“ข้าเคยตาบอดมาก่อนก็จริงแต่หลังจากที่ข้ากลายเป็นร่างทรงระดับ 2 ของ เทพแห่งแสง แล้วตาของข้าก็กลับมามองเห็นอีกครั้งแถมยังดีกว่าเดิมอีกด้วย”
เมื่อสมิทธิ์เห็นหน้าของสูรย์แบบไม่ใส่แว่นตาดำเป็นครั้งแรกก็จำได้ทันที
“สูรย์จริงๆ ด้วย” เสียงของสมิทธิ์สดชื่นขึ้นสีหน้าของเขาดีใจสุดขีดที่ได้เจอกับคนที่เปรียบเสมือนพี่น้องของเขา
เมื่อได้รับการยืนยันจากสมิทธิ์ ทุกคนก็คลายความหวาดระแวงที่มีต่อสูรย์ลงสูรย์ปล่อยมือข้างที่จับลูกดิ่งอาวุธของสรรค์กลับไปหาเจ้าของ แม้สรรค์จะรู้สึกเสียหน้าบ้างแต่ก็ไม่มีใครดูออกเพราะสีหน้าของเขาเฉยชาตลอดเวลา
“ดูนั่นสิ” สรรค์เบี่ยงเบนความสนใจของทุกคน ด้วยการเพิ่มระดับเสียงโทรทัศน์จอใหญ่ที่ผนังสุดทางเดินของห้อง
ภาพที่ปรากฏบนจอคือเทวาลัยแห่งโชคชะตาในสภาพพังยับเยินหลังการระเบิดกลุ่มควันลอยออกมาจากอาคารกลบทิวทัศน์ที่อยู่โดยรอบจนมิด ด้านข้างของจอมีภาพใบหน้าของสูรย์สมิทธิ์ และคนทรงของเทวาลัยแห่งโชคชะตาทุกคน
“ข่าวด่วน จากเหตุระเบิดที่เทวาลัยแห่งโชคชะตาคนทรงเหล่านี้เป็นบุคคลอันตราย หากพบเห็นโปรดแจ้งทางการทันที”
เมื่อได้ยินประกาศจากข่าวและเห็นใบหน้าของตัวเองออกอากาศสีหน้าของสรรค์ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นตื่นตกใจ เพราะไม่คิดว่าภาคีสหเทพจะมาไม้นี้พวกนั้นกำลังทำให้ประชาชนทุกคนเป็นศัตรูกับเทวาลัยแห่งโชคชะตาไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกแล้ว
สูรย์หัวเราะอย่างชอบใจมือข้างหนึ่งตบไหล่สรรค์อย่างสนิทสนม “ฮ่าๆ... ได้ออกทีวีกันหมดถึงตอนนี้เอ็งจะไม่เชื่อใจข้า แต่ยังไงพวกเราทั้งหมดก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว”
ถ้าเป็นโอกาสอื่น สรรค์คงจะสวนกลับด้วยลูกดิ่งมรณะของเขาไปแล้วแต่ตอนนี้ ต่อให้สูรย์มาชกหน้าเขาก็ยังไม่สามารถดึงสติของสรรค์กลับมาจากข่าวตรงหน้าเขาได้
ปกติหน้าที่วางแผนจะเป็นของสรรค์แต่เมื่อเขายังนิ่งอึ้งราวกับวิญญาณหลุดลอยไปแล้วก็กลายเป็นสูรย์ที่ประเมินสถานการณ์แล้วบอกกับทุกคน
“ตอนนี้ภาคีสหเทพคงทำทุกวิธีเพื่อตามหาพวกเราคนรู้จักที่เหลืออยู่ของข้ากับสมิทธิ์คงเป็นเป้าหมายของมันแน่”
ขณะนั้นที่ภาคีสหเทพ วิหารบูชาเทพเจ้าที่ตั้งอยู่บนยอดตึกระฟ้าโดนสูรย์ทำลายด้วยลำแสงจนเหลือแต่ซากปรักหักพัง แม้ที่นั่งประชุมของภาคีสหเทพจะป่นปี้กลายเป็นเศษหินชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปแล้วแต่เหล่าสมาชิกระดับสูงยังมีชีวิตรอดอยู่กันครบทุกคนตามที่สูรย์คาดเอาไว้
คูรุ สาวแว่นสแกนวิญญาณ คนทรง 1 ใน 9 ดารา นั่งอยู่บนกองหินด้วยอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดเธอกำลังใช้นิ้วจิ้มไปที่คอมพิวเตอร์พกพาสมบัติประจำตัวของเธอซ้ำๆดูเหมือนว่าแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการโจมตีของสูรย์จะทำให้เครื่องทำงานไม่เป็นปกตินัก
ระหว่างที่คูรุกำลังง่วนกับการทำให้คอมพิวเตอร์พกพาของเธอใช้ได้อีกครั้ง คชา คนทรงเด็กร่างทรงเทพแห่งปัญญา น้องชายของยุทธ์ ก็เดินกระย่องกระแย่งผ่านซากอาคารมาหามือของเขาถือกระดาษที่มีภาพวาดเป็นใบหน้าของหญิงชราคนหนึ่งฝีมือของเขาถือว่าไม่เลวทีเดียวสำหรับเด็กชั้นประถม
คชายื่นภาพวาดของเขาให้คูรุดูจากทางด้านบนเหนือศีรษะคูรุที่ไม่ทันรู้ตัว เมื่อมีภาพมาจ่ออยู่ที่ดวงตาของเธอกระบวนการแปลงข้อมูลจากรูปภาพก็เกิดขึ้นทันที
ดวงตาทั้ง 2 ข้างของคูรุเบิกโพลง ปรากฏลวดลายสัญลักษณ์วงกลมที่มีเส้นแบ่งเป็น12 ช่องขึ้นมา แบบเดียวกับที่อยู่บนด้านหลังของคอมพิวเตอร์พกพาที่เธอถืออยู่ พริบตาเดียวเธอก็หยิบกระดาษออกมาจากมือของคชามาถือไว้ เหมือนค้นพบอะไรบางอย่าง สมกับได้ชื่อว่าเป็นหมอดูที่เพียงมองก็รู้ถึงข้อมูลทุกอย่าง
“นี่มันย่าของสมิทธิ์!”คูรุตะโกนขึ้นอย่างประหลาดใจ ขณะที่คชาเท้าสะเอวก้มลงมองภาพที่ตัวเองวาดโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ หน้าตาของเขาดูนิ่งเฉยบอกไม่ได้ว่าเขารู้อยู่แล้วหรือเปล่าว่าวาดอะไรออกมา
“ข้าขออาสาเป็นคนพาตัวยัยแก่นั่นกลับมาให้เอง”เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นตรงหน้าของคชาและคูรุ
ทั้ง 2 คนเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียงคชานั้นตาโตขึ้นเล็กน้อย ส่วนคูรุ เมื่อเห็นร่างของหญิงสาวก็ตะโกนขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมเจ้ายังอยู่ที่นี่… ไม่ได้ไปเทวาลัยแห่งโชคชะตากับท่านภูเบศวร์หรอกเหรอ?”
