ระเบิดภูติเริ่มทำงานและทำลายทุกสิ่งในระยะรัศมียี่สิบเมตรโดยรอบของมัน
เหล่าทหารหาญที่ประจำตำแหน่งรบต่างตื่นตระหนกเพราะการโจมตีที่ไม่คาดคิดนี้
แผ่นระเบิดรูปร่างที่แบนราบเรียบ มีความอ่อนนุ่มคล้ายผ้าไหมทอขนาดสิบคูณสิบเซนติเมตรจำนวนกว่าร้อยแผ่นกำลังเริ่มทำปฏิกิริยาสลายโมเลกุล
มันแตกตัวแผ่ขยายออกด้วยสารกระตุ้น แล้วทำการดูดกลืนพลังงานจากโมเลกุลโดยรอบตัวของมัน
วัตถุและสสารที่อยู่โดยรอบถูกทำให้สลายกลายเป็นประจุโปรตอนและอิเล็กตรอน
กระบวนการที่ฝืนธรรมชาตินั้น ส่งผลให้พลังงานและโคงสร้างโมเลกุลเริ่มสูญเสียเสถียรภาพ
พลังงานที่มากล้นได้ถูกบีบอัด ดูดกลืนทุกสิ่งทั้งมวลแม้แต่แสงสว่างจนเป็นพื้นที่มืดบอด ก่อนจะกลายเป็นพลังงานที่แตกตัวออกมาทำลายทุกสิ่งในระยะรัศมียี่สิบเมตร
ไม่มีสิ่งใดที่สามารถรอดจากการทำลายล้างนี้ได้
ป้อมปราการปืนใหญ่
โรงงานผลิตอาวุธ
เส้นทางรถไฟ
โรงเก็บเครื่องบินกับรันเวย์ที่ใช้ขึ้นบิน
โรงเก็บรถถัง
คลังแสงของเมือง
โรงไฟฟ้ากับสาธารณูปโภคทุกสาย
สถานที่สำคัญดังกล่าวกำลังถูกระเบิดภูติกลืนกินลงไปในวันวนสีดำที่ไร้แสงสว่าง
เครื่องบินรบที่จอดรอเตรียมออกบินในท่าอากาศยานถูกทำลายย่อยยับ
สรรพอาวุธในคลังแสงถูกกินจนสิ้นไม่เหลือ
เส้นทางรถไฟอันเปรียบเสมือนสายโลหิตของเมืองถูกตัดขาด
ไฟฟ้ากับสาธารณูปโภคหยุดชะงัก ทั่วทั้งเมืองฮิวซีตี้ได้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากคนอัมพาต
แม้แต่รถถังที่จอดรอเตรียมออกรบยังถูกตัวอาคารถล่มทับไม่มีเหลือ
แต่ฝันร้ายของมนุษย์ยังไม่จบ
หลังจากเกิดระเบิดภูติ แผ่นดินรอบเมืองนอกกำแพงคอนกรีตสูงกว่าสามสิบเมตรก็เริ่มสั่นไหว
กองกำลังสามแสนห้าหมื่นของอาร์โธร์โพดาที่นำโดย [ขุนพลไร้พ่าย ฮอร์เนส] ได้ผุดขึ้นมาจากผิวดิน
ส่วนที่ภายในเมืองเองยังมีหน่วยลอบสังหารของคอมมิวกับภูติจัสเซียร์อยู่อีกเผ่าละห้าสิบนาย
ระเบิดภูตินั้นได้กลายเป็นเสียงกลองคำรามเปิดสงคราม
หน้าที่ของหน่วยฮอร์เนสคือการบุกโจมตีจากทุกทิศทาง ส่วนหน่วยลอบสังหารนั้นจะทำหน้าที่สนับสนุนในเงามืดแทน
ทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศใต้ ทั้งสามทิศรอบเมืองถูกถมเต็มด้วยกองทัพสีส้มของฮอร์เนส
“โจมตี! ”
ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส] บุรุษผู้เป็นมดทหารระดับสูงได้ออกคำสั่งผ่านคลื่นสมองกระจายออกไปทั่วสนามรบ
