Pioneer Era

    ตอนที่ 67 ผจญภัยในบึงมรกต (3)

    วันที่ 23 เอนมูว์ทัวร์

    หลังจากที่ เอดีฟนี่ กลับสู่บึงหลักของเขา

    ***

    เอดีฟนี่ จ้าวผู้ครองดินแดน [บึงมรกต] กำลังนั่งฟังรายงานสถานการณ์ของทวีปจากลูกน้องคนหนึ่งของเขาอยู่

    จระเข้อากาศ จ้าวผู้ครองทิศตะวันตกเฉียงเหนือ [ทะเลสาปไข่มุข] เริ่มมีการเพิ่มประชากรอย่างผิดสังเกตุ

    จิ้งเหลนดำ จ้าวผู้ครองทิศใต้ของทวีป [ป่าคลั่ง] เริ่มขยายพื้นที่ปกครองไปใน [หุบเขาสีชาด] ที่สูญเสียผู้ปกครองเดิม

    มหาอสรพิษทศกัณฐ์ จ้าวผู้ครองทิศเหนือของทวีป [มหาตาปนมหานรก] ที่กำลังพบกับการรุกรานจากสัตว์ร้ายขนาดใหญ่มีปีกสีดำกลืนกินนภา

    สัตว์ร้ายมีขนสองขา จ้าวผู้ครองใจกลางทวีป ได้จับมือกับสัตว์ไร้ขนสองขา จ้าวผู้ครองดินแดนชายฝั่งตะวันออก

    “ช่างเป็นทวีปที่วุ่นวายเสียจริง”

    เอดีฟนี่ บ่นกับตัวเอง ก่อนจะสื่อสารด้วยระยางว่าให้กลับไปเฝ้ามองศัตรูต่อไปซะ

    สิ่งมีชีวิตคล้ายอะมีบาที่มีระยางรอบผิวคล้ายเจลสีเขียวขยับตอบรับคำสั่ง แล้วพุ่งขึ้นไปที่ผิวบึงเพื่อกระจายคำสั่ง

    [อะบอม] คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีหูกับตา พวกมันจึงใช้คลื่นรังสีที่แผ่ออกมาจากร่างกาย ในการรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวเอง

    คลื่นที่มันแผ่ออกมานั้นกินพื้นที่มากกว่า 100 เมตร

    เอดีฟนี่ ได้วางตำแหน่งของลูกน้องทุก ๆ 100 เมตร แล้วใช้ประโยชน์จากจุดนี้ในการส่งข้อมูลทางไกลผ่านการบอกต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง



    “ (ก่อนจะรุกรานเขตอื่น ตอนนี้คงต้องป้องกันเขตแดนตัวเองให้ได้ก่อน…) ”

    ว่าแล้ว เอดีฟนี่ ก็พุ่งขึ้นมาจากบึง แล้วเริ่มวาด [แผนที่] ลงบนพื้นดินด้วยระยางของมัน

    “ (อืม… มืดแปดด้าน ศัตรูมันเก่งเกินไป มีร่างกายที่เหนื่อกว่าพวกเราไม่พอ ยังจะมีสติปัญญาล้ำกว่าอีก ช่างน่าริษยานัก) ”

    แต่ไม่ว่าเขาจะร่างแผนการขึ้นมามากแค่ไหน เขาก็ไม่พบวิธีเอาชนะศัตรูของเขา

    ถึงเขาจะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า [อาวุธ] แต่เขารู้ว่าของที่ศัตรูใช้ต่อสู้นั้น มันมีความอันตรายสูงมาก

    เขาคำนวนแล้ว ว่าถ้าหากจะเอาชนะกำลัง 2,000 ชีวิตของผู้รุกราน อาจจะต้องสละกองทัพของฝั่งนี้มากกว่าหนึ่งแสนชีวิต

    ซึ่งหากมองถึงอนาคตที่อาจเกิดการปะทะกับเจ้าป่าเขตอื่น ย่อมไม่เป็นการฉลาด ที่จะแลกกำลังพลจำนวนมากเพียงเพื่อขับไล่ศัตรูเพียง 2,000 ชีวิต

