ชายเผ่ามนุษย์ [โฮป] กำลังวิ่งตรงไปที่กลุ่มควันด้วยจิตใจอันคลุ้มคลั่ง
เพื้อแก้แค้นให้กับบิดามารดาของตนเองเช่นนั้นหรือ?
เขาไม่รู้
ที่เขารู้ คือแค่อยากอาละวาดให้เต็มที่เท่านั้น
"อย่ามาขวางทาง! "
กระบี่ของเขาฟาดฟันทุกสิ่งตรงหน้าโดยไม่มีการแบ่งแยก
ผิวน้ำมรกต ดอกเฮเดส โขนหินสูงที่ขวางกั้นเส้นทาง ต้นไม้ สัตว์ป่า หรือแม้สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ไม่คิดสู้
ล้วนแต่ได้กลายเป็นเหยื่อของความคลุ้มคลั่งของเขา
ถูกตัด ถูกสับ ถูกฆ่า ถูกทำลาย
เขาวิ่งตัดป่าเป็นเส้นตรงด้วยสภาพเช่นนั้นอย่างรวดเร็ว
กระบี่ที่ถูกเร่งพลังอย่างรุนแรง เริ่มสร้างผลกระทบให้กับร่างกายของเขา
รังสีที่แผ่ออกมาอย่างเข้มข้นนั้น กำลังกระตุ้นสมองของเขาโดยตรง
[เซลล์] ที่หลับลึกอยู่ในร่างกายอย่างสงบ เริ่มตื่นตัวขึ้นอย่างตระหนกตกใจ พร้อมกับขับสารอะดีนน่าลีนจนพลุ่งพล่าน
สติและสัมผัสทั้งห้าเริ่มตื่นตัวอย่างที่ไม่เคยเป็น
เขากำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ไปพร้อมกับที่ทำลายตัวเอง
"โฮป! "
ไฮเจนพยายามไล่ตามสุดชีวิต
แต่สหายของเขารวดเร็วมาก
เร็วจนสองปีกของเขายังไม่อาจบินร่อนถลาลมไล่ตามได้ทัน
เพียงแค่ 10 วินาที เขาก็สามารถร่นระยะห่างกว่า 100 เมตร กลับมาถึงค่ายได้สำเร็จ
"พวกมัน… เล็งตอนจังหวะที่ทุกคนอยู่บนรถ? "
สิ่งที่โฮปเห็นคือเหตุวินาศกรรม
ยานเหาะเลียบพื้นดินทรงรียาวที่ใช้ขนนักเรียนหนึ่งพันคนจำนวน 20 คัน ต่างอยู่ในสภาพที่จอดเรียงระเนระนาด
ควันแรกสุดถูกบางสิ่งโจมตีจนมีรูขนาดใหญ่ปรากฏตรงหัวลำ พร้อมกับมีควันไฟลุกไหม้น่ากลัว
ส่วนคันที่เหลือ กำลังถูกจอดเรียงปิดล้อมพวกนักเรียนเอาไว้
"ทุกคนเคลื่อนตัวรถเป็นแนวกำบัง! พวกเราจะสู้ถ่วงเวลา จนกว่าความช่วยเหลือจากฐานใหญ่จะมาถึง! "
ไม่สิ บางทีอาจจะเป็นความจงใจของพวกเขา ที่ทำให้ยานเหาะขนส่งที่เหลืออยู่ในสภาพปิดล้อมตัวเองแบบนั้น
กระสุนปืนกับกระสุนหินเริ่มเทลงเป็นสายฝน
พวกสัตว์ร้าย [อะบอม] สีเขียวต่างกำลังปิดล้อมพื้นที่ แล้วรุมโจมตีกลุ่มนักเรียนที่อยู่ใจกลางวงพวกมัน
พวกมันใช้อาวุธที่ขโมยมาจากค่าย เข้าโจมตีใส่อย่างหิวหระหาย ประดุจฝูงหมาป่าที่รุมขย้ำเหยื่อ
"เสียท่าพวกมันอีกจนได้ ทั้งที่เป็นสัตว์ป่าแท้ ๆ จะฉลาดก็ให้มีขอบเขตหน่อยสิฟะ! "
ผอ. คอร์นกรีดเสียงร้องอย่างหัวเสีย ไปพร้อมกับหยิบยากระตุ้นกล้ามเนื้อมากินอีกรอบ
"อย่าให้เสียรูปขบวนรบ! ต่อให้พวกมันรู้วิธีใช้อาวุธ แต่กระสุนกับอาวุธที่ถูกขโมยมีจำกัด! ถ้าถ่วงเวลาป้องกันอย่างใจเย็น ล่อให้พวกมันใช้กระสุนจนหมด พวกเราจะเป็นฝ่ายชนะ! "
ส่วน ผอ. บานา เองก็กำลังกู่ก้องสั่งการนักเรียนไปพร้อมกับใช้พละกำลังแขนเคลื่อนคันรถที่อยู่ตรงหน้ามาเป็นแนวกำบัง
“อยู่ตรงนั้น”
โฮปพูดด้วยน้ำเสียงที่กระหายเลือด
“แต่ว่าตัวเกะกะเยอะจริง”
