เสิ่นม่านซูกลับส่ายหน้าช้าๆ ”ท่านยายอายุมากแล้ว ครั้งนี้แม้จะหายป่วย แต่ร่างกายก็เสียหายไม่น้อย ดังนั้นลูกยังอยากไปพบท่านให้เร็วหน่อย ได้พบมากขึ้นอีกสักสองสามครั้งก็ยังดีเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสที่อายุมากแล้ว ทั้งยังอยู่ไกลเช่นนี้ ได้พบครั้งหนึ่งก็เท่ากับโอกาสที่จะได้พบกันเหลือน้อยลงอีกครั้ง
เมื่อหลินซื่อได้ยิน ดวงตาก็เอ่อคลอด้วยน้ำตา
นางจะไม่คิดถึงมารดาได้อย่างไร แต่ตอนนี้นางเป็นแม่เรือนของครอบครัวหนึ่งแล้ว มิอาจกลับไปอยู่บ้านเดิมนานๆ ได้
หากบุตรสาวสามารถไปแทนนางเพื่อแสดงความกตัญญูได้บ้าง…
อย่างไรเสีย เด็กสาวย่อมละเอียดรอบคอบกว่าเด็กชายอยู่บ้าง
หลินซื่อหันไปมองเสิ่นเจิ้นกวง
เสิ่นเจิ้นกวงครุ่นคิดก่อนจะกล่าว “ที่อวี๋โจวนับว่ายังค่อนข้างปลอดภัย ครั้งนี้พวกเราผ่านทางนั้นพอดี เช่นนั้นข้าจะพาซูเอ๋อร์ไปส่งที่อวี๋โจว ซูเอ๋อร์ เจ้าอยู่ที่อวี๋โจวหลายวันหน่อย แล้วค่อยกลับมาพร้อมพี่ชายรองของเจ้า”
“เจ้าค่ะ! ขอบคุณท่านพ่อมากเจ้าค่ะ!”
เพราะเสิ่นม่านซูต้องไปด้วย และเห็นว่าเหลืออีกไม่กี่วันแล้ว ย่อมต้องกลับไปเก็บข้าวของเตรียมตัวสักหน่อย
แต่ตอนเสิ่นม่านซูเดินผ่านกรงนกพิราบ ได้ยินเสียงนกพิราบตัวน้อยในนั้นร้อง นางก็ชะงักฝีเท้า
นางครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนหยิบพู่กันกับกระดาษออกมาเขียนข้อความผูกไว้ที่ขาของนกพิราบตัวน้อย
เมื่อมองนกพิราบขาวกางปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า เสิ่นม่านซูคิดว่าตอนกลับมาจากทางใต้ เป็นช่วงที่ตลาดขายของสารพัดสิ่งเปิดพอดี คงหาวัตถุดิบใหม่ๆ ได้บ้าง ถึงตอนนั้นค่อยทำของหวานให้ต้นขาทองคำไป๋ก็แล้วกัน
ส่วนทางด้านจวนตระกูลไป๋ ไป๋จี๋เฝ้ามองจนตาแทบทะลุอยู่แล้ว ในที่สุดก็เห็นนกพิราบขาวตัวหนึ่งบินมา!