    “ (จะว่าไป… ทำไมพวกสัตว์มีขนสองขา กับสัตว์ไร้ขนสองขาถึงหันมาเป็นมิตรกันละ?) ”

    เอดีฟนี่ เคยได้ยินมาจากลูกน้อง ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งสองเคยฆ่ากันเองเพื่อแย่งชิงดินแดนมาก่อน

    แต่เวลานี้กลับหันมาจับมือใช้ชีวิตร่วมกันอย่างปกติ

    “ (จะเป็นไปได้หรือที่สิ่งมีชีวิตซึ่งแตกต่างกัน จะสามารถหันมาร่วมมือกันได้? ... ไม่สิ ถ้ามองว่าต่างกันเพียงไร้ขนกับมีขน ก็อาจจะจับให้อยู่กลุ่มเดียวกันได้กระมั้ง?) ”

    เอดีฟนี่ เริ่มขบคิด

    “ (แต่ในอีกทางหนึ่ง แสดงว่าเราสามารถใช้ประโยชน์ในจุดนี้ให้พวกมันตีกันเองได้หรือเปล่า?) ”

    ว่าแล้วเขาก็เริ่มจำลองสถานการณ์บางอย่างขึ้นมาบนแผนที่ของเขา

    “ (อุปกรณ์ของทั้งสองต่างกันอย่างชัดเจน สีดำกับสีขาว ถ้าใช้ประโยชน์จากจุดนี้…ยากแฮะ… หรือว่าจะยื้มมือให้มันไปตีกับเจ้าป่าเขตอื่น… ไม่สิ อยู่ไกลไป…) ”

    เขายังคงคิดไม่ตก แล้วเริ่มมองไปที่บึงตรงหน้า

    บึง ณ ส่วนลึกสุดที่เขาใช้เป็นบ้าน คือบึงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และอยู่สูงที่สุดของที่ราบในบริเวณนี้

    มันเป็นบึงที่เขาจงใจขุด เลือกที่ตั้ง และสร้างจึ้นมาเอง

    เพื่อที่จะใช้เป็นไม้ตายสำหรับปกป้องแผ่นดินของเขา

    " (ช่วยไม่ได้ คงได้เวลาบอกลาบ้านหลังนี้แล้วละ) "

    นี่อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะสามารถลดความสูญเสียของฝ่ายเขาเองได้

    “ (งั้นตกลงตามนี้... ส่วนต่อไปคือการฝึกปล่อยกระแสไฟฟ้า) ”

    เมื่อได้แผนการ เอดีฟนี่ ก็เริ่มเข้าสู่แผนการขั้นถัดไป

    มันขยับหนวดเพื่อส่งภาษากายไปหาลูกน้องทุกตัวที่อยู่บริเวณโดยรอบนี้

    เนื้อหาใจความ คือการสอนวิชา [การสร้างกระแสไฟฟ้าด้วยคลื่นรังสี]

    “ (เอาละ ได้เวลายกระดับของกองทัพพวกเรากันแล้ว คราวนี้ละ ที่พวกเราจะเป็นฝ่ายชนะ!) ”

    ว่าแล้ว เอดีฟนี่ ก็เริ่มสอนวิชาใหม่ที่เขาพึ่งได้เรียนรู้ มอบความรู้ให้กับฝูงของเขา

    เขาสอนทั้งวันทั้งคืนโดยไม่มีหยุดพัก จนกระทั้งเวลาได้ล่วงเลยเข้าสู่เช้าวันใหม่...



    วันที่ 24 เอนมูว์ทัวร์

    ***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    “วันนี้ฉันจะไม่ยก MVP ของกลุ่มให้คนอื่นอีกแล้วดอง! ”

    “ข้าน้อยเองก็ไม่คิดจะยก MVP ที่ได้มาคืนไปง่าย ๆ หรอกนะเจ้าค่ะ”

    สตรีกระต่ายหูเทาชื่อ [เพกมาไทต์] พูดด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง

    พวกเรากำลังเข้าสู่ช่วงของวันที่สองในการปราบ อะบอม

    เนื่องจากเมื่อวานโดนฝูงใหญ่บุกค่าย เลยทำให้การตั้งค่ายเสร็จล่าช้ากว่าที่คิด สุดท้ายเมื่อวานจึงไม่ได้ออกไปล่า อะบอม ตามอย่างที่คาดการตั้งแต่แรก

    แถมคนที่สามารถสังหาร อะบอม ได้มากที่สุดในกลุ่มพวกเรา ยังเป็น เพกมาไทต์ น้องกระต่ายที่พึ่งเข้ามาเรียนเมื่อไม่กี่วันก่อนอีกด้วย

    ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม (?) เลยทำให้แอบรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย



    “ฉันจะแย่ง MVP คืนมาจากเธอเอง [เอท] ”

    “ฮะ ฮะ ฮะ คิดว่าทำได้ก็--- กรี๊ดดดด!? เดียวนะคะ! เมื่อกี้คุณลี่เรียกฉันว่าอะไรนะเจ้าค่ะ!? ”

    “อ๊ะ? เผลอไป--- เปล่า ๆ แค่รู้สึกว่าเธอเหมือนกับคนที่ฉันเคยรู้จักนะดอง~”

    “ยะ… อย่างงั้นเองหรือเจ้าค่ะ! ”

    เธอยิ้มร่าอย่างดีใจ

    [เพกมาไทต์] หรือก็คือ [เอท] แม่สาวกระต่ายหูดำที่ฉันเคยรู้จัก

    ต่อให้ไปทำสีหูมาใหม่ ทำจมูกมาใหม่ แต่โครงหน้า ร่างกาย แถมวิธีพูดจา มันแทบจะเหมือนเดิมเปียบ~

    เลยทำให้ฉันรู้ได้ทันทีว่าเธอคือ [เอท] คนนั้นนั่นละ ดอง~

    ความมันแตกตั้งแต่วันแรกแล้วละ ดอง~

    แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่รู้จักหรือสนิทกับเธอ คงจะรู้ยากหน่อยละนะว่าเป็นคนเดียวกัน

    ส่วนเรื่องที่เอทเคยฆ่าคนยกฐานทัพ... จะไม่เอาไปฟ้องพวกทหารหรือ? ดิวซ์เคยถามฉันแบบนี้

    ของแบบนั้นช่างมันไปเถอะ~

    มัวแต่แค้นกันไปแค้นกันมา มันก็ไม่จบไม่สิ้นสักทีสิ ดอง~

    เอาจริง ๆ คือฉันสนิทกับเธอไปแล้ว เลยรู้สึกอยากปกป้องและไม่อยากขายเพื่อนอะนะ ดอง~

    มาคิด ๆ ดูแล้ว… ฉันเองก็เอาแต่ใจใช้ได้เลยนะ

    ดอง ด่อง ด้อง~



    “มัวแต่เล่น ระวังจะเจ็บตัว ปิว~”

    “ขอโทษที ดอง~”

    เยลโล่พูดเตือนด้วยน้ำเสียงตำหนิ

    เจ้าเยลโล่เองก็แปลกไปอีกคน

    ฉันไม่เคยเห็นเจ้าภูติลามกคนนี้ทำตัวจริงจังมาก่อนเลยในชีวิต

    ฉันละสงสัยจริง ๆ ว่าวันนั้นดิวซ์สังสอนมันยังไง ถึงได้เปลี่ยนจากหลังตีนเป็นหน้ามือได้ขนาดนี้

    กลุ่มของพวกเราเดินเข้าไปในบึงมรกต โดยทิ้งระยะจากค่ายออกมาราวหนึ่งร้อยเมตร

    “กระจอก! ”

    “อย่าแย่งเหยื่อของข้าสิซุนไกท์! ”

    ชายกอลิล่าดำกับชายหมีแดงกำลังหวดอาวุธไม้พลองกับค้อนสงครามสีขาวไล่สัตว์โดยรอบพื้นที่บึงอยู่

    “ทุกคนกรุณาหลบไปค่ะ”

