ตอนที่43 ขโมยไก่ไม่ได้ ยังเสียข้าวสารอีกกำมือ
เมื่อเห็นแบบนี้ฉินเริ่นจึงเกิดความสงสัยขึ้นมา
เมื่อครู่นี้เหมือนเขาเห็นหนูน้อยยิ้มให้เขาและเหมือนจะเป็นตอนที่เขาไม่ได้สวมแว่นด้วย
ดังนั้นเธอชอบเขาในเวอร์ชั่นนั้นใช่ไหม ?
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ไม่รู้ว่าฉินเริ่นคิดอะไรอยู่ ใบหน้าของเขาดูแปลก ๆ เขารีบระงับอารมณ์และถามว่า“อยากกินอะไรอีกไหม ? ”
“แอปเปิ้ล! ” โจวโจวกลอกตาแล้วโผล่หน้าออกมาจากด้านหลังของรถเข็นและพูดเสียงดังด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่นอนแต่ถึงอย่างนั้นฉินเริ่นก็อยากจะรู้ว่าหนูน้อยคิดจะทำอะไรกันแน่ เขาจึงพยักหน้ารับ“งั้นไปกันเถอะ”
สวนเก็บลูกแอปเปิ้ลอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว และเพื่อให้สะดวกต่อการเดินทางสวนจึงทำทางเดินไว้ตรงกลาง โดยมีต้นผลไม้ขึ้นอยู่สองข้างทาง
โจวโจวเข็นฉินเฟิงไปตามทางเดินเล็กๆ กลางสวน หนูน้อยแอบมองฉินเริ่นเป็นระยะ เมื่อเห็นว่ามือหนึ่งของเขาถือตะกร้าในขณะที่อีกมือกำลังยื่นไปเด็ดแอปเปิ้ลที่อยู่บนต้นหนูน้อยก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
ตอนนี้แหละ!
ในตอนที่มือของฉินเริ่นกำลังจะยื่นไปเด็ดแอปเปิ้ลนั้นในขณะที่เขากำลังออกแรงเด็ด ผลปรากฏว่าแอปเปิ้ลลูกนี้ก็กระเด็น “สวบ” ไปตกลงบนพื้น
เมื่อเห็นฉากนี้รูม่านตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ดวงตาของเขาแสดงความประหลาดใจ
ฮึฮึกลัวแล้วใช่ไหม
โจวโจวแอบมองสีหน้าของเขาหนูน้อยปิดปากหัวเราะกับตัวเอง และวินาทีต่อมา จู่ ๆรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็แข็งทื่อขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
เธอเห็นว่าฉินเริ่นค่อยๆหันหน้ามา ในตอนที่เขามองมายังเธอนั้น เขาไม่มีร่องรอยของความสงสัยเลยแม้แต่น้อยราวกับรู้แต่แรกแล้วว่าเป็นฝีมือของเธอ
ยิ่งไปกว่านั้นสายตาที่เขามองเธอยังเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ยิ่งกว่าเดิมโจวโจวรู้สึกเหมือนถูกเขามองความคิดออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
จบแล้ว……
สมองของเธอหยุดประมวลผลชั่วคราวคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ผลลัพธ์แบบนี้
พ่อบอกว่าขอเพียงทำให้แอปเปิ้ลลอยขึ้นมาแบบนี้ก็จะทำให้พี่ใหญ่กลัวได้แล้วใช่ไหม ?
แต่ทำไมตอนนี้คนที่หวาดกลัวถึงกลายเป็นเธอแทนล่ะ!
พ่อโกหก!
โจวโจวเม้มปากจนเกือบจะร้องไห้โฮออกมาแล้วหนูน้อยยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
ฉินเฟิงเห็นภาพนี้พอดีเขาจึงหันไปกระซิบถามโจวโจว “โจวโจวเป็นคนทำงั้นหรือ ? ”
คนที่สามารถทำเรื่องที่ลบล้างกฎธรรมชาติได้นอกจากโจวโจวแล้ว เขาคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าใครสามารถทำได้บ้าง
โจวโจวพยักหน้ารับหนูน้อยซ่อนตัวอยู่หลังรถเข็นด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง
วันนี้เธอได้ลิ้มรสความรู้สึกเหมือนดังสำนวน“ขโมยไก่ไม่ได้ ยังเสียข้าวสารอีกกำมือ” แล้ว
เสียใจ!
