มันเป็นวินาทีที่โอ๊ตนั้นถึงกับสตั๊นท์ไปเลยเมื่อจู่ๆข้อความจากองค์กร ZERO CROWN ส่งตรงมาถึงเขา ทั้งๆที่เขาเพิ่งจะรับรู้เรื่องราวของพวกมันไปเพียง 10 นาทีที่ผ่านมายังไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ และด้วยความสงสัยนั้นเขาก็กดเข้าไปรับชมข้อความที่ทางนั้นส่งมา ซึ่งเขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายต้องการที่จะทำอะไร
“..นี่มัน!.. บ้าน่า..” โอ๊ตอุทานออกมาเบาๆอย่างตกใจ เพราะในข้อความนั้นมันเป็นรูปของคนที่เขารู้จักทั้งนั้น และพวกเขาเหล่านั้นถูกมัดตัวติดกับเก้าอี้พร้อมกับเทปที่ปิดปากเอาไว้ โอ๊ตร้อนใจ เขารีบกดโทรหาชูเกียรติทันที..
“เกิดอะไรขึ้น! ชูเกียรติแกตอบคำถามของฉันมาเดี๋ยวนี้!..” โอ๊ตกล่าวถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ และเขาก็ยังตะคอกถามกับชูเกียรติไปอีกด้วย ส่วนชูเกียรติที่ได้ยินคำถามนั้นก็ถึงกับมึนงงไปเลยทีเดียว
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือขอรับคุณชาย..” ชูเกียรติกล่าวถามอย่างไม่เข้าใจคำถามของผู้เป็นนาย..
“พวกแกทำงานกันยังไง! บอดี้การ์ดที่ส่งไปคุ้มกันปิงปิงทำงานกันยังไง ทำไมเธอถึงถูกจับตัวไปได้.. นอกจากนี้ยังมีไอนะ มนต์ แล้วก็ยัยเฟิร์นอีก.. ไอ้บ้ากิตติมันมุดหัวอยู่ที่ไหน..” โอ๊ตลุกขึ้นยืน พร้อมกับกล่าวถามอย่างร้อนใจ ชูเกียรติที่ได้ฟัง เขาก็ติดสตั๊นท์เล็กน้อย
“ถูกจับตัว?.. ได้ยังไงกันครับคุณชาย กระผมได้ส่งบอดี้การ์ดระดับมือดีของตระกูลไปเชียวนะขอรับ พวกเขาไม่น่าจะพลาดท่าได้ง่ายๆขนาดนี้เลย..” ชูเกียรติกล่าว
“นี่คือพวกแกยังไม่รู้อะไรอีกเหรอ.. มันเป็นพวก ZERO CROWN ยังไงล่ะ..แกรีบติดต่อพวกบอดี้การ์ดที่แกส่งไปเดี๋ยวนี้เลยนะ พวกมันต้องตอบคำถามของฉันให้ได้ว่าทำไมปิงปิงโดนจับตัวไป..” โอ๊ตกล่าว ชูเกียรติที่ได้ยินก็ถึงกับช็อกไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าจะได้ยินเรื่องนี้จากปากของคุณชายเลย
มันเป็นเรื่องที่คุณชายยังไม่สมควรที่จะรับรู้ หรือยุ่งเกี่ยวกับพวกมัน ตามแผนการที่เขาพอจะรับรู้มาบ้าง เรื่องนี้จะถูกเอ่ยกล่าวกับได้ก็ต่อเมื่อคุณชายได้รับการยอมรับในฐานะ ‘ว่าที่ผู้นำตระกูล’ อย่างสมเกียรติแล้วเท่านั้น หรืออาจจะเรียกได้ว่ามันยังไม่ถึงเวลานั้น เขาไม่คิดว่าเจ้าพวกองค์กรนั้นจะชิงลงมือกับคุณชายก่อนอย่างนี้..