    แฟตส่งสัญญาณให้ทุกคนหลบ

    คนที่ยืนอยู่ข้างแฟตคือโฮปกับพรุน

    โฮปถือกระบี่ดำเล่มยาวคอยปกป้องแนวหลัง โดยมีพรุนเป็นคนสนับสนุน

    ใช่แล้ว ฉันจะไม่ใช้พลังภูติในศึกครั้งนี้ตามคำขอร้องของพรุน

    อุปกรณ์ควบคุมอะตอมรูปร่างแหวนตรงนิ้วชี้ขวาของพรุนเริ่มส่องแสงสีฟ้า ก่อนจะแผ่ขยายออก

    แสงสีฟ้านั้นสร้างแรงดันอากาศมหาศาล แล้วทำการปรับหน้าผิวดินรอบบึงให้เป็นที่ราบเรียบอัดแน่น

    “พวกมันมาแล้วดอง~”

    “จัดการมัน! ”

    อาจเป็นเพราะรับรู้ได้ถึงอันตราย พวก อะบอม ที่อยู่ในบึงจึงบุกขึ้นมากัน

    ฉันใช้ปืนรังสี ปรับระดับความแรงปานกลาง แล้วยิงไปที่นิวเคลียสสีแดงอย่างแม่นยำ

    พรึบ! นัดเดียวตายคาที่!

    พวกมันกระจอกสุด ๆ ไปเลยดอง~



    พวกเราใช้เวลาไปถึงยี่สิบนาที กว่าจะปรับผิวดินรอบบึงให้เรียบและแข็งได้สำเร็จ

    “อึ๊ก… เป็นยังไงบ้างค่ะลี่? ”

    “ถือว่าไม่เลวดอง~”

    ฉันชื่นชมพรุนด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ

    เพราะคนที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์เวทมนตร์ให้กับเธอ ก็คือฉันคนนี้

    ปรับผิวหน้าดินให้เรียบด้วยการใช้แรงอัดอากาศกดหน้าดิน ไปพร้อมกับปรับความชื้นที่ผิวดินให้พอเหมาะ ก่อนจะอัดอีกรอบจนแน่นแข็งอย่างที่เห็น

    ถ้าเป็นฉันนะ ของแบบนี้คิดว่าใช้เวลาจัดการแค่หนึ่งนาทีเท่านั้น ดอง~

    แต่ว่าครั้งแรกของเธอทำได้ถึงขนาดนี้ ก็ถือว่าเก่งแล้วละดอง

    มันไม่ได้สำคัญที่เวลา แต่สำคัญที่เธอทำมันได้สำเร็จนั่นละ

    “เคลียพื้นที่เรียบร้อย กลุ่มก่อสร้างลงมือปักเสาได้ค่ะ”

    แฟตส่งสัญญาณวิทยุแจ้งไปที่อีกหน่วย

    หน่วยสนับสนุนจากแผนกเรียนอื่นวิ่งเข้ามาหาพวกเราพร้อมกับหน่วยเฝ้าระวัง

    พวกเขาเริ่มตั้งอุปกรณ์บางอย่าง

    อุปกรณ์นั้นเป็นเสาเหล็กสูงสิบเมตร และมีเครื่องปั่นไฟตั้งอยู่ข้าง ๆ

    เครื่องปั่นไฟนั้นมีสายไฟฟ้ายืดยาวออกมา

    พวกเขานำสายไฟฟ้าจิ้มลงไปในบึงอย่างระมัดระวัง

    “จะช๊อตละนะ”

    พรึบ! อะบอมย่างสดหนึ่งบ่อพร้อมเสิร์ฟเสร็จแล้ว ดอง~

    กระแสไฟฟ้าแรงสูงทำการฆ่าทุกชีวิตที่อยู่ในบึงจนสิ้น

    สัตว์เล็กไปจนถึงสัตว์ใหญ่ต่างตายเรียบไปพร้อมกับ อะบอม อีกสองตัวที่อาศัยอยู่ในบ่อ

    ศพจำนวนมากลอยคอขึ้นมาเต็มบึงสีเขียว

    เป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกอยากจะอ้วกออกมาเลยละ ดอง~



    “พวกเราทำเกินกว่าเหตุหรือเปล่าดอง? คงไม่ทำให้ระบบนิเวศของป่าพวกนายพังใช่ไหม? ดอง? ”

