Pioneer Era

    ตอนที่ 71 จอมยุทธ์กับภูติ

    ชายเผ่ามนุษย์ [โฮป] กำลังวิ่งตรงไปที่กลุ่มควันด้วยจิตใจอันคลุ้มคลั่ง

    เพื้อแก้แค้นให้กับบิดามารดาของตนเองเช่นนั้นหรือ?

    เขาไม่รู้

    ที่เขารู้ คือแค่อยากอาละวาดให้เต็มที่เท่านั้น

    "อย่ามาขวางทาง! "

    กระบี่ของเขาฟาดฟันทุกสิ่งตรงหน้าโดยไม่มีการแบ่งแยก

    ผิวน้ำมรกต ดอกเฮเดส โขนหินสูงที่ขวางกั้นเส้นทาง ต้นไม้ สัตว์ป่า หรือแม้สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ไม่คิดสู้

    ล้วนแต่ได้กลายเป็นเหยื่อของความคลุ้มคลั่งของเขา

    ถูกตัด ถูกสับ ถูกฆ่า ถูกทำลาย

    เขาวิ่งตัดป่าเป็นเส้นตรงด้วยสภาพเช่นนั้นอย่างรวดเร็ว

    กระบี่ที่ถูกเร่งพลังอย่างรุนแรง เริ่มสร้างผลกระทบให้กับร่างกายของเขา

    รังสีที่แผ่ออกมาอย่างเข้มข้นนั้น กำลังกระตุ้นสมองของเขาโดยตรง

    [เซลล์] ที่หลับลึกอยู่ในร่างกายอย่างสงบ เริ่มตื่นตัวขึ้นอย่างตระหนกตกใจ พร้อมกับขับสารอะดีนน่าลีนจนพลุ่งพล่าน

    สติและสัมผัสทั้งห้าเริ่มตื่นตัวอย่างที่ไม่เคยเป็น

    เขากำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ไปพร้อมกับที่ทำลายตัวเอง



    "โฮป! "

    ไฮเจนพยายามไล่ตามสุดชีวิต

    แต่สหายของเขารวดเร็วมาก

    เร็วจนสองปีกของเขายังไม่อาจบินร่อนถลาลมไล่ตามได้ทัน

    เพียงแค่ 10 วินาที เขาก็สามารถร่นระยะห่างกว่า 100 เมตร กลับมาถึงค่ายได้สำเร็จ

    "พวกมัน… เล็งตอนจังหวะที่ทุกคนอยู่บนรถ? "

    สิ่งที่โฮปเห็นคือเหตุวินาศกรรม

    ยานเหาะเลียบพื้นดินทรงรียาวที่ใช้ขนนักเรียนหนึ่งพันคนจำนวน 20 คัน ต่างอยู่ในสภาพที่จอดเรียงระเนระนาด

    ควันแรกสุดถูกบางสิ่งโจมตีจนมีรูขนาดใหญ่ปรากฏตรงหัวลำ พร้อมกับมีควันไฟลุกไหม้น่ากลัว

    ส่วนคันที่เหลือ กำลังถูกจอดเรียงปิดล้อมพวกนักเรียนเอาไว้



    "ทุกคนเคลื่อนตัวรถเป็นแนวกำบัง! พวกเราจะสู้ถ่วงเวลา จนกว่าความช่วยเหลือจากฐานใหญ่จะมาถึง! "

    ไม่สิ บางทีอาจจะเป็นความจงใจของพวกเขา ที่ทำให้ยานเหาะขนส่งที่เหลืออยู่ในสภาพปิดล้อมตัวเองแบบนั้น

    กระสุนปืนกับกระสุนหินเริ่มเทลงเป็นสายฝน

    พวกสัตว์ร้าย [อะบอม] สีเขียวต่างกำลังปิดล้อมพื้นที่ แล้วรุมโจมตีกลุ่มนักเรียนที่อยู่ใจกลางวงพวกมัน

    พวกมันใช้อาวุธที่ขโมยมาจากค่าย เข้าโจมตีใส่อย่างหิวหระหาย ประดุจฝูงหมาป่าที่รุมขย้ำเหยื่อ

    "เสียท่าพวกมันอีกจนได้ ทั้งที่เป็นสัตว์ป่าแท้ ๆ จะฉลาดก็ให้มีขอบเขตหน่อยสิฟะ! "

    ผอ. คอร์นกรีดเสียงร้องอย่างหัวเสีย ไปพร้อมกับหยิบยากระตุ้นกล้ามเนื้อมากินอีกรอบ

    "อย่าให้เสียรูปขบวนรบ! ต่อให้พวกมันรู้วิธีใช้อาวุธ แต่กระสุนกับอาวุธที่ถูกขโมยมีจำกัด! ถ้าถ่วงเวลาป้องกันอย่างใจเย็น ล่อให้พวกมันใช้กระสุนจนหมด พวกเราจะเป็นฝ่ายชนะ! "

