Age of war

    ตอนที่ 92 มหาสงคราม (2)

    ระเบิดภูติเริ่มทำงานและทำลายทุกสิ่งในระยะรัศมียี่สิบเมตรโดยรอบของมัน

    เหล่าทหารหาญที่ประจำตำแหน่งรบต่างตื่นตระหนกเพราะการโจมตีที่ไม่คาดคิดนี้

    แผ่นระเบิดรูปร่างที่แบนราบเรียบ มีความอ่อนนุ่มคล้ายผ้าไหมทอขนาดสิบคูณสิบเซนติเมตรจำนวนกว่าร้อยแผ่นกำลังเริ่มทำปฏิกิริยาสลายโมเลกุล

    มันแตกตัวแผ่ขยายออกด้วยสารกระตุ้น แล้วทำการดูดกลืนพลังงานจากโมเลกุลโดยรอบตัวของมัน

    วัตถุและสสารที่อยู่โดยรอบถูกทำให้สลายกลายเป็นประจุโปรตอนและอิเล็กตรอน

    กระบวนการที่ฝืนธรรมชาตินั้น ส่งผลให้พลังงานและโคงสร้างโมเลกุลเริ่มสูญเสียเสถียรภาพ

    พลังงานที่มากล้นได้ถูกบีบอัด ดูดกลืนทุกสิ่งทั้งมวลแม้แต่แสงสว่างจนเป็นพื้นที่มืดบอด ก่อนจะกลายเป็นพลังงานที่แตกตัวออกมาทำลายทุกสิ่งในระยะรัศมียี่สิบเมตร

    ไม่มีสิ่งใดที่สามารถรอดจากการทำลายล้างนี้ได้

    ป้อมปราการปืนใหญ่

    โรงงานผลิตอาวุธ

    เส้นทางรถไฟ

    โรงเก็บเครื่องบินกับรันเวย์ที่ใช้ขึ้นบิน

    โรงเก็บรถถัง

    คลังแสงของเมือง

    โรงไฟฟ้ากับสาธารณูปโภคทุกสาย

    สถานที่สำคัญดังกล่าวกำลังถูกระเบิดภูติกลืนกินลงไปในวันวนสีดำที่ไร้แสงสว่าง

    เครื่องบินรบที่จอดรอเตรียมออกบินในท่าอากาศยานถูกทำลายย่อยยับ

    สรรพอาวุธในคลังแสงถูกกินจนสิ้นไม่เหลือ

    เส้นทางรถไฟอันเปรียบเสมือนสายโลหิตของเมืองถูกตัดขาด

    ไฟฟ้ากับสาธารณูปโภคหยุดชะงัก ทั่วทั้งเมืองฮิวซีตี้ได้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากคนอัมพาต

    แม้แต่รถถังที่จอดรอเตรียมออกรบยังถูกตัวอาคารถล่มทับไม่มีเหลือ

    แต่ฝันร้ายของมนุษย์ยังไม่จบ

    หลังจากเกิดระเบิดภูติ แผ่นดินรอบเมืองนอกกำแพงคอนกรีตสูงกว่าสามสิบเมตรก็เริ่มสั่นไหว

    กองกำลังสามแสนห้าหมื่นของอาร์โธร์โพดาที่นำโดย [ขุนพลไร้พ่าย ฮอร์เนส] ได้ผุดขึ้นมาจากผิวดิน

    ส่วนที่ภายในเมืองเองยังมีหน่วยลอบสังหารของคอมมิวกับภูติจัสเซียร์อยู่อีกเผ่าละห้าสิบนาย

    ระเบิดภูตินั้นได้กลายเป็นเสียงกลองคำรามเปิดสงคราม

    หน้าที่ของหน่วยฮอร์เนสคือการบุกโจมตีจากทุกทิศทาง ส่วนหน่วยลอบสังหารนั้นจะทำหน้าที่สนับสนุนในเงามืดแทน

    ทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศใต้ ทั้งสามทิศรอบเมืองถูกถมเต็มด้วยกองทัพสีส้มของฮอร์เนส