    “ไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดมาจากปากของเผ่าที่ถางป่าของพวกเราได้หน้าตาเฉย… ไม่เป็นไรหรอก ปกติพวกเราจะใช้วิธีเทดินถมบึงเพื่อไล่พวก อะบอม บึงพวกนี้ทำให้ป่ามันเน่า พืชผลเติบโตยาก ยังไงก็ต้องทำลายบึงทิ้งอยู่แล้ว จะใช้อะไรก็ใช้ไปเถอะ”

    ไพไรต์ตอบฉันด้วยคำพูดที่ทิ่มแทงใจเล็กน้อย

    ฉันไม่ได้เป็นคนถางป่าของพวกนายเสียหน่อยนะดอง… เป็นฝีมือของพวกผู้ใหญ่ ส่วนพวกเราก็แค่มาใช้พื้นที่… เออ… คิดไปคิดมาก็เถียงกลับไม่ได้แฮะ… ดอง…



    “ตรงนี้ให้พวกเราจัดการเอง พวกคุณแผนกการทหารไปที่บึงถัดไปได้เลยครับ”

    “ได้ค่ะ”

    แฟตตอบรับชายเผ่ายักษ์ที่สวมผ้าคลุมโปรงแสง แล้วชี้เป้าหมายต่อไปให้กับพวกเรา

    แผนการของพวกเรานั้นเรียบง่ายมาก ให้แนวหน้าเคลื่อนตัวไปตามแต่ละบึง จัดการเคลียร์พื้นที่ แล้วเรียกหน่วยช่างมาติดตั้งเสาสัญญาณกับเครื่องปั่นไฟ เพื่อทำลายบึงไปพร้อมกับขยายขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติการ

    เป้าหมายของพวกเราคือการทำลายบึงเน่า ๆ สีเขียวพวกนี้ทิ้งให้ได้อย่างน้อย 50% เพื่อเป็นการลดจำนวนพวก อะบอม ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดพวกนี้ให้หมดไป

    เป็นการ [ฆ่าล้างบาง] เพื่อสร้างสมดุลให้กลับสู่ความเป็นปกติ



    “จัดการบึงที่สองเสร็จแล้ว! ”

    พวกเราใช้เวลาอีกยี่สิบนาทีเช่นเคย ในการจัดการกับบึงที่สอง

    อะบอมจำนวนสี่ตัวลอยคอขึ้นมาตายบนผิวของบึงตรงหน้าพวกเรา

    “แฟต เป้าหมายถัดไป! รีบไปบึงที่สามต่อกันเลย! ดอง~”

    “ได้ค่ะ งั้นคราวนี้ไปทางทิศตะวันตก บึงเล็ก ๆ ตรงนั้นค่ะ”

    “ไม่เอาบึงใหญ่ ๆ กว่านี้หรือแฟต? ”

    “ก่อนพูดกรุณาดูสภาพคุณพรุนด้วยค่ะ เธอเหนื่อยจะแย่แล้วนะคะ”

    “อ๊ะ… ขอโทษทีนะ ดอง… ”

    ว่าแล้วพวกเราก็ไปบึงที่สามต่อ

    บึงที่สามเป็นบึงขนาดเล็กที่ติดกับโขดหินก้อนหนึ่ง

    เนื่องจากไม่ต้องเตรียมผิวดินเพราะติดกับโขดหิน งานคราวนี้เลยมีแค่ไล่สัตว์รอบบ่อเท่านั้น

    พรุนจึงมีเวลาพักหายใจจากความเหนื่อยที่ต้องใช้เวทมนตร์ต่อเนื่องอย่างที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน

    “หนึ่งตัวเองหรือ…”

    ไพไรต์พูดพึมพำออกมาหลังจากที่หน่วยช่างทำลายบึงที่สามเสร็จ

    “ทำไมหรือดอง? ”

    “เปล่า… อาจจะคิดมากไปเอง ปกติพวก อะบอม น่าจะมีจำนวนมากกว่านี้หรือเปล่า? ”

    “? ”