เขาคิดที่จะพุ่งตรงไปฆ่าล้างพวกมัน แต่ทว่ากลับมีอะบอมจำนวนนับไม่ถ้วนเข้ามาขวางทางเอาไว้ก่อน
“ก็ได้ งั้นเล่นกับพวกแกก่อนแล้วกัน~”
โฮปกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเหี้ยมเกรียม ก่อนจะวาดกระบี่ไล่ฆ่าอะบอมอย่างคลุ้มคลั่ง
“นั่นมัน…”
ในระหว่างที่เขากำลังฟาดกระบี่อย่างสนุกสนานนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่าง
ไกลออกไปตรงสนามรบที่เพื่อนร่วมรุ่นกำลังสู้รบนั้น มีสตรีเผ่าภูติคนหนึ่งกำลังบินขึ้นท้องฟ้ากว้าง
“นั่นมันยัยลี่ไม่ใช่หรือ…”
เขารู้ได้ทันทีว่านั่นคือเพื่อนของเขา
ภูติหัวเขียวของเขาดูดกระแสไฟฟ้าของอะบอมที่โจมตีเข้าใส่มาที่ตัวเอง เธอรวมพวกมันเข้าด้วยกัน แล้วทิ้งลงใส่ใจกลางวงของพวกอะบอมอย่างรุนแรง
“ฮะ ฮะ ฮะ! ต้องแบบนั้นเซ่! สะใจชิบหายเลยว้อย! ”
ภาพนั้นทำให้โฮปรู้สึกปลอดโปร่งเป็นอย่างมาก
แต่แล้วในวินาทีต่อมา กลับมีเสียงปืนดังลั่นจนทำให้จิตใจของเขาดำมืด
ภูติหัวเขียวตัวแสบที่เป็นเพื่อนของเขาโดนใครสังคนยิงใส่ด้วยกระสุนปืน
ร่างของเธอที่ร่วงลงใจกลางดงอะบอม ทำให้เขาเห็นภาพของโครงกระดูกพ่อแม่ตัวเองซ้อนทับกับร่างของเธอ
“เดียว…”
ในวินาทีนั้นเขารู้สึกว่าอะไรบางอย่างในจิตใจได้ขาดออกจากกัน
นิ้วของเขาดันปุ่มปรับความแรงรังสีของดาบอย่างรุนแรง จนมันหักทะลุแกนออกจากด้ามดาบ
รังสีของกระบี่เริ่มแผ่ขยายรุนแรงและเข้มข้นจนกลายเป็นสีดำ
เป็นสีดำที่แผ่ขยายกลืนกินทุกสิ่งรอบตัวหายเข้าไปในแสงนั้น...
***
ถ้าถามว่าทำไมถึงกลายสภาพเป็นเช่นนี้ คงต้องขอเล่าย้อนเหตุการณ์กลับไปตอนที่ค่ายกำลังโดนโจมตีก่อนเหตุการณ์มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก…
เอดีฟนี่ หรือเจ้าป่าของบึงมรกต เริ่มรู้ตัวว่าไม่สามารถต่อสู้กับบานาได้นานมากไปกว่านี้
เขารู้ตัวดีถึงขีดจำกัดที่มี รวมไปถึงอาวุธที่กำลังจะหมดลง
ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ถอนกำลังออกมาเพื่อให้ศัตรูตายใจว่าตัวเองหนี แล้วค่อยหันมาหาโอกาสโจมตีอีกครั้ง
เขาเฝ้ารอห่าง ๆ อยู่ในผิวน้ำมรกตที่อยู่ไม่ไกลจากค่ายนัก
แล้วโอกาสนั้นก็มาถึง
เขาเห็นบานาส่งนักเรียนขึ้นรถเหาะทรงรีสีขาวคันยาว
ถึงเอดีฟนี่นี่จะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร แต่มันไม่ทิ้งโอกาสที่ศัตรูมารวมตัวอยู่ในที่เดียวกันแน่นอน
เอฟดินี่จึงกระจายอาวุธที่ขโมยมาให้กับกลุ่มลูกน้องที่ฉลาดพอจะใช้งานอาวุธ แล้วเริ่มสั่งโจมตีในทันที
เมื่อขบวนรถวิ่งออกมาจากค่ายได้เพียงห้าสิบเมตร พวกเขาก็ถูกรุมโจมตีโดยพวกอะบอมตามแผนการของจ่าฝูงพวกมัน
กระสุนปืนกลถูกสาดเข้าใส่ไปที่ตัวรถเป็นจำนวนมาก
ในขณะเดียวกัน เขาก็ส่งอีกกองกำลังเข้าโจมตีนักรบของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ที่ยังอยู่ในค่ายไปพร้อมกัน
กำลังพันธมิตรทั้งสองถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
แต่มีบางสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของเขา
นั่นคือตัวรถที่ใช้ขนส่งนักเรียน มันมีม่านแสงความร้อนหุ้มผิวรถเอาไว้อยู่
มันเป็นแสงรังสีที่พร้อมจะตัดหรือสลายทุกสิ่งที่ไปสัมผัส
กระสุนจำนวนมากต่างถูกทำลายก่อนที่จะเข้าไปกระทบผิวรถได้สำเร็จ
เอฟดินี่จึงสั่งการเปลี่ยนเป้าหมายให้ทุกคนเล็งโจมตีโหมไปที่รถนำขบวนเป็นจุดเดียวพอ
เมื่อกระสุนที่ยิงกระจายถูกรวมมากระจุดเป็นจุดเดียว เลยทำให้ม่านบาเรียแสงบาง ๆ นั้นไม่อาจรับมือได้อีกต่อไป
ผลลัพธ์จึงกลายเป็นอย่างที่เห็นในปัจุบัน
รถคันแรกพังลงกลางทางจนทำให้รถคันอื่นที่วิ่งตามหลังต้องหยุดวิ่งก่อนพุ่งเข้าชน
ถึงจะยังไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม แต่คนบาดเจ็บจากรถคันแรกก็มีมากถึงห้าสิบคนไปแล้ว
"ทุกคนระวัง! "
ท่ามกลางกระสุนปืนที่โจมตีใส่พวกนักเรียน มีสายฟ้าขนาดใหญ่แลบแฉลบตัดแยกอากาศเข้ามาหาพวกเขา
พวกอะบอมใช้พลังรังสีสร้างสายฟ้าโจมตีเข้าใส่พวกกลุ่มนักเรียนชดเชยในส่วนของอาวุธที่มีไม่พอ
"หน่อย! ข้าไม่ปล่อยให้มาทำร้ายนักเรียนของข้าได้หรอก! "
วีรบุรุษบานากระโดดออกจากแนวป้องกันมาที่ด้านนอก
เขาเร่งพลังงานของตรีศูลให้ถึงขีดสุดที่ร่างกายของเขาจะรับไหว
ปลายสามง่ามสีดำถูกห่อหุ้มไปด้วยละอองรังสีที่รุนแรง
"ฮ่า! "
รังสีถูกยิงออกจากปลายง่ามเป็นเส้นแสงที่ยาวกว่าสามสิมเมตร
เขายืนประจันในแนวหน้า แล้วใช้ลำแสงนั้นกวาดศัตรูตรงหน้าจนราบเป็นหน้ากลองในเสี้ยววินาที
เพราะแบบนั้น เป้าหมายการโจมตีจึงถูกเบี่ยงเบนไปที่เขาแทน
“ (รุมสัตว์ที่มีขนหัวสีส้มคนนั้นซะ) ”
เอดีฟนี่ คิดว่านี่เป็นโอกาสดีในการฆ่าจ่าฝูงของศัตรู
เพราะบานากำลังออกมายืนนอกแนวกำบัง เป็นโอกาสอันดีที่จะเอาชีวิตของเขาได้
หรือถูกในอีกนัยหนึ่ง คือเขากำลังใช้ชีวิตตัวเองเป็นเหยื่อล่อ เพื่อให้นักเรียนที่น่ารักของตนปลอดภัยนั่นเอง
"แครอท ฮอร์เนส คอร์น ฝากดูแนวหลังด้วย! "
"ได้ค่ะที่รัก! "
"ไว้ใจข้าได้! "
"ข้าจะฆ่ามัน! "
แต่ใช้ว่าบานาจะบ้าบิ่นถึงขนาดเอาชีวิตตัวเองมาทิ้ง
ที่เข้ากล้าทำถึงขนาดนี้ เพราะว่ายังมียอดนักรบที่ไว้ใจได้คอยคุ้มกันแผ่นหลังของเขาอีกต่อหนึ่งอยู่ด้วย
แต่ถึงจะมียอดวีรบุรุษคอยรับมือ ก็ไม่อาจดูแลสอดส่องนักเรียนจำนวนมากได้อยู่ดี
"กรี๊ดดด! "
"มะ.. ไม่ไหว! พวกเราตายหมดแน่! "
นักเรียนกลุ่มที่อยู่ห่างจากการดูแลคุ้มครองของพวกเขา จึงเริ่มกรีดร้องออกมาอย่างขลาดเขลา
ถึงจะฝึกฝนมา แต่พวกเขายังเป็นเพียงแค่นักเรียนปีหนึ่งที่ไร้เดียงสา
ความตายของเพื่อนร่วมรุ่นที่ผ่านมาไม่ถึงชั่วโมง มันทำให้จิตใจของพวกเขาอ่อนแอ
และความอ่อนแอนั้น กำลังจะทำให้พวกเขาตาย
"... ผอ. บานา"
ท่ามกลางเสียงระเบิดดังก้อง มีคนผู้หนึ่งจับจ้องไปที่วีรบุรุษบานาอย่างไม่ละสายตา
เธอคือสตรีเผ่าภูตินามว่า [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]
"... นี่คือการต่อสู้ของวีรบุรุษอย่างงั้นสินะ ดอง"
ภาพของวีรบุรุษที่ต่อสู้โดยเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันเพื่อปกป้องผู้คน ทำให้เธอได้ตระหนักบางอย่าง
ว่าวีรบุรุษ คือคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ต่างจากเธอเลบ
บานาไม่ใช่ยอดมนุษย์ที่จะยื่นมือเข้าไปปกป้องได้ทุกชีวิตในสนามรบ
ไม่ได้เก่งกาจถึงขนาดต่อกรศัตรูโดยตัวเพียงคนเดียวได้
ไม่ได้เก่งกาจในระดับที่จะปกป้องทุกคนได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
"ตายแน่! "
"อะ...อาจารย์ช่วยผมด้วย! "
เธอมีความฝันอยากเป็นอย่าง ผอ. บานา เป็นวีรบุรุษสุดเท่ที่จารึกชื่อลงในประวัติศาสตร์
ไม่ใช่ตัวตนที่ถูกจดจำเพียงเพราะเป็นบุตรีของคนเด่นดัง
ดังนั้นเธอจึงปิดบังตัวตนแล้วเข้าเรียนในฐานะ [ลิลลี่] หรือที่ถูกเรียกกันอย่างสนิทสนมว่า [ลี่]
เข้าเรียนเป็นนักเรียนธรรมดาทั่วไปเหมือนอย่างทุกคน
เพราะฉะนั้น---
"เวลาแบบนี้จะมาเอาแต่ถือทิฐิไม่ได้ คงต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์แล้วละ... ดอง..."
---เพราะฉะนั้นเธอจึงต้องทำมัน
เธอคิดว่าต้องหาทางกู้สถานการณ์ด้วยทางใดไม่ก็ทางหนึ่ง
ต้องหาทางเปลี่ยนนักเรียนตรงนี้ให้กลายเป็นนักรบ
เป็นนักรบที่พอจะนับเป็นกำลังต่อสู้ได้
จะปล่อยให้ภาระปกป้องทุกอย่างเป็นของวีรบุรุษหรือผู้ใหญ่แต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้เด็ดขาด
เธอคิดเช่นนั้น
"ทุกคน! "
เธอเปล่งเสียงสุดลมหายใจ พร้อมกับบินขึ้นท้องสูงในระยะเหนือพื้นราวสิบเมตร
"ฉัน… [ลี่] ! หรือ [ลิลลี่ออฟซิเดียน] ลูกสาวของ [ผอ.ยะมะโตะ] บุตรีของอดีตวีรสตรีแห่งเผ่าภูติ [เอสเทอ] ! "
เธอโยนแว่นตาปลอมที่สวมมาตลอดทิ้งลงพื้น แล้วเริ่มแผ่พลังภูติออกมาจากปีก
"จงดูพลังของลูกสาวแห่งวีรสตรีในตำนานซะ ดอง! "
พริบตานั้นเองที่ทุกคนถึงกับต้องขยี้ตาตัวเองด้วยความประหลาดใจ
สายฟ้าที่อะบอมโจมตีมาจากทุกทิศทาง นับร้อย นับพัน กำลังถูกสตรีร่างเล็กเพียงคนเดียวดูดไปรวมเอาไว้ที่เหนือหัว
แหวนเวทมนตร์ที่สวมเอาไว้บนนิ้วชี้ทั้งสองข้าง เริ่มส่องสว่างเป็นประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าคู่กับปีกภูติที่อยู่ใจกลางแผ่นหลัง
ผ้าคลุมนักเรียนสีเทาเริ่มโบกสะบัดไปตามกระแสลมอันรุนแรงจนเผยให้เห็นชุดเดรสสีขาวสุกสว่างอยู่ข้างใต้
เหนือหัวขึ้นไป คือก้อนสายฟ้าที่ถูกนำมาบีบอัดเป็นก้อนทรงกลมขนาดใหญ่อันน่ากลัว
ทั้งที่ปกติควรจะใช้เวลาสะสมพลังนาน แต่เป็นเพราะที่แห่งนี้มีพลังสายฟ้าสาดโจมตีไปทั่ว เธอจึงใช้ประโยชน์จากพลังของศัตรูมาเป็นพลังของเธอแทน
สิ่งที่เธอทำ มีเพียงแค่ดูดประจุไฟฟ้ารอบตัวมารวมกันใจกลางอากาศเท่านั้น
"เอานี่ไปกินซะ! [โลกแห่งอัสนีบาต] ! "
มันไม่มีความจำเป็นต้องตะโกนชื่อท่าหรือเอยนามของพ่อแม่ตนเองออกไปเลยสักนิด
แต่ที่เธอเล่นใหญ่ขนาดนี้ ก็เพื่อให้เป็นที่ตรึงตราใจทุกคนที่พบเห็น
เป็นการกระทำเพื่อสร้างกำลังใจให้กับนักเรียนทุกคนในที่นี้
ว่าทุกคนยังมีแสงแห่งความหวังยืนอยู่ตรงนี้อีกคน
โลกทั้งใบถูกย้อมไปด้วยเสียงของสายฟ้าคำราม
บอลสายฟ้าถูกทิ้งลงสู่ปฐพีประดุจการลงทัณฑ์จากสรวงสวรรค์
การโจมตีนั้นกินวงกว้างถึงห้าสิบเมตร
มันแผดเผาแผ่นดินจนเป็นเถ้าฝุ่นละออง
น้ำระเหิดสลายกลายเป็นไอ
แม้แต่ร่างของอะบอมยังสลายหายไปไม่เหลือแม้แต่เงา
หลุมขนาดยักษ์ถูกจารึกบนแผ่นดินโลกด้วยการโจมตีอันน่าตื่นตะลึงนั้น
"เธอคนนั้นคือลูกสาวของเอสเทอ? ลูกสาวของ ผู้อำนวยการแผนกวิทยาศาสตร์เวทมนตร์คนนั้น? คนที่ว่ากันว่าเก่งกาจที่สุดในเผ่าภูติคนนั้น!? "
"สุดยอด… ดูนั่นสิ ศัตรูจำนวนราวหนึ่งในสามตรงหน้ากลุ่มนักรบชนเผ่าท้องถิ่นมันหายไปเกลี้ยงเลย! "
"พวกเรา… พวกเรายังสู้ได้! มีทั้ง ผอ. บานา ศาสตราจารย์เฮเนส แล้วยังเธอคนนี้อีก! พวกเราทำได้แน่! "
ถ้าหากว่าเธอทำไปด้วยชื่อของเธอเอง ทุกคนคงคิดแค่ว่า “มีนักเรียนสุดเก่งคนหนึ่งเป็นพวก”
แต่ถ้าใช้นามของแม่เธอรวมไปด้วย จะทำให้ทุกคนเปลี่ยนความคิดไปว่า “นี่คือลูกสาวของเผ่าภูติที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุด”
ความรู้สึกของกำลังใจที่ได้มันผิดกัน
ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามแผนของเธอ
ยอมทิ้งตัวตนที่ปกปิดมาตลอด ยอมใช้นามของแม่ตัวเองเพื่อปลุกสร้างกำลังใจให้กับทุกคน
เธอทำมันสำเร็จ---
---คงจะทำสำเร็จ ถ้าหากว่าศัตรูของเธอไม่ใช่ เอดีฟนี่
จ่าฝูงของอะบอมที่ซ่อนตัวจากระยะไกล กำลังมองทุกการกระทำของเธอตั้งแต่ต้นจนจบ
เธอทำตัวเหมือนกับบานา คือพยายามใช้ตัวเองเพื่อสร้างกำลังใจให้กับทุกคน
แต่เธอมีแต่ช่องว่าง ผิดกับบานาที่เขายังหาช่องว่างโจมตีไม่ได้
ดังนั้นเขาจึงไม่พลาดโอกาส แล้วใช้ปืนไรเฟิลในมือโจมตีออกไป
ใช้ระยางที่ยืดยาวหยิบปืนที่วางบนพื้นข้างผิวน้ำ แล้วลั่นไกยิงออกไป
กระสุนขนาด 0.308 พุ่งทะลุผ่านหน้าอกของภูติตัวน้อยพร้อมกับเสียงปืนที่คำรามก้อง
"ดอง!? "
เธอรีบใช้มือกุมหน้าอกตนเอง แล้วใช้พลังภูติเร่งการทำงานของเกล็ดเลือดเพื่อสมานแผลตัวเอง
เป็นโชคดีของเธอที่อวัยวะหัวใจกับปอดของเผ่าภูตินั้นคือปีกใจกลางหลัง เลยไม่มีหัวใจที่เป็นจุดตายปรากฏตรงหน้าอกเหมือนเผ่ามนุษย์
แต่กระนั้นก็ยังบาดเจ็บหนักอยู่ดี
"จะหล่นตรงนี้ไม่ได้ดอง…"
เธอพยายามฝืนตัวเอง
เพราะถ้าร่วงลงไปตอนนี้ คงทำให้กำลังใจที่สร้างขึ้นมาลดหายไปหมดแน่
แต่ในตอนนั้นเองที่มีกระสุนนัดที่สองยิงใส่เธอ ราวกับจะเป็นการซ้ำเติมให้ตายคาที
ในหัวของเธอคิดที่จะสร้างบาเรียพายุขึ้นมาเบี่ยงวิถีกระสุน แต่ร่างกายของเธอกลับตอบสนองความคิดนั้นไม่ทัน
นัดที่สองนั้นยิงทะลุหัวไหลซ้าย ทะลุลำคอออกไปสู่อีกด้านอย่างน่ากลัว
สายเลือดผสมระหว่างภูติ-มนุษย์ ที่เป็นสีแดงจนแทบโปรงใสเริ่มไหลทะลักออกมาเป็นสายฝน
"ดอง…"
ร่างของเธอร่วงหล่นลงสู่พื้นพร้อมกับสติที่เรือนร่าง
ร่วงหล่นลงสู่ใจกลางดงของศัตรูที่ด้านนอกแนวป้องกัน…
"ลี่! "
"คุณลี่! "
"ยัยดอง! "
พวกพ้องของเธอต่างกรีดเสียงตกใจดังลั่น
เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมาก เลยไม่มีใครเข้าไปช่วยเธอไว้ได้ทันเวลา
แม้แต่เอทกับดิวซ์ที่มั่นใจในความเร็ว ยังไม่อาจวิ่งไล่ตามได้ทัน
สองสาวนักฆ่ารีบกระโดดออกจากแนวป้องกัน แล้วมุ่งตรงไปที่ร่างของภูติตัวน้อย โดยมีพรุนกระโดดไล่ตามไปพร้อมกับพรรคพวกคนอื่น
แม้แต่บุรุษสิงโตไพไรต์ก็ยังตัดสินใจไล่ตามพวกเขาไปเช่นกัน
แต่ทว่าร่างของภูติตัวน้อยได้ถูกพวกอะบอมจำนวนมากทับถมกลืนกินลงไปแล้ว
สตรีตัวเล็กผมสีเขียวกำลังดิ้นรนอย่างทรมานอยู่ในร่างสีเขียวที่น่าขยะแขยงของพวกมัน
"ไม่! "
พวกเพื่อนของเธอต่างกรีดเสียงหลง
"ท่านโนอาร์ ขออนุญาตใช้อาวุธเทพอีกครั้งเพื่อช่วยเธอทีครับ! "
แม้แต่ไพไรต์เองยังละทิ้งความดื้อรั้นของตัวเอง เพื่อหมายจะช่วยชีวิตสหายต่างเผ่าตรงหน้าให้ทันเวลา
แต่ร่างกายของภูติน้อยคนนั้นกำลังเริ่มละลาย
เริ่มจากชุดคลุมสีเทา แล้วต่อด้วยเสื้อเดรสสีขาวบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มร่างกายอันงดงามของเธอ
ในขณะเดียวกัน อีกฝ่าย เอดีฟนี่ ที่เป็นจ่าฝูงของอะบอมกลับเริ่มรู้สึกผ่อนคลายผิดกับพรรคพวกของลิลลี่ที่กำลังหวั่นวิตก
เพราะว่าเขาพึ่งจะฆ่าตัวอันตรายทิ้งไปได้นั่นเอง
และถ้าเขาสามารถฆ่าเผ่ายักษ์ผมสีส้มคนนั้นได้ ชัยชนะก็จะตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน
เขาคิดเช่นนั้น
ถึงกองกำลังตรงหน้าทั้งสิ้นห้าพันชีวิตจะถูกฆ่าไปแล้วถึงหนึ่งในสาม แต่เขายังมีกำลังสำรองอีกนับแสนนับล้านที่ยังสามารถเข้ามาเสริมทัพได้ตลอดเวลา
ในขณะที่ศัตรูมีแต่จะอ่อนแรงมากขึ้นเพียงฝ่ายเดียว
ถึงจะไม่ชอบใจที่สุดท้ายต้องมาเสียกำลังพลไปมากมาย แต่อย่างน้อยก็สามารถขับไล่ผู้รุกรานออกไปจากเขตปกครองได้สำเร็จ
นี่คือชัยชนะของเขา---
"... นั่นมันอะไร? "
ในตอนนั้นเองที่เอดีฟนี่รู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังพุ่งตรงมาจากทิศตะวันตก
สิ่งนั้นมีสีฟ้า… ไม่สิ เป็นสีน้ำเงินเข้มจนแทบจะกลายเป็นสีดำ
มันวิ่งตรงดิ่งเป็นเส้นตรงราวกับพายุคลั่ง
สิ่งนั้นลากเส้นสีดำทิ้งเอาไว้บนแผ่นดินโลกจนแยกออกเป็นสองส่วน
รวดเร็วยิ่งกว่าใคร ว่องไวประดุจประกายแสง
สิ่งนั้นพุ่งตรงไปที่ร่างของภูติน้อยที่ถูกกลืนกิน มันหยุดลงแล้ววาดพายุอันคมกริบตัดทะลุเจลสีเขียวตรงหน้าจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตาเดียว
สิ่งนั้นเป็นบุรุษเพศชายเผ่ามนุษย์ที่มีผมสีดำกระเซิง สวมผ้าคลุมสีเทาปกคลุมเสื้อเชิตสีดำที่สวมใส่อยู่ข้างใต้
กระบี่สีดำที่ใช้แทงทะลุนั้น ถูกชูขึ้นท้องฟ้าต้องแสงตะวันจนสาดส่องทอเป็นประกายสะท้อนไปทั่วบริเวณ
ในอ้อมแขนซ้ายของเขา กำลังประคองร่างเปล่าเปลือยที่งดงามของสตรีเผ่าภูติเอ่าไว้อย่างอ่อนโยน
เขาคือสหายของเธอ สหายเผ่ามนุษย์ที่มีชื่อว่า [โฮป]
เขาก้มมองร่างของภูติตัวน้อย แล้วใช้มือซ้ายตรวจชีพจรอย่างใจเย็น
“โฮป…? ดอง…? ”
ภูติตัวน้อยที่ได้สติกลับมา กำลังส่งเสียงอย่างอ่อนล้าเรียกหาบุรุษตรงหน้า
เขาควรรีบส่งตัวสหายผู้บอบช้ำกลับไปหาพรรคพวกที่กำลังพยายามฝ่ากองทัพอะบอมมาตรงนี้
แต่ในวินาทีนั้น ดวงตาทั้งสองกลับได้ประสานสื่อใจถึงกัน
ดวงตาของลิลลี่ที่ยังไม่อยากยอมแพ้ และอยากทำหน้าที่ดึงกำลังใจของทุกคนให้กลับมา
กับดวงตาของโฮป ที่เต็มไปด้วยความกระหายอยากฟาดฟันกระบี่ของตนเองออกไป
โดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใด ๆ พวกเขาสองคนต่างทราบถึงความต้องการของอีกฝ่ายได้ในทันที
“ใช้นี่ซะ”
โฮปถอดผ้าคลุมสีเทาของตัวเองมาห่มให้กับสหายของเขา
“ขอบคุณดอง”
เธอตอบรับมันด้วยความยินดี แล้วเริ่มใช้พลังรักษาบาดแผลที่หัวไหลกับต้นคอของตัวเองอีกครั้ง
ท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง ฉับพลันเงียบเสียงลงเพราะการปรากฏตัวราวกับพายุของโฮป
แม้แต่พวกอะบอมเองก็ยังไม่กล้าที่จะบุกเข้าใส่
แล้วมันก็เริ่มต้นขึ้น
สองคนต่อศัตรูจำนวนสามพันตัว นั่นคือจำนวนที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่
พวกอะบอมใช้อาวุธปืน กระสุนหิน และสายฟ้ายิงโจมตีระยะไกลใส่พวกเขาราวห่าฝน
“ฝากคุ้มครองด้วยโฮป”
ลิลลี่ฝากทุกสิ่งเอาไว้กับโฮป แล้วเริ่มใช้พลังภูติสลายความชื้นในอากาศรอบตัวออกไป
ส่วนโฮปเองก็เร่งพลังของกระบี่ถึงขีดสุดอีกครั้ง ปล่อยให้มันสูบพลังงานออกจากร่างกาย ถ้ามีไม่พอ ก็ยอมให้มันสูบไปแม้แต่พลังชีวิตที่มี
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อก้าวข้ามขีดจํากัดของมนุษย์เหมือนอย่างที่ทำไปเมื่อกี้
รังสีที่แผ่ออกจากดาบ ทำให้สติกับประสาทสัมผัสของเขาไปถึงจุดสุดยอดที่ขอบเขตมนุษย์จะไปถึงได้
ประสาทสัมผัสทุกส่วนของร่างกายถูกเปิดออก จนรับรู้ได้แม้แต่จำนวนฝุ่นผงอากาศที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวในระยะสามเมตรของเขา
สิ่งที่แลกมากับการะทะลุขีดจำกัดนี้ คือสภาพร่างกายของตัวเอง
กล้ามเนื้อบอบช้ำจนแทบจะฉีกขาด ความดันขึ้นสูงจนเลือดไหลย้อยออกทางจมูกและปาก ดวงตาแดงก่ำราวกับจะแตกทะลักออกมาได้
แต่เขาไม่สนใจสภาพร่างกายของตัวเองอีกต่อไป
จะอะไรก็ได้ ขอแค่ได้ฆ่าพวกอะบอม เขาก็พึงพอใจแล้ว
“ฝากการโจมตีด้วยลี่”
โฮปฝากทุกสิ่งของเขาให้กับลิลลี่ แล้วเริ่มร่ายรำกระบี่ด้วยทวงท่าที่อ่อนช้อย
เขาปัดป้องการโจมตีที่หมายจะเอาชีวิต และปล่อยการโจมตีที่ไม่จำเป็นต้องสนใจให้ไหลผ่านข้างลำตัวไป
ในเวลาเดียวกัน เขาก็ใช้มือซ้ายที่ว่างอยู่ จับมือของภูติตัวน้อยให้เคลื่อนตัวหลบหลีกไปตามการเคลื่อนไหวของเขา
ดึงร่างของสตรตัวน้อยเข้ามาแนบชิดอกจนแทบหายใจรดต้นคอ แล้วใช้ร่างกายตัวเองเป็นดั่งโล่เนื้อปกป้องเธอ
ส่วนทางลิลลี่เองก็ปล่อยให้โฮปจับมือเธอเคลื่อนไหวไปอย่างอิสระไร้ซึ่งการต่อต้าน
ทั้งสองคนหลบการโจมตีราวพายุด้วยวิธีเช่นนั้น ราวกับว่ากำลังร่ายรำด้วยเสียงเพลงจากลูกปืน
เป็นทวงท่าการหลบหลีกที่งดงาม จนทุกคนต่างลืมไปชั่วขณะ ว่ากำลังทำสงครามกับสัตว์ร้ายกันอยู่
หนึ่งนาที
สองนาที
สามนาที
ถึงแม้ว่าจะผ่านไปแล้วห้านาที ก็ยังไม่มีการโจมตีใดถูกเนื้อต้องตัวของสตรีภูติได้
เพราะทุกการโจมตี ต่างถูกปกป้องและรับเอาไว้ฝีมือของบุรุษที่ชื่อว่า [โฮป] ผู้นี้
“เอานี่ไปกิน! ดอง! ”
เพราะมีเวลาบรรจงสร้างสรรค์เหลือเฟื่อ เธอจึงสามารถใส่สมาธิไปที่การโจมตีได้อย่างเต็มที่
สนามรบแห่งนี้ได้ตกอยู่ในการควบคุมของเธอแล้ว
สิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ฉับพลันกลายเป็นพื้นที่เหือดแห้ง
เธอสลายโมเลกุลของน้ำไปจากพื้นที่รอบตัว โดยเว้นเอาไว้เฉพาะจุดที่พรรคพวกของตัวเองยืนอยู่
สลายหายไปหมด ตั้งแต่ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ความชื้นใต้ผิวดิน ไปจนกระทั้งความชื้นที่อยู่ในอากาศ
ผืนแผ่นดินที่อุดมไปด้วยน้ำสีเขียวมรกต ได้กลายเป็นทะเลทรายในบันดล
ต้นไม้แห้งเหี่ยวสลายกลายเป็นผง อากาศเหือดแห้งมิอาจจะสูดหายใจเข้าไปได้
สัตว์เล็กน้อยใหญ่ที่อยู่ในระยะโจมตี ต่างเริ่มทุกทรมานเพราะกำลังสูญเสียน้ำออกจากร่างไปอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะกับอะบอม สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายเจลที่ต้องพึ่งพาน้ำตลอดเวลา
โดยพื้นฐานแล้ว อะบอม นั้นมีความคล้ายคลึงกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า [อะมีบา]
เนื่องจากอะมีบาไม่มีจมูกเหมือนสัตว์ทั่วไป มันจึงต้องใช้ออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำในการหายใจ
พวกมันจะดูดซึมของเหลวผ่านทางผิวหนัง และรับออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำเข้าไปพร้อมกัน
แต่ตอนนี้พวกมันไม่มีของเหลวที่ว่าคอยให้ใช้หายใจอีกต่อไป
ซ้ำร้าย ของเหลวที่อยู่ภายในร่างกลับกำลังถูกอากาศที่แห้งผากแย่งเอาความชื้นออกไปจากร่างของพวกมันแทนเสียด้วยซ้ำ
อะบอมจำนวนสามพันตัวต่างแห้งตายในพริบตาเดียว
แห้งตายด้วยฝีมือของคนเพียงสองคนเท่านั้น
“ตะ... ตอนนี้แหละ! รีบโจมตีพวกมันกลับ! อย่าให้พวกมันกลับมาตีวงล้อมพวกเราได้เด็ดขาด! ”
แม้แต่บานาเองก็ยังถึงกับทึ่งในความสามารถไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาตั้งสติสั่งการทุกคนอีกครั้ง
ส่วนทางด้าน เอดีฟนี่ จ่าฝูงของพวกอะบอมที่กำลังเฝ้ามองมาจากระยะไกลอยู่ในตอนนั้น…
“ (... ถอยทัพ พวกเราแพ้แล้ว ให้พวกมันยึดป่านี้ไป พวกเราจะย้ายไปสร้างรังใหม่ที่อื่นกัน) ”
เขา… ทำได้แต่กัดฟันยอมรับอย่างริษยา และยอมถอยทัพจากไปในท้ายที่สุด