    “โจมตี! ”

    ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส] บุรุษผู้เป็นมดทหารระดับสูงได้ออกคำสั่งผ่านคลื่นสมองกระจายออกไปทั่วสนามรบ

    ชุดเกราะแขนกลของพวกเขาเริ่มส่องประกายแสงสว่างเจิดจ้า พลังงานของผู้สวมใส่ถูกสูบออกไป และถูกเสริมไปเป็นกล้ามเนื้อกับความแข็งแกร่งของชุดเกราะอันทรงพลัง

    ดาบและหอกในมือทั้งสี่ของนักรบถูกประสานเข้าหากัน ส่องประกายแสงสว่าง และยิ่งคลื่นพลังงานแรงสูงออกไป

    เส้นแสงสีฟ้าที่ร้อนกว่าหนึ่งพันองศาวิ่งตัดผ่านอากาศ เข้าปะทะกำแพงคอนกรีตตรงหน้า แผดเผาเหล่าทหารหาญที่กำลังตื่นตระหนกของเผ่ามนุษย์จนล้มตายนับหมื่น

    เพียงแค่เริ่มต้นส่งคราม กองทัพฝ่ายมนุษย์ก็สูญเสียกำลังพลไปถึงเจ็ดหมื่นนายแล้ว

    แต่ทว่าความหวังของพวกเขายัง มิ ได้สูญสิ้นไป

    “เปิด [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] เดียวนี้! ”

    แทนที่จะมามัวตื่นตระหนกกับความเสียหาย สู้รีบออกคำสั่งโจมตีรับมือยังจะดีเสียกว่า

    [ทอม] สุดยอดผู้บัญชาการกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์ [นาโต] ได้สั่งการออกไปหยั่งทุกหน่วย แม้แต่หน่วยที่อยู่นอกเหนืออำนาจของตัวเองด้วย

    น้ำเสียงที่ดังก้องและเด็จขาดของเขาได้ปลุกสติของกองทัพฝ่ายมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง

    ถึงจะไม่มีแหล่งจ่ายไฟฟ้าแล้ว แต่ใช่ว่าฐานทัพทางการทหารจะไม่มีแหล่งปั่นไฟสำรองเลย

    เครื่องจักรปั่นไฟส่งเสียงคำรามลั่น พร้อมกับพ่นไอพิษสีดำจากการเผาไหม้ออกมา

    วัตถุทรงกลมสีดำผิวเรียบเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับที่อาวุธอันเป็นไพ่ตายของมนุษย์เริ่มทำงาน

    [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] ได้ระเบิดคลื่นความถี่ที่เป็นอันตรายต่อสมองของเผ่าอาร์โธร์โพดาออกไป

    “นี่มัน!? ”

    เนื่องจากกองทัพสีส้มของฮอร์เนสบุกเข้าประชิดเมืองแทบจะในทันที เลยทำให้ทหารทั้งหมดสามแสนห้าหมื่นนายของเขาอยู่ในรัศมีโจมตีอันรุนแรงของมัน

    กองกำลังสีส้มที่ปีนป่ายและโจมตีเข้าใส่กำแพงเมืองของมนุษย์ต่างหยุดเคลื่อนไหว

    พวกเขาล้มตัวลงไปกองกับพื้นดิน ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง และปวดทรมานกับสมองที่แทบจะปริแตกออกมาได้

    หน่วยลอบสังหารของคอมมิวเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน

    “อ๊ากกกก! ”

    เขาที่ซ่อนตัวอยู่มุมมืดของกำแพงเมืองเริ่มกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานพร้อมกับหน่วยรบสีขาวของเขา

    มีเพียงแค่หน่วยภูติวารีของจัสเซียร์เท่านั้น ที่รอดจากอาวุธ [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] มาได้

    ด้วยเสียงกรีดร้องที่ดังก้องนี้ จึงทำให้คอมมิวถูกพบตัวอย่างรวดเร็ว

    ผู้ที่พบตัวเธอคือเทพสงคราม [เฉินซิง]

    สตรีชาวจีนร่างยักษ์สูงสองเมตรซึ่งนับถือเทพกวนอู ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับปืนไฟและง้าวที่พาดเอาไว้ ณ ใจกลางแผ่นหลังของเธอ

    “มีฝูงหนูอยู่ที่นี่ด้วยหรือ? ”

    เฉินซิงไม่รอช้าแล้วนำหน่วยรบของเธอที่มีจำนวนยี่สิบนายเข้าบุกทำลายศัตรูตรงหน้า

    ปืนไฟถูกพ่นออกไปอย่างรุนแรง

    “ใครจะยอมละพวย! ”

    ภูติวารีตัวน้อยรีบเข้ามาขวางเอาไว้

    บาเรียภูติของเขาได้แหวกเปลวไฟแยกออกเป็นสองสาย

    จัสเซียร์เริ่มตระหนักได้ถึงอันตรายที่กำลังเกิดขึ้น

    แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงแทบจะในทันที

    ที่ริมผาทั้งสองฝั่งนอกกำแพงเมืองฮิวซิตี้ได้มีกองทัพจำนวนหนึ่งแสนของมนุษย์ปรากฏกายขึ้นมา

    “ทุกหน่วยโจมตี! ”

    เสียงคำรามของบุรุษชาติไทยผู้ห้าวหาญ จ้าวแห่งยุทธหัตถี [แดง] กำลังส่งเสียงดังสั่นสะท้านไปทั่วหุบเขา

    เขาใช้ปืนกล M16 มาตรฐานของกองทัพ กับพกง้าวเอาไว้อีกเล่มเป็นอาวุธสำรอง

    กองทัพจำนวนหนึ่งแสนเริ่มลั่นโจมตีด้วยปืนครกที่ติดตั้งเรียงรายเอาไว้ทั่วหุบเขา

    กองทัพโดรน [รีปเปอร์-ต่างโลก] กับ [VT-4-ไร้คนขับ (ต่างโลก) ] จำนวนอย่างละห้าพันยูนิตวิ่งออกตัวเป็นแนวหน้าเข้าปะทะกับอริศัตรู

    ระเบิดพวยพุ่งเป็นแนวยาว รถถังโดรน VT-4 ตีบตะขาบวิ่งเหยียบย่ำเหล่าทหารมดที่ดิ้นทุรนทุรายอยู่กับพื้น และตบท้ายด้วยระเบิดเคมี [แก๊สมัสตาร์ด] ลงใจกลางกองกำลังสีส้มของฮอร์เนส

    เพียงแค่พริบตาเดียว ทิศทางลมของสงครามก็ฉับพลันเปลี่ยนไปในทันที

    กองกำลังสีส้มถูกคร่าชีวิตจากการโจมตีระลอกแรกไปถึงเจ็ดหมื่นนาย

    “เตรียมโจมตีระลอดสอง-ยิง! ”

    แดงไม่ปล่อยโอกาสให้ศัตรูได้พักหายใจแล้วเริ่มสั่งโจมตีระรอกสองออกไป

    “มีแค่เราที่เคลื่อนไหวได้ เราต้องทำอะไรสักอย่างพวย~”

    จัสเซียร์คิดเช่นนั้นแล้วเริ่มบินขึ้นสูง

    “จะหนีไปไหน! ”

    เฉินซิงยิงปืนไฟไล่หลังพวกเขา แต่ทว่ากลุ่มของจัสเซียร์นั้นได้บินทิ้งห่างออกไปไกลแล้ว

    “ชิ งั้นเล่นงานเจ้าพวกนี้แทนแล้วกัน”

    เมื่อรู้ว่าไร้ประโยชน์ที่จะไล่ตามไป เฉินซิงจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่กลุ่มของคอมมิวแทน

    หน่วยของเธอทั้งหมดยี่สิบคนเดินเข้าล้อมกลุ่มมดทหารองค์รักษ์ที่มีขนาดตัวสามเมตรอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว

    เปลวไฟสีม่วงถูกพ่นออกมาจากปลายกระบอก สิ่งนั้นแผดเผากายเนื้อของผู้สวมใส่ที่อยู่ใต้ชุดเกราะอันทรงพลังนั้น

    คอมมิวรู้สึกว่าร่างกายและสมองกำลังจะหยุดทำงานลง

    “ (ไม่มีทางรอดแล้ว…) ”

    คอมมิวคิดเช่นนั้น

    แต่เขาเองก็เป็นขุนพลคนหนึ่งของเผ่าอาร์โธร์โพดา เขาไม่มีทางยอมที่จะมาตายง่าย ๆ แบบนี้หรอก

    เพราะฉะนั้นเขาจึงได้--

    “ถ้าจักต้องตาย ก็ขอลากแกตายไปพร้อมกันด้วย! ”

    --เขาจึงได้ตัดสินใจที่ลากคอศัตรูไปตายพร้อมกัน

    คอมมิวลุกขึ้นยืน เขาฝืนทนต่อความเจ็บปวดที่บ้าคลั่งภายในสมอง แล้ววิ่งตรงไปทางเฉินซิง

    เฉินซิงที่เห็นว่ากำลังจะถูกโจมตีระยะประชิดนั้น ได้รีบยกปืนขึ้นมาป้องกันมีดทั้งสี่เล่มที่แหวกม่านไฟเข้ามาเอาไว้ได้ทัน

    แต่คอมมิวรวดเร็วกว่า ทันทีที่รู้ว่าถูกรับเอาไว้ได้ เขาก็ยอมละทิ้งมีดทั้งสี่เล่มนั้นไป แล้วกระโดดกางปีกบินขึ้นสูงพร้อมกับใช้ขาทั้งสองข้างคว้ามีดเล่มใหม่ออกมาปาโจมตีใส่เธอ

    มีดเหล็กกล้าที่ถูกปามาอย่างรุนแรงนั้นเจาะทะลุถังแก๊สเข้าเต็ม ๆ

    เฉินซิงรีบโยนถังแก๊สของปืนไฟทิ้งไปก่อนที่มันจะระเบิดออกมา

    เปลวไฟขนาดย่อมได้ระเบิดออกขั้นกลางระหว่างคอมมิวกับเฉินซิง

    ในเวลาเดียวกันนั้น คอมมิวก็เห็นว่าลูกน้องของตนถูกลูกน้องของอีกฝ่ายฆ่าทิ้งไปหมดแล้ว

    “ลูกน้องของผม…”

    คอมมิวเริ่มหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายเลือด

    เขาบินถลาแหวกม่านระเบิดไฟจนร่างกายลุกท่วมไปด้วยความร้อนสีแดงฉาน

    ใช้แขนและขารวมกันทั้งหมดหกข้างถือมีดพร้าเข้าโรมรันเฉินซิงจากที่สูงด้วยการกางปีกบิน

    เฉินซิงเปลี่ยนไปใช้ง้าวแล้วรุกรับเพลงยุทธ์กับเขาราวสิบบทเพลงได้อย่างงดงาม

    ทั้งคู่รุกรับอย่างมีชั้นเชิง โหมโรมรันราวพายุอย่างไม่มีใครเสียเปรียบใคร

    ไม่สิ คงต้องบอกว่าถ้าคอมมิวไม่เจอ [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] เขาคงต่อสู้ได้ดีกว่านี้ไปแล้ว

    “อั๊ก! ”

    แล้วก็เป็นฝ่ายคอมมิวที่พ่ายแพ้ไปอย่างน่าอดสู

    เขาเริ่มเคลื่อนไหวช้าลงอันเนื่องจากสมองที่ปวดจนแทบปริแตก อีกทั้งยังฝืนใช้พลังของชุดเกราะในสภาพแบบนั้น เลยทำให้พลังงานภายในร่างกายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้นไม่มีเหลือ

    เขาไม่เหลือแรงพอที่จะเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกต่อไป

    ง้าวของเฉินซิงนั้นได้วาดลวดลายที่น่าทึ่ง และเล็งเสียบเข้าไปในช่องว่างของชุดตรงปีกใจกลางหลังของเขา