    “...ช่างเถอะ รีบไปจัดการบ่อที่สี่กันเถอะ เป้าหมายครึ่งเช้าคือสิบบึงไม่ใช่หรือ? เจ้าอยากจะเป็น MVP ของรุ่นไม่ใช่หรือ? ”

    “อืม~”

    ภารกิจทำลายบึงในครั้งนี้ไม่ใช่มีแค่พวกฉันกลุ่มเดียว แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ถูกส่งกระจายกำลังออกมาทำลายบึงเน่าพวกนี้

    ซึ่งฉันกำลังเล็งระดับ MVP ของรุ่นอยู่ด้วยเช่นกัน

    “แต่ให้พรุนพักสักหน่อยแล้วกันนะดอง~”

    “... ขอบคุณ และขอโทษด้วยค่ะ”

    “ไม่เป็นไร ดอง~”

    แต่ถ้าฝืนตัวเองเกินไปคงจะไม่ดีนัก ค่อย ๆ จัดการทีละบึงอย่างใจเย็นดีกว่า ดอง~



    เวลาล่วงเลยมาถึงกลางวัน

    หน่วยปราบปรามที่ออกมาจากค่ายประมาณ 1000 คนกำลังนั่งพักทานอาหารตรงพื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง

    แถวนี้มีหินกระจายขึ้นไปทั่ว มีหญ้าด้ายดำขึ้นประปราย เป็นที่ราบ และมีบึงมรกตกระจายตัวอยู่น้อย พวกเราจึงตัดสินใจมารวมตัวนั่งพักที่นี่กัน

    พวกนักรบจากเผ่ามนุษย์สัตว์ กับกลุ่มอาจารย์ที่ติดตามมาเพื่อปกป้องนักเรียนเองก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน

    “ออกห่างมาจากค่ายมาไกลพอควร ฉันว่าพวกเราอย่าไปไกลมากกว่านี้เลยค่ะ มาพักกินข้าวแล้วกลับค่ายกันเถอะค่ะ”

    “? พึ่งออกมาไกลแค่ 400 เมตรเองนะแฟต ดอง~”

    “แต่ว่าฉันรู้สึกไม่ดีเลยค่ะ หนวดสัมผัสของฉันรับรู้ได้เฉพาะกับพวกที่จับตำแหน่งได้ แต่พวกที่อยู่ใต้ผิวน้ำจะจับตำแหน่งยากมากค่ะ แถมตั้งแต่เริ่มภารกิจมา พวกเราฆ่ามันได้น้อยมาก ถ้าพวกมันเกิดวางแผนลอบโจมตีขึ้นมา พวกเราจะซวยไม่ใช่น้อยเลนค่ะ คุณไพไรต์คิดว่ายังไงคะ? ”

    “ถูกต้อง… มันมีน้อยไปจริง ๆ นั่นละ แถม อะบอม เป็นสัตว์ที่ชอบใช้ดอกบัวเฮเดสเพื่อวางกับดักล่าเหยื่อ มันจะมาไม้ไหนกับพวกเราก็ไม่รู้”

    ฉันหันไปมองไพไรต์สลับกับแฟต

    สองคนนี้คิดกันมากเกินไปหรือเปล่า?

    พวก อะบอม คงไม่ฉลาดพอวางแผนซับซ้อนอย่างใช้ตัวล่อให้พวกเราออกมาไกลจากค่าย แล้วส่งกำลังหลักลอบโจมตี---



    *บรึ้ม! *

    มีเสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้น

    เสียงนั้นทำให้พวกเราทุกคนหันไปมองเป็นสายตาเดียวกัน

    ที่ค่ายของพวกเรากำลังมีควันไฟสีเทาลอยขึ้นสูงตัดกับท้องฟ้าสีเขียวอมน้ำเงิน

    แสงจากพระอาทิตย์ทั้งสองดวงกำลังถูกควันเหล่านั้นบดบัง

    เสียงหวูดเตือนภัยดังก้องกังวาลไปทั่วป่าขุนเขา

    สัตว์เล็กน้อยใหญ่ต่างวิ่งแตกตื่นจ้าละหวั่น

    นี่มัน…

    “แย่แล้ว! พวกอะบอมมันบุกค่ายของพวกเรา! ไม่รู้ว่าทำได้ยังไง! แต่พวกมันระเบิดคลังแสงของพวกเราไปแล้ว! ”