เขาพลันแววตาประกาย ไม่รอให้นกพิราบตัวนั้นเกาะนิ่งดี ไป๋จี๋ก็คว้านกพิราบมาแล้ววิ่งไปทางห้องหนังสือด้วยใบหน้าตื่นเต้น
เมื่อเห็นท่าทางใจร้อนของเขา ไป๋จื่อก็อดเอ่ยเตือนไม่ได้ “ไป๋จี๋ เจ้าอยากถูกลงโทษอีกหรือ”
หลายวันนี้นายท่านไม่ได้กินของหวานที่ชอบ ดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก…
ไป๋จี๋ฉีกยิ้ม โบกนกพิราบในมือไปมาพลางกล่าวว่า “ไม่เป็นไร นายท่านใกล้จะอารมณ์ดีแล้ว ไม่มีทางลงโทษบ่าวหรอกขอรับ!” เขาพูดพลางวิ่งเข้าไปด้านใน
ไป๋จื่อส่ายหน้าอย่างจนใจ
ไป๋ซิวจิ่นกำลังเอนกายพิงเก้าอี้หลับตาพักผ่อนอยู่ กระถางกำยานด้านข้างมีควันขาวลอยอ้อยอิ่ง
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายและหนวกหู เขาก็ลืมตาขึ้นเล็กน้อย แววตาเจือความขุ่นเคืองพลันเย็นเยียบ แต่เมื่อสายตานั้นตกลงบนตัวนกพิราบ หิมะหนาวเย็นก็ค่อยๆ ละลาย
ไป๋จี๋ยิ้มทะเล้นพลางกล่าวว่า “นายท่าน จวนแม่ทัพส่งจดหมายมาแล้วขอรับ!”
“อย่างนั้นหรือ มีเรื่องอะไร” น้ำเสียงยังเรียบนิ่งเป็นพิเศษ
“บ่าวยังไม่ได้ดูขอรับ” ไป๋จี๋รีบยื่นมือไปแกะกระดาษออกมา จากนั้นจึงปล่อยมือ นกพิราบตัวน้อยที่โกรธจัดก็บินลงมาเกาะบนศีรษะไป๋จี๋ จิกอยู่หลายทีแล้วจึงบินออกไปด้านนอก
ไป๋จี๋แยกเขี้ยวสูดปาก โบกมือไล่นกพิราบไปก่อน จึงค่อยอ่านข้อความบนกระดาษ
“ช่วงนี้ต้องออกเดินทาง จึงไม่ทำ…” สีหน้าไป๋จี๋เปลี่ยนไปทันที เขาเงยหน้าขึ้นท่ามกลางสายตาเย็นยะเยือกอย่างยิ่งของเจ้านายตนเอง เขากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน ก่อนจะพูดคำสุดท้ายออกมาด้วยเสียงสั่นเทา “ขนมชั่วคราว…”
บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงทันที
แม้แต่นกพิราบที่บินไปถึงนอกหน้าต่างก็ยังไม่กล้าร้องมั่วซั่ว มันหลบไปอยู่ข้างกรงของสหายตนเอง ก่อนจะกินอาหารอย่างไร้สุ้มเสียง
ไป๋ซิวจิ่นค่อยๆ ลุกขึ้น เส้นผมสีดำดุจหมึกที่ไม่ได้มัดรวบไว้ พลันสยายลงมาในทันที
ไป๋จี๋รู้สึกว่าเจ้านายที่เงียบเช่นนี้ น่ากลัวอย่างยิ่ง
เขาอดถอยหลังไปสองก้าวไม่ได้ จนเกือบชนเข้ากับไป๋จื่อที่เพิ่งเดินเข้ามา
ไป๋จี๋มองไป๋จื่อราวกับขอความช่วยเหลือ
ไป๋จื่อจนใจ เขาส่ายหน้า แต่สุดท้ายก็ก้าวเดินเข้ามา
เมื่อมาถึงข้างกายไป๋ซิวจิ่น ไป๋จื่อก็กล่าวเสียงเนิบช้า “นายท่าน ตอนนี้ยืนยันแล้วว่าผู้ที่ไปทางใต้มีจิ้งอ๋อง ฉีอ๋อง ยงอ๋อง องค์ชายเจ็ด และ…แม่ทัพใหญ่เสิ่นขอรับ”
บทที่ 86 องค์หญิงหลินหลาง
ไป๋ซิวจิ่นหันหน้ากลับมา
ไป๋จื่อกล่าวต่อ “แม่ทัพใหญ่เสิ่นไปทางใต้เพื่อช่วยเหลือองค์ชายหลายพระองค์จัดการอุทกภัย ย่อมไม่มีทางพาครอบครัวไปด้วยแน่ เพียงแต่ว่าจากเมืองหลวงลงใต้ ต้องผ่านอวี๋โจว และอวี๋โจวก็เป็นบ้านเดิมของฮูหยินเสิ่น ไม่นานมานี้ฮูหยินผู้เฒ่าหลินล้มป่วยหนัก เสิ่นอี้พี่ชายรองของคุณหนูสามจึงเดินทางไปเยี่ยมเยียน ตอนนี้ยังอยู่ในจวนตระกูลหลิน ยังไม่กลับมาขอรับ”
ไป๋จี๋แอบยกนิ้วชมไป๋จื่อทันที
สมกับเป็นไป๋จื่อจริงๆ ถึงกับเดาประเด็นสำคัญได้ในครั้งเดียว!