    ส่วน ผอ. บานา เองก็กำลังกู่ก้องสั่งการนักเรียนไปพร้อมกับใช้พละกำลังแขนเคลื่อนคันรถที่อยู่ตรงหน้ามาเป็นแนวกำบัง



    “อยู่ตรงนั้น”

    โฮปพูดด้วยน้ำเสียงที่กระหายเลือด

    “แต่ว่าตัวเกะกะเยอะจริง”

    เขาคิดที่จะพุ่งตรงไปฆ่าล้างพวกมัน แต่ทว่ากลับมีอะบอมจำนวนนับไม่ถ้วนเข้ามาขวางทางเอาไว้ก่อน

    “ก็ได้ งั้นเล่นกับพวกแกก่อนแล้วกัน~”

    โฮปกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเหี้ยมเกรียม ก่อนจะวาดกระบี่ไล่ฆ่าอะบอมอย่างคลุ้มคลั่ง

    “นั่นมัน…”

    ในระหว่างที่เขากำลังฟาดกระบี่อย่างสนุกสนานนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่าง

    ไกลออกไปตรงสนามรบที่เพื่อนร่วมรุ่นกำลังสู้รบนั้น มีสตรีเผ่าภูติคนหนึ่งกำลังบินขึ้นท้องฟ้ากว้าง

    “นั่นมันยัยลี่ไม่ใช่หรือ…”

    เขารู้ได้ทันทีว่านั่นคือเพื่อนของเขา

    ภูติหัวเขียวของเขาดูดกระแสไฟฟ้าของอะบอมที่โจมตีเข้าใส่มาที่ตัวเอง เธอรวมพวกมันเข้าด้วยกัน แล้วทิ้งลงใส่ใจกลางวงของพวกอะบอมอย่างรุนแรง

    “ฮะ ฮะ ฮะ! ต้องแบบนั้นเซ่! สะใจชิบหายเลยว้อย! ”

    ภาพนั้นทำให้โฮปรู้สึกปลอดโปร่งเป็นอย่างมาก

    แต่แล้วในวินาทีต่อมา กลับมีเสียงปืนดังลั่นจนทำให้จิตใจของเขาดำมืด

    ภูติหัวเขียวตัวแสบที่เป็นเพื่อนของเขาโดนใครสังคนยิงใส่ด้วยกระสุนปืน

    ร่างของเธอที่ร่วงลงใจกลางดงอะบอม ทำให้เขาเห็นภาพของโครงกระดูกพ่อแม่ตัวเองซ้อนทับกับร่างของเธอ

    “เดียว…”

    ในวินาทีนั้นเขารู้สึกว่าอะไรบางอย่างในจิตใจได้ขาดออกจากกัน

    นิ้วของเขาดันปุ่มปรับความแรงรังสีของดาบอย่างรุนแรง จนมันหักทะลุแกนออกจากด้ามดาบ

    รังสีของกระบี่เริ่มแผ่ขยายรุนแรงและเข้มข้นจนกลายเป็นสีดำ

    เป็นสีดำที่แผ่ขยายกลืนกินทุกสิ่งรอบตัวหายเข้าไปในแสงนั้น...



    ***

    ถ้าถามว่าทำไมถึงกลายสภาพเป็นเช่นนี้ คงต้องขอเล่าย้อนเหตุการณ์กลับไปตอนที่ค่ายกำลังโดนโจมตีก่อนเหตุการณ์มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก…

    เอดีฟนี่ หรือเจ้าป่าของบึงมรกต เริ่มรู้ตัวว่าไม่สามารถต่อสู้กับบานาได้นานมากไปกว่านี้

    เขารู้ตัวดีถึงขีดจำกัดที่มี รวมไปถึงอาวุธที่กำลังจะหมดลง

    ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ถอนกำลังออกมาเพื่อให้ศัตรูตายใจว่าตัวเองหนี แล้วค่อยหันมาหาโอกาสโจมตีอีกครั้ง

    เขาเฝ้ารอห่าง ๆ อยู่ในผิวน้ำมรกตที่อยู่ไม่ไกลจากค่ายนัก

    แล้วโอกาสนั้นก็มาถึง

    เขาเห็นบานาส่งนักเรียนขึ้นรถเหาะทรงรีสีขาวคันยาว

    ถึงเอดีฟนี่นี่จะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร แต่มันไม่ทิ้งโอกาสที่ศัตรูมารวมตัวอยู่ในที่เดียวกันแน่นอน

    เอฟดินี่จึงกระจายอาวุธที่ขโมยมาให้กับกลุ่มลูกน้องที่ฉลาดพอจะใช้งานอาวุธ แล้วเริ่มสั่งโจมตีในทันที



    เมื่อขบวนรถวิ่งออกมาจากค่ายได้เพียงห้าสิบเมตร พวกเขาก็ถูกรุมโจมตีโดยพวกอะบอมตามแผนการของจ่าฝูงพวกมัน

