แพ้รักประธานร้าย

    บทที่ 23 ข่าวดี

            เมื่อกลับถึงบ้านในตอนเย็นเธอพบว่าในกระเป๋ากางเกงของ       ลูกชายมีขนมก้อนหนึ่งซ่อนไว้ ขนมปังก้อนขนาดอุ้งมือเด็กที่มีไส้รสนมบู้บี้จนเลอะไปหมด พอซักไซ้เจ้าตัวเล็ก เด็กแก้มย้วยก็จำต้องสารภาพ

                “ขนมผมเองครับ ลุง เอ๊ย! คุณภัทรพาไปซื้อ ผมกินไม่หมด”

                ทักษพรนึกออกทันทีว่าวรภัทรจะต้องเป็นคนไปรับลูกชายของเธอแล้วก็พาเจ้าแก้มป่องไปกินขนมที่ห้างสรรพสินค้า ด้วยความเสียดายที่กินไม่หมด       ลูกชายของเธอจึงแอบซุกของกินใส่กระเป๋ากางเกง

                “น้องพืชไปที่ห้างมาใช่ไหมครับ?”

                “ครับ”

                “แม่บอกแล้วว่าไม่อยากให้กวนคุณภัทร คราวหน้าน้องพืชต้องบอกคุณภัทรว่าไม่อยากไปนะครับ”

                เด็กชายตัวป้อมเงยหน้าขึ้นทำสายตาอ้อนวอน “แต่ผมอยากไปครับ”

                “แม่รู้ครับ ถ้าน้องพืชอยากไปก็รอให้พ่อแบงค์ แม่หรือไม่ก็แม่ลี่พาไปนะครับ ถ้าจะไปเที่ยวแบบนั้นต้องให้คนในครอบครัวพาไปเข้าใจไหมครับ?”

                เด็กชายยิ้มกว้างออกมา “เข้าใจครับ”

                “คราวหน้าอย่าเอาขนมใส่กระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าเสื้อนะครับ ต้องใส่ถุงพลาสติกแล้วหิ้วเอา”

                “ครับ ผมจะบอกลุงภัทรให้ซื้อใส่ถุงให้”

                คนเป็นแม่ฟังแล้วถึงกับต้องกำหมัด เธออยากจะห้ามไม่ให้ลูกไปกับ       วรภัทรแต่พูดไปเด็กน้อยก็คงไม่เข้าใจ

                ทักษพรโมโหให้เจ้าตัวเล็กที่ไม่เชื่อฟัง แต่ก็ไม่อาจจะพูดจารุนแรงทำร้ายจิตใจลูกได้ ยิ่งมองหน้าน้องพืชก็เธอยิ่งนึกถึงธนา ตอนนี้เขากับเธออยู่ใกล้กันมากเกินไป หากวันหน้าเขารู้ว่านี่คือลูกของเขา อาจจะคิดแย่งชิงน้องพืชไปจากเธอ แค่คิดว่าเขาจะเอาลูกไป มือของเธอเย็นขึ้นมา

                นับตั้งแต่ธนาปรากฏตัวต่อหน้าเธอ ทักษพรก็คิดจะลาออกจากบริษัท แต่งานดีที่เงินดีด้วยแบบนี้จะไปหาที่ไหนได้? หากลาออกระเบียบในชีวิตทุกอย่างที่วางไว้แล้วต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

                “แกเป็นอะไรผัก? สีหน้าดูไม่ได้เลย”

                “ฉันกลุ้มใจเรื่องคุณภัทร” เธอเบี่ยงประเด็น

                “ทำไม? เขาจีบแกอย่างเปิดเผยแล้วเหรอ?” แบงค์ยิ้มล้อเลียน

                “แกยังจะสนุกอีก ฉันเครียดนะ” หญิงสาวยื่นหมัดไปชกต้นแขนเพื่อนสนิทเบาๆ เหลือบไปมองลูกชายที่กำลังนั่งดูการ์ตูนบนจอโทรทัศน์แล้วถอนใจเฮือกๆ “ช่วงนี้เขาออกหน้าไปรับน้องพืชบ่อยๆ ฉันห้ามแล้วแต่เขาก็ไม่ฟัง ตอนนี้ยังพาน้องพืชไปกินข้าวด้วย ฉันไม่อยากให้คนอื่นมองฉันผิดๆ”

            “ในที่สุด คุณภัทรก็เปิดตัวแล้วสินะ”

            “ฉันบอกแกแล้ว ฉันไม่ได้ชอบคุณภัทร ถ้าให้เขาเข้ามาใกล้จะกลายเป็นให้ความหวัง ถ้าเขาไม่เลือกฉันก็แล้วไป แต่ถ้าฉันไม่เลือกเขา คราวนี้ลำบากแน่ ฉันจะอยู่ในบริษัทได้ไง?”

                “ฟังดูแล้ว แกท่าจะไม่ชอบเขาจริงๆ” แบงค์เอียงคอมองเพื่อนอย่างตั้งใจ

                “ใช่น่ะสิ” ผักกาดย้ำหนักแน่น “ไม่ได้คิดอะไรด้วย”

                ลิลี่เดินมานั่งลงข้างๆ ทักษพร “ความรักมันก็พูดยากนะ พี่แบงค์ คุณภัทรทั้งหล่อ ทั้งรวย ทั้งใจดี แต่ก็งี้ล่ะ คนมันจะไม่ชอบ ดีกว่านี้ก็ไม่ชอบ”

                “พี่เห็นเขาเป็นแค่เจ้านาย ที่ไม่รู้สึกชอบส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะรู้ว่าครอบครัวเขาคาดหวังจะได้สะใภ้ที่เท่าเทียมเหมาะสม พี่เลยไม่อยากจะสนิทกับเขาเพราะกลัวครอบครัวเขาจะดูถูก”

                “ลี่เข้าใจ ต่อให้พี่ผักไม่ได้คิดอะไรแต่ถ้าสนิทกัน ฝ่ายชายก็น่าจะเกิดความหวัง และถ้าชอบพอกันไปจริงๆ ครอบครัวเขากีดกันขึ้นมา ทุกฝ่ายก็จะมีแต่ความทุกข์”

                ผักกาดมองไปยังเจ้าตัวน้อย “เขาคงไม่อยากได้แม่ม่ายลูกติดหรอก ครอบครัวเขามีหน้ามีตาขนาดนั้น”

                ลิลี่คันปากยิบๆ อยากจะถามถึงเรื่องพ่อของน้องพืชหลายหน แต่แบงค์คอยห้ามเอาไว้ เขาไม่อยากให้เพื่อนสนิทสะเทือนใจ

                “พี่ผักทำหน้าแบบนี้ คุณภัทรสารภาพรักหรือยังคะ?”

                ทักษพรส่ายหน้า “ยัง แต่ตอนนี้เขาแอบไปรับน้องพืชและก็พาไปกินเที่ยวเล่น คนอื่นๆ ก็เริ่มมองแบบล้อๆ พี่ก็เลยไม่ค่อยสบายใจ”

                “พี่ผัก อย่าเพิ่งคิดมากเลยค่ะ คอยดูเขาไปก่อน ถ้าเขาพูดขึ้นมา พี่ผักก็ค่อยปฏิเสธให้ชัดเจน วันเสาร์นี้ลี่จะพาน้องพืชไปเล่นที่บ้านนะคะ คุณตากับคุณยายถามหาแล้ว บ่นว่าคิดถึง”

                “จ้า ไปเถอะ”

                ป๊ากับม๊าของลิลี่ให้ความเมตตากับน้องพืชมาก มักจะฝากของกินของใช้มาให้ลูกของเธอผ่านลิลี่อยู่เสมอ ครอบครัวนี้นับเป็นผู้มีพระคุณของเธอกับลูก หากไม่มีป๊าของลิลี่ ป่านนี้เธออาจจะต้องเช่าห้องเล็กๆ อยู่กับลูก ด้วยรายได้ของเธอคงยากที่จะทำให้ลูกมีชีวิตสุขสบาย

     

                ธนากลับไปถึงคอนโดมิเนียมก็อาบน้ำแล้วนอนพัก เขาคิดถึงตอนที่       ทักษพรช่วยนวดศีรษะให้ พลันความทรงจำหนึ่งก็ผุดขึ้น ผู้หญิงที่เขาหลับนอนด้วยในคืนนั้นใช้ปลายนิ้วของเธอสอดเข้าในกลุ่มผมของเขา กดเบาๆ คล้ายกับตอนที่ทักษพรทำบนรถไม่มีผิด

                ความรู้สึกวูบวาบเกิดขึ้นทั่วร่างกาย ธนาประหลาดใจที่ตนเองเกิดความปรารถนาเร้นลับขึ้น อาการแบบนี้ของเขาไม่เกิดขึ้นมานานหลังจากเกิดอุบัติเหตุ พอนึกถึงใบหน้าของทักษพรในตอนที่ยิ้มให้ลูกชายแล้ว เขาก็รู้สึกอยากจะให้เธอยิ้มให้เขาแบบนั้นบ้าง

                เสียงข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือเขาดังติ๊ดๆ ติดกันหลายครั้ง ชายหนุ่มที่นอนตั้งแต่หัวค่ำจนถึงยามนี้ยื่นมือไปกดดู เขารู้สึกตาพร่าอ่านข้อความที่ยาวเป็นพรืดไม่ถนัดจึงกดโทรออกไปหาณัฐวุฒิ

                “ณัฐ ฉันมองไม่ถนัด มีอะไรแกพูดมา?”

                “ครับบอส นักสืบแจ้งมาว่าใบสูติบัตรของน้องพืชไม่มีระบุชื่อพ่อเอาไว้ครับ ลูกเป็นสิทธิ์ของแม่แต่เพียงผู้เดียว”

                ธนาหูตาสว่างขึ้นทันควัน เขารีบลุกขึ้นนั่ง “ขอบใจนะณัฐ”

                ชายหนุ่มลุกขึ้นอาบน้ำแล้วเดินไปเปิดประตูบ้านตรงข้าม

                ธเนศกำลังนั่งดูข่าวในโทรทัศน์กับมารดา พอหันไปเห็นลูกชายคนโตก็ยิ้มให้ “หิวไหมลูก? เดี๋ยวให้น้องอุ่นกับข้าวให้”

                “ครับ”

                ธเนศรีบลุกขึ้นไปจัดแจงกับข้าวให้พี่ชาย สีหน้าของธนาดูสดชื่น เขาก้มหน้าก้มตากินข้าว เพิ่งรู้ว่าตัวเองหิวมากก็ตอนที่ได้กลิ่นอาหาร น้องชายนั่งเฝ้าดูเขาอยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเงียบๆ กระทั่ง

                “นา มีเรื่องอะไรดีเหรอ? แกหน้าตาสดใสแบบนี้”​

                ธนาหันไปมองหน้ามารดาที่ยื่นมามองเขาใกล้ๆ “คุณแม่ทำหน้าแบบนี้ อยากรู้อะไรเหรอครับ?”

                “หนูเนศเล่าให้แม่ฟังแล้วล่ะเรื่องผู้หญิงคนนั้นน่ะ”

                “เนศ ฉันบอกแกแล้วใช่ไหม?” ธนาทำตาขวาง

                “ไม่เอาน่าลูก พวกเราครอบครัวเดียวกัน จะปกปิดไปทำไม? มีอะไรก็เล่าให้แม่ฟังเถอะ จะได้ช่วยกันแก้ไข”

                “แกเล่าอะไรให้คุณแม่ฟังบ้าง?”

                ธเนศทำหน้ายียวน “ทุกอย่าง”

                “หา!ทุกอย่างเลยเหรอ?”

                “หนูนา ลูกผ่านความเป็นความตายมาแล้ว ไม่ว่าลูกอยากจะทำอะไร ขอเพียงไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม แม่ก็ยินดีด้วยทั้งนั้น” ภัสรายื่นมือไปตบหลังมือลูกชายเบาๆ “เรื่องหนูผัก ถ้าลูกชอบเขา แม่ก็ไม่ว่านะ”

                ธนาหันไปถลึงตาใส่น้องชาย ธเนศยิ้มทะเล้น

                “ฉันเอารูปสองแม่ลูกให้คุณแม่ดูแล้ว”

                “อืม น้องพืชหน้าเหมือนหนูนามากเลยลูก นึกว่าลูกชายแม่ไปแอบมีลูกแล้วไม่บอกแม่ซะอีก”

                “ไม่ใช่หรอกครับ บังเอิญเหมือนผมเฉยๆ เนศไม่เล่าเรื่องแฟนเขาให้คุณแม่ฟังหรือครับ?”

                “เล่าแล้ว พวกเขาสองคนเลิกกันตั้งแต่เรียนจบไม่ใช่เหรอ? ก็ดีแล้วนี่ ผู้ชายไม่รู้ว่ามีลูก น้องพืชก็เป็นสิทธิ์ของแม่เพียงคนเดียว เด็กยังไม่มีความผูกพันกับพ่อ หนูนาก็จะได้เป็นพ่อของเด็กพอดี”

     

     ****************


    คล้ายกับเรื่องแพ้รักประธานร้าย ที่คุณอ่าน