“มีคนอยู่ไหมคะ?พอดีว่ามาดูดวงน่ะ ฉันเป็ลูกค้า”
ลั่วชิงเหอพยายามเล่นบทว่าตัวเองเข้ามาใช้บริการเหมือนคนทั่ว ๆ ไปเธอกวาดสายตาเพ่งมองไปรอบ ๆ กาย แต่ก็มองเห็นอะไรไม่ได้มากเพราะด้านในไม่ได้เปิดไฟสว่างจ้า มีเพียงไฟสีม่วง ๆ สลัว ๆอยู่ที่มุมร้านด้านหนึ่งเท่านั้น
เธอเม้มปากแน่นพลางมองกลับไปด้านหลังอย่างชั่งใจชิงเหอกำลังประมวลผลว่าเธอจะถอยออกไปตั้งหลักก่อน หรือจะเดินหน้าต่อไปดีที่ต้องคิดแบบนี้เป็เพราะว่าตอนนี้ภายในร้านมีเพียงชิงเหอคนเดียวพวกตำรวจรุ่นน้องอีกสองนายคอยเฝ้าอยู่ด้านนอก
ชิงเหอพยายามเดินเลียบชิดไปตามผนังข้างๆ หล่อนควานมือไปตามแนวผนังเพื่อหาสวิตช์ไฟ กระทั่งมือไปััโดนอะไรบางอย่างหล่อนสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นว่าจู่ ๆ ห้องที่อับสลัวดันมีแสงสว่างจ้าสาดเข้าม่านตา
พอลืมตาขึ้นจึงร้อง 'อ๋อ' ออกมาอย่างโล่งใจที่แท้มือของชิงเหอก็ััเข้ากับสวิตช์ไฟนี่เอง ซึ่งภายในห้องสาดด้วยแสงสว่างจ้าก็ดีแล้วในฐานะตำรวจหญิงจะได้ค้นหาอะไรได้ง่ายขึ้นมาหน่อย
แต่ไม่นานม่านตาของตำรวจหญิงผล็อยสลดลงเมื่อเห็นว่าภายในห้องแทบไม่มีอะไรที่น่าสนใจเว้นเสียแต่ข้าวของเครื่องใช้ที่วางระเกะระกะรกลูกตาหล่อนไม่เห็นแม้แต่เงาหัวของใครสักคน ลูกค้าคนอื่น ๆ ไม่ได้อยู่ที่นี่จะถามหาแม่หมอก็ยิ่งแล้วใหญ่
ว่าแต่...ร้านไม่ได้ล็อกประตู พัดลมก็ยังเปิดอยู่ แล้วเ้าของร้านไปไหนล่ะ?
คิดไปแง่หนึ่งก็อาจเป็ไปได้ว่าแม่หมอที่ตั้งตัวว่าเป็เ้าลัทธิอะไรนั่นอาจไหวตัวทันแล้วชิงหนีไปก่อนก็อาจจะเป็ไปได้
'หืม...บ้าน่าเป็ไปไม่ได้หรอกจะเป็อย่างนั้นไปได้ยังไง ทำอย่างกับรู้อนาคตซะได้'
ไม่แน่ว่านักต้มตุ๋นอะไรนั่นอาจจะแค่ออกไปข้างนอกซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากแถว ๆ นี้ก็ได้
งั้นต้องดักรออยู่ที่นี่ไปพลาง...
ลั่วชิงเหอบ่นพึมพำกับตัวเองพร้อมกับเดินสำรวจไปรอบๆ ห้อง
หล่อน้าสอดส่องหาสิ่งของที่พอจะเอากลับไปเป็เบาะแสและประกอบสำนวนคดีได้บ้างหล่อนไม่อยากมาเสียเที่ยวนะสิแต่ไม่ว่าชิงเหอจะเดินวนไปวนมาก็ไม่เจออะไรนอกซะจากกองไฟสามสี่กองและลูกแก้วทำนายที่เคยเห็นในหนังก็แค่นั้นนอกจากนั้นก็เป็ของตกแต่งที่ดูไม่มีอะไรโดดเด่นเป็พิเศษ
เมื่อเดินดูจนทั่วเธอก็ตัดสินใจไปนั่งรอเพราะคิดว่าอีกเดี๋ยวนักต้มตุ๋นคนนั้นก็คงจะกลับมา...
