ท่ามกลาง เเสงเเดดอ่อนๆที่ส่องมาเบื้องล่าง วันนี้อากาศอบอุ่นเย็นสบาย รถม้าขบวนสินค้าขบวนหนึ่งกำลังมุ่งตรง บนเส้นทางสายหลัก
ซีห่าวนอนอยู่บนหลังรถม้าคันหนึ่งในมือหนึ่งถือหนังสือต้องห้ามอีกมือถือเเตงกวาที่ถูกกัดไปครึ่งค่อน หลังจากเเยกทางกลับผู้าุโเขาก็อยู่ฝึกวิชาอีกหลายสิบวัน ก่อนตัดสินใจออกเดินทางไปยังสำนักชิงฉู่เพื่อหมายจะเป็ศิษย์ จากเฉิงโจวไปเมืองหลวงใช้เวลาเดินทางร่วมเกือบเดือน หลังจากตัดสินใจเดินทาง อำลาหลุดศพผู้เฒ่าก็ถือหนึ่งห่อผ้าออกเดินทาง ยังจำคำของผู้าุโได้ขึ้นใจอำพลางตัวปกปิดตัวตนระหว่างเดินทาง เงินที่เก็บเล็กผสมน้อยมาจากตลอดชีวิต มีเพียงพอให้เขาอยู่รอดไปถึงเมืองหลวง เขาเดินทางโดยการขออาศัยโดยสารตามรถม้าหรือขบวนสินค้า ถ้าโชคดีเจอคนดีก็จอดรับให้ร่วมเดินทางถ้าโชคไม่ดีก็ต้องเดินเท้าเอา วันไหนเหนื่อยมากก็ต้องเอ่ยวาจาบ่นผายลมออกมาว่า "มารดามันเถอะ" จากเฉิงโจวไปเมืองหลวงต้องผ่านอีกสองเมือง
ตอนนี้ขบวนรถม้าค้นสินค้าต้องเดินทางข้ามผ่านเส้นทางทะเลทรายเพื่อไปยังเมืองอู่โจว เมื่อเริ่มเข้าสู่อาณาเขตทะเลทรายอากาศที่จากตอนเเรกยังอุ่นสบายกลับเริ่มร้อนระอุขึ้นที่ละนิดๆ ทัศนียภาพที่มองไปทางไหนก็เห็นเเค่ทรายยังกว้างยาวไปอีกหลายร้อยลี้กว่าจะเข้าเขตตัวเมืองอู่โจว
เดินทางมาข้ามผ่านทะเลทรายมาวันเต็มๆเเล้วบัดนี้ทั้งขบวนได้จอดหยุดพัก บรรยากาศกลางทะเลทรายยามคำ่คืนค่อนข้างหนาว เหล่าคนในขบวนราวๆสิบกว่าคนมาล้อมวงเพื่อกินมื้อคำ่กันท่ามกลางกองไฟ ท่ามกลางทะเลทรายไม่มีเเสงไฟจากตึกอาคารทำให้เห็นเเสงดาวชัดเจน ซีห่าวนอนชมดาวอยู่รอบนอกไม่ได้เข้าไปร่วมวงด้วย
“เอ้าเ้ากินสิ” พ่อค้าเเก่วัยกลางคนผู้หนึ่งในกลุ่มพ่อค้ายื่นถ้วยข้าวต้มที่ตักเเบ่งมาจากในหม้อใหญ่ยื่นมาให้เเก่เด็กหนุ่ม ซีห่าวเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงรับนำ้ใจนี้ไว้ยื่นมือรับถ้วยข้าวต้มนั้นพร้อมกับเอ่ยวาจาขอบคุณ พ่อค้าเห็นเช่นนั้นจึงยิ้มตอบรับก่อนหมุนตัวจากไป อากาศหนาวๆเเบบนี้ได้กินอะไรร้อนก็พอจะบรรเทาความหนาวลงได้บ้าง
ยามจื่อ
เหล่าพ่อค้าได้เข้านอนกันหมดเเล้วเพื่อพักผ่อนเอาเเรงเหลือไว้เเต่เพียงคนคุ้มกันสินค้าที่จ้างมาคอยพลัดเปลี่ยนเวรยามกันเพื่อเฝ้ายาม ท่ามกลางยามวิกาลที่เงียบสงัดนอกจากเสียงลมทะเลทรายทีี่พัดผ่านทุกสิ่งนั้นเงียบสงั่ด ผู้คุมกันสินค้าที่นั่งสัปงกอยู่ที่หน้ากองไฟในสภาพหลับเเหล่ไม่หลับเเลก็สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะอาการปวดท้องเบาจึงได้ลุกออกไปทำกิจที่รอบนอก