ชุดเกราะแขนกลของพวกเขาเริ่มส่องประกายแสงสว่างเจิดจ้า พลังงานของผู้สวมใส่ถูกสูบออกไป และถูกเสริมไปเป็นกล้ามเนื้อกับความแข็งแกร่งของชุดเกราะอันทรงพลัง
ดาบและหอกในมือทั้งสี่ของนักรบถูกประสานเข้าหากัน ส่องประกายแสงสว่าง และยิ่งคลื่นพลังงานแรงสูงออกไป
เส้นแสงสีฟ้าที่ร้อนกว่าหนึ่งพันองศาวิ่งตัดผ่านอากาศ เข้าปะทะกำแพงคอนกรีตตรงหน้า แผดเผาเหล่าทหารหาญที่กำลังตื่นตระหนกของเผ่ามนุษย์จนล้มตายนับหมื่น
เพียงแค่เริ่มต้นส่งคราม กองทัพฝ่ายมนุษย์ก็สูญเสียกำลังพลไปถึงเจ็ดหมื่นนายแล้ว
แต่ทว่าความหวังของพวกเขายัง มิ ได้สูญสิ้นไป
“เปิด [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] เดียวนี้! ”
แทนที่จะมามัวตื่นตระหนกกับความเสียหาย สู้รีบออกคำสั่งโจมตีรับมือยังจะดีเสียกว่า
[ทอม] สุดยอดผู้บัญชาการกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์ [นาโต] ได้สั่งการออกไปหยั่งทุกหน่วย แม้แต่หน่วยที่อยู่นอกเหนืออำนาจของตัวเองด้วย
น้ำเสียงที่ดังก้องและเด็จขาดของเขาได้ปลุกสติของกองทัพฝ่ายมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง
ถึงจะไม่มีแหล่งจ่ายไฟฟ้าแล้ว แต่ใช่ว่าฐานทัพทางการทหารจะไม่มีแหล่งปั่นไฟสำรองเลย
เครื่องจักรปั่นไฟส่งเสียงคำรามลั่น พร้อมกับพ่นไอพิษสีดำจากการเผาไหม้ออกมา
วัตถุทรงกลมสีดำผิวเรียบเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับที่อาวุธอันเป็นไพ่ตายของมนุษย์เริ่มทำงาน
[คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] ได้ระเบิดคลื่นความถี่ที่เป็นอันตรายต่อสมองของเผ่าอาร์โธร์โพดาออกไป
“นี่มัน!? ”
เนื่องจากกองทัพสีส้มของฮอร์เนสบุกเข้าประชิดเมืองแทบจะในทันที เลยทำให้ทหารทั้งหมดสามแสนห้าหมื่นนายของเขาอยู่ในรัศมีโจมตีอันรุนแรงของมัน
กองกำลังสีส้มที่ปีนป่ายและโจมตีเข้าใส่กำแพงเมืองของมนุษย์ต่างหยุดเคลื่อนไหว
พวกเขาล้มตัวลงไปกองกับพื้นดิน ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง และปวดทรมานกับสมองที่แทบจะปริแตกออกมาได้
หน่วยลอบสังหารของคอมมิวเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน
“อ๊ากกกก! ”
เขาที่ซ่อนตัวอยู่มุมมืดของกำแพงเมืองเริ่มกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานพร้อมกับหน่วยรบสีขาวของเขา
มีเพียงแค่หน่วยภูติวารีของจัสเซียร์เท่านั้น ที่รอดจากอาวุธ [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] มาได้
ด้วยเสียงกรีดร้องที่ดังก้องนี้ จึงทำให้คอมมิวถูกพบตัวอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่พบตัวเธอคือเทพสงคราม [เฉินซิง]
สตรีชาวจีนร่างยักษ์สูงสองเมตรซึ่งนับถือเทพกวนอู ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับปืนไฟและง้าวที่พาดเอาไว้ ณ ใจกลางแผ่นหลังของเธอ
“มีฝูงหนูอยู่ที่นี่ด้วยหรือ? ”
เฉินซิงไม่รอช้าแล้วนำหน่วยรบของเธอที่มีจำนวนยี่สิบนายเข้าบุกทำลายศัตรูตรงหน้า
ปืนไฟถูกพ่นออกไปอย่างรุนแรง
“ใครจะยอมละพวย! ”
ภูติวารีตัวน้อยรีบเข้ามาขวางเอาไว้
บาเรียภูติของเขาได้แหวกเปลวไฟแยกออกเป็นสองสาย
จัสเซียร์เริ่มตระหนักได้ถึงอันตรายที่กำลังเกิดขึ้น
แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงแทบจะในทันที
ที่ริมผาทั้งสองฝั่งนอกกำแพงเมืองฮิวซิตี้ได้มีกองทัพจำนวนหนึ่งแสนของมนุษย์ปรากฏกายขึ้นมา
“ทุกหน่วยโจมตี! ”
เสียงคำรามของบุรุษชาติไทยผู้ห้าวหาญ จ้าวแห่งยุทธหัตถี [แดง] กำลังส่งเสียงดังสั่นสะท้านไปทั่วหุบเขา
เขาใช้ปืนกล M16 มาตรฐานของกองทัพ กับพกง้าวเอาไว้อีกเล่มเป็นอาวุธสำรอง
กองทัพจำนวนหนึ่งแสนเริ่มลั่นโจมตีด้วยปืนครกที่ติดตั้งเรียงรายเอาไว้ทั่วหุบเขา
กองทัพโดรน [รีปเปอร์-ต่างโลก] กับ [VT-4-ไร้คนขับ (ต่างโลก) ] จำนวนอย่างละห้าพันยูนิตวิ่งออกตัวเป็นแนวหน้าเข้าปะทะกับอริศัตรู
ระเบิดพวยพุ่งเป็นแนวยาว รถถังโดรน VT-4 ตีบตะขาบวิ่งเหยียบย่ำเหล่าทหารมดที่ดิ้นทุรนทุรายอยู่กับพื้น และตบท้ายด้วยระเบิดเคมี [แก๊สมัสตาร์ด] ลงใจกลางกองกำลังสีส้มของฮอร์เนส
เพียงแค่พริบตาเดียว ทิศทางลมของสงครามก็ฉับพลันเปลี่ยนไปในทันที
กองกำลังสีส้มถูกคร่าชีวิตจากการโจมตีระลอกแรกไปถึงเจ็ดหมื่นนาย
“เตรียมโจมตีระลอดสอง-ยิง! ”
แดงไม่ปล่อยโอกาสให้ศัตรูได้พักหายใจแล้วเริ่มสั่งโจมตีระรอกสองออกไป
“มีแค่เราที่เคลื่อนไหวได้ เราต้องทำอะไรสักอย่างพวย~”
จัสเซียร์คิดเช่นนั้นแล้วเริ่มบินขึ้นสูง
“จะหนีไปไหน! ”
เฉินซิงยิงปืนไฟไล่หลังพวกเขา แต่ทว่ากลุ่มของจัสเซียร์นั้นได้บินทิ้งห่างออกไปไกลแล้ว
“ชิ งั้นเล่นงานเจ้าพวกนี้แทนแล้วกัน”
เมื่อรู้ว่าไร้ประโยชน์ที่จะไล่ตามไป เฉินซิงจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่กลุ่มของคอมมิวแทน
หน่วยของเธอทั้งหมดยี่สิบคนเดินเข้าล้อมกลุ่มมดทหารองค์รักษ์ที่มีขนาดตัวสามเมตรอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว
เปลวไฟสีม่วงถูกพ่นออกมาจากปลายกระบอก สิ่งนั้นแผดเผากายเนื้อของผู้สวมใส่ที่อยู่ใต้ชุดเกราะอันทรงพลังนั้น