    มีข้อความเตือนภัยเช่นนั้นส่งผ่านมาทางหน่วยสื่อสาร

    มีการลอบโจมตีเกิดขึ้นจริง ๆ ซะงั้นดอง

    “ต้องรีบกลับไปค่าย--”

    “ทุกคนอันตราย! รีบวิ่งมาตรงนี้เร็ว! บนหินก้อนนี้… ไม่สิ รีบขึ้นที่สูงเร็ว! ”

    ในตอนนั้นเองที่ไฮเจนกรีดเสียงร้องดังลั่น

    ไม่ใช่แค่ไฮเจน แต่เผ่ามนุษย์นกคนอื่นเองก็กรีดเสียงดังเตือนคนของตัวเองในแต่ละกลุ่มเช่นกัน

    “อะ… อืม! ”

    ฉันรีบวิ่งไปตรงจุดที่ไฮเจนยืนอยู่



    หลังจากนั้นไม่ถึงนาที ก็มีระลอกคลื่นมรกตไหลบ่ามาจากทางทิศตะวันตก

    มหาคลื่นสีเขียวเหล่านั้นกลืนกินพัดพาโค่นไม้ใหญ่ กวาดทุกสิ่งบนผิวดินไปพร้อมกับทิศทางที่พวกมันเคลื่อนตัวไหลผ่าน

    มันคือน้ำป่า

    เป็นน้ำป่าสีเขียวที่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวฉุนจมูก

    ถ้าหากพวกเรายังยืนวิ่งกันอยู่บนพื้นดินเมื่อกี้ คงถูกน้ำป่าไหลพัดกลืนกินจมน้ำตายไปแล้ว

    “ระวัง! ”

    ดิวซ์ ไพไรต์ เอท กับไฮเจน ตะโกนเสียงดัง พร้อมกับใช้อาวุธในมือเหวี่ยงออกไปตรงหน้า

    เกิดเสียงปะทะกับของแข็งบางอย่างรุนแรงกลางอากาศ

    มีก้อนหินขนาดหนึ่งเมตรถูกปามาทางพวกเรา

    ถ้าไม่ได้พวกเขาไหวตัวรับมือ ฉัน โฮป กับเยลโลคงได้บอกลาไปโลกหน้าแล้ว

    "ขะ ขอบคุณ…"

    คนที่ปาหินโจมตีใส่ คือพวก อะบอม ที่ซ่อนตัวมากับน้ำป่าสีเขียว

    พวกมันใช้ประโยชน์จากธรรมชาติปกปิดตัวเอง แล้วใช้ระยางหยิบก้อนหินมาปาโจมตีใส่พวกเรา

    “หน่อย! เป็นแค่ อะบอมแต่คิดจะมาดูถูกกันหรือ! ”

    มีชายเผ่ามนุษย์คนหนึ่งจากกลุ่มอื่นตะโกนเสียงดังขึ้นมา

    หัวของเขามีเลือดสีแดงจำนวนมากไหลท่วมศรีษะ

    เขาใช้ดาบรังสีในมือโจมตีไปที่น้ำป่าสีเขียว

    คลื่นรังสีดาบสีฟ้าพุ่งออกไปเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ปะทะใส่ผิวน้ำจนแตกเป็นละอองสูง

    แต่การโจมตีของเขาทำได้เพียงแค่นั้น เพราะเจ้า อะบอม ได้กับไปซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำเป็นที่เรียบร้อย



    “อย่าหนีสิฟะ-----!?! ”

    ในตอนนั้นเองที่หัวของชายเผ่ามนุษย์หายไปจากร่างกาย

    มีอะบอมอีกตัวใช้ระยางโจมตีใส่เขาจากด้านหลัง

    เนื่องจากพื้นที่โดยรอบกำลังเริ่มถูกน้ำป่าท่วม เลยทำให้พวก อะบอม มีพื้นที่อำพรางตาเพิ่มมากขึ้น