ยืนปลดทุกข์เบาในท่ามกลางลมหนาวยามวิกาลของทะเลทรายยามเฝ้าสินค้าสั่นศีรษะเบาๆเนื่องจากความหนาวเย็นก่อนจะทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก่อนจะเดินกลับเข้าไปประจำที่ก็ชายตาสังเกตุเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง ที่ใต้พื้นทรายมีบางอย่างผิดปกติ พื้นทรายมีร่องรอยเหมือนถูกขุดซำ้ไปมาวนเวียนเป็เส้นทางเหมือนมีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างใต้นั้น ผู้คุ้มกันสินค้าคอยๆย่างเท้าเดินเข้าไปดูตามรอยเส้นทางนั้นก็ไปพานพบเข้ากับรูปขนาดใหญ่รูหนึ่งลึกลงไปมีเเต่ความมืดมิด ในทะเลทรายมีเื่เล่าเกี่ยวกับสัตว์อสูรชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ใต้พื้นทะเลทรายมันคือ หนอนทะเลทรายมันโปรดปราณการกินเครื่องในสิ่งมีชีวิตเป็ที่สุดเเม้ไม่ใช่สัตว์อสูรระดับสูงเเต่ด้วยรูปร่างที่ใหญ่ยาวของมันทำให้จัดการได้ยากยิ่ง
เขารับรู้ได้ทันทีว่านี้คือเส้นทางของพวกหนอนทะเลทรายจึงคิดจะรีบวิ่งกลับไปเเจ้งเเก่ขบวนสินค้าให้รีบออกเดินทางโดยไว เเต่เหมือนจะไม่ทันการเงาการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วสายหนึ่งพุ่งเข้ามาโจมตีในขณะที่ผู้คุ้มกันที่กำลังหันหลังให้ เสียงร้องโอญครวญด้วยความเ็ปดังขึ้นสนั่น ทำให้ผู้คนในที่พักต่างพากันตื่นขึ้นเเละวิ่งกรุกันเข้ามาตามทิศทางของเสียง เมื่อทุกคนในขบวนมาถึงก็เห็นภาพอันน่าสยดสยองกับกองของเหลวสีเเดง กับร่างอันไร้ิญญาของผู้คุ้มกันผู้นั้น เครื่องใน ตับ ไต ไส้พุงถูกควักกินออกไปจนหมดสิ้น ช่างเป็ภาพที่สะอิดสะเอียนเหล่าพ่อค้าที่ไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้บางคนถึงกลับอาเจียนออกมา
ซีห่าวที่เดินมาร่วมกลุ่มเมื่อมองดูรูปการณ์ของศพก็คาดเดาว่าเป็ฝีมือของหนานทะเลทรายเพราะเขาเคยอ่านเกี่ยวกับมันมาก่อนในหนังสือจำเเนกสัตว์อสูรที่มีวางขายทั่วไป
“ฝีมือหนอนทะเลทราย” หัวหน้าผู้คุ้มกันสินค้าเอ่ยขึ้นหลังจากเดินไปสำรวจที่ร่างของคนตาย
พ่อค้าที่เป็เ้าของขบวนเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยวาจาออกมาด้วยความหวาดกลัว“เเล้วเราควรทำอย่างไรกันดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหัวหน้าผู้คุ้มกันสินค้าก็เอ่ยออกไปหนึ่งประโยค “ควรรีบออกเดินทางให้พ้นเขตของมัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนต่างพากันรีบไปเก็บข้าวของเพื่อหมายจะเร่งรีบเดินทาง เเต่เหมือนจะไม่ทันการเสียเเล้ว สัตว์อสูรตนนั้นปรากฏตัวขึ้นมาจากใต้พื้นทรายเบื้องหน้าขัดขวางทางเอาไว้ มีหรือว่ามันจะยอมปล่อยเหยือที่เข้ามาในถิ่นของมันให้หลุดรอดออกไปโดยง่ายดูจากขนาดนาดของมันเเล้วน่าจะมีอายุอย่างน้อยร้อยกว่าปี หัวหน้าผู้คุ้มกันเห็นเช่นนั้นจึงะโบอกเเก่เหล่าลูกสมุน “คุมครองนายจ้าง”
เมื่อเอ่ยว่าจาเสร็จหัวหน้าผู้คุ้มกันสินค้าก็เดินพลังลมปราณชักกระบี่ เเปะยันต์วิเศษที่ลำตัวพร้อมทะยานบินออกไปเพื่อถ่วงเวลา
ซีห่าวเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยออกมในใจหนึ่งประโยค “เขาเองก็เป็ผู้บ่มเพาะพลัง” ในขณะที่หัวหน้าผู้คุ้มกันถ่วงเวลาให้เหล้าลูกสมุนเเละพ่อค้าก็ต่างพากันไปช่วยเก็บของขึ้นรถขบวน เเต่เหมือนทุกอย่างจะไม่ง่าย หนอนทะเลทรายไม่ได้มีเเค่ตัวเดียว หนอนทะเลทรายที่ขนาดเล็กกว่าตัวเเรกอย่างมากคาดว่าน่าจะอายุไม่เพียงกี่สิบปี หลายตัวก็พุ่งตัวขึ้นมาจากใต้พื้นทราย คาดว่าพวกมันน่าจะเป็ตัวเเม้พาตัวลูกมาออกล่าหาอาหาร ผู้คุ้มกันราวสามสี่คนเห็นเช่นนี้จึงชักกระบี่เข้าต่อสู้ ท่ามกลางความอลม่านซีห่าวสองจิตสองใจอีกหนึ่งใจอยากจะเข้าช่วยเหลือเเต่อีกหนึ่งใจก็ครุ่นคริดตนเองก็เเค่ระดับรวบรวมชั้นต้นเเค่นั้นถึงจะลงมือคงช่วยอะไรไม่ได้มากเเต่ถ้าหนีก็ยังสามารถเอาชีวิตรอดได้ ในขนาดที่กำลังลังเลว่าควรทำเช่นไร
เสียงะโเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง "สหายหากท่านไม่ลงมือคนพวกนั้นจะตายกันหมด" เมื่อได้ยินเสียงะโเตือนสติ จิตใจที่ลังเลก็ตัดสินใจได้ เด็กหนุ่มชักดาบออกจากหว่างเอว เดินพลังลมปราณ ออกกระบวนท่าดาบฟาดฟันใส่ลูกหนอนทะเลทรายพวกนั้น พวกนี้เป็หนอนทะเลทรายอายุไม่เกินสิบกว่าปี หนังของพวกมันไม่เเข็งเเกร่งมากนักเหมือนเเม่ของพวกมัน ดาบอาบลมปราณของเด็กหนุ่มตัดผ่านร่างของมันของพวกมันสะบั้นขาดเป็สองท่อน เมื่อเห็นเช่นนั้นซีห่าวจึงเอ่ยออกมาในใน "เช่นนี้คงพอไหว"
บัดนี้หัวหน้าผู้คุ้มกันที่กำลังปะทะกับหนอนทะเลทรายตัวเเม่ หนังของมันต่างจากตัวลูก หนาขนาดกระบี่อาบลมปราณไม่อาจฟันเเทงได้เข้า เเม้จะผสมพลังธาตุลม ธาตุประจำตัวของเขาเข้าไปก็ยังทำได้เเค่สร้างรอยเเผลเล็กน้อยเท่านั้น เเม้หนอนทะเลทรายจะเป็สัตว์อสูรชั้นตำ่ การจู่โจมไม่ได้น่ากลัวเท่าไรเเต่ ถ้ามันโตเต็มที่ด้วยหนังที่หนาเเละขนาดที่ใหญ่ยาวของมันยังเป็ปัญหา หัวหน้าผู้คุมอย่างน้อยก็เป็ขั้นหลอมรวมชั้นกลาง ยังรับมือได้ยากลำบาก เเละนี้คือถิ่นทะเลทรายของมัน มันสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้อย่างอิสระ การจะจัดการมันนั้นคงต้องผนึกการเคลื่อนไหวของมันเสียก่อนจึงจะจัดการได้อย่างเด็ดขาด