คอมมิวรู้สึกว่าร่างกายและสมองกำลังจะหยุดทำงานลง
“ (ไม่มีทางรอดแล้ว…) ”
คอมมิวคิดเช่นนั้น
แต่เขาเองก็เป็นขุนพลคนหนึ่งของเผ่าอาร์โธร์โพดา เขาไม่มีทางยอมที่จะมาตายง่าย ๆ แบบนี้หรอก
เพราะฉะนั้นเขาจึงได้--
“ถ้าจักต้องตาย ก็ขอลากแกตายไปพร้อมกันด้วย! ”
--เขาจึงได้ตัดสินใจที่ลากคอศัตรูไปตายพร้อมกัน
คอมมิวลุกขึ้นยืน เขาฝืนทนต่อความเจ็บปวดที่บ้าคลั่งภายในสมอง แล้ววิ่งตรงไปทางเฉินซิง
เฉินซิงที่เห็นว่ากำลังจะถูกโจมตีระยะประชิดนั้น ได้รีบยกปืนขึ้นมาป้องกันมีดทั้งสี่เล่มที่แหวกม่านไฟเข้ามาเอาไว้ได้ทัน
แต่คอมมิวรวดเร็วกว่า ทันทีที่รู้ว่าถูกรับเอาไว้ได้ เขาก็ยอมละทิ้งมีดทั้งสี่เล่มนั้นไป แล้วกระโดดกางปีกบินขึ้นสูงพร้อมกับใช้ขาทั้งสองข้างคว้ามีดเล่มใหม่ออกมาปาโจมตีใส่เธอ
มีดเหล็กกล้าที่ถูกปามาอย่างรุนแรงนั้นเจาะทะลุถังแก๊สเข้าเต็ม ๆ
เฉินซิงรีบโยนถังแก๊สของปืนไฟทิ้งไปก่อนที่มันจะระเบิดออกมา
เปลวไฟขนาดย่อมได้ระเบิดออกขั้นกลางระหว่างคอมมิวกับเฉินซิง
ในเวลาเดียวกันนั้น คอมมิวก็เห็นว่าลูกน้องของตนถูกลูกน้องของอีกฝ่ายฆ่าทิ้งไปหมดแล้ว
“ลูกน้องของผม…”
คอมมิวเริ่มหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายเลือด
เขาบินถลาแหวกม่านระเบิดไฟจนร่างกายลุกท่วมไปด้วยความร้อนสีแดงฉาน
ใช้แขนและขารวมกันทั้งหมดหกข้างถือมีดพร้าเข้าโรมรันเฉินซิงจากที่สูงด้วยการกางปีกบิน
เฉินซิงเปลี่ยนไปใช้ง้าวแล้วรุกรับเพลงยุทธ์กับเขาราวสิบบทเพลงได้อย่างงดงาม
ทั้งคู่รุกรับอย่างมีชั้นเชิง โหมโรมรันราวพายุอย่างไม่มีใครเสียเปรียบใคร
ไม่สิ คงต้องบอกว่าถ้าคอมมิวไม่เจอ [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] เขาคงต่อสู้ได้ดีกว่านี้ไปแล้ว
“อั๊ก! ”
แล้วก็เป็นฝ่ายคอมมิวที่พ่ายแพ้ไปอย่างน่าอดสู
เขาเริ่มเคลื่อนไหวช้าลงอันเนื่องจากสมองที่ปวดจนแทบปริแตก อีกทั้งยังฝืนใช้พลังของชุดเกราะในสภาพแบบนั้น เลยทำให้พลังงานภายในร่างกายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้นไม่มีเหลือ
เขาไม่เหลือแรงพอที่จะเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกต่อไป
ง้าวของเฉินซิงนั้นได้วาดลวดลายที่น่าทึ่ง และเล็งเสียบเข้าไปในช่องว่างของชุดตรงปีกใจกลางหลังของเขา
เลือดสีเขียวจำนวนมากไหลทะลักออกมาให้เห็น
คอมมิวรู้สึกว่าสติของตัวเองกำลังจะจางหายไป
“จบแล้วสินะ”
เฉินซิงดึงง้าวออกมา แล้วหันกลับไปสั่งลูกน้องของตนให้กลับไปประจำตำแหน่ง
แต่นั่นเป็นข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ของเธอ
เพราะว่าเผ่าอาร์โธร์โพดานั้นมีพลังชีวิตที่ยืนยาวกว่าที่เธอคาดการนัก
คอมมิวใช้พลังเฮือกสุดท้ายพุ่งทะยานเข้าใส่เธอจากด้านหลัง
เขี้ยวที่ยาวหนึ่งเมตรของเขาได้แทงทะลุหน้าอกของเธอ ก่อนจะง้างออกกว้างจนร่างกายของเธอขาดครึ่งอย่างน่ากลัว พร้อมกับชีวิตของคอมมิวที่หมดลมหายใจไปพร้อมกัน
“อ๊าก! ”
ที่เหนือกำแพงเมืองฮิวซิตี้กำลังมีการโจมตีด้วยหยาดน้ำกรดซัลฟิวริกที่เข้มข้นรุนแรงจากฟากฟ้า
จัสเซียร์ได้พาหน่วยของเธอที่มีเพียงห้าสิบคนบินสูงขึ้นไปแปดพันฟุต แล้วเริ่มสร้างน้ำกรดอันแสนเข้มขนเตรียมเอาไว้
ไม่มีมนุษย์คนใดที่สังเกตุถึงกลุ่มเล็ก ๆ ของเขาบนผืนฟ้าที่กว้างใหญ่นี้ เพราะที่ตรงหน้าของพวกเขามีกองกำลังของฮอร์เนสจำนวนนับแสนดึงดูดสายตาอยู่
หยาดน้ำกรดจำนวนเข้มข้นเหล่านั้นได้ทำลาย [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] ที่วางกระจายอยู่แต่ละจุดได้อย่างแม่นยำราวจับวาง
ส่วนสาเหตุที่เขาโจมตีใส่มัน เพราะเขาคาดการจากจำนวนทหารที่ใช้ป้องกันมัน
พวกมนุษย์นั้นใช้ทหารปกป้องมันจำนวนมากกว่าปกติจนผิดสังเกตุ จึงไม่แปลกที่จัสเซียร์จะคิดว่าต้นเหตุอันเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นกับพันธมิตรของเขานั้นเกิดขึ้นจากอุปกรณ์ทรงกลมเหล่านี้
กรดที่รุนแรงเริ่มแผดเผากัดกร่อนอย่างรุนแรง มันไหลทะลุผิวจากยอดสุด ทะลุเข้าไปข้างในเครื่อง และทำลายระบบภายในจนไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป
[คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] ที่ตั้งอยู่ทิศเหนือทั้งหมดได้หยุดทำงานลง
“แฮก… แฮก… หายเจ็บ… แล้ว…”
ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส] ใช้ง้าวยักษ์ในมือยันร่างขึ้นมา
เขากระพริบสายตาเพื่อตรวจสอบสภาพของกองทัพที่น่าเวทนาของเขา
กองทัพที่อยู่ทิศตะวันออกกับใต้ยังคงถูกคลื่นความถี่เล่นงานอยู่
มีเพียงแค่กองกำลังของเขาในทิศเหนือซึ่งเหลือเพียงราวหนึ่งหมื่นนาย ที่ยังพอเคลื่อนไหวได้
และสภาพการโดยรวมนั้น ทหารของเขาเหลือเพียงแค่ห้าหมื่นนายจากเดิมที่มีถึงสามแสงห้าหมื่นนายแล้ว
แต่จำนวนที่น้อยลงนี้หาได้มีปัญหากับตัวฮอร์เนสเลยสักนิด
ขอแค่เขาเคลื่อนไหวได้ เขาก็จะสามารถพลิกเปลี่ยนทิศทางลมของสงครามได้อีกครั้ง
เพราะว่าเขาคือ [ขุนพลไร้พ่าย] ของเผ่าอาร์โธร์โพดานั่นเอง