นอกจากไปเยี่ยมผู้เฒ่าที่ตระกูลหลินแห่งอวี๋โจวแล้ว คุณหนูสามก็ไม่มีเหตุผลอื่นที่จะออกเดินทางไกล
ไป๋ซิวจิ่นเดินมาถึงหน้าระเบียง มองนกพิราบสองตัวนอกหน้าต่างที่เหมือนกำลังคุยอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ ในใจพลันนึกถึงวันนั้นที่คุณหนูสามเสิ่นสวมเสื้อคลุมหลบอยู่ด้านหลังเขา แล้วแอบยื่นมือมาจิ้มหลังเบาๆ …
พอหลับตา ในหัวก็เต็มไปด้วยความทรงจำหอมหวาน
“ไป๋จื่อ ไปตอบจดหมายจิ้งอ๋อง บอกว่าข้าจะไปทางใต้ด้วย แต่ไม่สะดวกร่วมเดินทางไปพร้อมกับเหล่าองค์ชาย”
ไป๋จื่อยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้ากล่าว “ขอรับ”
ไป๋ซิวจิ่นสะบัดแขนเสื้อเล็กน้อย หันกายจากไป เส้นผมยาวสีดำดุจหมึกวาดเป็นส่วนโค้งอ่อนโยนกลางอากาศ
ไป๋จี๋กะพริบตาปริบๆ หันตามไป๋จื่อไปแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เช่นนั้นยังต้องตอบจดหมายไปที่จวนแม่ทัพหรือไม่”
ไป๋จื่อหันกลับมามองเขาแล้วส่ายหน้า
ยังจะตอบจดหมายบ้าบออะไรอีกเล่า
นายท่านตั้งใจจะออกโรงด้วยตนเองขั้นนี้แล้ว!
ทางด้านจวนตระกูลเสิ่น เสิ่นม่านซูมองสตรีที่มีรอยยิ้มเมตตาเต็มใบหน้าตรงหน้าแล้วพลันชะงัก
หลินซื่อกล่าวอยู่ด้านข้าง “เจียงกูกู[1] ต่อไปต้องรบกวนเจ้าดูแลบุตรสาวข้าแล้ว บุตรสาวข้าร่างกายอ่อนแอ นิสัยอ่อนโยน มักถูกรังแกอยู่เสมอ”
เห็นชัดว่าเป็นหญิงรับใช้สูงวัยคนหนึ่ง แต่ท่าทางของหลินซื่อกลับเคารพอย่างยิ่ง
เจ๋อหลันกับป้านเซี่ยสบตากัน พลันรู้สึกทันทีว่ากูกูผู้นี้จะต้องไม่ธรรมดาแน่!