ซีห่าวเเละพวกผู้คุ้มกันที่ตอนนี้กำลังรับมือกับลูกหนอนทะเลทราย พวกลูกนอนพวกนี้รับมือไม่ยากเเต่จำนวนของมันมากล้น ฆ่าได้หนึ่งก็เพิ่มมาอีกหนึ่งจนตอนนี้เริ่มมีอาการเหนื่อยล้า เด็กหนุ่มเคยอ่านในตำรากล่าวว่า หนอนทะเลทรายเวลาคลอดลูกมันจะคลอดออกมาเป็ร้อยๆ เเละทำรังอยู่หากไม่ทำร้ายรังของมันคงไม่พ้นหมดเเรงตายจนกลายเป็อาหารของพวกมัน รังของมันต้องอยู่ไม่ไกลจากขอบเขตการล่าอาหารของมัน จึงบังเกิดความคิดหนึ่ง พุ่งพรวดตรงเข้าไปหาหัวหน้าผู้คุม เอ่ยวาจาหนึ่งประโยค "สหายข้ามีความคิดหนึ่งไม่รู้ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่" ทางด้านหัวหน้าผู้คุ้มกันได้ยินเช่นนั้นได้ยินวาจาจึงเอ่ยตอบ "ว่ามามีเเผนการณ์ใด"
"ประเดียวข้าจะไปค้นหารังของพวกมันเพื่อทำร้ายให้สิ้นซาก อยากรบกวนสหายขอหยิบยืนสิ่งของวิเศษที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้เเก่ข้าได้หารือไม่"
ได้ยินวาจาของเด็กหนุ่มหัวหน้าผู้คุ้มกันก็ครุ่นคิดว่าหากให้สิ่งที่เขา้าเเล้วเขาเกิดหนีไป ลำพังตัวเขาเองยังพอรอดเเต่พวกที่เหลือเล่า ในเวลากระชั้นชิดไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดมากมาย เด็กหนุ่มะโกำชับ "เวลามีไม่มากโปรดตัดสินใจ"
ได้ยินเช่นนั้นหัวหน้าผู้คุ้มกันก็มอบยันต์ บินได้หนึ่งใบให้เเก่เด็กหนุ่ม ซีห่าวได้รับยันต์บินก็รีบทะยานบินออกไป ทางที่จะหารังของพวกมันเจออย่างเร็วที่สุดคือสวนทางกับที่พวกมันขึ้นมาคือ
"ต้องไปในรู"
พุ่งหน้ามุ่งตรงไปบินลงสู่รูของหนอนทะเลทรายที่ลงลึกไปยังใต้พื้นทะเลทราย บินลึกลงไปมีเเต่ความมืดมิดซีห่าวจุดไฟขึ้นที่มือขวาจากพลังธาตุอัคคีเพื่อให้ความสว่างตาม ตามเส้นทางที่บินลงไปเจอเหล่าลูกหนอนทะเลทรายจำนวนหนึ่งพวกมันหมายจะเลื้อยขึ้นมาเบื้องบน ผ่านหนึ่งตัวฆ่าหนึ่งตัวผ่านสิบตัวฆ่าสิบตัว ท่าร่างปราดเปรียวดุจเทพเซียน ซีห่าวฝ่าดงลูกหนอนทะเลทรายพุ่งตรงไปยังเบื้องล่าง ลึกลงไปในที่สุดก็ถึงจุดหมายลงมาเบื้องล่าง ขยายขอบเขตอัคคีให้รอบตัวเพื่อความส่องสว่าง
กวาดสายมองไปรอบๆทัศนีภาพรอบปรากฏรังหนอนลูกอ่อนที่กำลังฝักตัว ซีห่าวเดินพลังลมปราณถึงขีดสุดผสมพลังธาตุลงไปหมายที่จะใช้ หนึ่งดาบอัคคีสะบั้นฟ้า หมายทำลายรังหนอนให้สิ้นซาก หนึ่งดาบกวัดเเกว่งฟาดฟันออกไปทำลายเหล่าพวกรังหนอนลูกอ่อน เขายังกวัดเเกว่งดาบออกกระบวนท่าอย่างต่อเนื่องหมายจะทำลายให้สิ้น เปลวไฟลุกโชติ่เผาทำลายสิ้นพริบตารังหนอนเบื้องล่างพลันกลายเป็ทะเลเพลิงลุกไหม้ เมื่อจัดการพื้นที่เบื้องล่างมลายสิ้นสิ้นเปลื่องพลังลมปราณอย่างมาก ซีห่าวรีบบินกลับขึ้นเบื่องบนอย่างเร็วไว เมื่อบินโผล่ขึ้นมาถึงเบื้องบน เเม่หนอนทะเลทรายก็ถูกหัวหน้าผู้คุ้มกันปรามลงอย่างสิ้นซาก ทั้งสองหันหน้ามาพยักหน้าตอบให้กันอย่างถ่อมตน เวลาการต่อสู้นั้นรวดเร็วไม่ทันไรก็ผ่านไปห้าชั่วยามบัดนี้รุ่งเช้าเเล้ว เเสงอาทิตย์รุ่งเช้าสาดส่องเป็เวลาเริ่มวันใหม่
เด็กหนุ่มถอดถอนหายใจ เอ่ยออกมาหนึ่งประโยค “ยังหายใจอยู่”
......