“ทุกหน่วย ตามข้าพเจ้ามา! ”
ว่าแล้วฮอร์เนสก็เริ่มวิ่งบุกเข้าไปทางทิศเหนือพร้อมกับเร่งพลังของชุดเกราะอีกครั้ง
เขาไม่สนใจกองทัพของแดงที่ประจำการอยู่ริมผาทางตะวันตกนอกเมือง ไม่สนใจกองทัพโดรนที่กำลังโจมตีด้วยอาวุธเคมี แล้ววิ่งตรงไปที่กำแพงเมืองด้วยความเร็วระดับสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงแทน
มันเป็นความเร็วที่บ้าบอมาก
ง้าวในมือของเขาถูกยกขึ้นสูงแล้วฟันใส่กำแพงคอนกรีตที่หนาตรงหน้าอย่างรุนแรง คมโลหะที่ถูกโอบอุ้มด้วยพลังงานคลื่นความร้อนสูงของเขานั้น ได้ฟันกำแพงคอนกรีตที่หนาทึบตรงหน้าขาดแยกออกเป็นสองท่อน
สิ่งที่เขาทำลงไปนั้น ไม่มีใครในเผ่าอาร์โธร์โพดาแม้แต่คนเดียวที่สามารถเลียนแบบได้
“เจ้านั่นเป็นปีศาจหรือยังไงเนี่ย! ”
แดงที่เห็นภาพแสนน่ากลัวนั้นเอยตะโกนออกมาด้วยความตื่นตกใจ
และเมื่อกำแพงถูกเจาะเป็นรูกว้าง คลื่นกองทัพอันน่ากลัวของฮอร์เนสก็จัะสามารถไหลทะลักเข้าไปบุกได้อย่างอิสระ
แต่เนื่องจากเขาวิ่งนำมาคนเดียว และไม่มีลูกน้องคนไหนของเขาที่ตามความเร็วทัน เลยทำให้ขุนพลฮอร์เนสมีสภาพที่คล้ายกับถูกทิ้งเอาไว้ในแนวหน้าเพียงเดียว
ในเวลาเดียวกัน [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] ที่กำแพงด้านทิศตะวันออกกับใต้ก็ถูกทำลายทิ้งโดยฝีมือของจัสเซียร์
“พวย! ”
แต่ทว่าเขามาไดไกลเพียงแค่นี้
พวกเขาถูกจับได้ในการโจมตีสุดท้าย
หน่วยภูติขนาดเล็กที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้าจำนวนห้าสิบนายถูกปืนต่อต้านอากาศจากศูนย์บัญชาการยิงถล่มจนไม่เหลือในชั่วพริบตา
อาคารคอนกรีตสูงสี่สิบเมตรซึ่งวางผังทรงแปดเหลี่ยมได้เริ่มเคลื่อนไหว
[คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] เครื่องสุดท้ายถูกดันตัวขึ้นสูงมาที่ดาดฟ้าของอาคาร
เจ้าเครื่องนี้เป็นเครื่องสุดท้ายที่พวกเขามี และยังเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่กว่าสิบเมตร
มันสามารถสร้างคลื่นความถี่ได้ไกลถึงยี่สิบกิโลเมตรเลยทีเดียว
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของฮอร์เนสอีกต่อไป เพราะว่าจากตำแหน่งที่เขายืนอยู่นั้น มันห่างจากเครื่องที่ว่าอยู่เพียงแค่สิบห้ากิโลเมตรเท่านั้นเอง
มันเป็นระยะที่เขาสามารถรับรู้และโจมตีถึงมันได้ด้วยคลื่นสมองของเขา
ฮอร์เนสหยิบมีดคู่ใจออกมาหนึ่งเล่ม แล้วเร่งพลังงานของชุดเกราะ ปล่อยให้มันดูดพลังงานภายในร่างกายออกไป แล้วเคลื่อนไหวพลังงานทั้งหมดไปที่แขนขวาของเขา ก่อนจะขว้างมันออกไปประดุจกระสุนเรลกันที่รุนแรง
