อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 97 ปัญหามาถึงตัว

    บทที่ 97 ปัญหามาถึงตัว

     

    ​คำวิพากษ์วิจารณ์ของจ่าสิบโทเฟยนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ เขาโยนงานเอกสารที่ตนเองได้วิเคราะห์มาจนเสร็จแล้วไปที่กลางโต๊ะประชุม เอกสารเหล่านั้นเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด และแนวโน้มที่จะทำให้เกิดภัยของตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 ซึ่งนับเป็นอีกครั้งแล้วที่พวกเขามาที่นี่เพื่อทำลายโอกาสการใช้ตุ่นกลายพันธุ์พวกนี้

     

    ​อย่างไรก็ตาม คำพูดที่มีเหตุผลของเขาก็ได้รับการยอมรับจากคนไม่มาก เพราะแม้ว่าผลลัพธ์ที่เห็นจะเป็นเหมือนจ่าสิบโทเฟยกล่าวมา ทว่า...ถ้าคิดในแง่ดีแล้ว การปล่อยให้คนสามารถผ่านเขต H ไปได้จนถึงเขต I ไม่ใช่เรื่องดีกว่าหรือ?

     

    ​อัตราส่วนของผู้เสียชีวิตในเขต I เพิ่มขึ้น ก็เพราะมีจำนวนผู้คนเข้าไปในเขต I มากขึ้นจากการแจ้งเตือนการปะทุของลาวาในเขต H ดังนั้น...แทนที่จะปล่อยให้ผู้คนต้องตายเพราะการปะทุที่ทำอะไรไม่ได้นี้ สู้ให้พวกเขาได้มีโอกาสต่อสู้ในเขต I ดีกว่า ดังนั้น...ต่อให้ครั้งที่แล้ว จ่าสิบโทรุ่ยจะบอกว่าตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 ยังไม่สมบูรณ์และอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ทางกองทัพก็ยังอนุมัติให้มีการปรับปรุงพันธุกรรมพวกมัน และนำไปใช้งานอยู่ดี

     

    ​แน่นอนว่าถึงจะเป็นแบบนั้น แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธคำพูดของจ่าสิบโทเฟย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขามีการโต้เถียงกันเพราะเรื่องนี้ คนคิดงานใหม่ก็คิดต่อไป คนที่มีแนวทางศึกษางานคนอื่นเพื่อจับผิดก็ยังคงทำต่อไปเหมือนเดิม สุดท้ายแล้วไม่ว่าพวกเขาจะทำการศึกษาด้วยวิธีไหน ก็ยังเป็นการผลักดันให้เกิดการพัฒนาอยู่ดี

     

    ​ตุ่นกลายพันธุ์ที่เคยมีประสิทธิภาพเพียง 10% ค่อยๆพัฒนาจนมาช่วยเหลือกองทัพเกือบ 80% แล้ว ขาดอีกเพียงเล็กน้อยก็เชื่อว่าการพัฒนานี้น่าจะสมบูรณ์แบบ

     

    “ไม่ว่าจ่าสิบโทเฟยจะคิดยังไง แต่การที่งานของฉันได้รับอนุมัติเพื่อเพิ่มจำนวนการปรับปรุงตุ่นกลายพันธุ์จากทางผู้บริหาร เช่นนั้นก็ต้องไปโวยวายเอากับผู้บริหาร แทนที่จะเป็นผลงานของฉัน” จ่าสิบโทรุ่ยขมวดคิ้ว เขาพยายามกดอารมณ์ของตนเองลง ไม่อยากโกรธมากเกินไป เพราะสุดท้ายแล้ว...นิสัยของจ่าสิบโทเฟยเป็นอย่างไร เขาจะไม่รู้เชียวหรือ?