“แล้วทำไมถึงต้องทำแบบนี้ล่ะ? ” ฉินเฟิงยังคงกระซิบถามด้วยความไม่เข้าใจ
โจวโจวลอบมองไปยังฉินเริ่นเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้สังเกตเห็นถึงเรื่องเมื่อครู่นี้แถมยังเดินห่างออกไปไกลแล้วหนูน้อยจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเธอเบ้ปากแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังด้วยความน้อยอกน้อยใจ
ฉินเฟิงได้ฟังแล้วก็ตกตะลึงเช่นกัน“ที่เธอพูดมาหมายความว่า……อาเล็กบอกว่าพี่ใหญ่จะจับเธอหั่นเป็นแผ่นสาวน้อยดังนั้นเธอก็เลยอยากทำให้เขาเป็นฝ่ายกลัวก่อนใช่ไหม ? ”
โจวโจวพยักหน้าแต่พอนึกถึงปฏิกิริยาเมื่อครู่นี้ของฉินเริ่นหนูน้อยก็ตัวสั่นพลางหดหู่ใจยิ่งกว่าเดิม “พ่อโกหกหนู”
พี่ใหญ่ไม่เห็นจะกลัวเลยแถมยังดูตื่นเต้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ !
หลังจากฟังต้นสายปลายเหตุทุกอย่างแล้วฉินเฟิงก็เข้าใจได้ทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำเอาหนุ่มน้อยถึงกับไม่รู้จะพูดอะไรออกมา
เขาไม่เคยคิดเลยว่าอาเล็กจะเป็นคนที่ไร้สาระขนาดที่ถึงขั้นเอาเรื่องแบบนี้มาหลอกน้องสาวได้
และเขาก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่าโจวโจวจะเชื่อจริงๆ น้องสาวถึงขั้นกล้าทำให้ผลแอปเปิ้ลลอยต่อหน้าพี่ใหญ่แบบนี้ไม่เป็นการส่งตัวเองเข้าปากหมาป่าหรือ
เขาชำเลืองมองน้องสาวตัวเล็กที่ตัวกลมดูนุ่มฟูน้องสาวของเขาช่างเหมือนกระต่ายขาวตัวน้อยจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดอะไรโจวโจวก็ยิ่งตื่นตระหนกยิ่งขึ้นกว่าเดิมตอนนีน้ำตาเริ่มไหลซึมที่ขอบตาของหนูน้อยแล้ว “พี่เจ็ดหนูกำลังจะกลายเป็นแผ่นสาวน้อยแล้วใช่ไหม ? ”
เธอกลัวจนหน้าซีดแล้วฉินเฟิงจึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่หรอก ไม่เป็นหรอก”
“พี่ใหญ่เขาแค่เป็นคนช่างสงสัยน่ะเพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นนักวิทยาศาสตร์พอพบเจอเรื่องแบบนี้ก็ย่อมอยากจะศึกษาเป็นธรรมดา”
ไม่คิดเลยว่าคำพูดพวกนี้ไม่เพียงแต่ปลอบใจโจวโจวไม่ได้เท่านั้นแต่กลับทำให้หนูน้อยกลัวยิ่งกว่าเดิม ทำเอาเธอตัวสั่นไปทั้งตัว
เมื่อเห็นแบบนั้นฉินเฟิงจึงปลอบใจหนูน้อยต่อ “ไม่ต้องกลัวเขาไม่ได้จะจับโจวโจวหั่นเป็นแผ่นแล้ววิจัยอะไรแบบนั้นเขาแค่อยากเรียนรู้จากโจวโจว เพราะปกติพวกเราไม่ค่อยพบเจอศาสตร์เหนือธรรมชาติแทบจะไม่เคยได้เจอเลยสักครั้ง ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกสงสัยเป็นธรรมดา”
“ที่มากกว่านั้นคือเขาสงสัยในความสามารถของเธอมากกว่ายกตัวอย่างเช่นการวาดยันต์ ไม่ใช่การจับเธอหั่นเป็นแผ่นสาวน้อยหรอกไม่อย่างนั้นเขาจะศึกษาความมหัศจรรย์ของเรื่องพวกนั้นได้ยังไง ? ”
“ก็เหมือนปู่หลิวนั่นแหละในตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อในยันต์ของโจวโจวไม่ใช่หรือ ? แต่ตอนนี้เขากลับมาขอให้โจวโจววาดให้เขาเยอะๆ ”
ดูเหมือนเรื่องนี้จะมีเหตุผลเพราะหลิวฮั่นชิวดูเหมือนจะอยู่ในศาสตร์ของวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกันเขาเหมือนกับพี่ใหญ่ไม่มีผิด
โจวโจวเริ่มเปิดใจฟังหัวโล้นของหนูน้อยยื่นออกมาแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา “จริงหรือ ? ”
“จริงสิ”ฉินเฟิงพยักหน้า เขาลูบหัวหนูน้อยด้วยความขบขันและเอ็นดูไปพร้อมกัน “โจวโจวพี่ใหญ่เขาเป็นคนดีมากขนาดพี่สี่ที่ชอบต่อสู้เตะต่อยเป็นชีวิตจิตใจยังเชื่อฟังคำของพี่ใหญ่เลย”
โจวโจวกลับส่ายหน้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ว่า“พี่สี่กลัวพี่ใหญ่ต่างหาก”
หนูน้อยยังพูดอีกว่าเธอพูดอีกว่า“พี่ใหญ่ตอนสวมแว่นกับไม่สวมแว่นเหมือนคนละคนเลย”
ไม่นึกเลยว่าหนูน้อยจะเฉียบแหลมขนาดนี้ฉินเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า“แต่พี่ใหญ่ไม่เคยทำร้ายพวกเราไม่ใช่หรือ ? ”
นี่คือสิ่งที่ตัดสินจากใบหน้าเขาจริงๆ เขาไม่ใช่คนเลวก็จริง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเธอกลับรู้สึกกลัวโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นเขา
แต่ถ้าพี่ใหญ่ไม่สวมแว่นเธอก็จะไม่กลัวแล้ว
“ถ้าพี่ใหญ่ไม่ต้องสวมแว่นไปตลอดคงดี”หนูน้อยอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า “หนูชอบพี่ใหญ่ที่ไม่สวมแว่น”
เพราะเขาจะดูดุดันเท่ ดูสู้ได้ เธออยากประลองกับเขา !
