ซูเฮ่าสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อยในขณะที่พูดก็กร่นด่าไปด้วย “นี่มารดามันยังละอายบ้างหรือเปล่าเจ้านักพรตขั้นก่อกำเนิดสองชั้นฟ้า ไม่คิดเลยว่าจะลงมือกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดสี่ชั้นฟ้าศักดิ์ศรีของเจ้าไปไหนหมดแล้วล่ะ”
หึ!
เด็กหนุ่มในอาภรณ์ขาวหัวเราะเยาะ“ข้าหนีซาน แต่ไหนแต่ไรทำอะไรถามหัวใจตัวเองเขาทำร้ายน้องร่วมสาบานของข้า ถ้าเขาคุกเข่าร้องขอความเมตตาตอนนี้ข้าจะไว้ชีวิตเขาสักครั้งก็ได้”
ตู๋กู่เซิ่งและอู่ปิงอวิ๋นหยัดกายลุกขึ้นพร้อมกันมวลอากาศน่าครั่นคร้ามทั้งสองสายส่งเสียงหวีดหวิวทะยานสู่ท้องฟ้าถึงแม้พวกเขาทั้งสองไม่ได้พูดอะไร แต่ท่าทีกลับแสดงออกชัดเจน
อยากจะลงไม้ลงมือกับเซียวอวี้หรือรวมพวกเราไปด้วยก็แล้วกัน!
หนีซานปรายตามองพวกเขาหัวเราะเยาะแล้วกล่าวขึ้น “พวกเจ้าอยากจะเข้ามาพร้อมกัน?ไม่มีปัญหา จัดการกับเด็กน้อยอย่างพวกเจ้าข้ายังมีความมั่นใจอยู่บ้าง”
เซียวอวี้ไม่พูดไม่จาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้แค่ดื่มเหล้าอย่างไม่ไยดี จวบจนที่หนีซานพูดทั้งสามประโยคนี้จบแล้วเขาถึงวางแก้วเหล้าแล้วลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า
“ในเมื่อเจ้าอยากจะสู้ข้าจะสู้กับเจ้าเอง” เซียวอวี้ฉีกยิ้มบาง “ชั่วชีวิตนี้ของข้า ไม่เคยอ่อนแอกว่าใครหน้าไหน ถ้ายังกลัวแม้กระทั่งคนอย่างเจ้าคงไม่จำเป็นต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญพรตแล้วละ”
“พูดได้ดี!”ซูเฮ่าร้องตะโกนลั่น
“สหายเซียวมีท่วงท่างดงามมิแปรเปลี่ยนแข็งกร้าวดุดันยิ่งนัก!” อู่ปิงอวิ๋นก็กล่าววาจาชื่นชมด้วยเช่นกัน
ตู๋กูเซิ่งคลี่ยิ้มพร้อมตบบ่าเซียวอวี้แววตาเผยรอยยิ้มด้วยเช่นกัน
จิตสังหารอันโหดเหี้ยมทารุณฉายขึ้นบนหน้าของหนีซานเอ่ยด้วยความน่าประหวั่นพรั่นพรึง “ไอ้พันทางน้อยนี่เจ้ารนหาที่ตายรึ สหายจั่ว ในเมื่อเขาตกลงจะสู้กับข้า หวังว่าเจ้าจะเห็นด้วยนะ!”
ใบหน้างามล้ำไร้ที่ติของจั่วอู๋เซี่ยงเหมือนฉายความลังเลใจเล็กน้อยส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วเอ่ยขึ้น “วันนี้ทุกคนที่มาที่นี่ล้วนแต่เป็นสหายกันทั้งสิ้น จำเป็นต้องทำลายไมตรีต่อกันด้วยหรือ”
หนีซานหัวเราะเยาะแล้วเอ่ยว่า“ข้ากับเขาไม่ใช่เพื่อนกันขอสหายจั่วโปรดช่วยผลักดันให้สมความปรารถนา สหายจั่วก็เป็นคนฝึกบำเพ็ญพรตเหมือนกันพึงจะเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของนักพรตได้ หากข้าไม่ได้ต่อสู้ในครั้งนี้โพธิจิตก็คงปรากฏความด่างพร้อยอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้สหายจั่วเองก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้หรอกกระมัง”
จั่วอู๋เซี่ยงเผยสีหน้าลำบากใจแววตานิ่งสงบมองไปทางเซียวอวี้ ถามขึ้น “สหายเซียวคิดเห็นประการใด”
เซียวอวี้ยิ้มเรียบเฉยเอ่ยขึ้น“ถือว่าเป็นการเพิ่มอรรถรสให้สหายจั่วก็แล้วกันจัดการกับคนแบบนี้ ข้าถามตัวเองแล้วก็ไม่ใช่ภาระอะไร”
หนีซานหัวเราะเยาะจิตสังหารอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงบนตัวยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ พลังอำนาจของนักพรตขั้นก่อกำเนิดสองชั้นฟ้าม้วนตลบภายในห้องโถงใหญ่ของภัตตาคารทำให้คนมากมายล้วนหน้าถอดสี
นักพรตก็คือนักพรตจะเหมือนผู้ฝึกยุทธ์ได้หรือไง
“อย่างนั้นก็ได้!”
จั่วอู๋เซียงทอดถอนใจเปรยขึ้นว่า “หวังว่าทั้งสองคนจะเอาแค่พอหอมปากหอมคออย่าได้ทำลายไมตรีระหว่างกัน”
เขากวาดสายตามองโดยรอบพลันกล่าวด้วยรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง “ภัตตาคารแห่งนี้คงทนรับการทรมานของพวกเจ้าไม่ไหวกลัวว่าทันทีที่พวกเจ้าโจมตีกัน ภัตตาคารแห่งนี้จะต้องเสียหายย่อยยับ”
เขาพลันยกมือขึ้นทุกคนแค่รู้สึกว่ามีแสงสว่างไสวเหนือกว่าสิ่งใดปรากฏขึ้นตรงหน้าคล้ายมีเสียงกระบี่ร้องอันเยียบเย็นเสียงหนึ่งดังขึ้นตรงข้างหู
ทันใดนั้นกระบี่ยักษ์สีดำสลับขาวลอยขนานอยู่ในกลางอากาศเปล่งแสงวาววับ อานุภาพอันน่าครั่นคร้ามทำให้คนมากมายถอยห่างอย่างต่อเนื่องเหมือนกับหายใจไม่ออก
จั่วอู๋เซี่ยงยิ้มละไมดีดมือขวาเบาๆ อานุภาพนี้ถึงค่อยๆ หายไป
กระบี่ยักษ์เล่มนี้มีขนาดราวหลายสิบหมี่แทบจะครอบคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของห้องโถงใหญ่ ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มเล็กน้อยเอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้าทั้งสองจะแลกเปลี่ยนความรู้กันจะลองดวลบนกระบี่พุทธะปัณฑูรทมิฬของข้าสักสองสามกระบวนท่าดูก็ได้รับรองได้ว่าพลังของพวกเจ้าจะไม่เล็ดลอดไปข้างนอกแม้แต่น้อย”
กระบี่ยักษ์สีดำขาวลอยขนานอยู่ในกลางอากาศเปล่งพลานุภาพที่ไม่อาจประมาณค่าได้ออกมา คนมากมายสายตาเหม่อลอยและยังมีคนจำนวนมากยิ่งไปกว่านั้นมีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความอิจฉาและความตกตะลึง
นี่เป็นอาวุธชั้นเลิศระดับสามชิ้นหนึ่งที่สำนักกระบี่เสวียนหวงมอบเป็นรางวัลให้จั่วอู๋เซี่ยงกระบี่พุทธะปัณฑูรทมิฬ หล่อขึ้นจากวัสดุล้ำค่าหาได้ยากมากมาย อานุภาพเลิศล้ำกระบี่เล่มนี้อย่างน้อยก็สามารถเพิ่มพลังต่อสู้ให้จั่วอู๋เซี่ยงได้สองส่วน
อาวุธชั้นเลิศอยู่เหนือขอบเขตอาวุธธรรมดาทั่วไป ในโลกมนุษย์นับว่าเป็นอาวุธวิเศษเลิศล้ำจั่วอู๋เซี่ยงอายุยังน้อยก็ครอบครองอาวุธชั้นเลิศเป็นของตนเองนี่สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงสถานะของเขาภายในสำนักกระบี่เสวียนหวง
มองกระบี่ยักษ์ที่เปล่งแสงสีดำสลับขาวออกมาสีหน้าของทุกคนแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่เผยสีหน้าอิจฉา ตู้เฉินเองก็เผยสีหน้าริษยาขึ้นเขาและจั่วอู๋เซี่ยงต่อสู้กันทั้งต่อหน้าและลับหลังมาเนิ่นนานแต่ก็ยังไล่ตามฝีเท้าของอีกฝ่ายไม่ทันเสมอมา
ถึงแม้เขาจะเป็นลูกศิษย์ที่สำนักกระบี่หลิงเซียวมุ่งเน้นปลุกปั้นแต่สำนักก็ยังไม่เคยมอบอาวุธชั้นเลิศให้ใช้เพื่อป้องกันตัวเลยสักชิ้น
หึ!
หนีซานเองก็ตกตะลึงเพราะกระบี่พุทธะปัณฑูรทมิฬไปเนิ่นนานด้วยเช่นกันหลังจากรวบรวมสติแล้วสีหน้าก็เย็นชา ร่างเหาะทะยานขึ้นไปบนกระบี่ยักษ์ราวกับภูติผีปีศาจไอสังหารที่เดือดพล่านหลั่งไหลออกมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “เจ้าพันทางน้อย ขึ้นมารับความตายซะเถอะเจ้าได้ตายบนกระบี่พุทธะปัณฑูรทมิฬของสหายจั่ว ก็นับว่าเป็นเกียรติของเจ้าแล้ว”
ซูเฮ่าขึงตาแทบถลนพูดไปด่าไปด้วยว่า “มารดามันสิวะเจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร ถ้าเซียวอวี้มีตบะขั้นก่อกำเนิดสองชั้นฟ้าแค่นิ้วเดียวของเขาก็สามารถขยี้เจ้าให้แหลกได้”
นัยน์ตาหนีซานฉายแววดุร้ายเอ่ยเสียงเจ้าเล่ห์ “น่าเสียดายเขาไม่มีวันที่จะมีโอกาสนั้นแล้วละ”
ซูเฮ่ายังอยากจะด่าอีกแต่ถูกเซียวอวี้โบกไม้โบกมือห้ามปราม เงาร่างของเขาสะบัดวูบท่าร่างล้ำลึกน่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าหนีซานนัก คนมากมายยังไม่ได้สติเขาก็ยืนอยู่บนกระบี่ยักษ์แล้ว
จั่วอู๋เซี่ยงแววตาหม่นลงเล็กน้อยมุมปากเผยรอยยิ้มลึกลับยากแก่การคาดเดาโดยไม่รู้ตัวดูเหมือนว่าเซียวอวี้คนนี้จะเหมือนตนเอง มีชะตากรรมที่ไม่ธรรมดา
เพียงแต่....จะต่อสู้กับตนเอง เขายังไม่มีคุณสมบัติพอ!
บนกระบี่ยักษ์
หนีซานจ้องเซียวอวี้ด้วยแววตาดุร้ายยิ้มดูแคลนแล้วเอ่ยขึ้น “สุดยอดผู้กล้าในรุ่นคนหนุ่มสาวของแผ่นดินต้าถังอย่างนั้นรึชื่อเสียงช่างยิ่งใหญ่ คิดจริงๆ หรือว่าอาศัยแค่ตบะขั้นก่อนกำเนิดสี่ชั้นฟ้าก็จะทำอะไรไปตามอำเภอใจได้”
เซียวอวี้ส่ายหน้ายิ้ม“เจ้าช่างพูดพล่ามไร้สาระมากมายซะจริง แน่นอนถึงแม้ข้าไม่อาจทำอะไรตามใจชอบได้ แต่จัดการกับคนธรรมดาเช่นเจ้าข้าก็ยังมีความมั่นใจมากโขอยู่”
“เจ้า!”
หนีซานโกรธฉุนเฉียวไอกระบี่เวียนวนอยู่ข้างกายกระบี่พุทธะปัณฑูรทมิฬพลันส่องแสงนุ่มนวลละมุนมะไมรอบหนึ่งตัดกลิ่นอายของเขาออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง จะได้ไม่ทำลายภัตตาคารทั้งหลัง
แต่เซียวอวี้ที่อยูบนกระบี่ยักษ์กลับต้องเผชิญหน้ากับความขุ่นเคืองคั่งแค้นทั้งหมดของหนีซาน
“ตูม!”
ไม่ว่าใครก็ไม่ได้คิดถึงว่าเซียวอวี้จะชิงลงมือก่อน
ถึงแม้กระบี่พุทธะปัณฑูรทมิฬจะตัดขาดไอพลังบนตัวของพวกเขาแต่ทุกคนยังคงสัมผัสได้ถึงความห้าวหาญและความดุดันแข็งกร้าวของเซียวอวี้ในตอนลงมือ
เขาก้าวเป็นท่าร่างนวจำแลงคุนเผิงในชั่วพริบตามาถึงข้างกายของหนีซาน พลังฝ่ามือรูปมังกรสายหนึ่งฟันเข้าใส่อย่างดุดันมวลพลังบนตัวเพิ่มถึงจุดสูงสุดในชั่วพริบตา ขนาดว่ายังรุนแรงยิ่งกว่าหนีซาน!
หึ!
ใบหน้าของหนีซานกลับฉายความตื่นตระหนกอย่างหาได้ยากแต่จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นอับอายจนพาลโกรธขึงขึ้นทันที เมื่อยกมือขึ้น ไอกระบี่สีแดงเข้มแต่ละสายทะยานผ่านอากาศราวกับม่านสายฝนที่กระจุกตัวแน่นขนัด พุ่งเข้าใส่ตำแหน่งต่างๆ บนตัวของเซียวอวี้
ในช่วงเวลาเมื่อครู่เขาพลันรู้สึกถึงความน่ากลัวเหนือสิ่งอื่นใดของเซียวอวี้ราวกับคนที่กำลังเผชิญหน้าไม่ใช่แค่นักพรตขั้นก่อนกำเนิดสี่ชั้นฟ้าหากแต่เป็นปีศาจร้ายที่ห้ำหั่นผู้คนมานับไม่ถ้วน ในสมองพลันปรากฏภาพซากศพกองพะเนินเป็นภูเขาเลากาและมหาสมุทรเลือดทั้งแปลกประหลาดและน่าสยดสยองถึงขีดสุด
โชคยังดีทันทีที่ปราณแท้ภายในร่างเคลื่อนโคจร ก็ลบภาพลวงตานี้ออกไปมิฉะนั้นก็คงไม่ต้องประลองต่อกันแล้ว
ฟึ่บ!
เมื่อไอกระบี่ที่กระจุกตัวแน่นหนาปรากฏเซียวอวี้ไถลเท้า หายตัวไปจากที่เดิม ไปปรากฏกายอยู่เบื้องหลังของหนีซานอย่างน่าแปลกประหลาด
ปึ้ง!
พลังฝ่ามือรูปมังกรที่มีเปลวไฟลุกแผดเผากระแทกลงบนแผ่นหลังของหนีซานเต็มแรงทุกคนเห็นแค่คลื่นไอพลังอันมหาศาลม้วนตลบเข้าใส่ ท่วมกลบหนีซานลงไปอย่างรวดเร็ว
ตู้เฉินสีหน้าเคร่งขรึม
ส่วนสีหน้าตู้เสี่ยนส่อความหวาดผวายากจะสงบ“นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน ทำไมเซียวอวี้ถึงยิ่งแข็งแกร่งทรงพลังขึ้นเรื่อยๆแม้กระทั่งหนีซาน นักพรตเช่นนี้ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้งั้นหรือ”
จั่วอู๋เซี่ยงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยเช่นกันคนที่ชมการต่อสู้ ก็มีแค่เขาที่เข้าใจทั้งหมดนี้ได้ว่าสรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ใบหน้าของหนีซานฉายความตื่นตระหนกในช่วงเวลาสั้นๆขึ้นก่อน นี่จะต้องไม่ใช่เหตุการณ์โดยบังเอิญอย่างแน่นอนเซียวอวี้น่าจะเชี่ยวชาญวิชาลวงจิต แต่เพราะตบะของตนเองยังต่ำเกินไป จึงไม่ได้สร้างผลกระทบให้กับหนีซานมากนัก