     

    ​อีกฝ่ายเชี่ยวชาญในการพัฒนาอุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการกับพวกกลายพันธุ์ ต่างกับเขาที่พัฒนาเพื่อสร้างบางอย่างเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับกองทัพ ตอนนี้ตำแหน่งของผู้บริหารฝ่ายศึกษาวิจัยว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง มีเขาและอีกฝ่ายเป็นตัวเลือก จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะเห็นว่าจ่าสิบโทเฟยพยายามทำลายภาพลักษณ์ของเขาอยู่เสมอ

     

    ​จ่าสิบโทรุ่ยคร้านที่จะอธิบาย เขาไม่เคยแสดงเจตนาว่าอยากจะขึ้นไปรับตำแหน่งผู้บริหาร ถ้าเลือกได้...เขาอยากที่จะทำงานอยู่ในห้องวิจัยของตนเองต่อไป คิดและวางแผนการศึกษาเรื่องใหม่ๆ ตราบเท่าที่ผลงานของเขาถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้ ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จแล้ว

     

    ​แต่ดูเหมือนว่าจ่าสิบโทเฟยจะไม่คิดเช่นนั้น....

     

    “จ่าสิบโทเฟย แนวคิดของคุณยังคงยอดเยี่ยมเหมือนที่ผ่านๆมา เช่นนั้นฉันจะออกคำสั่งให้กับทางผู้เข้ารับภารกิจในเขต H เพื่อให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะพวกที่มีความสามารถจะผ่านเขต H ไปได้แม้จะไม่มีตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 ก็ตาม”

     

    “ด้วยการจัดการนี้ จะทำให้ผู้ที่ควรรอดชีวิตอยู่แล้ว สามารถรอดชีวิตได้เหมือนเดิม ในขณะที่ผู้มีระดับต่ำกว่า อาจจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มก็เป็นได้ เพราะสุดท้ายแล้ว...ภารกิจที่อยู่เหนือเขต H ขึ้นไป ยังมีอีกมากที่ต้องการการสนับสนุนโดยกำลังทหารจำนวนมาก ไม่อาจจะปล่อยให้พวกที่มีความแข็งแกร่งเพียงเท่านั้นทำอยู่ตามลำพัง”

     

    ​ผู้นำคนหนึ่งให้ข้อสรุปตามความคิดของตน อย่าไงรก็ตาม...คำพูดนั้นกำลังหมายความว่า พวกเขาอนุมัติให้ใช้การปรับปรุงพันธุ์ตุ่นกลายพันธุ์ตามงานวิจัยของจ่าสิบโทรุ่ย สิ่งนี้ทำให้จ่าสิบโทเฟยไม่พอใจเอามากๆ

     

    “ท่านผู้นำ เรื่องนี้ไม่อาจจะพูดออกมาโดยไร้แผนการรับมือได้ ผมคิดว่า...”

     

    “อย่าเพิ่งแทรกสิ สำหรับการตรวจสอบของจ่าสิบโทเฟยนั้นจะเป็นประโยชน์มากๆต่อกองทัพแน่นอน ดังนั้นจ่าสิบโทรุ่ย...คุณต้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณา พยายามปรับปรุงการศึกษาตุ่นกลายพันธุ์ให้มีความสามารถในการเตือนภัยอย่างสมบูรณ์ ครั้งหน้าที่พบคุณ...ผมคาดหวังว่าจะได้รับรายงานการปรับปรุงตุ่นกลายพันธุ์ฉบับสมบูรณ์แล้ว”

     

    ​ผู้นำหันไปบอกกับจ่าสิบโทรุ่ย ทั้งยังชื่นชมจ่าสิบโทเฟยกลายๆด้วย ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ จ่าสิบโทเฟยก็ผ่อนความโกรธของตนเองไปได้ เขายกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ

     

    “ผมก็หวังว่าจ่าสิบโทรุ่ยจะผลิตงานที่สมบูรณ์แบบออกมาเสียที เพราะที่ผ่านมา....สมาชิกในห้องวิจัยของผมบ่นกันระงมหมดแล้ว แทนที่จะได้ศึกษางานที่เป็นประโยชน์มากกว่า กลับต้องใช้เวลาจำนวนมากเพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับกองทัพ เฮ้อ...ถ้านักวิจัยทุกคนมีความรับผิดชอบต่องานของตนเองมากกว่านี้ก็คงจะดี...”

     

    ​จ่าสิบโทเฟยรู้สึกเหมือนว่าตนเองได้กลายเป็นหัวหน้าแล้ว คำพูดของผู้นำเป็นการออกคำสั่งให้จ่าสิบโทรุ่ยทำตามการชี้แนะของเขา เช่นนี้เรียกว่าให้หน้าเขามากกว่าอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด

     

    ​โดยไม่รู้ตัว...จ่าสิบโทเฟยผู้นี้ก็แค่หอกข้างแคร่ที่คอยทิ่มแทงให้พวกระดับสูงเบื่อหน่ายเท่านั้น ต่อให้พวกเขาพูดชมจ่าสิบโทเฟย แต่ในใจย่อมเต็มไปด้วยความรำคาญก็เท่านั้น

     

    “ถ้าจบเรื่องนี้แล้ว....”

     

    “ท่านผู้นำ นอกจากเรื่องนี้...ยังมีเรื่องที่ผมอยากจะพูดอยู่ครับ” จ่าสิบโทรุ่ยที่คิดว่าจะกลับได้แล้ว กลับต้องชะงักเท้าของตนเอง ขมวดคิ้วมองจ่าสิบโทเฟยที่ยังไม่พอใจเสียที

     

    “มีอะไรอีกหรือ?” ท่านผู้นำเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย จ่าสิบโทเฟยแค่นหัวเราะก่อนจะโยนเอกสารกองหนึ่งมาไว้ตรงหน้า ครั้งนี้เอกสารพวกนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 แต่อย่างใด ทำเอาคนที่มองดูอยู่ประหลาดใจไปกันหมด

     

    “ท่านผู้นำเห็นความผิดปกติจากเอกสารกองนี้หรือไม่ครับ?”

     

    “ความผิดปกติ?”

     

    “ใช่ครับ ความผิดปกติตรงหน้าปกของเอกสารพวกนี้....” จ่าสิบโทเฟยไม่ได้ปล่อยให้ผู้นำต้องใช้เวลาคิดเอาเอง เขาชี้ไปยังหน้าปกที่มีตัวเลขประหลาดๆติดอยู่

     

    ​ซูหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับเธอเสียแล้ว....เดิมที เธอก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมพวกเขาต้องเรียกเธอเข้ามาในห้องประชุมนี้ด้วย แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเพราะอะไร

     

    “ตัวเลขพวกนี้คืออะไรหรือ?”

     

    “ใช่ครับ ตัวเลขพวกนี้คืออะไร!! ดูเหมือนว่าจ่าสิบโทรุ่ยจะได้เด็กดีๆมาไว้ในห้องวิจัยของตนเองหนึ่งคน และเป็นเด็กดีๆที่นำปัญหามาเสียจริง” จ่าสิบโทเฟยตอนนี้ทำตัวเหมือนหมาบ้า เขาไม่ชอบห้องวิจัยประเภทสร้าง ดังนั้นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องถูกเขาจัดการ!

     

    ​ไม่เว้นแม้แต่เด็กนักเรียนคนหนึ่งของสถาบัน ที่ถูกเชิญมาช่วยเป็นกรณีพิเศษโดยพวกผู้นำเอง...

     

    “ผมเคยได้ยินว่าจ่าสิบโทรุ่ยรับเด็กคนหนึ่งมาช่วยงาน เพื่อสรุปข้อมูลเกี่ยวกับหุ่นรบอินทรีย์ เดิมทีก็ยังสงสัยอยู่ว่าจ่าสิบโทรุ่ย “ไม่มีปัญญา” ทำงานนี้ให้สำเร็จด้วยตนเองหรือ? แต่ก็นั่นแหละ...ในเมื่อเป็นการอนุมัติโดยเหล่าผู้นำ ผมเองก็ไม่มีอะไรจะพูด บางทีเด็กคนนี้อาจจะมีพรสวรรค์ในการสรุปใจความสำคัญจริงๆ หรืออาจจะเป็นเพราะผู้นำเห็นความไร้ความสามารถของจ่าสิบโทรุ่ย...”

     

    “แต่ถ้าขอบเขตการทำงานของอีกฝ่ายเป็นแบบนั้น ผมก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่ง ทว่า...ผ่านไปเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น เด็กคนนี้ก็สร้างเรื่องขึ้นมาเสียแล้ว!”

     

    ​จ่าสิบโทเฟยชี้หน้าซูหยวนด้วยความโกรธจัด เขาวางเอกสารออกเป็นสองกอง และชี้ให้เห็นข้อผิดพลาด

     

    “เอกสารกองนี้เป็นของห้องวิจัยของผม และเอกสารอีกกองนี้ก็เป็นของห้องวิจัยจ่าสิบตรีเจิน ดูตัวเลขที่เหมือนกันทั้งหมดนี้ สุดท้ายแล้วเอกสารของห้องวิจัยผมก็ถูกหยิบผิดไปไว้ที่ห้องวิจัยจ่าสิบตรีเจินเสียอย่างนั้น”

     

    “ถ้าในอนาคต เอกสารที่สำคัญของผมถูกนำไปไว้ห้องวิจัยอื่นๆจนหาจับไม่ได้ อย่างนี้ใครจะรับผิดชอบครับ? แค่วิธีการคิดก็ผิดแล้ว กับเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าสถาบันนักล่าเพียงครึ่งปี แถมยังเป็นทหารขั้นสิบเอกที่ไม่ได้มาจากฝ่ายศึกษาวิจัยของกองทัพด้วยซ้ำ!”

     

    “เพียงแค่อยากจะเข้ามาเล่นสนุก อยากโอ้อวดความรู้อันน้อยนิดของตนเองแล้วนำมาเผยแพร่จนเกิดปัญหา ถ้าจ่าสิบโทรุ่ยปล่อยให้เด็กที่มาช่วยงานสร้างปัญหาขึ้นในกองทัพแบบนี้ ไม่ทราบว่าจ่าสิบโทรุ่ยจะรับผิดชอบไหวไหม?”

     

    ​จ่าสิบโทเฟยตบโต๊ะจนเกิดเสียงดังตามอารมณ์ของเขา อย่างไรก็ตาม...เรื่องที่เขาพูดออกมานี้กลับทำให้ผู้คนอยากจะหัวเราะมากกว่า

     

    ​แม้แต่พวกผู้นำก็เคยได้ยินเกี่ยวกับวิธีการจัดการเอกสารแบบใหม่ เผยแพร่โดยสิบเอกอันซึ่งถูกเชิญมาช่วยงานสรุปผลการวิจัยเรื่องหุ่นรบอินทรีย์ ซึ่งนี่ไม่ใช่การบังคับใช้แต่อย่างใด ทั้งยังไม่ได้นำเสนอความคิดของตนเองอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ เธอก็แค่ช่วยจ่าสิบโทรุ่ยจัดเอกสารในห้องของเขา จากนั้นก็มีคนอื่นไปเห็นจนอยากทำตาม ใครจะคิดว่าจ่าสิบโทเฟยก็ยังนำมาทำเป็นปัญหาใหญ่ได้

     

    “จ่าสิบโทรุ่ย คุณจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอะไร?” จ่าสิบโทเฟยจี้มายังคู่แข่งตรงหน้า จ่าสิบโทรุ่ยถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย แม้แต่เรื่องนี้เขาก็ต้องมาปวดหัวเพื่ออธิบายหรือ? ยิ่งเป็นคนพูดน้อยแบบเขา เขาจะอยากพูดอะไรอีก!!​

     

    ​แน่นอนว่าจ่าสิบโทรุ่ยเป็นคนเช่นไร อันซูหยวนจะไม่รู้หรือ? เพียงแค่ 1 สัปดาห์...เธอรู้เลยว่าเขาจะยอมรับทุกอย่างแล้วปล่อยให้จ่าสิบโทเฟยพูดข้อเสนอของตนเอง จากนั้นก็สั่งให้พวกเขาไปปรับปรุงวิธีการทำงานให้กลายเป็นรูปแบบที่เขายอมรับ ทำตัวเหมือนคนที่อยู่เหนือผู้อื่นและกดให้จ่าสิบโทรุ่ยกลายเป็นเพียงลูกน้องผู้หนึ่ง

     

    ​เขาไม่สนใจเรื่องนี้ แต่ใช่ว่าซูหยวนจะไม่สนใจ

     

    ​ยิ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เธอเผยแพร่ออกไป เดิมทีไม่คิดใส่ใจว่าจะเอามาเป็นประเด็นสร้างชื่อเสียงในกองทัพ เพียงแค่เรื่องการสรุปใจความสำคัญของหุ่นรบอินทรีย์ก็เพียงพอที่จะทำให้คนอยู่เบื้องหลังกลุ่มอิทธิพลมืดสนใจได้ง่ายๆแล้ว

     

    จากที่เธอรู้มา...มีบางคนในกองทัพที่อยู่กลุ่มความหวังสุดท้าย และอาจจะเป็นคนที่ลงมือกับนักเรียนในสถาบันเพลิงพลอง ซูหยวนจึงไม่ค่อยอยากยุ่งวุ่นวายในฝ่ายศึกษาวิจัยมากนัก แน่นอนว่าเธอไม่ได้กลัว แต่มันไม่ใช่หนทางในการพัฒนาสายอาชีพของเธอ

     

    น่าเสียดายที่เธอถูกขัดขวางเส้นทางที่จะทำงานอย่างสงบสุขไปอีกครั้ง แม้ว่าเธอจะไม่ต้องการใช้เรื่องนี้เพื่อสร้างชื่อเสียง แต่ซูหยวนก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้เธอถูกติติงในการทำงาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่รับไม่ได้เช่นนี้

     

    “เรื่องนี้เป็นความผิดของฉันเองค่ะจ่าสิบโทเฟย เนื่องจากฉันต้องการช่วยเหลือจ่าสิบโทรุ่ยในการจัดเอกสารที่อยู่ในห้องทำงานของจ่าสิบโทรุ่ยเท่านั้น ไม่ทันได้คิดว่าจะมี “คนอื่น” เอาวิธีจัดเอกสารที่ฉันคิดจะใช้แค่ในห้อง “จ่าสิบโทรุ่ย” ไป “ลอกเลียนแบบ” ดังนั้นด้วยความคิดน้อยของฉัน จึงทำให้เกิดปัญหาเช่นนี้ค่ะ”

     

    “ต่อไป หากจ่าสิบโทเฟยต้องการใช้วิธีการจัดเอกสารที่ “เหมือนกัน” ฉันจะคิดวิธีการจัดเอกสารที่เป็นระบบมากขึ้น หลังจากนั้นจะนำไป “บอก” กับจ่าสิบโทเฟยโดยตรงนะคะ ครั้งหน้าจะได้ไม่มีปัญหาที่ฉันคิดไม่ถึงอีกค่ะ”

     

    ​อันซูหยวนกล่าวอย่างสุภาพ อย่างไรก็ตาม...ความหมายของเธอไม่มีคำไหนไม่ชัดเจน เธอกำลังจะบอกว่าวิธีการทำงานนี้ เป็นคนอื่นที่ “ลอก” มันไปใช้ แล้วก็ใช้งานโดยไม่คิดให้ดี สุดท้ายเกิดปัญหาโดยที่เธอไม่ได้รู้ก็ยังมาโทษเธออีก ดังนั้น...ถ้าอยากจะได้วิธีการจัดเอกสารดีๆ ก็ให้มาขอตรงๆ ไม่ใช่มาแอบทำอยู่แบบนี้

     

    ​จ่าสิบโทเฟยที่เก่งกล้าเช่นนี้กับจ่าสิบโทรุ่ย เพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นพวกพูดไม่เก่ง เถียงไม่กี่คำก็เลิกเถียงไป ดังนั้นจึงได้ใจมาโดยตลอด เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าวันนี้...จะมีเด็กสาวอวดดีคนหน้ากล้าหักหน้าเขา!!

     

    ​แน่นอนว่าคำพูดของซูหยวนไม่ได้ทำให้จ่าสิบโทเฟยเท่านั้นที่อับอาย ยังมีพวกผู้นำคนอื่นๆที่ลอกวิธีการจัดเอกสารนี้ไปใช้ที่ห้องทำงานของตน พวกเขาก็ไม่ทันได้คิดว่าจะมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น ทั้งยังใช้วิธีการจัดเอกสารเหมือนในห้องทำงานของจ่าสิบโทรุ่ยเป๊ะๆ ซึ่งถ้าเอาเอกสารของทุกคนมารวมกัน เป็นไปได้ว่าจะแยกไม่ออกว่ามาจากห้องทำงานของใครเหมือนกัน

     

    “เหอะ! จ่าสิบโทรุ่ยเข้าใจหาเด็กมาพูดแทนตัวเองจริงๆเลยนะ” จ่าสิบโทเฟยเหมือนเพิ่งหาเสียงของตนเจอ เขาจึงเริ่มพูดหาเรื่องต่อ แม้จะถูกทำให้อับอายไปแล้วก็ตาม

     

    “เป็นคนต้นคิด และมอบวิธีการนี้ให้กับกองทัพ พอเจอปัญหากับบอกว่าคนอื่นลอกเลียนวิธีของตัวเอง เธอน่าจะยังไม่เข้าใจวิธีการทำงานในกองทัพดีน่ะสิ จึงได้พูดออกมาแบบนี้”

     

    “เหมือนกับงานวิจัยของพวกเราทั้งหมด ถ้าถูกนำออกเผยแพร่แล้ว เช่นนั้นคนอื่นๆก็จะมีสิทธินำวิธีคิดของงานวิจัยชิ้นนั้นไปเป็นพื้นฐานกระบวนการศึกษาได้ ถ้าเธออยากจะอยู่ช่วยในฝ่ายศึกษาวิจัย เธอจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อน นี่ไม่ได้เรียกว่าการลอกเลียนแบบ แต่เป็นการศึกษาต่อยอดจากงานเดิมต่างหาก”

     

    ​จ่าสิบโทเฟยยังคงหาเหตุผลให้ความถูกต้องของตนเองเสมอ เรื่องนี้ซูหยวนยังต้องยกนิ้วให้ นับว่าเป็นการหาทางออกที่น่าชื่นชมจริงๆ ความหน้าหนาที่เขามีนี้...เธออาจจะต้องขอสมัครเป็นศิษย์เลยด้วยซ้ำ

     

    “เช่นนั้น นี่ก็นับเป็นข้อผิดพลาดของฉันเองค่ะจ่าสิบโทเฟย ในเมื่อวันนี้ถูกติติงว่าคิดไม่รอบคอบ ฉันจะพยายามกลับไปแล้วเขียน “หนังสือเรียน” วิธีการจัดการเอกสารให้ถูกต้องมา เผื่อว่ากองทัพจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อนะคะ อ้อ แล้วก็จะมอบให้จ่าสิบโทเฟยหนึ่งเล่มเพื่อศึกษามันค่ะ ต่อไปห้องทำงานของจ่าสิบโทเฟยก็จะมีการจัดเอกสารได้อย่างถูกต้องเสียที”

     

    ​ซูหยวนยอมรับคำของอีกฝ่าย แต่กลับทุบตีจนยับแล้วส่งคืนเสียอย่างนั้น ต่อให้จ่าสิบโทเฟยอยากจะโกรธ เขาก็ทำได้แค่กำหมัดทุบอกตนเองเท่านั้น

     

    “สิบเอกอัน ไม่ใช่ว่าจะอวดดีเกินไปหน่อยหรือ?!!” เมื่อเห็นคนโกรธ แทนที่ซูหยวนจะยอมถอย เธอกลับยังเดินหน้าต่อไปอย่างไม่เกรงกลัวเสียอย่างนั้น

     

    “คะ? ฉันอวดดีเรื่องอะไรหรอคะ ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้...ฉันผิดพลาดเพราะไม่ได้เขียนเป็นเอกสารที่ถูกต้องเพื่อกองทัพหรอคะ หลังจากนี้ฉันก็แค่จะเขียนมันเป็นหนังสือเพื่อให้ศึกษาได้ง่ายๆ ฉันยังจะทำผิดอีกหรอคะ?”

     

    “อ้อ...หรือว่า ฉันที่เป็นคนริเริ่มเรื่องนี้ ก็ยังต้องรอคำวิจารณ์จากจ่าสิบโทเฟยก่อนที่จะเสนอความคิดเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้อีก? อ๋อ ฉันรู้แล้วค่ะ จ่าสิบโทเฟยเป็นคนที่เก่งในด้านการจับผิดนี่คะ น่าจะสามารถหาช่องโหว่เล็กๆน้อยๆจนทำให้ฉันทำแนวทางที่สมบูรณ์แบบออกมาได้ ถ้าอย่างนั้น...ก่อนที่จะเผยแพร่ออกไป จะส่งไปให้จ่าสิบโทเฟยจับผิด เอ้ย...พิจารณาก่อนนะคะ”

     

    ​ด้วยคำพูดนี้ ไม่เพียงแค่จัดการเรื่องของตนเองเท่านั้น เธอยังสามารถเอาคืนความคับข้องใจทั้งหมดของจ่าสิบโทรุ่ยได้ด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะทำให้จ่าสิบโทรุ่ยมองเด็กสาวด้วยสายตาชื่นชมเป็นพิเศษเช่นนั้น...

     

     …………………………………

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน