ในที่สุด ป้อมปราการแห่งใหม่ที่ใช้สำหรับรุกรานอาณาเขตของเผ่ายักษาก็เสร็จสมบูรณ์ หลังจากผ่านมาได้สิบวันนับจากวันที่เผ่ามนุษย์ยึดป้อมปราการไกอามา
ป้อมปราการที่ประกอบขึ้นมาจากแผ่นเหล็กสำเร็จรูป ได้ถูกสร้างในลักษณะรูปทรงดาวหกแฉกทับลงบนป้อมปราการไกอาเดิมของเผ่ายักษา
สะพานและเส้นทางรถไฟได้ถูกสร้างเชื่อมระหว่างสองฟากของแม่น้ำ
ท่าเรือขนาดเล็กได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเตรียมใช้งานสำหรับยุทธการทางน้ำ
ลานบินชั่วคราวที่เกิดจากการอัดหน้าดินได้ถูกสร้างขึ้นมาภายในรั้วเหล็กที่ล้อมโดยรอบ
“ฝูงบินซีโร่รุ่นใหม่ห้าสิบลำ กับเครื่องบินทิ้งระเบิดสิบลำ เครื่องบินลำเลียงพลยี่สิบลำ รถถังอีกห้าสิบคัน นี่คือจำนวนทั้งหมดที่สามารถมอบให้ได้ครับ”
“เครื่องรุ่นใบพัดอีกแล้ว? แล้วทำไมจำนวนถึงไม่ตรงกับที่รายงานส่งมาตอนแรกละ? ”
“กำลังอยู่ในการพัฒนาครับ ส่วนเรื่องจำนวน เป็นเพราะพวกเราต้องเก็บบางส่วนใช้ป้องกันเมืองหลวง จึงทำให้แบ่งมาได้แค่นี้ครับ”
“อืม…”
ทอม ผู้นำกองกำลังรุกรานอย่างทอมกำลังส่งเสียงครางอย่างใช้ความคิด
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงคิดว่าเป็นจำนวนที่มากพอเข้าบุกยึดดินแดนของพวกเผ่ายักษาได้ แต่จากสงครามครั้งล่าสุด จึงทำให้ทอมรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา
พวกยักษามีปืนใช้กันแล้ว ซ้ำร้าย ด้วยพละกำลังอันแข็งแรงโดยธรรมชาติของพวกมัน จึงทำให้ยักษาหนึ่งคน สามารถแบกปืนมินิกันที่หนักอึ้งได้ถึงสองกระบอกราวกับปืนทั่วไป
ดีไม่ดีจะสามารถแบกปืนใหญ่ถือไปมาได้อย่างสบาย ๆ เสียด้วยซ้ำ
พูดง่าย ๆ คือเสมือนเป็นรถถังมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ก็ว่าได้
“เอาเถอะ ตอนนี้ที่ต้องทำคือการพัฒนารางรถไฟ แล้วก็ตั้งโรงงานผลิตอาวุธก่อนละนะ”
ทอมพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น
การสำรวจพื้นที่ทางเหนือช่วงตอนกลางของทวีปนั้น ได้ถูกมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของพวกทาสสงครามอย่างเผ่าปักษา
ด้วยจำนวนที่มากกว่าสองแสนนายที่ถูกส่งออกไปแบบปูพรม จึงทำให้สามารถสำรวจดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนที่เหลืออีกเจ็ดแสนนาย ก็ถูกใช้เป็นแรงงานก่อสร้างฐานทัพไปเสีย
“งั้นรบกวนช่วยนำของเหล่านี้ไปจัดเก็บในโกดัง--”
“รายงานคุณทอม! พวกหน่วยสำรวจพบที่ตั้งเมืองหลวงของศัตรูแล้วครับ! ”
ในตอนที่ทอมกำลังจะสั่งการให้เก็บยานรบ นายทหารสื่อสารคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามารายงานทอมที่ยืนรับของอยู่หน้าท่าเรือ
ดูท่าทางว่าจะได้ใช้งานเครืองบินรบเหล่านี้เสียแล้ว
***นักรบสมองกล้าม เอรีส
ณ ทุ่งหญ้าโล่งนอกฐานทัพ ฉันกับแอร์บาร์สกำลังยืนกินลมพร้อมกับมองเจ้ามังกรสองแม่ลูกบินเล่นอยู่บนท้องฟ้ากว้าง
พวกมันช่างน่ารักจริง ๆ ไม่ว่าเวลาไหน มันก็ติดตามแอร์ลาร์สไปด้วยกันซะทุกที่เลย
“เอรีส เธอซุ่มซ่ามพลัดตกลงน้ำเอง นี่คือรายงานที่จะส่งไปเบื้องบน วันหลังอย่าทำตัวแบบนี้อีกนะ ขึ้นศาลทหารมันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยนะ”
“ฮิ ฮิ ฮิ ขอบคุณนะแอร์บาร์ส~”
“อึ๊ก… อย่าหัวเราะด้วยรอยยิ้มแบบนั้นสิ นี่เธอคิดจะทำอีกครั้งใช่ไหม!? คราวนี้ผมไม่ช่วยแล้วนะ! ”
“จะจำให้ขึ้นใจเลยค่ะ”
ฉันส่งยิ้มแทนคำขอบคุณให้กับแอร์บาร์ส
สาเหตุเดียวที่ฉันไม่โดนลงโทษจากการไปรบในแนวหน้าโดยไม่มีคำสั่งลงมา นั่นก็เพราะแอร์บาร์สได้ช่วยแก้ไขบิดเบือนรายงานให้
“เธอพลัดตกลงน้ำไปครับ เธอซุ่มซ่ามไร้สมองอยู่แล้ว จะหลงทิศว่ายไปขึ้นฝั่งก็ไม่แปลก”
ด้วยนิสัยพื้นฐานของฉันที่เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว คุณทอมกับเจ้าหน้าระดับสูงจึงเชื่ออย่างจริงจัง และทำเพียงแค่เรียกฉันไปดุเท่านั้น
เรื่องนี้ต้องขอบคุณแอร์บาร์สจริง ๆ นั่นละ
“ปี้! ”
“อ๊ะ? จะเล่นอีกรอบหรือเจ้าตัวน้อย? เอ้า รับไป! ”
มังกรน้อย [มิลเลอร์] ลูกของเจ้า [กลาส] เดินเข้ามานัวเนียขาของฉันด้วยความน่ารัก
เกล็ดสีน้ำตาลที่ทอประกายนั้น ยังอ่อนนุ่มเพราะยังอยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ที่น่านวย
ฉันหยิบกิ่งไม้ที่เก็บจากพื้นขึ้นมา ก่อนจะปาออกไปสุดแรงเกิดเพื่อให้มันบินไปคาบกลับมา
เจ้ามังกรน้อยบินตรงไปคาบพร้อมกับส่ายหางไปมาอย่างเริงร่า
น่าร้าก~
จะว่าไป เจ้ามังกรน้อยเองก็ดูตัวโตขึ้นจากแต่ก่อนมากทีเดียว
ตอนแรกยังตัวเล็กแค่หนึ่งเมตรครึ่ง แต่ตอนนี้ตัวสูงใหญ่จนเกือบจะสองเมตรไปแล้ว
“ไปคาบมา! ”
ฉันโยนกิ่งไม้แห้งอีกแท่งให้มันไปคาบอีกรอบ
อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส่ และไร้ซึ่งความวุ่นวาย
อยากให้เป็นแบบนี้ไปตลอด---
“แอรีส มีเรียกรวมพลด่วน คงหมดเวลาพักแล้ว”
---ตลอดไป…
“อือ…”
ดูเหมือนว่าวันหยุดของฉันจะจบลงเสียแล้ว
วันที่ 70 ของเกมส์แห่งสงคราม
สิบสามวันนับจากที่เผ่ายักษาถูกยึดป้อมปราการไกอาไป ณ พื้นที่ทุ่งโล่งกว้างติดริมแม่น้ำทางเหนือ ซึ่งถูกขนาบด้วยแนวเทือกเขาทางทิศใต้
พื้นที่นั้นคือสถานที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ของเผ่ายักษา
แต่เดิมนั้นเผ่ายักษาได้กระจายกำลังพลขุนนางออกไปตามพื้นที่ต่าง ๆ โดยรอบเพื่อเพิ่มขอบเขตการเก็บเกี่ยวทรัพยากรณ์ แต่ด้วยสภาพปัจจุบันที่กำลังเสียเปรียบอย่างหนักด้านเทคโนโลยีและอาวุธ จึงได้มีการเรียกรวมทุกหัวเมืองมาอยู่ที่เมืองหลวงเพียงแห่งเดียว
เรียกมารวมตัวเพื่อต้องการให้ศัตรูเล็งเป้ามาที่เมืองเพียงเมืองเดียวเท่านั้น
เมืองที่มีสภาพพร้อมจะย้ายถิ่นตามวัฒนธรรมสังคมแห่งการร่อนเร่พเนจรนั้น ได้สะท้อนลงบนผืนหญ้าสีเขียวที่ทอดตัวไปตามแนวขนานระหว่างหุบเขาและแม่น้ำที่กว้างใหญ่
ปราการธรรมชาตินี้ คือกำแพงป้องกันอันยอดเยี่ยม แต่สิ่งกีดขวางนั้นกลับไร้ประโยชน์ต่อกองทัพที่โบยบินบนท้องฟ้า
แล้วสิ่งนั้นมันก็ได้เกิดขึ้น
กลุ่มฝูงบินขนาดใหญ่ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเสียงเครื่องยนที่คำรามดังไปทั่วฟ้า ณ ตอนช่วงเวลาเที่ยงตรงของวันที่แนวหุบเขาทางใต้ของเมือง
ฝูงบินขับไล่จำนวนห้าสิบลำ [มิตซูบิชิ เอ หก เอ็ม ซีโร่ - มาร์ค ทู (ต่างโลก) ]
มันคือเครื่องบินขับไล่ระบบใบพัดรุ่นพัฒนาของ [มิตซูบิชิ เอ หก เอ็ม ซีโร่ (ต่างโลก) ] ที่ใช้แร่ [ฮีเฟสตุส] สร้างขึ้นมา
นอกจากเกราะของตัวยานที่มีความแข็งแกร่งขึ้นจากเดิมอย่างมาก รวมไปถึงการเสริมเกราะเฉพาะจุดตายของตัวถังยาน อีกทั้งยังลดขนาดและน้ำหนักแบตเตอรี่ด้วยพืชต่างโลก [พืชปิกะปิกะ] จึงกลายเป็นที่มาของยานที่มีน้ำหนักเบาหวิวลำนี้มา
พืชปิกะปิกะนั้น คือพืชต่างโลกที่มีต้นกำเนิดจากดาวของชาวปักษา มันเป็นพืชประหลาดรูปร่างคล้ายปะการังสีแดง แต่กลับโตตามริมผา และให้ผลสีเหลืองเท่ากำปั้น
ผลของมันนั้น มีเพียงแค่ผิวบาง ๆ ที่ห่อหุ้มของเหลวหนืดไร้สี กับเมล็ดของมันเอาไว้
เจ้าสารเหลวนั้นคือความลับของการที่มันสามารถสร้างประจุไฟฟ้าได้
พวกปักษาใช้ผลของมันมาทำเป็นธนูสายฟ้า แต่เผ่ามนุษย์นำมันมาประยุกต์ใช้แทนเซลล์แบตเตอรี่ที่หนักอึ้ง
ด้วยการดัดแปลงหลาย ๆ อย่างจากวัสดุของต่างโลก จึงได้ก่อเกิดเป็น [มิตซูบิชิ เอ หก เอ็ม ซีโร่ - มาร์ค ทู (ต่างโลก) ] ที่มีความสามารถเหนือรุ่นที่หนึ่งถึงหนึ่งจุดห้าเท่า
เครื่องบินทิ้งระเบิดสิบลำ [โบอิง บี-29 (ต่างโลก) ]
เครื่องบินทิ้งระเบิดหนักที่ออกแบบโดยนายโบอิง มันทำงานด้วยระบบเครื่องยนต์สี่ใบพัด ใช้งานในกองทัพสหรัฐอเมริกาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจนถึงสงครามเกาหลีก่อนจะปลดไปตั้งอยู่ในพิพิธพันธ์
มันเป็นเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ และมีบทบาทสำคัญในการทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ฮิโระชิมะและนะงะซะกิของญี่ปุ่น
แน่นอนว่างานนี้เจ้าอสูรร้ายได้ขนระเบิดที่ว่ามาด้วยกันถึงสองลูก ส่วนลำที่เหลือนั้นจะขนเป็นระเบิดนาปลามอันแสนโหดร้ายแทน
เครื่องบินขนส่งยี่สิบลำ [ซี-17 โกลบมาสเตอร์ 3 ของอเมริกา]
มันคือยานขนส่งขนาดใหญ่ที่สามารถปฏิบัติงานได้ทั้งลำเลียงพล อาวุธ รถถัง รวมไปถึงการส่งพลร่มเข้าสู่แนวหน้าของศัตรู
ปีกของมันที่กางออกมานั้น แต่ละข้างจะมีความยาวถึง 50.3 เมตร มีปลายปีกงอขึ้นข้างบน ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ลดความสินเปลืองในการเผาไหม้ได้ถึง 2%
สามารถจุนำหนักได้สูงสุด 77,500 กิโลกรัม มีความเร็ว 0.76 มัค และสามารถเตรียมพลร่มได้ถึงครั้งละ 102 นาย
นอกจากอสูรเหล็กที่แสนจะร้ายกาจแล้ว พวกเขายังมีกองทัพปักษา เหล่าทาสสงครามอีกเก้าแสนนายเป็นทัพเสริมอีกด้วย
ถึงจะไม่ได้รับอนุญาตให้พกปืนอีกทั้งเริ่มขาดแคลนลูกธนู แต่พวกเขาก็ยังมีกรงเล็บอันร้ายกาจในการฉีกเนื้อของเหยื่ออยู่
และนี่คือแสนยานุภาพของฝั่งมนุษย์ที่จะมาล่าเหล่ายักษากลับไปเป็นแรงงานชั้นเลิศ
ด้วยอาวุธที่มีอยู่ในมือนั้น ทำให้พวกเขาต่างมั่นใจในชัยชนะที่กำลังจะได้รับมา
“อย่าต่อสู้เลย ได้โปรดหนีไปเถอะ บานา แครอท… ”
จะมีก็เพียงเอรีสที่ติดมาในฐานะพลร่มโจมตีฉับพลัน ที่พึมพำออกมาเช่นนั้น
ในขณะเดียวกัน
ขุนนางลำดับที่ห้า ปราการแห่งไกอา [โคนัท]
ขุนนางลำดับที่แปด ยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม]
ขุนนางลำดับที่เก้า ยักษาแห่งการช่าง [เชอรี่]
ขุนนางทั้งสามคนที่ได้รับแจ้งเตือนจากหน่วยเฝ้าระวังในหุบเขาทางใต้ ต่างรีบเร่งเข้าประจำที่พร้อมรีบศึกป้องกันในทันที
ประชากรในเมืองหลวงมีทั้งหมดเก้าแสนเก้าหมื่นนาย แต่กลับมีขุนนางดูแลอยู่เพียงสามคนในเวลานั้น
องค์ราชาดูเรียนและขุนนางที่เหลือได้หายตัวไปตั้งแต่ห้าวันก่อนพร้อมกับกองกำลังอสูรทั้งหมด กับพลทหารเพียงห้าหมื่นนายเท่านั้น
ไม่มีใครรู้ว่าองค์ราชาไปที่ไหน และพากองกำลังขนาดเล็กนั้นไปที่ใด นอกจากขุนนางที่เข้าร่วมประชุมแผนการในช่วงสิบสองวันก่อนหน้านี้
แต่ถึงจะขาดการสนับสนุนกับมันสมองของเหล่าผู้นำ ขุนนางที่เหลือเพียงสามคนก็ขอจักแสดงความกล้าหาญให้โลกได้เห็น
พวกเขาขอสู้สุดใจขาดดิ้นเพื่อปกป้อง [เมืองหลวง] ด้วยทุกสิ่งที่พวกเขามี
เหล่าภูติที่กำลังทำการค้าและร่วมวิจัยอาวุธกับเผ่ายักษาจำนวนหนึ่งหมื่นชีวิต ต่างรีบขนข้าวของบินหนีออกจากเมืองในทันทีที่มีเสียงเป่าแตรเตือนภัยดังลั่นไปทั่วเมือง
แสงสว่างน้อยใหญ่บินถอยหนีไปทางผืนป่าใหญ่ทางทิศตะวันออกจนหายลับตา
และเหลือเพียงแต่นักรบติดอาวุธสมัยใหม่ราวสองหมื่นนาย
ปืนกลมินิกันจำนวนสองหมื่นกระบอกต่อทหารหนึ่งหมื่นคน
ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศและรถถังขนาด 88 มิลลิเมตร ยาว 5.7 เมตร สูง 2.1 เมตร หนักถึง 7.4 ตัน อีกจำนวนสามพันกระบอก
ปืนที่ใหญ่และหนักขนาดนี้ ตามปกติต้องใช้รถลากจูงเพื่อเคลื่อนย้าย แต่ด้วยพละกำลังของเผ่ายักษ์ พวกเขาจึงใช้เพียงแค่สามคนต่อกระบอกในการขนย้าย และใช้หน่วยที่เหลืออีกหนึ่งพันคนในการขนกระสุนแทน
นอกจากอาวุธแล้ว พวกเขายังมี [บาเรีย] รุ่นปรับปรุงของเผ่าภูติ ที่คาดหมายว่าน่าจะต้านทานอาวุธของมนุษย์ได้นานกว่าเดิม
และยังมีเครื่องสื่อสารที่มากพอจะกระจายไปให้เหล่านายกองหนึ่งพัน หนึ่งร้อย และหัวหน้าหมู่สิบคนใช้งาน
มีระบบเรด้าตรวจจับศัตรูที่พวกภูติขายให้กับพวกเขาในการสืบหาตำแหน่งของศัตรู
มีแม้แต่อุปกรณ์ดักฟังการสื่อสารที่พวกภูติเสนอมาขายให้อีกด้วย
อาจกล่าวได้ว่าในระยะเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมานี้ พวกยักษาได้รับการสนับสนุนจากเผ่าภูติจนพร้อมรับศึกสงครามยุคใหม่แล้ว
ส่วนชาวบ้านและนักรบที่เหลือ ต่างหันไปถืออาวุธยุคโบราณจำพวกดาบและธนูแทน
แต่ใช่ว่าทั้งหมดนี้คือแสนยานุภาพทั้งหมดที่พวกเขามี
เพราะว่าที่น่านฟ้าของเมืองหลวงเผ่ายักษา ยังมีกองทัพอากาศของยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม] อีกห้าสิบนายรอคอยอยู่ด้วยเช่นกัน
“จับตำแหน่งศัตรูได้แล้ว - - ขอให้ทุกหน่วยพร้อม - - รบ ระวังอาวุธต่อต้านอากาศยานของศัตรูด้วย”
“รับทราบ - - อีเกิลวันเรียกอีเกิลทู เตรียมบินเข้าเขตแดนศัตรู ขอให้ทุกท่านโชคดี”
“จากอีเกิลวัน.. - - มีสัญญาณแทรกรบกวนมาก…”
“รับทราบ…”
บทสนทนาสั้น ๆ ของสองนักบินได้ทำให้ทั้งกองบินรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกดักฟังอยู่
นี่คือความต่างของประสบการณ์ที่หากเป็นนักบินหน้าใหม่ คงไม่รู้สึกตัวถึงความผิดปกตินี้
ดังนั้นช่วงสุดท้ายของการสื่อสารฝ่ายมนุษย์จึงถูกลดทอนลง จนกลายเป็นรหัสที่ตีความไม่ได้ของเผ่ายักษาไป
ล่ามที่พูดภาษาของมนุษย์ได้ของฝ่ายยักษานั้น กำลังตกอยู่ในความมึนงงเพราะไม่อาจตีความแผนการที่พวกมนุษย์กำลังจะดำเนินต่อไป
“ลงมือ”
ผู้ที่เปิดฉากโจมตีก่อนคือกองทัพของชาวปักษาที่นำโดยโซเดียมกับไฮเจน
ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวไฮเจน แต่เขากลับลดท่าทีหยิ่งยโสลง และเริ่มให้ความเคารพในตัวของโซเดียมมากขึ้น
ไฮเจนให้โซเดียมบินนำฝูงเป็นหลัก ส่วนกองทัพของเขาช่วยสนับสนุนด้วยลูกธนูอย่างสุดความสามารถ
ส่วนกองบินนกเหล็กของมนุษย์นั้น จะบินซ่อนตัวที่เหนือเมฆเพื่อรอคอยเวลาเข้าโจมตี
“ยิง! ”
กองกำลังเผ่ายักษาเริ่มโจมตีด้วยลูกปืนและกระสุนระเบิดต่อต้านอากาศยานที่กินพื้นที่เป็นวงกว้าง
กองทหารสองหมื่นนายที่ประจำอยู่นอกบาเรียต่างลั่นคลังแสงสังหารสู่ฟากฟ้าอย่างไม่เสียดายกระสุน
แต่พวกปักษาก็ใช่ว่าจะยอมให้ถูกสังหารแต่โดยง่าย
พวกเขากระจายกำลัง และเริ่มบินวนหลบลูกปืนพร้อมกับเข้าประชิด
จากความคุ้นชินที่ถูกโจมตีและตายลงมาหลายต่อหลายศึกสงคราม ทำให้ตัวตนของสัญชาตญาณของเผ่าปักษาเริ่มเฉียบคมขึ้น
พวกเขาสามารถรับรู้ได้ถึงอันตรายแห่งความตายก่อนที่กระสุนจะยิงออกมา และทำการหลบลูกปืนได้ราวกับปาฏิหาริย์
แต่ใช่ว่าพวกเขาจะสามารถบินได้เร็วกว่าลูกปืน ดังนั้นจึงเป็นส่วนน้อยที่สามารถหลบลูกปืนได้จริง
กองทัพชาวปักษาเริ่มเสียชีวิตไปเป็นแสนภายในเวลาเพียงแค่ห้านาทีของการเริ่มสงคราม
“บีวัน อย่าลืมทำตามแผนการ”
“รับทราบ จากบิวันถึงอีเกิล รบกวนเส้นทาง ปิดการสื่อสารได้”
นักบินของฝูงบินทิ้งระเบิดได้ทำการสื่อสารกับฝูงบินขับไล่
แผนการของฝ่ายมนุษย์คือใช้ทัพของชาวปักษาล่อลูกปืนและดึงความสนใจ ส่วนพวกตนจะบินซ่อนในหมู่เมฆ แล้วทำการเผด็จศึกเมืองหลวงด้วย [ระเบิดปรมาณู]
แต่เป็นเพราะว่าศัตรูมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า [บาเรีย] พวกเขาจึงต้องใช้ลูกปืนและเครื่องบินทิ้งระเบิดลำอื่นจัดการทำลายสิ่งนั้นให้หายไปก่อนที่ลูกใหญ่จะตามไปทีหลัง
ส่วนพลร่มจำนวนสองพันนายนั้น มีเอาไว้เพื่อเก็บกวาดเหล่าทาสยักษาที่รอดชีวิตจากระเบิดกลับไปเป็นทาสแรงงาน
ใช่แล้ว พวกมนุษย์ได้ตัดสินใจว่าไม่จำเป็นต้องเข้าควบคุมคริสตัลของเผ่ายักษาเหมือนที่ทำกับของเผ่าปักษา
เพราะว่าตัวตนของเผ่ายักษานั้นน่ากลัวเกินไป
พลังกายตามธรรมชาติที่สูงผิดปกติ แถมยังมีความฉลาดระดับที่เริ่มใช้ปืนกับปืนใหญ่เหมือนพวกเขาได้
ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บตัวอันตรายเช่นนี้เอาไว้ให้มาแทงข้างหลัง สู้ทำลายคริสตัลแล้วข่มขู่เหล่าพวกที่รอดชีวิตด้วยความตายยังจะง่ายกว่าเข้าควบคุมคริสตัลแห่งชีวิจโดยตรง
คริสตัลแห่งชีวิตของเผ่ายักษาซึ่งสูงสิบเมตรกำลังโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางเมือง
ไม่มีการสร้างอาคารปกคลุมป้องกัน และมีเพียงแค่กำแพงหินสูงสิบเมตรก่อเอาไว้โดยรอบเพียงแค่นั้น
เห็นแล้วก็อดนึกสมเพชศัตรูขึ้นมาเสียไม่ได้
“ฝูงอีเกิล เตรียม--”
ในตอนนั้นเองที่มีเส้นแสงสีส้มวิ่งตัดผ่านอากาศพุ่งเข้ากวาดกองยานขับไล่ฝ่ายมนุษย์
เส้นแสงนั้นแผ่คลื่นความร้อนสูงกว่าหนึ่งพันองศา มันเจาะหลอมละลายตัวเครื่องยนต์ และทะลุทำลายยานขับไล่ของฝ่ายมนุษย์จนร่วงหล่นไปทีเดียวถึงสามลำ
“นั่นมันบ้าอะไร… มังกรสวมเกราะ!? ”
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าพวกเขาที่เหนือน่านฟ้าของเมืองหลวงเผ่ายักษา ก็คือฝูงบินมังกรจำนวนห้าสิบตัวที่ควบคุมโดยกองกำลังของยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม]
พวกมันสวมเกราะสีขาวที่เรียบไร้รอยต่อตรงแถวช่วงเกล็ดย้อนตรงหน้าท้องที่เป็นจุดอ่อน กับสวมทับปีกที่แผ่กว้าง
ที่ปากของพวกมันมีตะกร้อเหล็กหนาทึบหุ้มปิดเอาไว้อยู่
นั่นคือกองทัพอสูรปีกติดอาวุธที่ขุนนางแครอทเคยเสนอความคิดเห็นเอาไว้
เส้นแสงเมื่อกี้คือ [ลมหายใจมังกร]
อสูรปีก หรือก็คือมังกรในสายตามนุษย์นั้น มันคือสัตว์ที่ทั่วทั้งตัวปกคลุมไปด้วยเกล็ดหนา มีปีกที่กว้างใหญ่ และสามารถพ่นไฟความร้อนสูงออกมาได้
ความจริงแล้วพวกมันพ่นไปได้ไกลเพียงสามถึงห้าเมตรเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีของภูติกับการวิจัยของขุนนางลำดับที่เก้า ยักษาแห่งการช่าง [เชอรี่] จึงทำให้เธอผลิตเครื่องเร่งลมหายใจมังกรออกมาได้
ตามธรรมชาติของพวกอสูรปีกนั้น พวกมันจะมีถุงลมซึ่งสามารถผลิตก๊าซไวไฟแบบพิเศษติดอยู่แถวลำคอ และใช้ฟันในการขบเพื่อสร้างประกายไฟ และจุดระเบิดเป็นลมหายใจมังกรที่รุนแรง
ส่วนอุปกรณ์ชนิดใหม่นี้จะมีรูปร่างคล้ายตะกร้อครอบปากสัตว์ร้าย
โลหะที่มีรูเปิดขนาดเล็กประมาณสามสิบเซนติเมตรตรงกลางนั้น จะช่วยรวมแก๊สที่อสูรปีกผลิตออกมารวมอยู่ที่จุด ๆ เดียว แล้วใช้ตัวเร่งอนุภาพที่สร้างโดยเผ่าภูติในการยิงเป็นลำแสงคลื่นความร้อนสูงออกไปจากแก๊สตัวนั้น
ระยะโจมตีจะผันแปรตามความเข้มข้นของแก๊สที่พวกอสูรปีกผลิตออกมาจากถุงลมของมัน ซึ่งมีระยะยิงได้ไกลหนึ่งถึงสองกิโลเมตรเลยทีเดียว
“เจ้าพวกยักษาน้อยผู้โอหังที่หาญกล้ามาบุกดินแดนของเรา! จงถูกอสูรปีกของข้าขย้ำเสีย! ทุกหน่วย โจมตี! ”
“โอ้ววว! ”
สงครามยึดครองน่านฟ้าระหว่างเครื่องบินขับไล่กับมังกรติดอาวุธได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว