ตอนที่ 54 ลัทธิสังเวยมนุษย์นิกายถวายจันทราโลหิต
กลุ่มผู้ฝึกฝนเร่ร่อนเตรียมตัวสำหรับการเดินทางต่อไป พวกเขารู้สึกถึงความมั่นใจและความมุ่งมั่นในการเดินทางข้างหน้า เส้นทางที่คดเคี้ยวและเต็มไปด้วยความท้าทายดูเหมือนจะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป
“พวกเราต้องผ่านทุกอุปสรรคไปด้วยกัน” เฉินหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ไม่มีใครต้องเผชิญกับอุปสรรคเพียงลำพัง”
เหว่ยหลิงรู้สึกถึงความผูกพันและความเข้าใจที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและเพื่อนร่วมทาง การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการหาข้อมูลเกี่ยวกับศัตรู แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์และความเข้มแข็งในกลุ่มผู้ฝึกฝนเร่ร่อน
“ข้าจะไม่ยอมแพ้” เหว่ยหลิงคิดในใจ ขณะที่เขามองไปยังเพื่อนใหม่ที่เดินเคียงข้าง “ข้าจะเดินทางต่อไปพร้อมกับพวกเขา และข้าจะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะหาครอบครัวและคนรักของข้าเจอ”
การค้นพบแหล่งข้อมูลลับในวันนี้ทำให้เหว่ยหลิงและกลุ่มผู้ฝึกฝนเร่ร่อนมีความมั่นใจและมุ่งมั่นในการเดินทางข้างหน้า พวกเขาพร้อมที่จะเผชิญกับทุกท้าทายและอุปสรรคด้วยความหวังและความมุ่งมั่น
ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มคล้ายเป็นสัญญาณเตือนถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น สายลมที่เคยสงบกลับกลายเป็นแรงพัดกรรโชกใบไม้จนเกิดเสียงซู่ซ่า ขณะที่กลุ่มผู้ฝึกฝนเร่ร่อนหยุดนิ่งเพื่อเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมา
หมาป่าวิญญาณดำพุ่งตัวออกมาจากเงามืดด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง ดวงตาสีแดงก่ำของมันเปล่งประกายข่มขวัญทุกคน เหว่ยหลิงและเพื่อนร่วมทางรู้สึกถึงพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากตัวมันอย่างชัดเจน
เฉินหลงเป็นคนแรกที่รับมือกับการโจมตี เขายกดาบขึ้นฟาดฟันป้องกันการโจมตีของหมาป่าวิญญาณที่กระโจนเข้าใส่ หลันเหยาที่อยู่ด้านหลังยิงลูกศรไฟพุ่งตรงไปที่สัตว์วิญญาณเพื่อสร้างความเสียหายและเบี่ยงเบนความสนใจ
“ทุกคน ระวังตัว!” เฉินหลงตะโกนขณะเผชิญหน้ากับหมาป่าวิญญาณดำ
เหว่ยหลิงใช้พลังปราณสร้างม่านพลังป้องกันเพื่อนร่วมทางเพื่อให้พวกเขามีเวลาในการเตรียมตัว ขณะที่หลินเซียงใช้พลังน้ำแข็งสร้างกับดักเพื่อลดความเร็วของหมาป่าวิญญาณ
หมาป่าวิญญาณดำคำรามเสียงดัง ความดุร้ายของมันทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความอันตราย มันพยายามโจมตีเหว่ยหลิงแต่ถูกม่านพลังป้องกันไว้ ขนของมันเปล่งประกายเป็นประกายแวววาวเมื่อถูกแสงไฟ
“เราต้องโจมตีพร้อมกัน!” หลันเหยาตะโกน ขณะเธอยิงลูกศรไฟเพิ่มเติม
เฉินหลงพุ่งตัวไปข้างหน้า ฟาดดาบลงที่ขาหลังของหมาป่าวิญญาณทำให้มันเสียการทรงตัว เหว่ยหลิงเห็นโอกาสนี้และใช้พลังปราณสายฟ้าปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อตไปที่จุดอ่อนของมัน
หมาป่าวิญญาณดำกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันพยายามหนีแต่ถูกกับดักน้ำแข็งของหลินเซียงขัดขวาง หลันเหยาใช้โอกาสนี้ยิงลูกศรไปที่ตาของมัน ทำให้มันอ่อนแอลงและไม่สามารถต่อสู้ได้เต็มที่
“มันใกล้จะพ่ายแพ้แล้ว!” เฉินหลงตะโกน “โจมตีพร้อมกันอีกครั้ง!”
กลุ่มผู้ฝึกฝนเร่ร่อนรวมพลังกันในการโจมตีครั้งสุดท้าย เฉินหลงฟาดดาบลงที่จุดอ่อนของหมาป่าวิญญาณ ทำให้มันล้มลงและสิ้นลม เสียงคำรามของมันเงียบลงและบรรยากาศกลับมาสงบอีกครั้ง
“พวกเราทำได้ดีมาก” เหว่ยหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความภูมิใจ “ทุกคนร่วมมือกันอย่างดี”
หลันเหยาหายใจลึกๆ และยิ้ม “พวกเราผ่านการเผชิญหน้าครั้งนี้มาได้ด้วยความร่วมมือและความแข็งแกร่ง”
การต่อสู้ที่ดุเดือดนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความผูกพันและความเข้าใจที่เกิดขึ้นระหว่างกัน พวกเขาตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือและการสนับสนุนซึ่งกันและกันในการเผชิญกับอันตรายที่ยากลำบาก
เมื่อบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลง ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความยิ้มแย้มและความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหวัง การเผชิญหน้ากับหมาป่าวิญญาณดำในวันนี้ทำให้พวกเขารู้สึกถึงความแข็งแกร่งและความเป็นหนึ่งเดียว
“พวกเราต้องระมัดระวังต่อไป” เฉินหลงกล่าวขณะที่เขาเก็บดาบเข้าฝัก “แต่ข้ารู้ว่าเราสามารถผ่านพ้นทุกอุปสรรคไปได้ด้วยกัน”
การเผชิญหน้ากับอันตรายในวันนี้ทำให้เหว่ยหลิงและกลุ่มผู้ฝึกฝนเร่ร่อนรู้สึกถึงความผูกพันและความมั่นใจในการเดินทางข้างหน้า พวกเขาพร้อมที่จะเผชิญกับทุกท้าทายและอุปสรรคด้วยความหวังและความมุ่งมั่น
ท้องฟ้ายามค่ำคืนเริ่มมีเมฆหนาทึบปกคลุม แสงจันทร์ที่เคยสว่างส่องกลับกลายเป็นแสงจางๆ ทำให้บรรยากาศดูมืดมนและเยือกเย็น กลุ่มผู้ฝึกฝนเร่ร่อนที่เพิ่งเอาชนะหมาป่าวิญญาณดำได้เดินทางต่อไปด้วยความระมัดระวัง เส้นทางในป่าทึบนี้เต็มไปด้วยเงามืดและเสียงลมที่พัดผ่านอย่างแผ่วเบา
“ข้ารู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลอยู่ข้างหน้า” หลันเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
เฉินหลงพยักหน้า “ข้าก็รู้สึกเช่นกัน พวกเราต้องระวังตัวและเตรียมพร้อม”
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าและพบกับโบราณสถานที่ซ่อนเร้น มันเป็นวัดเก่าที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และมอส ประตูไม้ใหญ่ที่มีลวดลายสลักเป็นสัญลักษณ์จันทราโลหิตถูกปิดสนิท แต่พวกเขาก็รู้สึกถึงพลังงานมืดที่แผ่ออกมาจากภายใน
“ที่นี่น่าจะเป็นสถานที่ของนิกายถวายจันทราโลหิต” หลินเซียงกล่าวด้วยความสงสัย “ข้าเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับลัทธิสังเวยมนุษย์ที่ใช้พลังวิญญาณมืดเพื่อเพิ่มพลังให้ตนเอง”
เหว่ยหลิงมองไปที่ประตูไม้ใหญ่ “พวกเราต้องเข้าไปดูว่ามีอะไรอยู่ข้างใน อาจจะมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับศัตรูของเรา”
พวกเขาเปิดประตูไม้ใหญ่และเข้าไปข้างใน ภายในเป็นห้องกว้างที่เต็มไปด้วยแท่นบูชาที่มีรอยเลือดและสัญลักษณ์จันทราโลหิตที่ถูกสลักไว้บนผนัง แสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างทำให้บรรยากาศดูน่าหวาดหวั่น
ขณะที่พวกเขาเดินสำรวจภายในวัดเก่า เสียงกรีดร้องเบาๆ ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง พวกเขาพบกับหนังสือโบราณที่ถูกวางอยู่บนแท่นบูชา เหว่ยหลิงเปิดหนังสือและอ่านข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้
“นี่คือบันทึกของนิกายถวายจันทราโลหิต พวกเขาใช้มนุษย์เป็นเครื่องสังเวยเพื่อเพิ่มพลังวิญญาณมืด” เหว่ยหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “พวกเขาเชื่อว่าการถวายจันทราโลหิตจะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งและมีอำนาจเหนือผู้อื่น”
หลันเหยารู้สึกหวาดกลัว “นี่คือสาเหตุที่พวกเขาโจมตีหมู่บ้านและฆ่าผู้บริสุทธิ์ พวกเขาต้องการพลังวิญญาณมืดเพื่อบรรลุเป้าหมายของพวกเขา”
เฉินหลงกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ “เราต้องหยุดพวกเขา ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขาใช้มนุษย์เป็นเครื่องสังเวยอีกต่อไป”
ขณะที่พวกเขาอ่านบันทึกและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม พวกเขาก็พบกับสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงพิธีการใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า พิธีนี้จะใช้ผู้สังเวยจำนวนมากเพื่อเพิ่มพลังวิญญาณมืดให้กับผู้นำของนิกาย
“พวกเราต้องหยุดพิธีนี้ก่อนที่จะสายเกินไป” หลันเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น “เราจะต้องรวบรวมกำลังและเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้”
กลุ่มผู้ฝึกฝนเร่ร่อนออกจากวัดเก่าและวางแผนการต่อสู้เพื่อหยุดพิธีการใหญ่ พวกเขาตัดสินใจที่จะบุกเข้าไปในสถานที่ที่ใช้จัดพิธีในคืนต่อไป
“พวกเราต้องทำงานเป็นทีมและใช้ความสามารถที่เรามีเพื่อหยุดยั้งนิกายถวายจันทราโลหิต” เหว่ยหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เฉินหลงพยักหน้า “ข้าจะใช้พลังดาบของข้าเพื่อทำลายสิ่งกีดขวางและป้องกันการโจมตีจากศัตรู”
หลันเหยาเสริม “ข้าจะใช้พลังธนูไฟเพื่อสร้างความเสียหายและเบี่ยงเบนความสนใจของศัตรู”