    แย่แล้วไง…

    “ทุกคนระวัง---”

    คราวนี้เป็นผู้หญิงเผ่ายักษ์ที่ถูกโจมตี

    เธอคนนั้นถูกอะบอมอีกตัวจับรัดร่าง

    มันกระโจนขึ้นมาจากผิวน้ำ เข้าเกาะร่างยักษ์ของเธอ ก่อนจะปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาอย่างรุนแรง

    กระแสไฟฟ้านั้นแผดเผาร่างของเธอจนชักกระตุก ก่อนล้มลงตายนอนแน่นิ่งอยู่บนโขนหินตรงนั้น

    "แก! "

    "ตายซะ! "

    เจ้าอะบอมที่โจมตีใส่เธอ กำลังถูกเพื่อนเผ่าภูติอีก 3 คน รุมฆ่าทิ้งอย่างโกรธแค้น

    "นักเรียนตรงนั้นใจเย็นก่อน--- ระวัง! "

    “แย่ละ ไม่ทันแล้ว กลุ่มนั้นตายเรียบแน่! ”

    แต่เป็นเพราะถูกเบนความสนใจไปที่ อะบอม ตัวนั้น พวกเขาทั้งสามคนจึงถูกลอบโจมตีจากอีกพวกที่อยู่ใต้ผิวน้ำใกล้ ๆ

    พวกมันปาหินโจมตีใส่เป็นครั้งที่สอง

    เผ่าภูติทั้งสามคนถูกหินขนาดหนึ่งเมตรครึ่งกระแทกใส่

    พวกเขาจมกองเลือด ปีกภูติที่เสมือนกับเป็นปอดและหัวใจหักหลุดร่วงลงไปกองที่พื้น

    พวกเขาตายแล้ว… ตายในพริบตาเดียวเท่านั้น...



    “... มีคนตาย”

    ถึงจะมีนักรบจากเผ่ามนุษย์สัตว์ หรือมีพวกอาจารย์ยืนคุมอยู่ แต่ไม่มีใครที่เข้าไปช่วยพวกเขาทัน

    เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมาก

    พวก อะบอม มันโจมตีนักเรียนกลุ่มนั้นอย่างรวดเร็ว ฉับไว ราวกับวางแผนมาตั้งแต่แรกแล้ว

    “ดูนั่น! พวก อะบอม มันกำลังยึดบึงกลับไปอยู่! ”

    มีนักรบเผ่ามนุษย์สัตว์คนหนึ่งตะโกนเสียงดังจากบนก้อนหิน

    เสาสัญญาณที่พวกเราเคยตั้ง กำลังถูกทำให้ล้มพังลงมา เครื่องปั่นไฟที่ช๊อตบ่อน้ำเองก็กำลังถูกทำลายทิ้งด้วยเช่นกัน

    หากสังเกตุให้ดี จะพบได้ว่าพวกเรากำลังถูก อะบอม จำนวนมากเข้าล้อมโดยปิดเส้นทางหนีกลับไปที่ค่ายเอาไว้อีกด้วย

    ถึงกระแสน้ำจะเริ่มนิ่ง แต่พื้นที่สวนใหญ่ได้กลายเป็นบึงสีเขียวไปแล้ว

    ใต้ผิวน้ำมรกตตรงหน้าคงมี อะบอม ซ่อนตัวอยู่เป็นจำนวนมาก

    มันจะโจมตีมาจากตรงไหนบ้างก็ยากที่จะคาดเดาได้

    “... ไพไรต์ เอ็งพอจะรู้พฤติกรรมของพวกมันตอนนี้บ้างไหม? ทำไมถึงไม่ตรงกับที่เคยเรียนมาฟะ? ”

    “... อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะซุนไกท์ พวก อะบอม มัน… ฉลาดขนาดนี้เลยเรอะ? ”

    แม้แต่ไพไรต์เองก็ไม่รู้ถึงที่มาของพฤติกรรมอันแปลกประหลาดนี้ด้วยเช่นกัน

    ดูท่าว่างานกวาดล้างครั้งนี้จะไม่ได้เป็นงานง่าย ๆ เสียแล้ว... ดอง...

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน