Age of war

    ตอนที่ 68 เครื่องบินขับไล่ปะทะมังกร (1)

    ในที่สุด ป้อมปราการแห่งใหม่ที่ใช้สำหรับรุกรานอาณาเขตของเผ่ายักษาก็เสร็จสมบูรณ์ หลังจากผ่านมาได้สิบวันนับจากวันที่เผ่ามนุษย์ยึดป้อมปราการไกอามา

    ป้อมปราการที่ประกอบขึ้นมาจากแผ่นเหล็กสำเร็จรูป ได้ถูกสร้างในลักษณะรูปทรงดาวหกแฉกทับลงบนป้อมปราการไกอาเดิมของเผ่ายักษา

    สะพานและเส้นทางรถไฟได้ถูกสร้างเชื่อมระหว่างสองฟากของแม่น้ำ

    ท่าเรือขนาดเล็กได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเตรียมใช้งานสำหรับยุทธการทางน้ำ

    ลานบินชั่วคราวที่เกิดจากการอัดหน้าดินได้ถูกสร้างขึ้นมาภายในรั้วเหล็กที่ล้อมโดยรอบ

    “ฝูงบินซีโร่รุ่นใหม่ห้าสิบลำ กับเครื่องบินทิ้งระเบิดสิบลำ เครื่องบินลำเลียงพลยี่สิบลำ รถถังอีกห้าสิบคัน นี่คือจำนวนทั้งหมดที่สามารถมอบให้ได้ครับ”

    “เครื่องรุ่นใบพัดอีกแล้ว? แล้วทำไมจำนวนถึงไม่ตรงกับที่รายงานส่งมาตอนแรกละ? ”

    “กำลังอยู่ในการพัฒนาครับ ส่วนเรื่องจำนวน เป็นเพราะพวกเราต้องเก็บบางส่วนใช้ป้องกันเมืองหลวง จึงทำให้แบ่งมาได้แค่นี้ครับ”

    “อืม…”

    ทอม ผู้นำกองกำลังรุกรานอย่างทอมกำลังส่งเสียงครางอย่างใช้ความคิด

    ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงคิดว่าเป็นจำนวนที่มากพอเข้าบุกยึดดินแดนของพวกเผ่ายักษาได้ แต่จากสงครามครั้งล่าสุด จึงทำให้ทอมรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา

    พวกยักษามีปืนใช้กันแล้ว ซ้ำร้าย ด้วยพละกำลังอันแข็งแรงโดยธรรมชาติของพวกมัน จึงทำให้ยักษาหนึ่งคน สามารถแบกปืนมินิกันที่หนักอึ้งได้ถึงสองกระบอกราวกับปืนทั่วไป

    ดีไม่ดีจะสามารถแบกปืนใหญ่ถือไปมาได้อย่างสบาย ๆ เสียด้วยซ้ำ

    พูดง่าย ๆ คือเสมือนเป็นรถถังมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ก็ว่าได้

    “เอาเถอะ ตอนนี้ที่ต้องทำคือการพัฒนารางรถไฟ แล้วก็ตั้งโรงงานผลิตอาวุธก่อนละนะ”

    ทอมพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น

    การสำรวจพื้นที่ทางเหนือช่วงตอนกลางของทวีปนั้น ได้ถูกมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของพวกทาสสงครามอย่างเผ่าปักษา

    ด้วยจำนวนที่มากกว่าสองแสนนายที่ถูกส่งออกไปแบบปูพรม จึงทำให้สามารถสำรวจดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างรวดเร็ว

    ส่วนที่เหลืออีกเจ็ดแสนนาย ก็ถูกใช้เป็นแรงงานก่อสร้างฐานทัพไปเสีย

    “งั้นรบกวนช่วยนำของเหล่านี้ไปจัดเก็บในโกดัง--”

    “รายงานคุณทอม! พวกหน่วยสำรวจพบที่ตั้งเมืองหลวงของศัตรูแล้วครับ! ”

    ในตอนที่ทอมกำลังจะสั่งการให้เก็บยานรบ นายทหารสื่อสารคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามารายงานทอมที่ยืนรับของอยู่หน้าท่าเรือ

    ดูท่าทางว่าจะได้ใช้งานเครืองบินรบเหล่านี้เสียแล้ว



    ***นักรบสมองกล้าม เอรีส

    ณ ทุ่งหญ้าโล่งนอกฐานทัพ ฉันกับแอร์บาร์สกำลังยืนกินลมพร้อมกับมองเจ้ามังกรสองแม่ลูกบินเล่นอยู่บนท้องฟ้ากว้าง

    พวกมันช่างน่ารักจริง ๆ ไม่ว่าเวลาไหน มันก็ติดตามแอร์ลาร์สไปด้วยกันซะทุกที่เลย

    “เอรีส เธอซุ่มซ่ามพลัดตกลงน้ำเอง นี่คือรายงานที่จะส่งไปเบื้องบน วันหลังอย่าทำตัวแบบนี้อีกนะ ขึ้นศาลทหารมันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยนะ”

    “ฮิ ฮิ ฮิ ขอบคุณนะแอร์บาร์ส~”

    “อึ๊ก… อย่าหัวเราะด้วยรอยยิ้มแบบนั้นสิ นี่เธอคิดจะทำอีกครั้งใช่ไหม!? คราวนี้ผมไม่ช่วยแล้วนะ! ”

    “จะจำให้ขึ้นใจเลยค่ะ”

    ฉันส่งยิ้มแทนคำขอบคุณให้กับแอร์บาร์ส

    สาเหตุเดียวที่ฉันไม่โดนลงโทษจากการไปรบในแนวหน้าโดยไม่มีคำสั่งลงมา นั่นก็เพราะแอร์บาร์สได้ช่วยแก้ไขบิดเบือนรายงานให้

    “เธอพลัดตกลงน้ำไปครับ เธอซุ่มซ่ามไร้สมองอยู่แล้ว จะหลงทิศว่ายไปขึ้นฝั่งก็ไม่แปลก”

    ด้วยนิสัยพื้นฐานของฉันที่เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว คุณทอมกับเจ้าหน้าระดับสูงจึงเชื่ออย่างจริงจัง และทำเพียงแค่เรียกฉันไปดุเท่านั้น

    เรื่องนี้ต้องขอบคุณแอร์บาร์สจริง ๆ นั่นละ

    “ปี้! ”

    “อ๊ะ? จะเล่นอีกรอบหรือเจ้าตัวน้อย? เอ้า รับไป! ”

    มังกรน้อย [มิลเลอร์] ลูกของเจ้า [กลาส] เดินเข้ามานัวเนียขาของฉันด้วยความน่ารัก

    เกล็ดสีน้ำตาลที่ทอประกายนั้น ยังอ่อนนุ่มเพราะยังอยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ที่น่านวย

    ฉันหยิบกิ่งไม้ที่เก็บจากพื้นขึ้นมา ก่อนจะปาออกไปสุดแรงเกิดเพื่อให้มันบินไปคาบกลับมา

    เจ้ามังกรน้อยบินตรงไปคาบพร้อมกับส่ายหางไปมาอย่างเริงร่า

    น่าร้าก~

    จะว่าไป เจ้ามังกรน้อยเองก็ดูตัวโตขึ้นจากแต่ก่อนมากทีเดียว

    ตอนแรกยังตัวเล็กแค่หนึ่งเมตรครึ่ง แต่ตอนนี้ตัวสูงใหญ่จนเกือบจะสองเมตรไปแล้ว

    “ไปคาบมา! ”

    ฉันโยนกิ่งไม้แห้งอีกแท่งให้มันไปคาบอีกรอบ

    อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส่ และไร้ซึ่งความวุ่นวาย

    อยากให้เป็นแบบนี้ไปตลอด---

    “แอรีส มีเรียกรวมพลด่วน คงหมดเวลาพักแล้ว”

    ---ตลอดไป…

    “อือ…”

    ดูเหมือนว่าวันหยุดของฉันจะจบลงเสียแล้ว



    วันที่ 70 ของเกมส์แห่งสงคราม

    สิบสามวันนับจากที่เผ่ายักษาถูกยึดป้อมปราการไกอาไป ณ พื้นที่ทุ่งโล่งกว้างติดริมแม่น้ำทางเหนือ ซึ่งถูกขนาบด้วยแนวเทือกเขาทางทิศใต้

    พื้นที่นั้นคือสถานที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ของเผ่ายักษา

    แต่เดิมนั้นเผ่ายักษาได้กระจายกำลังพลขุนนางออกไปตามพื้นที่ต่าง ๆ โดยรอบเพื่อเพิ่มขอบเขตการเก็บเกี่ยวทรัพยากรณ์ แต่ด้วยสภาพปัจจุบันที่กำลังเสียเปรียบอย่างหนักด้านเทคโนโลยีและอาวุธ จึงได้มีการเรียกรวมทุกหัวเมืองมาอยู่ที่เมืองหลวงเพียงแห่งเดียว

    เรียกมารวมตัวเพื่อต้องการให้ศัตรูเล็งเป้ามาที่เมืองเพียงเมืองเดียวเท่านั้น

    เมืองที่มีสภาพพร้อมจะย้ายถิ่นตามวัฒนธรรมสังคมแห่งการร่อนเร่พเนจรนั้น ได้สะท้อนลงบนผืนหญ้าสีเขียวที่ทอดตัวไปตามแนวขนานระหว่างหุบเขาและแม่น้ำที่กว้างใหญ่

    ปราการธรรมชาตินี้ คือกำแพงป้องกันอันยอดเยี่ยม แต่สิ่งกีดขวางนั้นกลับไร้ประโยชน์ต่อกองทัพที่โบยบินบนท้องฟ้า

    แล้วสิ่งนั้นมันก็ได้เกิดขึ้น

    กลุ่มฝูงบินขนาดใหญ่ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเสียงเครื่องยนที่คำรามดังไปทั่วฟ้า ณ ตอนช่วงเวลาเที่ยงตรงของวันที่แนวหุบเขาทางใต้ของเมือง



    ฝูงบินขับไล่จำนวนห้าสิบลำ [มิตซูบิชิ เอ หก เอ็ม ซีโร่ - มาร์ค ทู (ต่างโลก) ]

    มันคือเครื่องบินขับไล่ระบบใบพัดรุ่นพัฒนาของ [มิตซูบิชิ เอ หก เอ็ม ซีโร่ (ต่างโลก) ] ที่ใช้แร่ [ฮีเฟสตุส] สร้างขึ้นมา

    นอกจากเกราะของตัวยานที่มีความแข็งแกร่งขึ้นจากเดิมอย่างมาก รวมไปถึงการเสริมเกราะเฉพาะจุดตายของตัวถังยาน อีกทั้งยังลดขนาดและน้ำหนักแบตเตอรี่ด้วยพืชต่างโลก [พืชปิกะปิกะ] จึงกลายเป็นที่มาของยานที่มีน้ำหนักเบาหวิวลำนี้มา

    พืชปิกะปิกะนั้น คือพืชต่างโลกที่มีต้นกำเนิดจากดาวของชาวปักษา มันเป็นพืชประหลาดรูปร่างคล้ายปะการังสีแดง แต่กลับโตตามริมผา และให้ผลสีเหลืองเท่ากำปั้น

    ผลของมันนั้น มีเพียงแค่ผิวบาง ๆ ที่ห่อหุ้มของเหลวหนืดไร้สี กับเมล็ดของมันเอาไว้

    เจ้าสารเหลวนั้นคือความลับของการที่มันสามารถสร้างประจุไฟฟ้าได้

    พวกปักษาใช้ผลของมันมาทำเป็นธนูสายฟ้า แต่เผ่ามนุษย์นำมันมาประยุกต์ใช้แทนเซลล์แบตเตอรี่ที่หนักอึ้ง

    ด้วยการดัดแปลงหลาย ๆ อย่างจากวัสดุของต่างโลก จึงได้ก่อเกิดเป็น [มิตซูบิชิ เอ หก เอ็ม ซีโร่ - มาร์ค ทู (ต่างโลก) ] ที่มีความสามารถเหนือรุ่นที่หนึ่งถึงหนึ่งจุดห้าเท่า



    เครื่องบินทิ้งระเบิดสิบลำ [โบอิง บี-29 (ต่างโลก) ]

    เครื่องบินทิ้งระเบิดหนักที่ออกแบบโดยนายโบอิง มันทำงานด้วยระบบเครื่องยนต์สี่ใบพัด ใช้งานในกองทัพสหรัฐอเมริกาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจนถึงสงครามเกาหลีก่อนจะปลดไปตั้งอยู่ในพิพิธพันธ์

    มันเป็นเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ และมีบทบาทสำคัญในการทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ฮิโระชิมะและนะงะซะกิของญี่ปุ่น

    แน่นอนว่างานนี้เจ้าอสูรร้ายได้ขนระเบิดที่ว่ามาด้วยกันถึงสองลูก ส่วนลำที่เหลือนั้นจะขนเป็นระเบิดนาปลามอันแสนโหดร้ายแทน



    เครื่องบินขนส่งยี่สิบลำ [ซี-17 โกลบมาสเตอร์ 3 ของอเมริกา]

    มันคือยานขนส่งขนาดใหญ่ที่สามารถปฏิบัติงานได้ทั้งลำเลียงพล อาวุธ รถถัง รวมไปถึงการส่งพลร่มเข้าสู่แนวหน้าของศัตรู

    ปีกของมันที่กางออกมานั้น แต่ละข้างจะมีความยาวถึง 50.3 เมตร มีปลายปีกงอขึ้นข้างบน ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ลดความสินเปลืองในการเผาไหม้ได้ถึง 2%

    สามารถจุนำหนักได้สูงสุด 77,500 กิโลกรัม มีความเร็ว 0.76 มัค และสามารถเตรียมพลร่มได้ถึงครั้งละ 102 นาย



    นอกจากอสูรเหล็กที่แสนจะร้ายกาจแล้ว พวกเขายังมีกองทัพปักษา เหล่าทาสสงครามอีกเก้าแสนนายเป็นทัพเสริมอีกด้วย

    ถึงจะไม่ได้รับอนุญาตให้พกปืนอีกทั้งเริ่มขาดแคลนลูกธนู แต่พวกเขาก็ยังมีกรงเล็บอันร้ายกาจในการฉีกเนื้อของเหยื่ออยู่

    และนี่คือแสนยานุภาพของฝั่งมนุษย์ที่จะมาล่าเหล่ายักษากลับไปเป็นแรงงานชั้นเลิศ

    ด้วยอาวุธที่มีอยู่ในมือนั้น ทำให้พวกเขาต่างมั่นใจในชัยชนะที่กำลังจะได้รับมา

    “อย่าต่อสู้เลย ได้โปรดหนีไปเถอะ บานา แครอท… ”

    จะมีก็เพียงเอรีสที่ติดมาในฐานะพลร่มโจมตีฉับพลัน ที่พึมพำออกมาเช่นนั้น


    ในขณะเดียวกัน

    ขุนนางลำดับที่ห้า ปราการแห่งไกอา [โคนัท]

    ขุนนางลำดับที่แปด ยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม]

    ขุนนางลำดับที่เก้า ยักษาแห่งการช่าง [เชอรี่]

    ขุนนางทั้งสามคนที่ได้รับแจ้งเตือนจากหน่วยเฝ้าระวังในหุบเขาทางใต้ ต่างรีบเร่งเข้าประจำที่พร้อมรีบศึกป้องกันในทันที

    ประชากรในเมืองหลวงมีทั้งหมดเก้าแสนเก้าหมื่นนาย แต่กลับมีขุนนางดูแลอยู่เพียงสามคนในเวลานั้น

    องค์ราชาดูเรียนและขุนนางที่เหลือได้หายตัวไปตั้งแต่ห้าวันก่อนพร้อมกับกองกำลังอสูรทั้งหมด กับพลทหารเพียงห้าหมื่นนายเท่านั้น

    ไม่มีใครรู้ว่าองค์ราชาไปที่ไหน และพากองกำลังขนาดเล็กนั้นไปที่ใด นอกจากขุนนางที่เข้าร่วมประชุมแผนการในช่วงสิบสองวันก่อนหน้านี้

    แต่ถึงจะขาดการสนับสนุนกับมันสมองของเหล่าผู้นำ ขุนนางที่เหลือเพียงสามคนก็ขอจักแสดงความกล้าหาญให้โลกได้เห็น

    พวกเขาขอสู้สุดใจขาดดิ้นเพื่อปกป้อง [เมืองหลวง] ด้วยทุกสิ่งที่พวกเขามี

    เหล่าภูติที่กำลังทำการค้าและร่วมวิจัยอาวุธกับเผ่ายักษาจำนวนหนึ่งหมื่นชีวิต ต่างรีบขนข้าวของบินหนีออกจากเมืองในทันทีที่มีเสียงเป่าแตรเตือนภัยดังลั่นไปทั่วเมือง

    แสงสว่างน้อยใหญ่บินถอยหนีไปทางผืนป่าใหญ่ทางทิศตะวันออกจนหายลับตา

    และเหลือเพียงแต่นักรบติดอาวุธสมัยใหม่ราวสองหมื่นนาย

    ปืนกลมินิกันจำนวนสองหมื่นกระบอกต่อทหารหนึ่งหมื่นคน

    ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศและรถถังขนาด 88 มิลลิเมตร ยาว 5.7 เมตร สูง 2.1 เมตร หนักถึง 7.4 ตัน อีกจำนวนสามพันกระบอก

    ปืนที่ใหญ่และหนักขนาดนี้ ตามปกติต้องใช้รถลากจูงเพื่อเคลื่อนย้าย แต่ด้วยพละกำลังของเผ่ายักษ์ พวกเขาจึงใช้เพียงแค่สามคนต่อกระบอกในการขนย้าย และใช้หน่วยที่เหลืออีกหนึ่งพันคนในการขนกระสุนแทน

    นอกจากอาวุธแล้ว พวกเขายังมี [บาเรีย] รุ่นปรับปรุงของเผ่าภูติ ที่คาดหมายว่าน่าจะต้านทานอาวุธของมนุษย์ได้นานกว่าเดิม

    และยังมีเครื่องสื่อสารที่มากพอจะกระจายไปให้เหล่านายกองหนึ่งพัน หนึ่งร้อย และหัวหน้าหมู่สิบคนใช้งาน

    มีระบบเรด้าตรวจจับศัตรูที่พวกภูติขายให้กับพวกเขาในการสืบหาตำแหน่งของศัตรู

    มีแม้แต่อุปกรณ์ดักฟังการสื่อสารที่พวกภูติเสนอมาขายให้อีกด้วย

    อาจกล่าวได้ว่าในระยะเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมานี้ พวกยักษาได้รับการสนับสนุนจากเผ่าภูติจนพร้อมรับศึกสงครามยุคใหม่แล้ว

    ส่วนชาวบ้านและนักรบที่เหลือ ต่างหันไปถืออาวุธยุคโบราณจำพวกดาบและธนูแทน

    แต่ใช่ว่าทั้งหมดนี้คือแสนยานุภาพทั้งหมดที่พวกเขามี

    เพราะว่าที่น่านฟ้าของเมืองหลวงเผ่ายักษา ยังมีกองทัพอากาศของยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม] อีกห้าสิบนายรอคอยอยู่ด้วยเช่นกัน



    “จับตำแหน่งศัตรูได้แล้ว - - ขอให้ทุกหน่วยพร้อม - - รบ ระวังอาวุธต่อต้านอากาศยานของศัตรูด้วย”

    “รับทราบ - - อีเกิลวันเรียกอีเกิลทู เตรียมบินเข้าเขตแดนศัตรู ขอให้ทุกท่านโชคดี”

    “จากอีเกิลวัน.. - - มีสัญญาณแทรกรบกวนมาก…”

    “รับทราบ…”

    บทสนทนาสั้น ๆ ของสองนักบินได้ทำให้ทั้งกองบินรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกดักฟังอยู่

    นี่คือความต่างของประสบการณ์ที่หากเป็นนักบินหน้าใหม่ คงไม่รู้สึกตัวถึงความผิดปกตินี้

    ดังนั้นช่วงสุดท้ายของการสื่อสารฝ่ายมนุษย์จึงถูกลดทอนลง จนกลายเป็นรหัสที่ตีความไม่ได้ของเผ่ายักษาไป

    ล่ามที่พูดภาษาของมนุษย์ได้ของฝ่ายยักษานั้น กำลังตกอยู่ในความมึนงงเพราะไม่อาจตีความแผนการที่พวกมนุษย์กำลังจะดำเนินต่อไป

    “ลงมือ”

