ตอนที่ 29 ความเห็นแก่ตัวของเซิ่งอันหนิง
ฉินหงเสียกอดแขนเซิ่งอันหนิงอย่างสนิทสนม “ฉันพึ่งได้ยินมาว่าพวกเธอกลับมากันแล้ว เลยรีบเตรียมข้าวสารและหมูสามชั้นมาให้โจวสือซวินด้วย”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย “ไม่เป็ไรหรอก ที่บ้านก็มี”
ฉินหงเสียไม่สนใจว่าเซิ่งอันหนิงจะพูดอะไร “โจวสือซวินคนนี้มีนิสัยไม่ค่อยพูด แต่มีจิตใจดี ละเอียดอ่อน และชาญฉลาด สามีของฉันบอกบ่อย ๆ ว่าถ้าโจวสือซวินอยู่ในสนามรบ เขาก็ควรที่จะได้เป็นายพล”
เซิ่งอันหนิงไม่เข้าใจว่าฉินหงเสียพูดเื่นี้ออกมาทำไม เธอจึงเงียบและฟังเธอพูดต่อไป
“ไม่รู้ว่าเธอเคยได้ยินหรือเปล่า เดือนหน้าจะมีการย้ายตำแหน่ง และโจวสือซวินเองก็มีรายชื่ออยู่ในนั้น ถ้าหากว่าได้เลื่อนขั้น ก็จะได้ย้ายเข้าไปเรียนในเมืองหลวงประจำมณฑล ตระกูลของเขาน่ะไร้การศึกษามาหลายชั่วอายุคนแล้ว ถ้าเกิดเขาเข้าไปเรียนได้ จะไปได้ไกลขนาดไหนกันนะ?”
เซิ่งอันหนิงพยักหน้าคล้อยตาม “ได้เรียนก็ถือว่าเป็เื่ที่ดี”
เธอเห็นอยู่ว่าทุกครั้งที่ว่าง โจวสือซวินก็จะอ่านหนังสือต่างประเทศ จึงรู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มเป็คนชอบอ่านหนังสือ เพียงเกิดในยุคที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยเท่านั้น
ฉินหงเสียเห็นเซิ่งอันหนิงเห็นด้วยกับคำพูดของนาง จึงพูดอย่างจริงจังมากขึ้น “โอกาสที่ดีแบบนี้ เธอคิดว่าใครจะไม่อยากไปบ้าง? คนมากมายเท่าไหร่พยายามหาเส้นสายเพื่อที่จะได้โอกาสนี้ ต้องมีคนที่จ้องจะหาเื่เธอแน่ ๆ โจวสือซวินมีผลงานทางทหาร หน้าที่การงานก็โดดเด่น”
กล่าวเสร็จนางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง และมองเซิ่งอันหนิงอย่างลึกซึ้ง “เธอว่าคนที่สมบูรณ์แบบก็มักจะมีคนจ้องจับผิดถูกไหม?”
เซิ่งอันหนิงเข้าใจขึ้นมาในทันที “พี่หมายความว่า จะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของครอบครัว?”
ฉินหงเสียรีบพยักหน้า “เป็เช่นนั้นแน่นอน กระทบน้อยที่สุดก็คือถ้าเกิดว่าโจวสือซวินยังไม่สามารถดูแลครอบครัวตัวเองได้ นับประสาอะไรกับการดูแลประชาชน? ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็อาจจะทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปเลย เธอคิดว่าผลกระทบมันมากหรือน้อยล่ะ? แล้วที่นี่ก็เกิดการหย่าร้างอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้หลายครอบครัวถูกย้ายออกไป”
เซิ่งอันหนิงคิดว่าฉินหงเสียรู้ว่าเธอจะหย่ากับโจวสือซวิน ดังนั้นนางจึงมาเกลี้ยกล่อม
เพียงแต่นิสัยของโจวสือซวินไม่ใช่คนที่จะออกไปพูดซี้ซั้ว
ฉินหงเสียเห็นว่าเซิ่งอันหนิงไม่พูดไม่จา และไม่ได้รู้สึกโมโหที่นางเข้ามายุ่งวุ่นวาย จึงเอ่ยต่อ “น้องโจวนั้นลำบากมามาก และเขาเองก็เป็คนดีมีอนาคต”
เป็เพราะจงจื้อกั๋วมาหาฉินหงเสีย และให้นางมาชี้นำเซิ่งอันหนิงและบอกว่าโจวสือซวินมีความคิดที่จะหย่าร้าง
เช่นนั้นแสดงว่าหญิงสาวจะต้องก่อเื่ร้ายแรง จนโจวสือซวินตัดสินใจที่จะหย่า
เซิ่งอันหนิงยังคงไม่ส่งเสียงอะไรเหมือนเดิม อาจเป็เพราะเธอเข้าใจแล้ว เพียงไม่้าพูดเื่ความสัมพันธ์ของเธอกับโจวสือซวินให้ฉินหงเสียฟัง
ในใจของเธอนับเอาโจวสือซวินเป็คนของตัวเองโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว และฉินหงเสียก็เป็คนนอก
แม้เซิ่งอันหนิงจะไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร ฉินหงเสียกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายรับฟังคำพูดของตนไปแล้ว และไม่ได้มีท่าทางโมโห จึงกล่าวได้ว่านี่คงเป็เค้าลางที่ทั้งสองจะใช้ชีวิตคู่ให้ดี
มือหนึ่งของนางถือตะกร้า อีกมือหนึ่งจูงมือของเซิ่งอันหนิงอย่างกระตือรือร้น “ฉันจะไปดูพอดีเลย”
เซิ่งอันหนิงก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ฉินหงเสียเองก็เป็คนที่ร่าเริงคนหนึ่ง ชอบพูดชอบจา เมื่อฉินหงเสียถึงบ้านของทั้งสอง นางก็ได้ทำให้บรรยากาศของบ้านนั้นคึกคักขึ้นมา
ความสัมพันธ์ของนางและซ่งซิวเหยียนนั้นดีมาก ๆ แถมยังแนะนำคู่ชีวิตให้กับชายหนุ่มอีกต่างหาก
เื่นี้ทำให้ซ่งซิวเหยียนใจนต้องโบกมือ “พี่เว้นผมไว้เถอะครับ ตอนนี้ผมเองก็ยังไม่พร้อม ขอแค่เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ก็พอแล้ว”
ฉินหงเสียไม่เห็นด้วย “นั่นไม่ได้ไหม ฉันจำได้ว่าเธอน่ะอายุน้อยกว่าเสี่ยวโจวหนึ่งปีใช่ไหมล่ะ ก็คงจะใกล้สามสิบแล้ว ถ้ายังไม่แต่งงาน เช่นนั้นผู้หญิงดี ๆ ก็คงจะถูกเลือกไปหมด”
“แต่เธอเป็คนปักกิ่ง ก็น่าจะไม่มองหญิงสาวที่นี่อยู่แล้ว วันข้างหน้าก็คงจะหาผู้หญิงที่เมืองใหญ่ ฉันเคยได้ยินมาว่าผู้หญิงที่เมืองใหญ่นั้นต่างก็เป็ที่นิยมทั้งนั้น”
เซิ่งอันหนิงมองฉินหงเสียผิดไปเล็กน้อย ผู้หญิงในยุคนี้กล้าพูดเช่นนี้เลยหรือ?
ซ่งซิวเหยียนถูกหยอกเย้า “พี่หงเสีย ผมรู้สึกว่าพี่กำลังปลุกปั่นนะครับ”
ฉินหงเสียหัวเราะออกมา “แต่ฉันรู้สึกว่าผู้หญิงในเมืองใหญ่ก็สวยไม่เท่าภรรยาของเสี่ยวโจวหรอก”
เซิ่งอันหนิงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเมื่อสักครู่ภรรยาของเสี่ยวโจวนั้นคือตัวเธอเอง เธอถึงไม่ได้โต้ตอบบทสนนา
ฉินหงเสียยังคงสนทนากับซ่งซิวเหยียนอย่างสนุกสนาน และหันไปคุบกับโจวสือซวินที่นอนอยู่บนเตียงบ้างเป็ครั้งคราว ต่อให้เย็นย่ำแล้วก็ไม่มีท่าทีที่จะไปเลย
จนกระทั่งถึงเวลาอาหาร นางก็เอ่ยกับเซิ่งอันหนิง “เย็นนี้กินข้าวที่บ้านของเธอแล้วกัน เดี๋ยวอีกสักพักฉันจะเรียกให้ที่บ้านมาทำอาหาร”
ซ่งซิวเหยียนรีบตอบกลับ “ความคิดไม่เลวเลยครับ สะใภ้โจวคงต้องย้ายโต๊ะและเก้าอี้มาให้คุณแล้วล่ะ”
แน่นอนว่าเซิ่งอันหนิงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ และมองดูฉินหงเสียจัดเตรียมอาหาร
เซิ่งอันหนิงจึงทำได้เพียงช่วยฉินหงเสียล้างผัก และมองดูฉินหงเสียถกแขนเสื้อและนวดแป้งอย่างคล่องแคล่ว แถมยังใส่ใจนู่นนี่อย่างไม่หยุดหย่อน ช่างเป็บุคลิกของพี่สาวที่อบอุ่นจริง ๆ
ฉินหงเสียยังสอนหลักคุณธรรมของสามีภรรยาให้กับเซิ่งอันหนิงอย่างไม่หยุดหย่อน “ผู้หญิงอย่างพวกเราต้องจัดการงานบ้านให้ดี ๆ ทำอาหาร ซักเสื้อผ้า เลี้ยงดูลูก ถึงอย่างไรผู้ชายก็ออกไปทำงานข้างนอกอย่างยากลำบาก เธอดูสิตอนที่กลับมาบ้านได้ในทุก ๆ วัน หน้าตาดูอิดโรยเชียว บางครั้งต้องไปฐานทดลองทำให้รู้สึกอ้างว้างเป็อย่างมาก เวลาไปก็ใช้เวลาเดือนกว่า ๆ ตอนกลับมาก็ปากแห้งหน้าถลอกกันหมด”
เซิ่งอันหนิงเองก็รู้เื่นี้ดี ในยุคนี้การทดลองทางวิทยาศาสตร์นับว่ายากลำบากมาก ๆ เื่ความปลอดภัยเองก็เช่นกัน
เป็เงื่อนไขที่ยากลำบากและสภาพแวดล้อมที่แย่มาก ๆ
ฉินหงเสียกลัวว่าถ้าตนเองพูดมากไปกว่านี้ เซิ่งอันหนิงจะไม่อยากฟัง นางจึงยิ้มและเอ่ยขึ้น “แต่ฉันได้ยินมาว่าบ้านพักคนงานของพวกเราจะสร้างโรงเรียนเตรียมอนุบาล ถึงเวลานั้นเธออยากจะไปทำงานที่นั่นหรือเปล่า? ฉันจะได้บอกกับสามีเอาไว้ให้”
เซิ่งอันหนิงนั้นไม่ค่อยชอบเด็ก จึงรีบส่ายหน้า “ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร ฉันคิดว่าจะเรียนอะไรเพิ่มสักอย่างน่ะค่ะ”
ฉินหงเสียก็ไม่ได้บังคับอะไร “นั่นก็ดีนะ เธอเองก็ยังสาว เรียนรู้อะไรรวดเร็ว”
ระหว่างการสนทนา ฉินหงเสียก็ได้คลึงแป้ง ส่วนซ่งซิวเหยียนได้ถือเหล้าที่หลี่กั๋วหาวสามีของฉินหงเสียนำมาให้เข้ามา
เซิ่งอันหนิงมองไปหลี่กั๋วหาว เขาเป็ชายรูปร่างผอม สีหน้าดูผ่านเื่ราวต่าง ๆ มามากมาย
หลี่กั๋วหาวพยักหน้าให้กับเซิ่งอันหนิง และหันไปทักทายโจวสือซวิน “ไอ้น้อง แกช่างเก่งกาจจริง ๆ ครั้งนี้ได้เหรียญกล้าหาญอันดับสามแน่ะ ถ้าแกมาประกาศให้ชาวบ้านอพยพไม่ทันเวลา หลายครอบครัวก็คงจะเกิดการสูญเสียมากมาย ”
โจวสือซวินขมวดคิ้ว “นี่คือสิ่งที่ผมควรทำ”
หลี่กั๋วหาวหัวเราะขึ้น “สรุปก็คือแกน่ะยอดเยี่ยม โชคก็ยังดีอีก ใน่หัวเลี้ยวหัวต่อยังประสบความสำเร็จ การเลื่อนตำแหน่งคงไม่หนีแกไปไหนแล้ว”
เซิ่งอันหนิงมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ในใจของเธอ ในคำพูดสองสามคำนี้เธอรู้สึกว่าในฐานะผู้นำไม่ควรพูดมันอย่างง่ายดาย
แบบนี้จะไม่ทำให้โจวสือซวินยิ่งเป็ที่เกลียดชังมากขึ้นหรือ?
ควันตลบอบอวลไปทั่วห้อง ฉินหงเสียทำเนื้ออบวุ้นเส้นใส่ผักกาดขาว เห็ดหูหนูผัดไข่ และยังทำเนื้อบดผัดกับหัวไชเท้าและมันฝรั่ง เพื่อกินคู่กับบะหมี่
อาหารง่าย ๆ สามอย่างและบะหมี่หนึ่งชาม ทำให้เซิ่งอันหนิงรู้สึกถึง่ปีใหม่
หลี่กั๋วหาวกับซ่งซิวเหยียนดื่มเหล้าและสนทนากัน จู่ ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นมาหนึ่งประโยค “วันที่เกิดเื่กับแกวันนั้น มีสายโทรมาจากปักกิ่งเพื่อถามถึงสถานการณ์ของแกด้วย”
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
หรือว่าจะมีคนอิจฉาที่พี่โจวได้เลื่อนขั้นกันนะ เลยวางแผนลอบสังหาร
ไหหม่า(海馬)