แต่ระหว่างที่นั่งอยู่เงียบๆ จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา ทว่านั่นไม่ใช่เสียงเรียกเข้าที่หล่อนคุ้นเคย ชิงเหอรับรู้ได้เองว่าเสียงนั้นไม่ใช่สายโทรเข้าจากโทรศัพท์ของหล่อนแต่เป็โทรศัพท์ที่ติดอยู่บนผนังร้านต่างหาก ชิงเหอไม่คิดที่จะแตะต้องมันด้วยคิดว่าไม่ใช่ธุระอะไรของหล่อนที่จะต้องเสวนากับคนปลายสายจึงปล่อยให้ดังอยู่อย่างนั้น
แต่พอปล่อยเอาไว้ก็ดูเหมือนว่ามันยิ่งดังต่อเนื่องไม่มีวี่แววว่าจะหยุดมันเป็การโทรที่บ้าคลั่งเอาเื่ เหมือนว่าสายตัดไปแล้วก็มีสายโทรเข้ามาใหม่อีกสุดท้ายหล่อนก็ทนความรำคาญไม่ไหวเลยลุกไปรับสายให้รู้แล้วรู้รอดทว่าปลายสายกลับเงียบสนิทไม่มีเสียงพูด แม้ว่าชิงเหอจะเอ่ยทักทายไปเท่าไหร่ก็ไม่ได้รับคำพูดอะไรกลับมาเลย
“นี่มันอะไรวะเนี่ยบ้าหรือไงโทรมาดันไม่ยอมพูด แล้วจะโทรมาทำซากอะไร”
ชิงเหออุทานออกไปด้วยความหัวเสียหัวคิ้วขมวดมุ่นบ่งบอกว่าเธอกำลังหงุดหงิดจนควันออกหู กำลังจะวางสายอยู่แล้วแท้ ๆแต่ดันมีเสียงปริศนาพูดขึ้นมา
“ลั่วชิงเหอนั่นใช่ลั่วชิงเหอหรือเปล่า ถ้าใช่ งั้นฟังให้ดีนะ…”
เสียงปลายสายหยุดไว้แค่นั้นเสียงคลื่นสัญญาณก็ดังขึ้นมาแทรกแทนก่อนที่สายจะตัดไป คราวนี้จากโมโหจัดก็กลายเป็ความรู้สึกงงงวยตอนแรกเธอไม่นึกสนใจโทรศัพท์สายนั้นแต่เพราะโดนเรียกชื่อราวกับว่าคนที่เป็เ้าของเสียงรู้จักเธอเป็การส่วนตัวชิงเหอจึงเริ่มให้ความสนใจกับปลายสายขึ้นมา
ลั่วชิงเหอลนลานพยายามกดดูว่าเป็สายที่มาจากหมายเลขอะไรแต่ก็ไม่สามารถดูได้ เพราะมันเป็โทรศัพท์ล้าสมัยหน้าตาของมันดูโบราณราวกับเป็ของตกทอดจากยุคราว ๆ 60-80 ถ้าบอกว่ามันเป็แค่ของสะสมหล่อนก็กล้าเชื่อ!
ตอนนี้เธอเริ่มคิดว่าที่นี่ไม่ชอบมาพากล รอนานขนาดนี้คงไม่มีใครกลับมาที่นี่แล้วล่ะ งั้นเอายังไงดีนะ!แต่จะให้กลับไปมือเปล่า ก็เสียเที่ยวแย่น่ะสิสุดท้ายชิงเหอตัดสินใจเดินออกไปหาตำรวจรุ่นน้องอีกสองคนที่ยืนรออยู่ด้านนอก
'เห้อ...ภารกิจวันนี้ดูท่าจะไม่สำเร็จอย่างที่หัวหน้าคาดหวังเอาไว้'
“งานนี้น่าจะคว้าน้ำเหลวแล้วล่ะนะเรามาเสียเที่ยวแล้วล่ะ นักต้มตุ๋นที่พวกเรา้าตัว หายหัวไปแล้ว”
ลั่วชิงเหอพูดเชิงบ่นให้กับตำรวจอีกสองคนฟังตำรวจนายหนึ่งหันมามองขณะที่กำลังเดินวนเวียนไปมา พอ ๆกับอีกคนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ใกล้ ๆ กัน
“พี่เหอ...งั้นเราไปค้นหาเบาะแสกันหน่อยเถอะไม่ได้คน! อย่างน้อยได้หลักฐานอะไรติดตัวกลับไปสักอย่างสองอย่างก็ยังดีขืนกลับไปมือเปล่า มีหวังหัวหน้าคงได้หาว่าพวกเราทำงานไม่ได้เื่แน่ ๆ”
ชิงเหอคิดตามก็เห็นด้วยกับคำพูดของเขาถึงหัวหน้าจะสนิทสนมกับหล่อนมากกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆแต่ชิงเหอตระหนักเสมอว่า...งานก็ส่วนงาน สนิทก็ส่วนสนิทจะเอาเื่งานมาปะปนกับเื่ส่วนตัวไม่ได้อีกอย่างชิงเหอไม่อยากให้มีข้อกังขาเกี่ยวกับภาระงานที่ตัวเองรับผิดชอบ
ในเมื่อคิดได้อย่างนี้เธอจึงพยักหน้ารับรู้แล้วม้วนตัวเดินนำหน้าตำรวจทั้งสองคนกลับเข้าไปด้านในแม้เมื่อครู่หล่อนจะตรวจสอบไปบางส่วนแล้ว แต่เป็การกวาดสายตามองแค่เผิน ๆเท่านั้น ยังไม่ได้รื้อค้นอย่างจริงจัง
และระหว่างที่พวกเขากำลังจะเดินตามเข้าไปติดๆ อีกฟากของริมทางดันมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นมาก่อนผู้หญิงวัยกลางคนร้องขอความช่วยเหลือ บอกว่ามีคนกระชากกระเป๋าไปชายนอกเครื่องแบบหนึ่งในสองคนเลยปลีกตัวออกไปไล่จับคนร้าย
เหมือนว่าความบังเอิญจะยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเมื่อร้านอาหารที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เกิดแก๊สะเิทำเอาเพลิงลุกท่วมเผาวอดไปทั้งหลังเสียงะเิดังสนั่นสร้างความแตกตื่นให้คนละแวกนั้นจนเกิดเหตุชุลมุนตำรวจที่เหลืออยู่อีกคนเลยบอกกับชิงเหอว่าให้เธอค่อย ๆ หาหลักฐานไปก่อนส่วนตัวเขาจะไปดูจุดเกิดเหตุฝั่งตรงข้าม เสร็จแล้วจะรีบกลับมาช่วย
ลั่วชิงเหอถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้งแล้วเดินกลับเข้าไปด้านในเพียงคนเดียวหล่อนก้ม ๆ เงย ๆ ควานหาข้าวของที่พอจะเก็บเอามาเป็หลักฐานได้
เธอค้นไปเรื่อย ๆจนกระทั่งไปเจอกำไลลูกประคำสีหยกชิ้นหนึ่ง มันสลักอักษรประหลาดอยู่บนลูกปัดทุกลูก ความใสของหยกบริสุทธิ์ทำให้ของสิ่งนี้กลายเป็จุดสังเกตอีกอย่างลายอักษรแปลกตาเ่าั้ทำให้ชิงเหอนึกสนใจมันขึ้นมา
ชิงเหอตั้งใจจะเอามันกลับไปเป็ส่วนหนึ่งของหลักฐานแต่ระหว่างที่เก็บมันลงไปในซองกระดาษสีน้ำตาลโลหะที่อยู่บนลูกประคำดันไปสะกิดกับปลายนิ้วของชิงเหอปรากฏเป็คราบเืซึมออกมาชิงเหอนึกตำหนิความไม่ระวังของตัวเองแต่ก็เลือกที่จะเมินเฉยไปเพราะเห็นว่ามันเป็แค่แผลเล็ก ๆ เท่านั้น
แต่เชื่อหรือไม่...ว่าทันทีที่หยาดเืเพียงเล็กน้อยโดนอักษรโบราณซึ่งสลักอยู่บนลูกประคำหยก จู่ ๆก็เกิดแสงสว่างวาบราวหลุดเข้าไปในมิติใหม่ใครจะไปรู้ว่าเื่ราวหลังจากนี้มันจะนำพาให้คุณตำรวจหญิงไปพบเจอกับอะไรบ้าง...