“มัวอึ้งอะไรอยู่เล่า.. ไปเรียกไอ้บ้ากิตติมาพบกับฉัน แล้วรีบรายงานตามที่ฉันสั่งได้แล้ว..” โอ๊ตกล่าว และเขาก็ไม่รอให้ปลายสายตอบกลับอะไรเลย เขากดวางสายแล้วก็เดินมุ่งตรงไปที่ลิฟต์ในทันที พิชญ์ที่พอได้ยินสิ่งที่โอ๊ตนั้นกล่าวออกมา เธอก็เดาะลิ้นไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน
“ใจเย็นๆก่อนภาวิน.. ตอนนี้เรายังไม่รู้วัตถุประสงค์ของพวกมันเลย ถ้าทำอะไรแบบไม่คิดหน้าคิดหลังก็ไม่ต่างอะไรกับการวิ่งอยู่บนมือของพวกมัน.. ให้พวกเขาขึ้นมาคุยกันที่นี่จะเป็นการดีที่สุด” พิชญ์กล่าว
“พี่พิชญ์.. เรื่องนี้จะให้ผมใจเย็นได้ยังไง เพื่อนๆของผมจะต้องมาเดือดร้อนเพราะผม.. ที่พวกเธอถูกจับตัวไป มันก็เป็นความผิดของผม.. ผมทำให้พวกเธอต้องเจอเรื่องแย่ๆ ผม..ผม..” โอ๊ตกล่าว และเริ่มโทษตัวเองอย่างคนที่เสียสติ พิชญ์ที่เห็นอย่างนั้นเธอก็เดินเข้ามาแล้วตบที่ใบหน้าของโอ๊ตในทันที
เพี๊ยะ!!! เสียงตบมันดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับใบหน้าของโอ๊ตที่หันไปอีกทางในทันที..
“รีบตั้งสติเดี๋ยวนี้ภาวิน!... นายเป็นถึงว่าที่ผู้นำตระกูลที่ยิ่งใหญ่เชียวนะ นายจะเสียสติ และเป็นเด็กอมมืออย่างนี้ไม่ได้!.. ชีวิตของใครหลายคนก็ขึ้นอยู่กับนาย ไม่ใช่แค่พวก 4 สาวที่กำลังตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น ถ้านายไม่ใช้ความคิดให้ดี เหล่าข้ารับใช้ของนายก็จะเดินเข้าสู่ความตายด้วยเช่นกัน... นายต้องทำใจให้เย็นๆ นิ่งๆ ใช้สมองคิด อย่าใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ...” พิชญ์กล่าว
“ผมเข้าใจแล้วครับพี่พิชญ์.. ขอบคุณที่กล่าวเตือนนะครับ..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับย่อตัวนั่งลงบนโซฟาเงียบๆตัวคนเดียว แต่ใครจะไปรู้ว่าตอนนี้ในหัวสมองของโอ๊ตนั้นกำลังคิดอะไรเป็นร้อยเป็นพันวิธีการในการจัดการกับไอ้พวกที่ทำอย่างนี้กับเขา นอกจากพ่อแม่แล้ว พวกมันต้องการที่พรากเพื่อนๆคนสำคัญในชีวิตของเขาไปอีกอย่างนั้นเหรอ
‘ไม่มีทาง! ฉันจะไม่ยอมให้พวกแกพรากอะไรไปจากฉันอีกเด็ดขาด.. และพวกแกจะต้องเสียใจที่มายุ่งกับฉันคนนี้..’ โอ๊ตกล่าวกับตัวเองในใจ ก่อนจะเริ่มคิดวางแผนในหัวอย่างเงียบๆ พิชญ์ที่เห็นภาวินนิ่งไป เธอก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้..
“แซมสัน! ลงไปเชิญพวกพ่อบ้านของตระกูล ณ สุวรรณภูมิขึ้นมาที่นี่..” พิชญ์กล่าวสั่ง และนั่งลงอีกมุมหนึ่งของโซฟา ส่วนแซมสันก็โค้งรับ และลงลิฟต์ไปข้างล่างในทันที..
“นายกำลังคิดอะไรอยู่ภาวิน..” พิชญ์จ้องมองที่ท่าทางของโอ๊ตที่นั่งนิ่งผิดปกติอย่างเป็นห่วง
“พี่พิชญ์.. ผมต้องการข้อมูลของพวกมันทั้งหมด เอาทั้งหมดที่พี่รู้ ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม..”
โอ๊ตกล่าวถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และดูสงบ พิชญ์ที่เห็นอย่างนั้นมันก็อดที่เธอจะถอนหายใจออกมาไม่ได้ ตามปกติแล้วสิ่งที่ตระกูลใหญ่ควรจะทำคือปล่อยให้พวกที่ถูกจับตัวตายไปเท่านั้น พวกเขาจะไม่ยอมเสี่ยงที่จะเดินตามเกมของพวกมัน ใช้โอกาสนี้ในการติดตามพวกมัน และถอนรากถอนโคนพวกมันทีเดียวทั้งหมด แต่มันคงจะไม่ใช่วิธีการของน้องชายคนนี้ของเธอแน่นอน..
“ก็ได้.. แต่นายต้องสัญญามาก่อนว่าจะไม่ทำอะไรเกินตัว... สัญญามาก่อนสิ!.” พิชญ์กล่าวพร้อมกับทำหน้าจริงจัง โอ๊ตที่ได้ยินอย่างนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมามองที่พิชญ์ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ทว่าภายในดวงตาของเขา พิชญ์สัมผัสมันได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นดวงตาของคนที่ต้องการจะฆ่าใครสักคน มันเป็นดวงของปีศาจ..
“ผมไม่สัญญาอะไรทั้งนั้น.. และถ้าพี่ช่วยผมเรื่องนี้ไม่ได้ก็ไม่เป็นอะไรครับ” โอ๊ตกล่าว
“เฮ้อออ.. นายนี่มันจริงๆเลยนะ นิสัยไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ก็ได้ๆ ฉันยอมแพ้.. แต่นายควรระลึกในจิตใจไว้เสมอว่าตัวตนของนายนั้นสำคัญกว่าชีวิตอื่น.. นายไม่ต่างอะไรกับคิงบนกระดานหมากรุก ถ้านายตัดสินใจพลาด แม้แต่การเดินหมากเพียงแค่ครั้งเดียว นายจะแพ้ทั้งกระดาน..”
พิชญ์กล่าว ก่อนที่จะเริ่มเล่าเกี่ยวกับองค์กร ZERO CROWN ให้ภาวินของเธอนั้นรับรู้ เธอพูดถึงเรื่องทุกเรื่องที่เธอนั้นมี.. ทั้งเรื่องโครงสร้างขององค์กร แม้มันจะไม่ชัดเจนสักเท่าไร แต่ก็ยังพอมีข้อมูลบ้าง ทั้งเรื่องระดับสมาชิกที่เป็นกลุ่มคนแบบไหน กลุ่มติดอาวุธประเภทใดบ้าง แผนการที่พวกมันเคยใช้ เหตุผลที่พวกมันต้องทำอะไรเช่นนี้ กลุ่มทุนที่สนับสนุนพวกมัน และอื่นๆอีกมากมาย..
“พี่พิชญ์.. ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องพี่สักหนึ่งเรื่อง.. พี่พอจะทำให้ผมได้ไหม” โอ๊ตกล่าวขึ้นหลังจากฟังทุกเรื่องแบบสรุปจากพิชญ์ ซึ่งเมื่อพิชญ์ได้ยินเช่นนั้นเธอก็หรี่ตามองที่โอ๊ตเล็กน้อย..
“คงจะขอให้พี่ช่วยต่อกรกับพวกมันอย่างนั้นสินะ.. ที่ภาวินกำลังทำนั้น มันเท่ากับภาวินกำลังขอให้พี่ และเหล่าข้ารับใช้ของพี่เป็นหมากในเกมนี้ของภาวินเชียวนะ.. พวกเธอสำคัญมากขนาดนั้นเลยเหรอ” พิชญ์กล่าวถามออกไปกับโอ๊ตแบบตรงไปตรงมา..
“พวกเธอเป็นคนที่สำคัญสำหรับผม.. และผมจะไม่ยอมสูญเสียคนสำคัญของผมไปอีกแล้ว แน่นอนว่านั่นมันก็รวมถึงพี่ด้วยเช่นกัน..” โอ๊ตกล่าวด้วยน้ำเสียง และสายตาที่แน่วแน่ พิชญ์จ้องมองที่ดวงตาของโอ๊ตอยู่สักพัก เธอรับรู้ได้ถึงอะไรหลายอย่างในนั้น ทั้งความรอบคอบ ความสงบนิ่ง ความจริง ความเชื่อ และความหวัง ทุกสิ่งนั้นมันบ่งบอกว่าสิ่งที่เขากล่าวออกมามันเป็นอุดมการณ์ส่วนตัวของน้องชายของเธอ..
“ได้!.. นายติดหนี้ฉันแล้วภาวิน ในอนาคตไม่ว่าฉันจะขออะไร นายต้องทำตาม 1 อย่าง.. ตกลงไหม” พิชญ์กล่าว
“ผมเข้าใจแล้ว.. ขอบคุณที่ช่วยเหลือผมในครั้งนี้ครับ” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นยืนก้มหัวให้กับเธอ มันเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง ประตูลิฟต์ก็ถูกเปิดออกมาพร้อมกับร่างของแซมสัน กิตติ และชูเกียรติ พวกเขาทั้งสามคนเห็นเหตุการณ์ที่โอ๊ตกำลังกระทำเช่นกัน ซึ่งแซมสันก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่านายหญิงจะต้องตัดสินใจช่วยเหลือคุณชายแน่นอน ซึ่งมันก็ไม่แปลกน่าใจสักเท่าไร
แต่มันผิดกับทั้งสองข้ารับใช้ที่รู้สึกว่าตัวเองนั้นด้อยค่าที่ไม่สามารถตอบรับความประสงค์ของผู้เป็นนายได้เป็นอย่างดี จนผู้เป็นนายจะต้องไปขอร้องความช่วยเหลือจากคนอื่น และมันทำให้พวกเขาอยากจะกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ภายในหัวใจของตน
“ขออภัยขอรับคุณชาย.. กระผมเพิ่งจะทราบข่าวเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา บอดี้การ์ดทั้งหมดที่เราส่งไปคุ้มกันคุณหนูปิงปิง.. ตอนนี้เสียชีวิตทั้งหมดแล้วขอรับ” กิตติกล่าวพร้อมกับโค้งรับความผิดของตัวเองที่ได้ปล่อยปะละเลยกับเรื่องเล็กๆอย่างนี้ เขาทำใจที่จะโดนโวยวายเต็มที แต่ทว่าเขาก็ต้องแปลกใจ เพราะว่าคุณชายนิ่งกว่าปกติที่ควรจะเป็น..
“อืมๆ.. บอดี้การ์ดที่พวกแกส่งไปมีทั้งหมดกี่คน พวกเขามีฝีมือระดับไหน.. แล้วพวกเขาตายกันได้ยังไง.. บอกมาให้หมด เดี๋ยวนี้!” โอ๊ตกล่าว และยังคงใช้น้ำเสียงนิ่งๆ เหมือนกับคนที่ไม่ได้ตกใจอะไร จนกิตตินั้นถึงกับงงไปเลยทีเดียว ภาพมันช่างซ้อนทับกับใครบางคนที่เขาเคารพนับถือจริงๆ
“พวกเขามีกันทั้งหมด 3 คนขอรับ.. เป็นระดับปลายแถวของตระกูล 2 คน และเป็นระดับกลาง 1 คนขอรับ.. เราเพิ่งส่งทีมไปตรวจสอบที่เกิดเหตุยังไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัด.. ขอเวลาดำเนินการ 5 นาทีขอรับ..” กิตติกล่าว พร้อมกับยื่นอุปกรณ์บางอย่างให้กับพ่อบ้านแซมสัน
ซึ่งมันเป็นอุปกรณ์สำหรับการเชื่อมต่อภาพ และระบบปฏิบัติการของตระกูล ณ สุวรรณภูมิทั้งหมด พ่อบ้านแซมสันที่เห็นอย่างนั้น เขาก็หันไปมองที่นายหญิงของตัวเองเล็กน้อย เขาต้องการคำยืนยันว่านายหญิงของเขาจะเข้าสู่สงครามในครั้งนี้จริงๆหรือไม่
“แซมสัน!.. เราจะช่วยพวกเขาทุกอย่างที่พวกเราทำได้..” พิชญ์กล่าว ก่อนที่แซมสันจะโค้งรับคำสั่งของนายหญิง ก่อนที่เขาจะรับอุปกรณ์นั้นมา และเชื่อมต่อกับทีวีในทันที ซึ่งมันเป็นโทรทัศน์ที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ หลังจากที่แซมสันเชื่อมต่ออุปกรณ์ลงไป มันก็ใช้เวลาสักครู่ในการเชื่อมต่อเครือข่าย..
และมันเป็นเวลาเดียวกับที่โทรศัพท์ของโอ๊ตนั้นแจ้งเตือนว่ามันมีคนโทรเข้ามา และมันก็เป็นไลน์ที่แสดงเป็นชื่อของปิงปิงลอยเด่นกลางโทรศัพท์..
“...หึหึ.. ติดต่อเข้ามาแล้วอย่างนั้นเหรอ.. ฉันอยากจะรู้จริงๆว่าพวกแกเป็นใคร!?”