    กระสุนปืนกลถูกสาดเข้าใส่ไปที่ตัวรถเป็นจำนวนมาก

    ในขณะเดียวกัน เขาก็ส่งอีกกองกำลังเข้าโจมตีนักรบของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ที่ยังอยู่ในค่ายไปพร้อมกัน

    กำลังพันธมิตรทั้งสองถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง



    แต่มีบางสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของเขา

    นั่นคือตัวรถที่ใช้ขนส่งนักเรียน มันมีม่านแสงความร้อนหุ้มผิวรถเอาไว้อยู่

    มันเป็นแสงรังสีที่พร้อมจะตัดหรือสลายทุกสิ่งที่ไปสัมผัส

    กระสุนจำนวนมากต่างถูกทำลายก่อนที่จะเข้าไปกระทบผิวรถได้สำเร็จ

    เอฟดินี่จึงสั่งการเปลี่ยนเป้าหมายให้ทุกคนเล็งโจมตีโหมไปที่รถนำขบวนเป็นจุดเดียวพอ

    เมื่อกระสุนที่ยิงกระจายถูกรวมมากระจุดเป็นจุดเดียว เลยทำให้ม่านบาเรียแสงบาง ๆ นั้นไม่อาจรับมือได้อีกต่อไป

    ผลลัพธ์จึงกลายเป็นอย่างที่เห็นในปัจุบัน

    รถคันแรกพังลงกลางทางจนทำให้รถคันอื่นที่วิ่งตามหลังต้องหยุดวิ่งก่อนพุ่งเข้าชน

    ถึงจะยังไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม แต่คนบาดเจ็บจากรถคันแรกก็มีมากถึงห้าสิบคนไปแล้ว



    "ทุกคนระวัง! "

    ท่ามกลางกระสุนปืนที่โจมตีใส่พวกนักเรียน มีสายฟ้าขนาดใหญ่แลบแฉลบตัดแยกอากาศเข้ามาหาพวกเขา

    พวกอะบอมใช้พลังรังสีสร้างสายฟ้าโจมตีเข้าใส่พวกกลุ่มนักเรียนชดเชยในส่วนของอาวุธที่มีไม่พอ

    "หน่อย! ข้าไม่ปล่อยให้มาทำร้ายนักเรียนของข้าได้หรอก! "

    วีรบุรุษบานากระโดดออกจากแนวป้องกันมาที่ด้านนอก

    เขาเร่งพลังงานของตรีศูลให้ถึงขีดสุดที่ร่างกายของเขาจะรับไหว

    ปลายสามง่ามสีดำถูกห่อหุ้มไปด้วยละอองรังสีที่รุนแรง

    "ฮ่า! "

    รังสีถูกยิงออกจากปลายง่ามเป็นเส้นแสงที่ยาวกว่าสามสิมเมตร

    เขายืนประจันในแนวหน้า แล้วใช้ลำแสงนั้นกวาดศัตรูตรงหน้าจนราบเป็นหน้ากลองในเสี้ยววินาที

    เพราะแบบนั้น เป้าหมายการโจมตีจึงถูกเบี่ยงเบนไปที่เขาแทน

    “ (รุมสัตว์ที่มีขนหัวสีส้มคนนั้นซะ) ”

    เอดีฟนี่ คิดว่านี่เป็นโอกาสดีในการฆ่าจ่าฝูงของศัตรู

    เพราะบานากำลังออกมายืนนอกแนวกำบัง เป็นโอกาสอันดีที่จะเอาชีวิตของเขาได้

    หรือถูกในอีกนัยหนึ่ง คือเขากำลังใช้ชีวิตตัวเองเป็นเหยื่อล่อ เพื่อให้นักเรียนที่น่ารักของตนปลอดภัยนั่นเอง

    "แครอท ฮอร์เนส คอร์น ฝากดูแนวหลังด้วย! "

    "ได้ค่ะที่รัก! "

    "ไว้ใจข้าได้! "

    "ข้าจะฆ่ามัน! "

    แต่ใช้ว่าบานาจะบ้าบิ่นถึงขนาดเอาชีวิตตัวเองมาทิ้ง

    ที่เข้ากล้าทำถึงขนาดนี้ เพราะว่ายังมียอดนักรบที่ไว้ใจได้คอยคุ้มกันแผ่นหลังของเขาอีกต่อหนึ่งอยู่ด้วย



    แต่ถึงจะมียอดวีรบุรุษคอยรับมือ ก็ไม่อาจดูแลสอดส่องนักเรียนจำนวนมากได้อยู่ดี

    "กรี๊ดดด! "

    "มะ.. ไม่ไหว! พวกเราตายหมดแน่! "

    นักเรียนกลุ่มที่อยู่ห่างจากการดูแลคุ้มครองของพวกเขา จึงเริ่มกรีดร้องออกมาอย่างขลาดเขลา

    ถึงจะฝึกฝนมา แต่พวกเขายังเป็นเพียงแค่นักเรียนปีหนึ่งที่ไร้เดียงสา

    ความตายของเพื่อนร่วมรุ่นที่ผ่านมาไม่ถึงชั่วโมง มันทำให้จิตใจของพวกเขาอ่อนแอ

    และความอ่อนแอนั้น กำลังจะทำให้พวกเขาตาย

    "... ผอ. บานา"

    ท่ามกลางเสียงระเบิดดังก้อง มีคนผู้หนึ่งจับจ้องไปที่วีรบุรุษบานาอย่างไม่ละสายตา

    เธอคือสตรีเผ่าภูตินามว่า [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]

    "... นี่คือการต่อสู้ของวีรบุรุษอย่างงั้นสินะ ดอง"

    ภาพของวีรบุรุษที่ต่อสู้โดยเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันเพื่อปกป้องผู้คน ทำให้เธอได้ตระหนักบางอย่าง

    ว่าวีรบุรุษ คือคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ต่างจากเธอเลบ



    บานาไม่ใช่ยอดมนุษย์ที่จะยื่นมือเข้าไปปกป้องได้ทุกชีวิตในสนามรบ

    ไม่ได้เก่งกาจถึงขนาดต่อกรศัตรูโดยตัวเพียงคนเดียวได้

    ไม่ได้เก่งกาจในระดับที่จะปกป้องทุกคนได้อย่างไร้รอยขีดข่วน

    "ตายแน่! "

    "อะ...อาจารย์ช่วยผมด้วย! "

    เธอมีความฝันอยากเป็นอย่าง ผอ. บานา เป็นวีรบุรุษสุดเท่ที่จารึกชื่อลงในประวัติศาสตร์

    ไม่ใช่ตัวตนที่ถูกจดจำเพียงเพราะเป็นบุตรีของคนเด่นดัง

    ดังนั้นเธอจึงปิดบังตัวตนแล้วเข้าเรียนในฐานะ [ลิลลี่] หรือที่ถูกเรียกกันอย่างสนิทสนมว่า [ลี่]

    เข้าเรียนเป็นนักเรียนธรรมดาทั่วไปเหมือนอย่างทุกคน

    เพราะฉะนั้น---

    "เวลาแบบนี้จะมาเอาแต่ถือทิฐิไม่ได้ คงต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์แล้วละ... ดอง..."

    ---เพราะฉะนั้นเธอจึงต้องทำมัน

    เธอคิดว่าต้องหาทางกู้สถานการณ์ด้วยทางใดไม่ก็ทางหนึ่ง

    ต้องหาทางเปลี่ยนนักเรียนตรงนี้ให้กลายเป็นนักรบ

    เป็นนักรบที่พอจะนับเป็นกำลังต่อสู้ได้

    จะปล่อยให้ภาระปกป้องทุกอย่างเป็นของวีรบุรุษหรือผู้ใหญ่แต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้เด็ดขาด

    เธอคิดเช่นนั้น



    "ทุกคน! "

    เธอเปล่งเสียงสุดลมหายใจ พร้อมกับบินขึ้นท้องสูงในระยะเหนือพื้นราวสิบเมตร

    "ฉัน… [ลี่] ! หรือ [ลิลลี่ออฟซิเดียน] ลูกสาวของ [ผอ.ยะมะโตะ] บุตรีของอดีตวีรสตรีแห่งเผ่าภูติ [เอสเทอ] ! "

    เธอโยนแว่นตาปลอมที่สวมมาตลอดทิ้งลงพื้น แล้วเริ่มแผ่พลังภูติออกมาจากปีก

    "จงดูพลังของลูกสาวแห่งวีรสตรีในตำนานซะ ดอง! "

    พริบตานั้นเองที่ทุกคนถึงกับต้องขยี้ตาตัวเองด้วยความประหลาดใจ

    สายฟ้าที่อะบอมโจมตีมาจากทุกทิศทาง นับร้อย นับพัน กำลังถูกสตรีร่างเล็กเพียงคนเดียวดูดไปรวมเอาไว้ที่เหนือหัว

    แหวนเวทมนตร์ที่สวมเอาไว้บนนิ้วชี้ทั้งสองข้าง เริ่มส่องสว่างเป็นประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าคู่กับปีกภูติที่อยู่ใจกลางแผ่นหลัง

    ผ้าคลุมนักเรียนสีเทาเริ่มโบกสะบัดไปตามกระแสลมอันรุนแรงจนเผยให้เห็นชุดเดรสสีขาวสุกสว่างอยู่ข้างใต้

    เหนือหัวขึ้นไป คือก้อนสายฟ้าที่ถูกนำมาบีบอัดเป็นก้อนทรงกลมขนาดใหญ่อันน่ากลัว

    ทั้งที่ปกติควรจะใช้เวลาสะสมพลังนาน แต่เป็นเพราะที่แห่งนี้มีพลังสายฟ้าสาดโจมตีไปทั่ว เธอจึงใช้ประโยชน์จากพลังของศัตรูมาเป็นพลังของเธอแทน

    สิ่งที่เธอทำ มีเพียงแค่ดูดประจุไฟฟ้ารอบตัวมารวมกันใจกลางอากาศเท่านั้น

    "เอานี่ไปกินซะ! [โลกแห่งอัสนีบาต] ! "

    มันไม่มีความจำเป็นต้องตะโกนชื่อท่าหรือเอยนามของพ่อแม่ตนเองออกไปเลยสักนิด

    แต่ที่เธอเล่นใหญ่ขนาดนี้ ก็เพื่อให้เป็นที่ตรึงตราใจทุกคนที่พบเห็น

    เป็นการกระทำเพื่อสร้างกำลังใจให้กับนักเรียนทุกคนในที่นี้

    ว่าทุกคนยังมีแสงแห่งความหวังยืนอยู่ตรงนี้อีกคน



    โลกทั้งใบถูกย้อมไปด้วยเสียงของสายฟ้าคำราม

    บอลสายฟ้าถูกทิ้งลงสู่ปฐพีประดุจการลงทัณฑ์จากสรวงสวรรค์

    การโจมตีนั้นกินวงกว้างถึงห้าสิบเมตร

    มันแผดเผาแผ่นดินจนเป็นเถ้าฝุ่นละออง

    น้ำระเหิดสลายกลายเป็นไอ

    แม้แต่ร่างของอะบอมยังสลายหายไปไม่เหลือแม้แต่เงา

    หลุมขนาดยักษ์ถูกจารึกบนแผ่นดินโลกด้วยการโจมตีอันน่าตื่นตะลึงนั้น

    "เธอคนนั้นคือลูกสาวของเอสเทอ? ลูกสาวของ ผู้อำนวยการแผนกวิทยาศาสตร์เวทมนตร์คนนั้น? คนที่ว่ากันว่าเก่งกาจที่สุดในเผ่าภูติคนนั้น!? "

    "สุดยอด… ดูนั่นสิ ศัตรูจำนวนราวหนึ่งในสามตรงหน้ากลุ่มนักรบชนเผ่าท้องถิ่นมันหายไปเกลี้ยงเลย! "

    "พวกเรา… พวกเรายังสู้ได้! มีทั้ง ผอ. บานา ศาสตราจารย์เฮเนส แล้วยังเธอคนนี้อีก! พวกเราทำได้แน่! "

    ถ้าหากว่าเธอทำไปด้วยชื่อของเธอเอง ทุกคนคงคิดแค่ว่า “มีนักเรียนสุดเก่งคนหนึ่งเป็นพวก”

    แต่ถ้าใช้นามของแม่เธอรวมไปด้วย จะทำให้ทุกคนเปลี่ยนความคิดไปว่า “นี่คือลูกสาวของเผ่าภูติที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุด”

    ความรู้สึกของกำลังใจที่ได้มันผิดกัน

    ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามแผนของเธอ

    ยอมทิ้งตัวตนที่ปกปิดมาตลอด ยอมใช้นามของแม่ตัวเองเพื่อปลุกสร้างกำลังใจให้กับทุกคน

    เธอทำมันสำเร็จ---



    ---คงจะทำสำเร็จ ถ้าหากว่าศัตรูของเธอไม่ใช่ เอดีฟนี่

    จ่าฝูงของอะบอมที่ซ่อนตัวจากระยะไกล กำลังมองทุกการกระทำของเธอตั้งแต่ต้นจนจบ

    เธอทำตัวเหมือนกับบานา คือพยายามใช้ตัวเองเพื่อสร้างกำลังใจให้กับทุกคน

    แต่เธอมีแต่ช่องว่าง ผิดกับบานาที่เขายังหาช่องว่างโจมตีไม่ได้

    ดังนั้นเขาจึงไม่พลาดโอกาส แล้วใช้ปืนไรเฟิลในมือโจมตีออกไป

    ใช้ระยางที่ยืดยาวหยิบปืนที่วางบนพื้นข้างผิวน้ำ แล้วลั่นไกยิงออกไป

    กระสุนขนาด 0.308 พุ่งทะลุผ่านหน้าอกของภูติตัวน้อยพร้อมกับเสียงปืนที่คำรามก้อง

    "ดอง!? "

    เธอรีบใช้มือกุมหน้าอกตนเอง แล้วใช้พลังภูติเร่งการทำงานของเกล็ดเลือดเพื่อสมานแผลตัวเอง

    เป็นโชคดีของเธอที่อวัยวะหัวใจกับปอดของเผ่าภูตินั้นคือปีกใจกลางหลัง เลยไม่มีหัวใจที่เป็นจุดตายปรากฏตรงหน้าอกเหมือนเผ่ามนุษย์

    แต่กระนั้นก็ยังบาดเจ็บหนักอยู่ดี

    "จะหล่นตรงนี้ไม่ได้ดอง…"

    เธอพยายามฝืนตัวเอง

    เพราะถ้าร่วงลงไปตอนนี้ คงทำให้กำลังใจที่สร้างขึ้นมาลดหายไปหมดแน่

    แต่ในตอนนั้นเองที่มีกระสุนนัดที่สองยิงใส่เธอ ราวกับจะเป็นการซ้ำเติมให้ตายคาที

    ในหัวของเธอคิดที่จะสร้างบาเรียพายุขึ้นมาเบี่ยงวิถีกระสุน แต่ร่างกายของเธอกลับตอบสนองความคิดนั้นไม่ทัน

    นัดที่สองนั้นยิงทะลุหัวไหลซ้าย ทะลุลำคอออกไปสู่อีกด้านอย่างน่ากลัว

    สายเลือดผสมระหว่างภูติ-มนุษย์ ที่เป็นสีแดงจนแทบโปรงใสเริ่มไหลทะลักออกมาเป็นสายฝน

    "ดอง…"

    ร่างของเธอร่วงหล่นลงสู่พื้นพร้อมกับสติที่เรือนร่าง

    ร่วงหล่นลงสู่ใจกลางดงของศัตรูที่ด้านนอกแนวป้องกัน…



    "ลี่! "

    "คุณลี่! "

    "ยัยดอง! "

    พวกพ้องของเธอต่างกรีดเสียงตกใจดังลั่น

    เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมาก เลยไม่มีใครเข้าไปช่วยเธอไว้ได้ทันเวลา

    แม้แต่เอทกับดิวซ์ที่มั่นใจในความเร็ว ยังไม่อาจวิ่งไล่ตามได้ทัน

    สองสาวนักฆ่ารีบกระโดดออกจากแนวป้องกัน แล้วมุ่งตรงไปที่ร่างของภูติตัวน้อย โดยมีพรุนกระโดดไล่ตามไปพร้อมกับพรรคพวกคนอื่น

    แม้แต่บุรุษสิงโตไพไรต์ก็ยังตัดสินใจไล่ตามพวกเขาไปเช่นกัน

    แต่ทว่าร่างของภูติตัวน้อยได้ถูกพวกอะบอมจำนวนมากทับถมกลืนกินลงไปแล้ว

    สตรีตัวเล็กผมสีเขียวกำลังดิ้นรนอย่างทรมานอยู่ในร่างสีเขียวที่น่าขยะแขยงของพวกมัน



    "ไม่! "

    พวกเพื่อนของเธอต่างกรีดเสียงหลง

    "ท่านโนอาร์ ขออนุญาตใช้อาวุธเทพอีกครั้งเพื่อช่วยเธอทีครับ! "

    แม้แต่ไพไรต์เองยังละทิ้งความดื้อรั้นของตัวเอง เพื่อหมายจะช่วยชีวิตสหายต่างเผ่าตรงหน้าให้ทันเวลา

    แต่ร่างกายของภูติน้อยคนนั้นกำลังเริ่มละลาย

    เริ่มจากชุดคลุมสีเทา แล้วต่อด้วยเสื้อเดรสสีขาวบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มร่างกายอันงดงามของเธอ

    ในขณะเดียวกัน อีกฝ่าย เอดีฟนี่ ที่เป็นจ่าฝูงของอะบอมกลับเริ่มรู้สึกผ่อนคลายผิดกับพรรคพวกของลิลลี่ที่กำลังหวั่นวิตก

    เพราะว่าเขาพึ่งจะฆ่าตัวอันตรายทิ้งไปได้นั่นเอง

    และถ้าเขาสามารถฆ่าเผ่ายักษ์ผมสีส้มคนนั้นได้ ชัยชนะก็จะตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน

    เขาคิดเช่นนั้น

    ถึงกองกำลังตรงหน้าทั้งสิ้นห้าพันชีวิตจะถูกฆ่าไปแล้วถึงหนึ่งในสาม แต่เขายังมีกำลังสำรองอีกนับแสนนับล้านที่ยังสามารถเข้ามาเสริมทัพได้ตลอดเวลา

    ในขณะที่ศัตรูมีแต่จะอ่อนแรงมากขึ้นเพียงฝ่ายเดียว

    ถึงจะไม่ชอบใจที่สุดท้ายต้องมาเสียกำลังพลไปมากมาย แต่อย่างน้อยก็สามารถขับไล่ผู้รุกรานออกไปจากเขตปกครองได้สำเร็จ

    นี่คือชัยชนะของเขา---



    "... นั่นมันอะไร? "

    ในตอนนั้นเองที่เอดีฟนี่รู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังพุ่งตรงมาจากทิศตะวันตก

    สิ่งนั้นมีสีฟ้า… ไม่สิ เป็นสีน้ำเงินเข้มจนแทบจะกลายเป็นสีดำ

    มันวิ่งตรงดิ่งเป็นเส้นตรงราวกับพายุคลั่ง

    สิ่งนั้นลากเส้นสีดำทิ้งเอาไว้บนแผ่นดินโลกจนแยกออกเป็นสองส่วน

    รวดเร็วยิ่งกว่าใคร ว่องไวประดุจประกายแสง

    สิ่งนั้นพุ่งตรงไปที่ร่างของภูติน้อยที่ถูกกลืนกิน มันหยุดลงแล้ววาดพายุอันคมกริบตัดทะลุเจลสีเขียวตรงหน้าจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตาเดียว

    สิ่งนั้นเป็นบุรุษเพศชายเผ่ามนุษย์ที่มีผมสีดำกระเซิง สวมผ้าคลุมสีเทาปกคลุมเสื้อเชิตสีดำที่สวมใส่อยู่ข้างใต้

    กระบี่สีดำที่ใช้แทงทะลุนั้น ถูกชูขึ้นท้องฟ้าต้องแสงตะวันจนสาดส่องทอเป็นประกายสะท้อนไปทั่วบริเวณ

    ในอ้อมแขนซ้ายของเขา กำลังประคองร่างเปล่าเปลือยที่งดงามของสตรีเผ่าภูติเอ่าไว้อย่างอ่อนโยน

    เขาคือสหายของเธอ สหายเผ่ามนุษย์ที่มีชื่อว่า [โฮป]



    เขาก้มมองร่างของภูติตัวน้อย แล้วใช้มือซ้ายตรวจชีพจรอย่างใจเย็น

    “โฮป…? ดอง…? ”

    ภูติตัวน้อยที่ได้สติกลับมา กำลังส่งเสียงอย่างอ่อนล้าเรียกหาบุรุษตรงหน้า

    เขาควรรีบส่งตัวสหายผู้บอบช้ำกลับไปหาพรรคพวกที่กำลังพยายามฝ่ากองทัพอะบอมมาตรงนี้

    แต่ในวินาทีนั้น ดวงตาทั้งสองกลับได้ประสานสื่อใจถึงกัน

    ดวงตาของลิลลี่ที่ยังไม่อยากยอมแพ้ และอยากทำหน้าที่ดึงกำลังใจของทุกคนให้กลับมา

    กับดวงตาของโฮป ที่เต็มไปด้วยความกระหายอยากฟาดฟันกระบี่ของตนเองออกไป

    โดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใด ๆ พวกเขาสองคนต่างทราบถึงความต้องการของอีกฝ่ายได้ในทันที

    “ใช้นี่ซะ”

    โฮปถอดผ้าคลุมสีเทาของตัวเองมาห่มให้กับสหายของเขา

    “ขอบคุณดอง”

    เธอตอบรับมันด้วยความยินดี แล้วเริ่มใช้พลังรักษาบาดแผลที่หัวไหลกับต้นคอของตัวเองอีกครั้ง

    ท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง ฉับพลันเงียบเสียงลงเพราะการปรากฏตัวราวกับพายุของโฮป

    แม้แต่พวกอะบอมเองก็ยังไม่กล้าที่จะบุกเข้าใส่



    แล้วมันก็เริ่มต้นขึ้น

    สองคนต่อศัตรูจำนวนสามพันตัว นั่นคือจำนวนที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่

    พวกอะบอมใช้อาวุธปืน กระสุนหิน และสายฟ้ายิงโจมตีระยะไกลใส่พวกเขาราวห่าฝน

    “ฝากคุ้มครองด้วยโฮป”

    ลิลลี่ฝากทุกสิ่งเอาไว้กับโฮป แล้วเริ่มใช้พลังภูติสลายความชื้นในอากาศรอบตัวออกไป

    ส่วนโฮปเองก็เร่งพลังของกระบี่ถึงขีดสุดอีกครั้ง ปล่อยให้มันสูบพลังงานออกจากร่างกาย ถ้ามีไม่พอ ก็ยอมให้มันสูบไปแม้แต่พลังชีวิตที่มี

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อก้าวข้ามขีดจํากัดของมนุษย์เหมือนอย่างที่ทำไปเมื่อกี้

    รังสีที่แผ่ออกจากดาบ ทำให้สติกับประสาทสัมผัสของเขาไปถึงจุดสุดยอดที่ขอบเขตมนุษย์จะไปถึงได้

    ประสาทสัมผัสทุกส่วนของร่างกายถูกเปิดออก จนรับรู้ได้แม้แต่จำนวนฝุ่นผงอากาศที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวในระยะสามเมตรของเขา

    สิ่งที่แลกมากับการะทะลุขีดจำกัดนี้ คือสภาพร่างกายของตัวเอง

    กล้ามเนื้อบอบช้ำจนแทบจะฉีกขาด ความดันขึ้นสูงจนเลือดไหลย้อยออกทางจมูกและปาก ดวงตาแดงก่ำราวกับจะแตกทะลักออกมาได้

    แต่เขาไม่สนใจสภาพร่างกายของตัวเองอีกต่อไป

    จะอะไรก็ได้ ขอแค่ได้ฆ่าพวกอะบอม เขาก็พึงพอใจแล้ว



    “ฝากการโจมตีด้วยลี่”

    โฮปฝากทุกสิ่งของเขาให้กับลิลลี่ แล้วเริ่มร่ายรำกระบี่ด้วยทวงท่าที่อ่อนช้อย

    เขาปัดป้องการโจมตีที่หมายจะเอาชีวิต และปล่อยการโจมตีที่ไม่จำเป็นต้องสนใจให้ไหลผ่านข้างลำตัวไป

    ในเวลาเดียวกัน เขาก็ใช้มือซ้ายที่ว่างอยู่ จับมือของภูติตัวน้อยให้เคลื่อนตัวหลบหลีกไปตามการเคลื่อนไหวของเขา

    ดึงร่างของสตรตัวน้อยเข้ามาแนบชิดอกจนแทบหายใจรดต้นคอ แล้วใช้ร่างกายตัวเองเป็นดั่งโล่เนื้อปกป้องเธอ

    ส่วนทางลิลลี่เองก็ปล่อยให้โฮปจับมือเธอเคลื่อนไหวไปอย่างอิสระไร้ซึ่งการต่อต้าน

    ทั้งสองคนหลบการโจมตีราวพายุด้วยวิธีเช่นนั้น ราวกับว่ากำลังร่ายรำด้วยเสียงเพลงจากลูกปืน

    เป็นทวงท่าการหลบหลีกที่งดงาม จนทุกคนต่างลืมไปชั่วขณะ ว่ากำลังทำสงครามกับสัตว์ร้ายกันอยู่

    หนึ่งนาที

    สองนาที

    สามนาที

    ถึงแม้ว่าจะผ่านไปแล้วห้านาที ก็ยังไม่มีการโจมตีใดถูกเนื้อต้องตัวของสตรีภูติได้

    เพราะทุกการโจมตี ต่างถูกปกป้องและรับเอาไว้ฝีมือของบุรุษที่ชื่อว่า [โฮป] ผู้นี้



    “เอานี่ไปกิน! ดอง! ”

    เพราะมีเวลาบรรจงสร้างสรรค์เหลือเฟื่อ เธอจึงสามารถใส่สมาธิไปที่การโจมตีได้อย่างเต็มที่

    สนามรบแห่งนี้ได้ตกอยู่ในการควบคุมของเธอแล้ว

    สิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ฉับพลันกลายเป็นพื้นที่เหือดแห้ง

    เธอสลายโมเลกุลของน้ำไปจากพื้นที่รอบตัว โดยเว้นเอาไว้เฉพาะจุดที่พรรคพวกของตัวเองยืนอยู่

    สลายหายไปหมด ตั้งแต่ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ความชื้นใต้ผิวดิน ไปจนกระทั้งความชื้นที่อยู่ในอากาศ

    ผืนแผ่นดินที่อุดมไปด้วยน้ำสีเขียวมรกต ได้กลายเป็นทะเลทรายในบันดล

    ต้นไม้แห้งเหี่ยวสลายกลายเป็นผง อากาศเหือดแห้งมิอาจจะสูดหายใจเข้าไปได้

    สัตว์เล็กน้อยใหญ่ที่อยู่ในระยะโจมตี ต่างเริ่มทุกทรมานเพราะกำลังสูญเสียน้ำออกจากร่างไปอย่างรวดเร็ว

    โดยเฉพาะกับอะบอม สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายเจลที่ต้องพึ่งพาน้ำตลอดเวลา

    โดยพื้นฐานแล้ว อะบอม นั้นมีความคล้ายคลึงกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า [อะมีบา]

    เนื่องจากอะมีบาไม่มีจมูกเหมือนสัตว์ทั่วไป มันจึงต้องใช้ออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำในการหายใจ

    พวกมันจะดูดซึมของเหลวผ่านทางผิวหนัง และรับออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำเข้าไปพร้อมกัน

    แต่ตอนนี้พวกมันไม่มีของเหลวที่ว่าคอยให้ใช้หายใจอีกต่อไป

    ซ้ำร้าย ของเหลวที่อยู่ภายในร่างกลับกำลังถูกอากาศที่แห้งผากแย่งเอาความชื้นออกไปจากร่างของพวกมันแทนเสียด้วยซ้ำ

    อะบอมจำนวนสามพันตัวต่างแห้งตายในพริบตาเดียว

    แห้งตายด้วยฝีมือของคนเพียงสองคนเท่านั้น

    “ตะ... ตอนนี้แหละ! รีบโจมตีพวกมันกลับ! อย่าให้พวกมันกลับมาตีวงล้อมพวกเราได้เด็ดขาด! ”

    แม้แต่บานาเองก็ยังถึงกับทึ่งในความสามารถไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาตั้งสติสั่งการทุกคนอีกครั้ง

    ส่วนทางด้าน เอดีฟนี่ จ่าฝูงของพวกอะบอมที่กำลังเฝ้ามองมาจากระยะไกลอยู่ในตอนนั้น…

    “ (... ถอยทัพ พวกเราแพ้แล้ว ให้พวกมันยึดป่านี้ไป พวกเราจะย้ายไปสร้างรังใหม่ที่อื่นกัน) ”

    เขา… ทำได้แต่กัดฟันยอมรับอย่างริษยา และยอมถอยทัพจากไปในท้ายที่สุด

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน