ผลิดอกออกผล
“ฟู่ ๆ”
หญิงสาวเป่าน้ำชาอย่างแข็งขัน
“แจ๊บ ๆ”
เด็กหญิงจิบน้ำชาอย่างผ่อนคลาย จากนั้นคนคล้ายหลับใหลสู่ห้วงนิทราอันเป็นสุข
หลังวางศีรษะของเด็กหญิงลงบนหมอนอย่างเบามือ หญิงสาวค่อยลุกขึ้น ยกถ้วยและป้านน้ำชาวางบนโต๊ะเตี้ย ขณะกำลังจะก้าวออกจากห้องเกิดความเคลื่อนไหวขึ้นด้านหลัง
“เจ้าเป็นใคร?”
เด็กหญิงยันกาย มองไปยังแผ่นหลังของสตรี ทั้งรู้สึกคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน
แปลก!... เด็กหญิงขมวดคิ้วมุ่น
แทนที่คนผู้นี้จะหันหลังมาสนทนากลับร้องอุทาน แล้วผลุนผลันก้าวออกนอกห้อง
ตึง!
ตึง!
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังก้อง เด็กหญิงรู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนของเนื้อไม้ที่ค่อยเคลื่อนห่างออกไป
ดูท่าคนผู้นี้จะรีบจริง ประตูไม่ทันปิด
“โอ๊ย”
แค่ขยับก็เจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัว มาคิดดูอีกทีไม่น่าใช้วิชานั่นเลย หากจำเป็นต้องใช้ก็ควรใช้แต่พอดี ไม่ควรใส่เต็มที่ขนาดนั้น
เมื่อร่างกายยังไร้เรี่ยวแรงเด็กหญิงก็ไม่ฝืน หยิบหมอนอิงที่วางอยู่ด้านข้างมารองหลังพิงกับผนัง นั่งหันหน้าไปทางประตู อีกไม่นานคงได้รู้กันว่าที่นี่ที่ไหน แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ห้องนี้เป็นห้องขนาดใหญ่ เกินกว่าจะอยู่ในบ้านของคนทั่วไป เครื่องเรือนมีไม่มากและไม่น้อย มีเท่าที่จำเป็นออกแนวเรียบหรูพอดี ๆ สะท้อนถึงรสนิยมของเจ้าของห้องซึ่งน่าจะเป็นสตรี สังเกตจากรายละเอียดบางอย่างของตู้ใส่เสื้อผ้ากับโต๊ะเครื่องแป้ง อีกการจัดวางอย่าง การเลือกฉากกั้นรูปผีเสื้อมากั้นพื้นที่ทำธุระส่วนตัว ทว่าไม่ลืมราวพาดผ้าที่ส่วนหนึ่งออกมานอกฉากกั้น ทำให้คล้ายมุมแต่งตัวมากกว่า
มองออกไปทางช่องประตูเห็นกำแพงสูงกับมุมหนึ่งของสวน กำแพงดูมั่นคงแข็งแรง หากที่นี่ไม่ใช่เรือนของขุนนางก็คงเป็นบ้านของคนมีฐานะ สวนค่อนข้างทรุดโทรม ดอกหญ้าชูช่อ สระน้ำแห้งขอด สถานที่นี้คงไม่มีคนอาศัยมานาน จากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้เด็กหญิงอนุมานได้หลายอย่าง
เวลาผ่านไปไม่เท่าไรพื้นเรือนเกิดสะเทือนขึ้นอีกครั้ง แสดงว่ามีคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ จากความหนักเบาของฝีเท้าดูท่าคนเมื่อครู่คงพาสหายมาด้วย
“ฟื้นแล้วรึ?”
เสียงอ่อนใสของเด็กชายดังขึ้น
“อืม”
เด็กหญิงแสดงสีหน้าปกติ น้ำเสียงไม่มีคลื่นอารมณ์ใด แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่าแววตาที่เคยกังวลเปลี่ยนเป็นกระจ่างใส มือที่เคยกำแน่นกลับคลายออกโดยไม่รู้ตัว
“โคทาโร่ ที่นี่คือ?”
ที่แท้เด็กชายก็คือ ‘ต้าหมิน’ ถ้าอย่างนั้นเด็กหญิงคงไม่แคล้วที่จะเป็น ‘โนะฮิเมะ’
“บ้านของคนรู้จักน่ะ ไหน ๆ ตื่นแล้วทานอะไรหน่อยสิ ข้าให้คนเตรียมปลากรอบที่เจ้าชอบไว้ด้วย ของเก่าข้าทิ้งหมดแล้วกลิ่นไม่ค่อยดีน่ะ แข็งด้วย”
“กลิ่นของมันก็แบบนั้นแหละ ถึงแข็งแค่อมในปากนานหน่อยก็กินได้แล้ว...”
โนะฮิเมะทำหน้าเสียดาย
“อ๊ะ ๆ ต่อไปข้าจะระวัง งั้นเป็นข้าวต้มกับเนื้อปลาแล้วกันนะ เหมือนวันแรกที่เจอกันไง” ต้าหมินยิ้มอยู่ในหน้า พอเห็นอาการโนะฮิเมะดีขึ้นเลยอดหยอกล้อไม่ได้
“อืม”
ผู้หญิงที่คอยอยู่ด้านนอกจากไปทันที
“ใครน่ะหน้าตาคุ้นจัง” โนะฮิเมะถามด้วยความสงสัย
“ไม่ผิดที่เจ้าจำไม่ได้ ก็พี่สาวสวยขึ้นผิดหูผิดตานี่นา ‘นิชิ’ สาวชาวบ้านที่พบกันตอนนั้นไง”
ต้าหมินเลี่ยงไม่กล่าวถึงสามีเพื่อไม่ให้พี่สาวเสียใจ
“อา... คนเราแต่งตัวแล้วเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ ว่าแต่ข้าสลบไปนานเท่าใด”
เด็กชายชูนิ้วเลขหนึ่ง
“อืม... ไม่เคยเจอพลังตีกลับอย่างนี้มาก่อน ยังดีแค่วันเดียว”
“อือ อือ อืม”
“ทำเสียงอะไรของเจ้า”
“ไม่ใช่หนึ่งวันหนึ่งอาทิตย์ต่างหาก ข้านี่ตกใจแทบแย่ ยังดีที่บาดแผลภายนอกไม่เท่าไรเหมือนเจ้าแค่หลับไปนานหน่อยน่ะ คนขี้เซาก็แบบนี้”
“หือ?”
เด็กหญิงก้มดูตัวเอง ชุดใหม่เสื้อคลุมสีชมพูลายบ๊วย เปิดคอเสื้อเห็นเสื้อตัวในตัวใหม่ ใบหน้าอดเห่อร้อนไม่ได้ ไม่ทันได้ฟังคำอธิบายของเด็กชาย มือขวายกขึ้นเตรียมลงมือด้วยความขวยเขิน โชคดีเสียงหนึ่งดังขึ้นก่อน
“คุณหนูไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ข้าเป็นคนเปลี่ยนให้เอง” นิชิเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับข้าวต้มหอมกรุ่นในชามกระเบื้อง บนถาดยังมีผักดองใส่ในถ้วยเล็กเป็นเครื่องเคียง
“พวกท่านคงมีเรื่องให้สนทนากันอีกมาก ถ้าอย่างนั้นขอตัวก่อนมีอะไรเรียกได้นะเจ้าค่ะ” หน้าตาที่เคยเศร้าหมองของนิชิค่อยบรรเทาเบาบาง อาจเกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้
เมื่อหญิงสาวเดินห่างออกไป การสนทนาอย่างจริงจังค่อยเริ่มขึ้น
“ไหนเล่ามาสิ ช่วงที่ข้าสลบไปเกิดอะไรบ้าง”
“เออ อา อืม ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ประกาศศักดา เล่าความจริง พาพี่สาวกลับบ้านและกำราบพยัคฆ์น่ะ”
“หา! เลิกล้อเล่นสักที ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เด็กชายทำหน้าเจื่อนอย่างคนรู้สึกผิด เอื้อนเอ่ยทุกอย่างตามจริง
คืนนั้น
เสียงการต่อสู้พอให้ได้ยินเป็นระยะ บางครั้งค่อย บางครั้งเบา บางครั้งดัง ต้าหมินไม่แน่ใจว่าตนเองหูดีหรือยามค่ำคืนเงียบสงัด อย่างหลังน่าจะเป็นไปได้มากกว่า เพราะค่ำคืนแบบในให้บรรยากาศเหมือนเดินในซอยเปลี่ยว รู้สึกมีใครกำลังเฝ้ามอง หูได้ยินเสียงนู่นนี่ตลอด
ถึงเขาจะเชื่อใจโนะฮิเมะแต่กับศัตรูที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ก็แอบหวั่นใจไม่น้อย น่าเสียดายถ้าไม่ติดว่ากลัวแมวละก็ ป่านนี้คงมองเหตุการณ์ผ่านดวงตาของชิกิงามิไปแล้ว จะได้ไม่ต้องมากังวลอยู่แบบนี้
หากเป็นเหมือนครั้งมังกรปีศาจก็คงดี ตอนนั้นมีอาวุธครบมือนึกจะส่งทหารไปเป็นกองหนุนมากกว่านี้ก็ง่าย การต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งกับห้าสิบต่อหนึ่ง ไม่บอกก็รู้ว่าฝ่ายไหนมีโอกาสชนะมากกว่า อย่างน้อยสามารถรุกรบเป็นระบบโนะฮิเมะจะได้มีเวลาพักไม่เหนื่อยจนเกินไป
เฮ้อ! ถ้าไม่ติดว่าอาวุธของทหารห้าสิบคนหนักเกินไปละก็…
ต้าหมินได้แต่โทษความไม่รอบคอบของตัวเอง เซียนจิ้งจอกแดงอุตส่าห์ย้ำหลายครั้งว่าอาวุธแค่นี้จะพอหรือ เขามัวคิดแต่เรื่องปลอมตัว จนลืมไปว่าถึงเด็กสองคนจะปลอมเป็นเณร มีพระอาจารย์อยู่รูปหนึ่งแล้ว แต่ชิกิงามิตนอื่นสามารถปลอมเป็นโยมอุปัฏฐากหรือคนคุ้มกันคอยติดตาม ไม่ว่าของอะไรล้วนฝากได้หมด
“เวร! ตอนนั้นคิดแต่จะให้พี่ตุ๊กตาถือของ ไป ๆ มา ๆ ไม่อาจให้พระอาจารย์ถือของมาก ท่านไม่ใช่กุลีสักหน่อย สัมภาระเลยลดลง”
พอคิดได้แบบนี้ต้าหมินทำท่ามุทรา ยันต์แผ่นหนึ่งลอยออกมาจากแขนเสื้อกลายเป็นชายหนุ่มเค้าหน้าธรรมดา ในบรรดาทหารทั้งสี่สิบเก้าคนผู้นี้หน้าตาดาษดื่นที่สุดคงไม่มีใครจดจำ แต่เพื่อความไม่ประมาทเขาสั่งให้ใช้โคลนถูทาใบหน้าอีกชั้นหนึ่ง
“ต่อไปฝากงานแบกหามด้วยนะ”
ในสมองน้อย ๆ จินตนาการชิกิงามิตนนี้สะพายอาวุธเต็มตัว หอก ธนู ง้าว ดาบ กระบี่ กระบองเขี้ยวสุนัขป่า ยิ่งคิดยิ่งคล้ายเบงเค*อยู่เหมือนกัน
“ฮะ ฮ่า ถ้าอย่างนั้นเราคงเป็นโยชิซึเนะ**สินะ” เด็กชายหัวเราะคิกคัก
ภายนอกเหมือนสนุกสนานไม่ทุกข์ร้อน ความจริงข้างในกังวลอย่างยิ่ง ถ้าไม่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยจิตใจคงไม่อาจผ่อนคลาย ถือเป็นหนึ่งในวิธีคลายความเครียดที่ติดเป็นนิสัย
‘หาความสุขกับเรื่องเล็กน้อย’
ระหว่างคิดนู่นนี่เท้าไม่เคยหยุดนิ่ง ก้าวต่อไปเรื่อยจนพอมองเห็นเนินศาลเจ้าราง ๆ อีกไม่เกินร้อยเมตรก็จะถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ระยะห่างเท่านี้หากเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นมาสามารถช่วยโนะฮิเมะได้ทัน ต่อให้ไม่อาจสังหารศัตรูแต่อย่างน้อยเรื่องพาหนีนั้นมั่นใจ
อย่างไม่ทันตั้งตัวเกิดเสียงกัมปนาทดังขึ้น พื้นดินสั่นสะเทือน ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ลมพายุหมุนวนพัดหมู่เมฆกระจาย ต้าหมินรู้สึกหลอนคล้ายกาลเวลาหยุดนิ่ง โลกทั้งใบหยุดเคลื่อนไหว ความรู้สึกนี้คลับคล้ายกับเวลาประสบอุบัติเหตุ ต่างกันแค่ตัวเขาไม่ได้เห็นภาพเหตุการณ์เก่า ๆ ในอดีตหรือเห็นภาพภาพสโลว์โมชั่นเท่านั้น
‘เหตุคุกคามถึงชีวิต’
ครั้งหนึ่งรถกระบะส่งของที่ขับอยู่ข้างหน้าเกิดยางระเบิด พอดีกับรถของเขาขับตามหลัง เมื่อรถคันหน้าเริ่มเสียการทรงตัว อยู่ ๆ ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นภาพสโลว์โมชั่น เหมือนทุกอย่างรอบตัวเคลื่อนที่ช้าลง ช่วยให้มีเวลาตัดสินใจ ตอนนั้นมีทางเลือกสามประการ
หนึ่ง ขับตามหลังต่อไปรอดูสถานการณ์
สอง รอให้คันหน้าขับเข้าไหล่ทาง
สาม ขับแซงไปทางขวา
เขาเลือกข้อสุดท้าย
‘อย่ารอให้คนอื่นมาลิขิตชีวิตเรา’
มือขวาทำท่ามุทรา อัญเชิญชิกิงามิและของวิเศษเต็มกำลัง กระโดดขึ้นหลังนกพิราบ เหินขึ้นฟ้าทันที
เป้าหมาย... ศาลเจ้า!
*เบงเค (弁慶) พระนักรบที่มีชื่อเสียงด้านความจงรักภักดี โด่งดังจากการท้าประลองกับซามูไรทุกคนที่เดินผ่านสะพานโกะโจในนครเฮอัน (เกียวโต) จนสะสมดาบได้ถึง 999 เล่ม สุดท้ายพ่ายแพ้ให้กับ Minamoto no Yoshitsune และยอมสวามิภักดิ์กลายเป็นขุนพลผู้ภักดีต่อเขาในที่สุด
**มินะโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ (源義経 ค.ศ. 1159 – 1189) นายพลแห่งตระกูลมินะโมะโตะ ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นซามูไรที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น บุตรชายคนที่เก้าของมินะโมโตะ โนะ โยชิโตะโมะ
โยชิซึเนะร่วมมือกับพี่ชายต่างมารดา มินะโมโตะ โนะ โยะริโตะโมะ (源頼朝 ค.ศ. 1147 – 1199) สังหารศัตรูเพื่อล้างแค้นให้บิดา แต่ทว่าหลังได้รับชัยชนะพี่ชายเกิดระแวงและริษยาในความเก่งกาจของน้อง จึงลงมือไล่ล่าสังหาร สุดท้ายพี่ชายขึ้นเป็นโชกุน ผู้นำทางทหารคนแรกในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ก่อตั้งรัฐบาลบาคุฟุ เกิดยุคใหม่คือยุคคามากูระ