คลื่นกระแทกอากาศได้พุ่งกระจายออกเป็นวงกว้าง มีดเล่มนั้นพุ่งปะทะ [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] เครื่องสุดท้ายอย่างรุนแรง
สิ่งก่อสร้างทรงกลมขนาดสิบเมตรหลุดกระเด็นออกจากฐานตั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ ก่อนที่มันจะกลิ้งกระเด็นออกไปนอกฐานบัญชาการที่ห่างออกไปราวสามสิบเมตร
“เอาละ ได้เวลาสนุกแล้วสินะ”
ฮอร์เนสพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับควงง้าวแล้วบุกเดี่ยวเข้าไปในเมืองฮิวซิตี้โดยไม่คิดที่จะรอลูกน้องของพวกเขาอีกต่อไป
***นักรบยันเดเระ [แครอท]
“วุ่นวายชิบหายเลยแฮะ”
ฉันที่กำลังแบกบานาหนีออกมานั้น กำลังหลบซ่อนอยู่ในถังขยะตรงมุมหนึ่งของเมือง
เป้าหมายของฉันคือบริเวณที่เจ้าโทเมรออยู่ตรงลานเกษตรในทิศตะวันตก แต่เพราะความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เลยยังทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวไปได้ไกลมากกว่านี้
ใครจะไปคิดกันละว่ามันจะเกิดสงครามขึ้นมานะ
“อึ๊ก…”
“ทนอีกนิดนะบานา”
“... ขอบคุณมาก”
บานาเองก็ดูท่าจะทรมานกับพิษของบาดแผลอยู่ด้วย
จิตใจของฉันเริ่มรู้สึกร้อนรนเป็นอย่างมาก
แต่ว่านี่ไม่ใช่โอกาสอันดีในการลบเผ่ายักษาน้อยหรอกหรือยังไง?
แถมยังเป็นการแก้แค้นที่พวกมันบังอาจมาทรมานบานาของฉันแบบนี้ด้วย
ว่าแล้วคงต้องใช้สิ่งนั้นแล้วสินะ
ฉันหยิบแตรเขาสัตว์ส่วนตัวออกมา
มันคือแตรสัญญาณที่ฉันใช้ควบคุมฝึกพวกอสูร
ถ้าหากฉันเป่ามันออกไป อสูรขนปุยที่หูดีจะเริ่มส่งสัญญาณต่อกันเป็นทอด ๆ และนั่นจะทำให้ฉันสามารถสั่งการพวกกองทัพอสูรที่อยู่ห่างไกลออกไปได้
แน่นอนว่านี่เป็นวิชาลับเฉพาะของฉันที่ไม่เคยบอกคนอื่นในเผ่าตัวเอง เพราะถ้าทุกคนรู้ความลับของวิธีฝึกนี้ ฉันกลัวว่าคุณค่าของตัวเองอาจจะหมดลงได้
เอาละ ได้เวลาใช้งานมันแล้ว
*ปรูนนนนน! *
เสียงแตรเขาสัตว์ของฉันดังสะท้อนไปทั่วสนามรบ
*โบร๋วววว! *
แล้วหลังจากนั้นสักพักก็มีเสียงหอนกลับมาของอสูรขนปุย
*โบร๋วววว! * *โบร๋วววว! * *โบร๋วววว! * *โบร๋วววว! *
เสียงนั้นกำลังขานรับดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขาไล่ไปในทิศเหนือ
อีกประมาณครึ่งวัน พวกมันคงมาถึงที่เมืองนี้
กองทัพอสูรที่เหลือร่วมมากกว่าหนึ่งล้านตัวกำลังกลับมาบุกเมืองฮิวซิตี้ของมนุษย์อีกครั้งแล้ว หุ หุ หุ