เมื่อได้ยินฉินเฟิงก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้น ใบหน้าของเขาแปลกไปเล็กน้อย“โจวโจวชอบพี่ใหญ่ตอนไม่สวมแว่นหรือ ? ”
“อื้ม”โจวโจวกระพริบแล้วถามด้วยสีหน้าใสซื่อ “ทำไมหรือ ? ”
“ไม่ไม่มีอะไร” ฉินเฟิงเช็ดหน้า คิดไม่ถึงเลยว่าโจวโจวจะกลัวพี่ใหญ่ตอนสวมแว่นตา แต่กลับรู้สึกใกล้ชิดกับพี่ใหญ่ที่ไม่สวมแว่นตามากกว่าซึ่งตรงกันข้ามกับพวกเขาเลย
มันทำให้เขาสงสัยว่าสรุปแล้วเธอกล้าหรือขี้ขลาดกันแน่
เขาไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี“งั้นโจวโจวก็ยิ่งไม่ต้องกลัวพี่ใหญ่แล้ว พี่ใหญ่จะดุแค่กับคนนอกเท่านั้นแต่ที่จริงเขาปกป้องพวกเราไม่ใช่หรือ ? ”
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเพราะตอนที่คนพวกนั้นรังแกพี่เจ็ด พี่ใหญ่ก็เป็นคนแรกที่ออกหน้าปกป้อง
เช่นนี้หมายความว่าพี่ใหญ่ก็ดูเป็นคนดีน่ะสิ?
เมื่อเห็นว่าเธอดูผ่อนคลายลงฉินเฟิงจึงถือโอกาสนี้ตีเหล็กเมื่อยังร้อน “ที่จริงพี่ใหญ่ชอบโจวโจวมากเช่นกันขนาดเมื่อกี้ที่โจวโจวแกล้งทำให้พี่ใหญ่กลัว เขาก็ไม่ได้โกรธโจวโจวนะ”
เขาไม่ได้โกรธจริงๆ แค่แววตาที่มองเธอดูแปลกไปเท่านั้น
โจวโจวหดคอโดยไม่รู้ตัวแต่เมื่อนึกถึงคำพูดของฉินเฟิงที่ว่าฉินเริ่นแค่อยากเรียนรู้กับเธอในใจของหนูน้อยจึงผ่อนคลายลง
ดูเหมือนเธอจะอคติกับพี่ใหญ่มากเกินไปจริงๆ
โจวโจวเกาหัวแล้วพูดว่า“งั้นหนูจะลองไม่กลัวพี่ใหญ่ดู”
เธอเองก็ไม่คิดเหมือนกันเพียงแต่บางครั้งมันควบคุมอารมณ์ไม่ได้จริง ๆ
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ฉินเฟิงเพียงแค่หัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องฝืนตัวเองหรอกแค่โจวโจวยินดีพูดคุยทำความรู้จักกับพี่ใหญ่ให้มาก ๆ ก็จะรู้ถึงข้อดีของเขาแล้ว”
พี่ใหญ่เป็นคนดีจริงๆ ถ้าไม่ใช่เหตุการณ์นั้นพี่ใหญ่คงไม่เป็นอย่างตอนนี้ และเขาก็คงไม่ต้องใส่แว่น
และถ้าเป็นแบบนั้นบางทีเขาอาจกลายเป็นพี่ใหญ่คนโปรดของโจวโจวก็ได้
แต่น่าเสียดายที่โชคชะตานำพามาแบบนี้
เมื่อคิดถึงเรื่องในอดีตในแววตาของฉินเฟิงเผยให้เห็นถึงความปวดใจและสงสาร
ถ้าไม่มีเรื่องพวกนั้นก็คงดี……