ทว่าเจียงกูกูผู้นี้หน้าตาใจดีมีเมตตา เพียงมองแวบเดียวก็ทำให้คนรู้สึกอยากใกล้ชิดในใจ
เจียงกูกูยิ้มพลางกล่าว “ฮูหยินเสิ่นเกรงใจแล้ว ต่อไปคุณหนูสามก็คือนายของบ่าว การปกป้องคุณหนูสามเป็นหน้าที่ที่บ่าวมิอาจบ่ายเบี่ยงได้เจ้าค่ะ”
“อืม” หลินซื่อพยักหน้า หันมาตบมือบุตรสาวพลางกล่าว “ซูเอ๋อร์ เจียงกูกูเคยเป็นคนในวังมาก่อน นางรู้เรื่องราวมากมาย ทั้งยังมีวรยุทธ์ ต่อไปเรื่องใกล้ตัวบางอย่าง เจ้าสามารถฟังนางได้”
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นต่อไปคงต้องรบกวนเจียงกูกูแล้ว” เสิ่นม่านซูยิ้มให้เจียงกูกู
เจียงกูกูรีบกล่าว “คุณหนูไม่ต้องเกรงใจ ต่อไปหากมีเรื่องใด สั่งบ่าวได้เต็มที่เจ้าค่ะ”
ทางด้านเจียงกูกูปรับตัวเข้ากับหน้าที่ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว พาป้านเซี่ยกับเจ๋อหลันไปจัดเก็บสิ่งของที่เสิ่นม่านซูต้องนำติดตัวออกเดินทาง ส่วนหลินซื่อก็มีธุระ จึงจากไปก่อน
เสิ่นม่านซูที่ยืนอยู่ใต้ชายคาระเบียงมองแผ่นหลังของเจียงกูกูอย่างเหม่อลอย
ในนิยายต้นฉบับ หลินซื่อเป็นห่วงบุตรสาว จึงหาหญิงรับใช้ข้างกายให้นางเช่นกัน ทว่าคนผู้นั้นไม่ใช่เจียงกูกู ส่วนเจียงกูกูตรงหน้าผู้นี้ กลับมีภูมิหลังยิ่งใหญ่!
นางเคยเป็นคนปรนนิบัติองค์หญิงหลินหลางเชียวนะ!
องค์หญิงหลินหลางคือผู้ใดน่ะหรือ
นางก็คือบุคคลในตำนานผู้เป็นที่กล่าวขานไปทั่วทั้งแคว้นต้าฉีน่ะสิ!
เสิ่นม่านซูจำได้ว่าคำบรรยายถึงองค์หญิงผู้นี้ แทบจะใช้ถ้อยคำสรรเสริญทั้งหมดเท่าที่มี คาดว่าผู้แต่งโง่เง่าเองก็คงชื่นชอบองค์หญิงผู้นี้มากเช่นกัน
แม้แต่ฮ่องเต้หย่งอันในตอนนั้นก็ยังรักใคร่หวงแหนน้องสาวผู้นี้อย่างยิ่ง
เพียงแต่น่าเสียดาย หญิงงามมักอาภัพอายุสั้น
ในช่วงต้นของเรื่องกล่าวไว้ว่า องค์หญิงหลินหลางผู้งดงามเลิศล้ำ เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ผู้นี้ถูกส่งไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ที่แคว้นกู่เย่ว์ และได้ขึ้นเป็นฮองเฮา
ทว่าไม่กี่ปีต่อมา แคว้นกู่เย่ว์เกิดจลาจล องค์หญิงหลินหลางอุ้มองค์ชายวัยเยาว์ไว้ โดยมีคนสนิทคุ้มกันออกจากแคว้นกู่เย่ว์ ตั้งใจจะกลับแคว้นต้าฉี
แต่กลางทางกลับเกิดเรื่องร้าย สองแม่ลูกตกหน้าผา
ฮ่องเต้หย่งอันเวลานั้นยังทรงพระเยาว์ ทว่าหลังทราบเรื่องนี้ก็ทรงนำทหารไปค้นหาใต้หน้าผาด้วยพระองค์เองทันที
[1] กูกู หมายถึง คำเรียกสตรีอาวุโสหรือหญิงรับใช้ที่มีตำแหน่งในจวนหรือวัง