    เลือดสีเขียวจำนวนมากไหลทะลักออกมาให้เห็น

    คอมมิวรู้สึกว่าสติของตัวเองกำลังจะจางหายไป

    “จบแล้วสินะ”

    เฉินซิงดึงง้าวออกมา แล้วหันกลับไปสั่งลูกน้องของตนให้กลับไปประจำตำแหน่ง

    แต่นั่นเป็นข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ของเธอ

    เพราะว่าเผ่าอาร์โธร์โพดานั้นมีพลังชีวิตที่ยืนยาวกว่าที่เธอคาดการนัก

    คอมมิวใช้พลังเฮือกสุดท้ายพุ่งทะยานเข้าใส่เธอจากด้านหลัง

    เขี้ยวที่ยาวหนึ่งเมตรของเขาได้แทงทะลุหน้าอกของเธอ ก่อนจะง้างออกกว้างจนร่างกายของเธอขาดครึ่งอย่างน่ากลัว พร้อมกับชีวิตของคอมมิวที่หมดลมหายใจไปพร้อมกัน



    “อ๊าก! ”

    ที่เหนือกำแพงเมืองฮิวซิตี้กำลังมีการโจมตีด้วยหยาดน้ำกรดซัลฟิวริกที่เข้มข้นรุนแรงจากฟากฟ้า

    จัสเซียร์ได้พาหน่วยของเธอที่มีเพียงห้าสิบคนบินสูงขึ้นไปแปดพันฟุต แล้วเริ่มสร้างน้ำกรดอันแสนเข้มขนเตรียมเอาไว้

    ไม่มีมนุษย์คนใดที่สังเกตุถึงกลุ่มเล็ก ๆ ของเขาบนผืนฟ้าที่กว้างใหญ่นี้ เพราะที่ตรงหน้าของพวกเขามีกองกำลังของฮอร์เนสจำนวนนับแสนดึงดูดสายตาอยู่

    หยาดน้ำกรดจำนวนเข้มข้นเหล่านั้นได้ทำลาย [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] ที่วางกระจายอยู่แต่ละจุดได้อย่างแม่นยำราวจับวาง

    ส่วนสาเหตุที่เขาโจมตีใส่มัน เพราะเขาคาดการจากจำนวนทหารที่ใช้ป้องกันมัน

    พวกมนุษย์นั้นใช้ทหารปกป้องมันจำนวนมากกว่าปกติจนผิดสังเกตุ จึงไม่แปลกที่จัสเซียร์จะคิดว่าต้นเหตุอันเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นกับพันธมิตรของเขานั้นเกิดขึ้นจากอุปกรณ์ทรงกลมเหล่านี้

    กรดที่รุนแรงเริ่มแผดเผากัดกร่อนอย่างรุนแรง มันไหลทะลุผิวจากยอดสุด ทะลุเข้าไปข้างในเครื่อง และทำลายระบบภายในจนไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป

    [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] ที่ตั้งอยู่ทิศเหนือทั้งหมดได้หยุดทำงานลง

    “แฮก… แฮก… หายเจ็บ… แล้ว…”

    ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส] ใช้ง้าวยักษ์ในมือยันร่างขึ้นมา

    เขากระพริบสายตาเพื่อตรวจสอบสภาพของกองทัพที่น่าเวทนาของเขา

    กองทัพที่อยู่ทิศตะวันออกกับใต้ยังคงถูกคลื่นความถี่เล่นงานอยู่

    มีเพียงแค่กองกำลังของเขาในทิศเหนือซึ่งเหลือเพียงราวหนึ่งหมื่นนาย ที่ยังพอเคลื่อนไหวได้

    และสภาพการโดยรวมนั้น ทหารของเขาเหลือเพียงแค่ห้าหมื่นนายจากเดิมที่มีถึงสามแสงห้าหมื่นนายแล้ว

    แต่จำนวนที่น้อยลงนี้หาได้มีปัญหากับตัวฮอร์เนสเลยสักนิด

    ขอแค่เขาเคลื่อนไหวได้ เขาก็จะสามารถพลิกเปลี่ยนทิศทางลมของสงครามได้อีกครั้ง

    เพราะว่าเขาคือ [ขุนพลไร้พ่าย] ของเผ่าอาร์โธร์โพดานั่นเอง

    “ทุกหน่วย ตามข้าพเจ้ามา! ”

    ว่าแล้วฮอร์เนสก็เริ่มวิ่งบุกเข้าไปทางทิศเหนือพร้อมกับเร่งพลังของชุดเกราะอีกครั้ง

    เขาไม่สนใจกองทัพของแดงที่ประจำการอยู่ริมผาทางตะวันตกนอกเมือง ไม่สนใจกองทัพโดรนที่กำลังโจมตีด้วยอาวุธเคมี แล้ววิ่งตรงไปที่กำแพงเมืองด้วยความเร็วระดับสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงแทน

    มันเป็นความเร็วที่บ้าบอมาก

    ง้าวในมือของเขาถูกยกขึ้นสูงแล้วฟันใส่กำแพงคอนกรีตที่หนาตรงหน้าอย่างรุนแรง คมโลหะที่ถูกโอบอุ้มด้วยพลังงานคลื่นความร้อนสูงของเขานั้น ได้ฟันกำแพงคอนกรีตที่หนาทึบตรงหน้าขาดแยกออกเป็นสองท่อน

    สิ่งที่เขาทำลงไปนั้น ไม่มีใครในเผ่าอาร์โธร์โพดาแม้แต่คนเดียวที่สามารถเลียนแบบได้

    “เจ้านั่นเป็นปีศาจหรือยังไงเนี่ย! ”

    แดงที่เห็นภาพแสนน่ากลัวนั้นเอยตะโกนออกมาด้วยความตื่นตกใจ

    และเมื่อกำแพงถูกเจาะเป็นรูกว้าง คลื่นกองทัพอันน่ากลัวของฮอร์เนสก็จัะสามารถไหลทะลักเข้าไปบุกได้อย่างอิสระ

    แต่เนื่องจากเขาวิ่งนำมาคนเดียว และไม่มีลูกน้องคนไหนของเขาที่ตามความเร็วทัน เลยทำให้ขุนพลฮอร์เนสมีสภาพที่คล้ายกับถูกทิ้งเอาไว้ในแนวหน้าเพียงเดียว

    ในเวลาเดียวกัน [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] ที่กำแพงด้านทิศตะวันออกกับใต้ก็ถูกทำลายทิ้งโดยฝีมือของจัสเซียร์

    “พวย! ”

    แต่ทว่าเขามาไดไกลเพียงแค่นี้

    พวกเขาถูกจับได้ในการโจมตีสุดท้าย

    หน่วยภูติขนาดเล็กที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้าจำนวนห้าสิบนายถูกปืนต่อต้านอากาศจากศูนย์บัญชาการยิงถล่มจนไม่เหลือในชั่วพริบตา

    อาคารคอนกรีตสูงสี่สิบเมตรซึ่งวางผังทรงแปดเหลี่ยมได้เริ่มเคลื่อนไหว

    [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] เครื่องสุดท้ายถูกดันตัวขึ้นสูงมาที่ดาดฟ้าของอาคาร

    เจ้าเครื่องนี้เป็นเครื่องสุดท้ายที่พวกเขามี และยังเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่กว่าสิบเมตร

    มันสามารถสร้างคลื่นความถี่ได้ไกลถึงยี่สิบกิโลเมตรเลยทีเดียว

    แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของฮอร์เนสอีกต่อไป เพราะว่าจากตำแหน่งที่เขายืนอยู่นั้น มันห่างจากเครื่องที่ว่าอยู่เพียงแค่สิบห้ากิโลเมตรเท่านั้นเอง

    มันเป็นระยะที่เขาสามารถรับรู้และโจมตีถึงมันได้ด้วยคลื่นสมองของเขา

    ฮอร์เนสหยิบมีดคู่ใจออกมาหนึ่งเล่ม แล้วเร่งพลังงานของชุดเกราะ ปล่อยให้มันดูดพลังงานภายในร่างกายออกไป แล้วเคลื่อนไหวพลังงานทั้งหมดไปที่แขนขวาของเขา ก่อนจะขว้างมันออกไปประดุจกระสุนเรลกันที่รุนแรง

    คลื่นกระแทกอากาศได้พุ่งกระจายออกเป็นวงกว้าง มีดเล่มนั้นพุ่งปะทะ [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] เครื่องสุดท้ายอย่างรุนแรง

    สิ่งก่อสร้างทรงกลมขนาดสิบเมตรหลุดกระเด็นออกจากฐานตั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ ก่อนที่มันจะกลิ้งกระเด็นออกไปนอกฐานบัญชาการที่ห่างออกไปราวสามสิบเมตร

    “เอาละ ได้เวลาสนุกแล้วสินะ”

    ฮอร์เนสพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับควงง้าวแล้วบุกเดี่ยวเข้าไปในเมืองฮิวซิตี้โดยไม่คิดที่จะรอลูกน้องของพวกเขาอีกต่อไป



    ***นักรบยันเดเระ [แครอท]

    “วุ่นวายชิบหายเลยแฮะ”

    ฉันที่กำลังแบกบานาหนีออกมานั้น กำลังหลบซ่อนอยู่ในถังขยะตรงมุมหนึ่งของเมือง

    เป้าหมายของฉันคือบริเวณที่เจ้าโทเมรออยู่ตรงลานเกษตรในทิศตะวันตก แต่เพราะความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เลยยังทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวไปได้ไกลมากกว่านี้

    ใครจะไปคิดกันละว่ามันจะเกิดสงครามขึ้นมานะ

    “อึ๊ก…”

    “ทนอีกนิดนะบานา”

    “... ขอบคุณมาก”

    บานาเองก็ดูท่าจะทรมานกับพิษของบาดแผลอยู่ด้วย

    จิตใจของฉันเริ่มรู้สึกร้อนรนเป็นอย่างมาก

    แต่ว่านี่ไม่ใช่โอกาสอันดีในการลบเผ่ายักษาน้อยหรอกหรือยังไง?

    แถมยังเป็นการแก้แค้นที่พวกมันบังอาจมาทรมานบานาของฉันแบบนี้ด้วย

    ว่าแล้วคงต้องใช้สิ่งนั้นแล้วสินะ

    ฉันหยิบแตรเขาสัตว์ส่วนตัวออกมา

    มันคือแตรสัญญาณที่ฉันใช้ควบคุมฝึกพวกอสูร

    ถ้าหากฉันเป่ามันออกไป อสูรขนปุยที่หูดีจะเริ่มส่งสัญญาณต่อกันเป็นทอด ๆ และนั่นจะทำให้ฉันสามารถสั่งการพวกกองทัพอสูรที่อยู่ห่างไกลออกไปได้

    แน่นอนว่านี่เป็นวิชาลับเฉพาะของฉันที่ไม่เคยบอกคนอื่นในเผ่าตัวเอง เพราะถ้าทุกคนรู้ความลับของวิธีฝึกนี้ ฉันกลัวว่าคุณค่าของตัวเองอาจจะหมดลงได้

    เอาละ ได้เวลาใช้งานมันแล้ว

    *ปรูนนนนน! *

    เสียงแตรเขาสัตว์ของฉันดังสะท้อนไปทั่วสนามรบ

    *โบร๋วววว! *

    แล้วหลังจากนั้นสักพักก็มีเสียงหอนกลับมาของอสูรขนปุย

    *โบร๋วววว! * *โบร๋วววว! * *โบร๋วววว! * *โบร๋วววว! *

    เสียงนั้นกำลังขานรับดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขาไล่ไปในทิศเหนือ

    อีกประมาณครึ่งวัน พวกมันคงมาถึงที่เมืองนี้

    กองทัพอสูรที่เหลือร่วมมากกว่าหนึ่งล้านตัวกำลังกลับมาบุกเมืองฮิวซิตี้ของมนุษย์อีกครั้งแล้ว หุ หุ หุ