กำปั้นผ่ามิติ

    ตอนที่ 52 เตรียมตัวทำศึก

    ยามเช้าของหุบเขาสวรรคโลก

    สายหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่งปกคลุมยอดไม้และเชิงเขา

    แสงอาทิตย์อ่อนๆ ค่อยๆ สาดส่องผ่านทิวเขา สร้างภาพงดงามราวกับดินแดนในความฝัน

    เสียงเด็กๆ หัวเราะดังมาจากลานโรงเรียน

    เสียงตีเหล็กจากโรงตีอาวุธดังเป็นจังหวะ

    เสียงม้าร้องและเสียงทหารฝึกซ้อมดังประสานกันไปทั่วหุบเขา

    สถานที่แห่งนี้...

    ไม่ใช่ค่ายลับเล็กๆ ของกองเสือหมอบแมวเซาอีกต่อไปแล้ว

    แต่มันได้กลายเป็นหมู่บ้านขนาดย่อมที่มีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง

    ตลอดระยะเวลาสามปีเศษที่ผ่านมา

    ภูผาได้ค่อยๆ พัฒนาพื้นที่แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

    บ้านพักมากกว่าห้าสิบหลังคาเรือนถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระเบียบ

    เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าทหารที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว

    แต่ละหลังมีแปลงผักเล็กๆ และคอกสัตว์อยู่ด้านข้าง

    เด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างมีความสุข

    ส่วนทหารที่ยังโสด

    จะพักอยู่ในหอพักรวมขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างขึ้นอย่างแข็งแรงบนเนินเขา

    ภายในมีทั้งห้องนอน ห้องประชุม ห้องอ่านหนังสือ และคลังอาวุธประจำกาย

    ภูผาออกแบบทุกอย่างด้วยแนวคิดที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยนี้หลายร้อยปี

    พื้นที่ตามธรรมชาติของภูเขาถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

    ด้านล่างสุดเป็นพื้นที่เกษตรกรรม

    ถัดขึ้นมาเป็นโรงเก็บเสบียงและคลังสินค้า

    สูงขึ้นไปเป็นโรงตีเหล็ก โรงหล่ออาวุธ และคลังแสง

    ส่วนบนสุดเป็นลานฝึกขนาดใหญ่และศูนย์บัญชาการ

    ทั้งหมดเชื่อมต่อกันด้วยถนนหินและทางเดินไม้ที่สร้างอย่างเป็นระบบ

    แม้แต่บ่อน้ำและทางระบายน้ำ

    ภูผาก็วางแผนเอาไว้อย่างรอบคอบ

    จนสามารถรองรับผู้คนได้หลายพันคนในอนาคต

    สิ่งที่ทุกคนชื่นชอบมากที่สุด

    กลับเป็นร้านค้าสหกรณ์ที่ภูผาจัดตั้งขึ้น

    ภายในร้านมีทั้งข้าวสาร เกลือ น้ำตาล ผ้า อุปกรณ์ช่าง และของใช้จำเป็นต่างๆ

    ทุกคนสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าได้อย่างยุติธรรม

    ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ

    ส่วนอาคารที่ภูผาภาคภูมิใจมากที่สุด

    คือโรงเรียน

    ในช่วงแรก เขาเป็นผู้สอนเพียงคนเดียว

    สอนทั้งการอ่าน การเขียน การคำนวณ ประวัติศาสตร์ การเกษตร และวิชาชีพต่างๆ

    แต่เมื่อเวลาผ่านไป

    เรือนแก้วและเจี่ยวเจี่ยวก็เข้ามาช่วยสอน

    จนปัจจุบัน ทั้งสองกลายเป็นครูหลักของโรงเรียนไปแล้ว

    เด็กๆ หลายสิบคนสามารถอ่านออกเขียนได้

    ซึ่งถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ในยุคสมัยนี้

    แม้แต่ผู้ใหญ่จำนวนมาก

    ก็ยังแอบมาเรียนในช่วงเวลากลางคืน

    ทำให้ชุมชนแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่นอย่างสิ้นเชิง

    ...

    เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม

    นับจากเหตุการณ์ที่เมืองพิชัย

    กองกำลังของภูผาก็พัฒนาไปอีกขั้น

    ทหารรุ่นแรกจำนวนหนึ่งร้อยนาย

    บัดนี้กลายเป็นกำลังหลักที่สมบูรณ์แบบแล้ว

    ทุกคนผ่านสนามรบจริง มีประสบการณ์มาแล้วทุกรูปแบบ

    ผ่านการค้าขาย

    ผ่านภารกิจลับ

    ผ่านการเอาชีวิตรอดในป่า

    และผ่านการฝึกฝนอย่างหนักตลอดหลายปี

    พวกเขาสามารถใช้ดาบ หอก ธนู หน้าไม้ มีดสั้น รวมถึงอาวุธพิเศษต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว

    แต่สิ่งสำคัญที่สุด

    คือทุกคนสามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

    ไม่ใช่ทหารที่รอรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว

    ภูผาสอนให้พวกเขาเข้าใจหลักการรบ

    เข้าใจการวางแผน

    เข้าใจการลวง การซุ่มโจมตี และการเอาตัวรอด

    จนแต่ละคนสามารถทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยขนาดเล็กได้

    ในเวลาเดียวกัน

    การฝึกที่ค่ายใหญ่สวรรคโลกก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก

    ทหารสองพันนายได้รับการฝึกตามแนวทางใหม่

    และในจำนวนนั้น

    มีทหารที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่กองเสือหมอบแมวเซาอีกสองร้อยนาย

    ทำให้ปัจจุบัน

    กองเสือหมอบแมวเซา

    มีจำนวนรวมทั้งสิ้นสามร้อยนาย

    แม้จำนวนจะไม่มาก

    แต่ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือ

    ...

    สองสัปดาห์ก่อน

    ข่าวด่วนทางทหารถูกส่งมาถึงสวรรคโลก

    พระเจ้ามังระขึ้นครองราชย์อย่างสมบูรณ์แล้ว

    และสามารถรวบรวมอำนาจของพม่าให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ

    เมืองหลวงแห่งใหม่

    ตั้งอยู่ที่กรุงอังวะ ตอนนี้กำลังขยายเขตการปกครองขึ้น หัวเมืองใหญ่ทางเหนือ สามารถควบคุม ล้านนาได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว หัวเมืองทางใต้ ทั้งหงสาวดี ตลอดจนเมืองใกล้เคียง ก็ขึ้นกับอังวะทั้งหมดแล้ว

    ข่าวนี้สร้างความวิตกให้แก่ขุนนางหลายฝ่าย

    แต่ภูผากลับสงบนิ่ง

    เพราะเขารู้อยู่แล้วว่า

    ประวัติศาสตร์กำลังเดินไปตามเส้นทางเดิม

    สงครามครั้งใหญ่ใกล้เข้ามาทุกที

    และนั่นหมายความว่า

    เวลาของเขากำลังเหลือน้อยลง

    ...

    ภายในคลังแสงลับ

    อาวุธและยุทโธปกรณ์ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ

    มีชุดเกราะ ดาบ หอก ธนู หน้าไม้ ปืนไฟ และระเบิดเพลิง

    เพียงพอสำหรับทหารห้าร้อยนาย

    และยังมีสำรองไว้อีกหนึ่งร้อยชุด

    ถือเป็นกำลังสำรองที่น่ากลัวอย่างยิ่ง

    โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกองกำลังเอกชนทั่วไปในยุคนี้

    ด้านกำลังม้า

    ปัจจุบันมีม้าทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบตัว

    หนึ่งร้อยห้าตัวเป็นม้าประจำหน่วย

    ที่เหลือเป็นม้าฝึกและม้าสำรอง

    แม้จะยังไม่เพียงพอสำหรับทุกคน

    แต่ภูผาได้วางระบบผลัดเปลี่ยนการฝึกเอาไว้

    ทำให้ทหารทุกนายมีทักษะการขี่ม้าและการรบบนหลังม้า

    ...

    กองเสือหมอบแมวเซาถูกแบ่งออกเป็นสามกองร้อยอย่างชัดเจน

    กองร้อยที่หนึ่ง

    มีหมื่นพันเป็นผู้บังคับบัญชา

    ใช้อาวุธหลักคือหอกยาวสามเมตร

    ซึ่งสามารถถอดแยกเป็นสองท่อนเท่าๆ กันได้

    สะดวกต่อการพกพาและเคลื่อนที่

    หน้าที่หลักคือการตีโอบด้านข้าง

    โจมตีปีกของศัตรูอย่างรวดเร็ว ไม่รบพุ่งโดยตรง แต่เป็นกองที่ตัดสินผลแพ้ชนะในการรบ

    กองร้อยที่สอง

    มีทองขาวเป็นนายกอง

    ใช้อาวุธหลักคือดาบสองมือ

    เป็นหน่วยทะลวงฟัน

    เชี่ยวชาญการเข้าทำลายแนวรบของศัตรูโดยตรง

    เมื่อใดที่กองนี้เคลื่อนตัว

    มักหมายถึง การนองเลือดที่น่ากลัว กองนี้มีชุดเกาะที่ดีที่สุด ชิ้นส่วนทำจากหนังวัวตากแห้ง เบาแต่แข็งแรง ลูกธนูและดาบทั่วไป ไม่สามารถทำอะไรได้

    ส่วนกองร้อยที่สาม

    เป็นกองกำลังที่ภูผาให้ความสำคัญมากที่สุด

    ภายนอกมีพันเรืองเป็นนายกอง

    แต่ในความเป็นจริง

    ภูผาเป็นผู้ควบคุมโดยตรง

    กำลังพลหนึ่งร้อยนาย

    แบ่งเป็นหน่วยปืนไฟห้าสิบคน

    และหน่วยธนูระยะไกลห้าสิบคน

    ทุกคนพกหน้าไม้ยิงซ้ำติดตัว

    รวมถึงระเบิดเพลิงแบบต่างๆ

    กองร้อยนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนรูปแบบสงครามของยุคสมัย เป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับกองทะลวงฟัน จะประจำการอยู่ด้านหลังของกองทะลวงฟัน คอยยิงสนับสนุนให้ฝ่ายเรามีเปรียบมากที่สุด

    ...

    นอกจากการฝึกอาวุธ

    ภูผายังสอนวิชาการทหารที่แทบไม่มีผู้ใดในยุคนี้เข้าใจ

    รหัสเสียงนก

    รหัสกลอง

    รหัสแสงไฟ

    การส่งข่าวลับ

    การลาดตระเวน

    การพรางตัว

    การรบกลางคืน

    การรบในพื้นที่ภูเขา

    การรบในป่า

    รวมถึงการรบทางน้ำ

    ทุกอย่างถูกบันทึกเป็นคู่มือฝึกอย่างเป็นระบบ

    จนแม้แต่ทองขาวยังเคยกล่าวว่า

    “หากคนสามร้อยคนนี้ออกศึกพร้อมกัน ต่อให้เป็นทหารสามพันคนก็ใช่ว่าจะชนะได้”

    ...

    ในช่วงเย็น

    ภูผายืนมองหมู่บ้านจากบนหอคอยสังเกตการณ์

    เบื้องล่างเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังใช้ชีวิต

    เด็กๆ วิ่งเล่น

    ชาวบ้านกำลังทำอาหาร

    ทหารกำลังฝึกซ้อม

    ควันไฟลอยขึ้นจากโรงตีเหล็ก

    ทุกอย่างดูสงบสุข

    แต่เขารู้ดี

    ว่าความสงบนี้จะอยู่ได้อีกไม่นาน

    สงครามระหว่างอยุธยาและพม่ากำลังใกล้เข้ามาแล้ว

    และศัตรูปริศนาที่อยู่เบื้องหลังหญิงสาวลึกลับคนนั้น ที่ร่วมกับพระนอกรีตคนนั้น

    ก็ยังไม่เผยตัวออกมา เขารู้ว่าต้องเป็นคนใหญ่คนโตของวังหลวงอย่างแน่นอน

    ภูผากำราวระเบียงไม้แน่น

    สายตามองไปยังทิศตะวันตก

    ซึ่งเป็นทิศทางของกรุงอังวะ

    ก่อนจะพึมพำเบาๆ

    “ถึงเวลาที่พวกเราต้องเตรียมตัวสำหรับศึกจริงแล้ว...”

    และในวันเดียวกันนั้นเอง

    นกพิราบส่งสารตัวหนึ่ง

    ก็กำลังบินตรงมายังค่ายลับ

    พร้อมข่าวสำคัญ

    ที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในไม่ช้า...।

    เช้าวันต่อมา

    หลังจากตรวจการฝึกของกองเสือหมอบแมวเซาเสร็จเรียบร้อยแล้ว

    ภูผาจึงพาเรือนแก้วขี่ม้าลงจากหุบเขา มุ่งหน้าเข้าสู่ตลาดใหญ่ภายในเขตเมืองสวรรคโลก

    วันนี้เรือนแก้วแต่งกายเรียบง่าย

    สวมผ้าซิ่นสีอ่อนและผ้าคลุมไหล่ธรรมดา

    เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาของผู้คน

    ระหว่างทาง นางมองผู้คนที่เดินสวนกันไปมาอย่างมีความสุข

    สีหน้าดูผ่อนคลายกว่าช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

    เมื่อมาถึงตลาด

    ร้านค้าขนาดใหญ่ของภูผาก็ตั้งเด่นอยู่ใจกลางย่านการค้า

    ป้ายไม้ขนาดใหญ่สลักชื่อร้านอย่างสวยงาม

    ผู้คนเข้าออกกันอย่างไม่ขาดสาย

    บางคนมาซื้อของ

    บางคนมาขายของ

    บางคนมาติดต่อว่าจ้างขนส่งสินค้า

    จนแทบไม่มีเวลาว่างตลอดทั้งวัน

    เรือนแก้วยืนมองด้วยความภูมิใจ

    ร้านแห่งนี้เริ่มต้นจากเพิงไม้เล็กๆ เพียงไม่กี่หลัง

    แต่ปัจจุบันกลับขยายตัวจนกินพื้นที่ไปเกือบครึ่งถนนสายหนึ่งของตลาด

    ภายในร้านแบ่งเป็นหลายส่วน

    ส่วนขายอาหารแห้ง

    ส่วนขายเครื่องใช้ในครัวเรือน

    ส่วนขายผ้าและเครื่องนุ่งห่ม

    รวมถึงส่วนขายยาสมุนไพรและเครื่องเทศ

    สินค้าหลายชนิดเป็นของที่ภูผาออกแบบขึ้นใหม่

    เช่น ตะเกียงน้ำมันแบบประหยัด

    เชือกถักชนิดพิเศษ

    กล่องเก็บอาหารกันแมลง

    รวมถึงเครื่องมือช่างที่แข็งแรงกว่าเดิมหลายเท่า

    สินค้าหลายอย่างกลายเป็นของขึ้นชื่อของสวรรคโลกไปแล้ว

    นอกจากนั้น

    ร้านยังเปิดรับขนส่งสินค้าไปยังหัวเมืองต่างๆ

    รับคุ้มกันพ่อค้าและชาวบ้านที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่อันตราย

    รวมถึงรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านในราคายุติธรรม

    จนได้รับความนิยมอย่างมาก

    ชาวบ้านจำนวนไม่น้อย

    เลือกมาขายสินค้าให้ร้านของภูผาเป็นอันดับแรก

    เพราะไม่ถูกกดราคาเหมือนพ่อค้าคนกลางทั่วไป

    ด้านข้างร้านใหญ่

    ยังมีโรงขายข้าวต้มที่เปิดให้บริการทุกวัน

    ชาวบ้านยากจนสามารถกินอิ่มได้ด้วยเงินเพียงเล็กน้อย

    บางวันผู้ไม่มีเงินเลยก็ยังได้รับอาหารฟรี

    เรือนแก้วยิ้มออกมา

    "ข้าชอบที่นี่"

    ภูผาหัวเราะเบาๆ

    "ร้านนี้ไม่ได้มีไว้หาเงินอย่างเดียว"

    "แต่ข้าต้องการให้คนของเรามีชีวิตที่ดีขึ้นด้วย"

    ทั้งสองเดินเข้าไปภายในห้องทำงานด้านหลัง

    หัวหน้าผู้ดูแลร้านรีบนำสมุดบัญชีจำนวนหลายเล่มเข้ามารายงาน

    เรือนแก้วรับหน้าที่ตรวจสอบตามปกติ

    นางค่อยๆ เปิดอ่านอย่างละเอียด

    ยิ่งอ่าน สีหน้าก็ยิ่งเปลี่ยนไป

    จนในที่สุด

    นางเงยหน้าขึ้นมามองภูผา

    ดวงตาเบิกกว้าง

    "กำไรเยอะมาก!"

    ภูผาหัวเราะ

    "มากกว่าที่คาดไว้หรือ?"

    "มากกว่าสองเท่า!"

    “ได้เงิน 1,200 ชั่ง เท่ากับ 96,000 บาท

    เรือนแก้วตอบทันที

    แม้แต่ภูผาเองก็ยังพยักหน้าด้วยความพอใจ

    รายได้จากร้านค้าเพียงแห่งเดียว

    สามารถเลี้ยงดูทหารทั้งสามร้อยนายได้อย่างสบาย ทหารทุกคน ได้เงินปีละ 5 ชั่ง และทหารในกองเสือหมอบแมวเซาจะได้รับเงินพิเศษจากภูผาอีก คนละ 1 ชั่งต่อเดือน นับเป็นเงินมากโขอยู่

    1 ชั่ง เท่ากับ 20 ตำลึง

    1  ตำลึง เท่ากับ 4 บาท

    1  บาท   เท่ากับ 4 สลึง

    1  สลึง    เท่ากับ 2 เฟือง

    ในตอนนี้ ข้าว 1 ถัง ซื้อได้ ด้วยเงิน 1 สลึง

    ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน

    ชายผู้หนึ่งก็รีบเดินเข้ามา

    "นายท่าน มีผู้มาขอพบ"

    ภูผาเลิกคิ้วเล็กน้อย

    "ใคร?"

    ชายคนนั้นยิ้มกว้าง

    "ขุนทองดีขอรับ"

    เพียงครู่เดียว

    เสียงหัวเราะก็ดังมาจากหน้าร้าน

    ขุนทองดีเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า

    "ฮ่าๆๆๆ ภูผา!"

    "เรือนแก้ว!"

    ทุกคนต่างทักทายกันอย่างสนิทสนม

    หลังจากไม่ได้พบกันพักใหญ่

    บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการหยอกล้อ

    แต่เมื่อเข้าสู่ห้องด้านใน

    สีหน้าของขุนทองดีก็ค่อยๆ จริงจังขึ้น

    เขาวางกระบอกสารลงบนโต๊ะ

    "ข้ามีข่าวสำคัญ"

    ภูผานั่งตัวตรงทันที

    "เกี่ยวกับพม่าหรือ?"

    ขุนทองดีพยักหน้า

    "พระยาตากเรียกตัวข้าเข้าพบ"

    "ท่านกำลังเตรียมรับมือสถานการณ์ใหญ่"

    ภายในห้องเงียบลงทันที

    ขุนทองดีกล่าวต่อ

    "ท่านเสนอให้กองทัพอยุธยาเปิดศึกเชิงรุก"

    "ส่งกำลังออกไปโจมตีก่อนที่พม่าจะเตรียมตัวเสร็จ"

    ภูผาพยักหน้าช้าๆ

    แนวคิดนี้ตรงกับสิ่งที่เขาคิดมาตลอด

    แต่ขุนทองดีกลับถอนหายใจ

    "น่าเสียดาย..."

    "ข้อเสนอนั้นถูกคัดค้านอย่างหนัก"

    "ขุนนางหลายฝ่ายเห็นว่าควรรอให้พม่าเคลื่อนทัพมาก่อน"

    ภูผาไม่ได้แสดงอาการแปลกใจ

    เพราะนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เขารู้จากประวัติศาสตร์อยู่แล้ว

    หลายคนยังไม่เข้าใจว่า

    การปล่อยให้ศัตรูเป็นฝ่ายเลือกสนามรบก่อน

    เป็นเรื่องอันตรายเพียงใด

    หลังจากพูดคุยกันอีกพักใหญ่

    ขุนทองดีก็ลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ

    ก่อนจากกัน เขามองภูผาแล้วกล่าวเบาๆ

    "เตรียมตัวเอาไว้"

    "ข้าคิดว่าอีกไม่นาน... จะถึงเวลาของพวกเรา"

    ภูผาพยักหน้า

    "ข้ารู้"

    หลังจากส่งขุนทองดีกลับแล้ว

    ภูผาจึงพาเรือนแก้วเดินเล่นต่อภายในตลาด

    ทั้งสองแวะซื้อขนมพื้นเมือง

    ผลไม้เชื่อม

    ปลาหมึกแห้ง

    รวมถึงอาหารแปลกๆ ที่พ่อค้าเร่จากหัวเมืองต่างๆ นำมาขาย

    เรือนแก้วหัวเราะอย่างร่าเริง

    จนภูผาอดยิ้มตามไม่ได้

    สำหรับเขา

    รอยยิ้มของนางมีค่ามากกว่าสมบัติใดๆ ทั้งสิ้น

    ช่วงบ่าย

    ทั้งสองจึงเดินทางไปยังจวนพระยาสวรรคโลก

    พระยาสวรรคโลกและภริยาออกมาต้อนรับด้วยตนเอง

    หลังพูดคุยเรื่องทั่วไปอยู่พักหนึ่ง

    ภูผาจึงตัดสินใจกล่าวถึงเรื่องสำคัญ

    "ข้าตั้งใจจะขอแต่งงานกับเรือนแก้วอย่างเป็นทางการขอรับ"

    เรือนแก้วหน้าแดงทันที

    แม้จะรู้กันอยู่แล้วทั้งเมือง

    แต่การได้ยินต่อหน้าบิดามารดา

    ก็ยังทำให้นางเขินอายไม่น้อย

    พระยาสวรรคโลกมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนหัวเราะออกมา

    "เจ้าสองคน..."

    "ยังต้องมาถามอีกหรือ?"

    ภริยาของท่านเองก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน

    พระยาสวรรคโลกกล่าวต่อ

    "ทุกคนรู้กันหมดแล้ว"

    "อีกอย่าง บ้านเมืองในเวลานี้ยังไม่สงบ"

    "ไม่จำเป็นต้องจัดพิธีใหญ่โต"

    "เพียงทำพิธีตามประเพณีให้ถูกต้องก็พอ"

    เรือนแก้วยิ่งหน้าแดงกว่าเดิม

    ส่วนภูผาเองก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ

    ในที่สุด

    เรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจก็ได้รับการยอมรับอย่างสมบูรณ์แล้ว

    แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุขนั้น

    ไม่มีใครรู้เลยว่า...

    ณ กรุงอังวะ

    กองทัพพม่าจำนวนมหาศาล

    กำลังเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

    และเงาของสงคราม

    กำลังทอดยาวเข้ามาใกล้อยุธยามากขึ้นทุกวัน...


     

    คล้ายกับเรื่องกำปั้นผ่ามิติ ที่คุณอ่าน