    ผู้ที่เปิดฉากโจมตีก่อนคือกองทัพของชาวปักษาที่นำโดยโซเดียมกับไฮเจน

    ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวไฮเจน แต่เขากลับลดท่าทีหยิ่งยโสลง และเริ่มให้ความเคารพในตัวของโซเดียมมากขึ้น

    ไฮเจนให้โซเดียมบินนำฝูงเป็นหลัก ส่วนกองทัพของเขาช่วยสนับสนุนด้วยลูกธนูอย่างสุดความสามารถ

    ส่วนกองบินนกเหล็กของมนุษย์นั้น จะบินซ่อนตัวที่เหนือเมฆเพื่อรอคอยเวลาเข้าโจมตี

    “ยิง! ”

    กองกำลังเผ่ายักษาเริ่มโจมตีด้วยลูกปืนและกระสุนระเบิดต่อต้านอากาศยานที่กินพื้นที่เป็นวงกว้าง

    กองทหารสองหมื่นนายที่ประจำอยู่นอกบาเรียต่างลั่นคลังแสงสังหารสู่ฟากฟ้าอย่างไม่เสียดายกระสุน

    แต่พวกปักษาก็ใช่ว่าจะยอมให้ถูกสังหารแต่โดยง่าย

    พวกเขากระจายกำลัง และเริ่มบินวนหลบลูกปืนพร้อมกับเข้าประชิด

    จากความคุ้นชินที่ถูกโจมตีและตายลงมาหลายต่อหลายศึกสงคราม ทำให้ตัวตนของสัญชาตญาณของเผ่าปักษาเริ่มเฉียบคมขึ้น

    พวกเขาสามารถรับรู้ได้ถึงอันตรายแห่งความตายก่อนที่กระสุนจะยิงออกมา และทำการหลบลูกปืนได้ราวกับปาฏิหาริย์

    แต่ใช่ว่าพวกเขาจะสามารถบินได้เร็วกว่าลูกปืน ดังนั้นจึงเป็นส่วนน้อยที่สามารถหลบลูกปืนได้จริง

    กองทัพชาวปักษาเริ่มเสียชีวิตไปเป็นแสนภายในเวลาเพียงแค่ห้านาทีของการเริ่มสงคราม

    “บีวัน อย่าลืมทำตามแผนการ”

    “รับทราบ จากบิวันถึงอีเกิล รบกวนเส้นทาง ปิดการสื่อสารได้”

    นักบินของฝูงบินทิ้งระเบิดได้ทำการสื่อสารกับฝูงบินขับไล่

    แผนการของฝ่ายมนุษย์คือใช้ทัพของชาวปักษาล่อลูกปืนและดึงความสนใจ ส่วนพวกตนจะบินซ่อนในหมู่เมฆ แล้วทำการเผด็จศึกเมืองหลวงด้วย [ระเบิดปรมาณู]

    แต่เป็นเพราะว่าศัตรูมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า [บาเรีย] พวกเขาจึงต้องใช้ลูกปืนและเครื่องบินทิ้งระเบิดลำอื่นจัดการทำลายสิ่งนั้นให้หายไปก่อนที่ลูกใหญ่จะตามไปทีหลัง

    ส่วนพลร่มจำนวนสองพันนายนั้น มีเอาไว้เพื่อเก็บกวาดเหล่าทาสยักษาที่รอดชีวิตจากระเบิดกลับไปเป็นทาสแรงงาน

    ใช่แล้ว พวกมนุษย์ได้ตัดสินใจว่าไม่จำเป็นต้องเข้าควบคุมคริสตัลของเผ่ายักษาเหมือนที่ทำกับของเผ่าปักษา

    เพราะว่าตัวตนของเผ่ายักษานั้นน่ากลัวเกินไป

    พลังกายตามธรรมชาติที่สูงผิดปกติ แถมยังมีความฉลาดระดับที่เริ่มใช้ปืนกับปืนใหญ่เหมือนพวกเขาได้

    ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บตัวอันตรายเช่นนี้เอาไว้ให้มาแทงข้างหลัง สู้ทำลายคริสตัลแล้วข่มขู่เหล่าพวกที่รอดชีวิตด้วยความตายยังจะง่ายกว่าเข้าควบคุมคริสตัลแห่งชีวิจโดยตรง



    คริสตัลแห่งชีวิตของเผ่ายักษาซึ่งสูงสิบเมตรกำลังโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางเมือง

    ไม่มีการสร้างอาคารปกคลุมป้องกัน และมีเพียงแค่กำแพงหินสูงสิบเมตรก่อเอาไว้โดยรอบเพียงแค่นั้น

    เห็นแล้วก็อดนึกสมเพชศัตรูขึ้นมาเสียไม่ได้

    “ฝูงอีเกิล เตรียม--”

    ในตอนนั้นเองที่มีเส้นแสงสีส้มวิ่งตัดผ่านอากาศพุ่งเข้ากวาดกองยานขับไล่ฝ่ายมนุษย์

    เส้นแสงนั้นแผ่คลื่นความร้อนสูงกว่าหนึ่งพันองศา มันเจาะหลอมละลายตัวเครื่องยนต์ และทะลุทำลายยานขับไล่ของฝ่ายมนุษย์จนร่วงหล่นไปทีเดียวถึงสามลำ

    “นั่นมันบ้าอะไร… มังกรสวมเกราะ!? ”

    สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าพวกเขาที่เหนือน่านฟ้าของเมืองหลวงเผ่ายักษา ก็คือฝูงบินมังกรจำนวนห้าสิบตัวที่ควบคุมโดยกองกำลังของยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม]

    พวกมันสวมเกราะสีขาวที่เรียบไร้รอยต่อตรงแถวช่วงเกล็ดย้อนตรงหน้าท้องที่เป็นจุดอ่อน กับสวมทับปีกที่แผ่กว้าง

    ที่ปากของพวกมันมีตะกร้อเหล็กหนาทึบหุ้มปิดเอาไว้อยู่

    นั่นคือกองทัพอสูรปีกติดอาวุธที่ขุนนางแครอทเคยเสนอความคิดเห็นเอาไว้

    เส้นแสงเมื่อกี้คือ [ลมหายใจมังกร]

    อสูรปีก หรือก็คือมังกรในสายตามนุษย์นั้น มันคือสัตว์ที่ทั่วทั้งตัวปกคลุมไปด้วยเกล็ดหนา มีปีกที่กว้างใหญ่ และสามารถพ่นไฟความร้อนสูงออกมาได้

    ความจริงแล้วพวกมันพ่นไปได้ไกลเพียงสามถึงห้าเมตรเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีของภูติกับการวิจัยของขุนนางลำดับที่เก้า ยักษาแห่งการช่าง [เชอรี่] จึงทำให้เธอผลิตเครื่องเร่งลมหายใจมังกรออกมาได้

    ตามธรรมชาติของพวกอสูรปีกนั้น พวกมันจะมีถุงลมซึ่งสามารถผลิตก๊าซไวไฟแบบพิเศษติดอยู่แถวลำคอ และใช้ฟันในการขบเพื่อสร้างประกายไฟ และจุดระเบิดเป็นลมหายใจมังกรที่รุนแรง

    ส่วนอุปกรณ์ชนิดใหม่นี้จะมีรูปร่างคล้ายตะกร้อครอบปากสัตว์ร้าย

    โลหะที่มีรูเปิดขนาดเล็กประมาณสามสิบเซนติเมตรตรงกลางนั้น จะช่วยรวมแก๊สที่อสูรปีกผลิตออกมารวมอยู่ที่จุด ๆ เดียว แล้วใช้ตัวเร่งอนุภาพที่สร้างโดยเผ่าภูติในการยิงเป็นลำแสงคลื่นความร้อนสูงออกไปจากแก๊สตัวนั้น

    ระยะโจมตีจะผันแปรตามความเข้มข้นของแก๊สที่พวกอสูรปีกผลิตออกมาจากถุงลมของมัน ซึ่งมีระยะยิงได้ไกลหนึ่งถึงสองกิโลเมตรเลยทีเดียว

    “เจ้าพวกยักษาน้อยผู้โอหังที่หาญกล้ามาบุกดินแดนของเรา! จงถูกอสูรปีกของข้าขย้ำเสีย! ทุกหน่วย โจมตี! ”

    “โอ้ววว! ”

    สงครามยึดครองน่านฟ้าระหว่างเครื่องบินขับไล่กับมังกรติดอาวุธได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน