ตอนที่29 ปลดหัวหน้าแผนกฟ้าผ่า
เสิ่นอี้นั่งลงในตำแหน่งเก้าอี้ประธานที่อยู่หัวโต๊ะประชุมรูปตัวยูเขากวาดสายตามองสองฝั่งซ้ายขวาและในที่นั่งทั้งหมดเพื่อจดจำใบหน้าและตำแหน่งงานที่เคยเห็นจากแฟ้มเอกสารมาก่อน
จากนั้นเขากล่าวทักทายทุกคนก่อนเอ่ยถึงข้อมูลที่้าเพิ่มเติมของมิราเคิลกรุปโดยตรงเพราะเหลือบมองเห็นผู้จัดการของบริษัทลูกมาครบทั้งห้าแห่งแล้วว่า
“สวัสดีผู้าุโถางผู้าุโจาง ผู้าุโหวง และคุณจ้าว สวัสดีผู้จัดการบริษัทลูกทั้งห้าแห่ง และหัวหน้าแผนกของมิราเคิลกรุปทุกคนผมอยากให้ผู้จัดการของบริษัทลูกทั้งห้าแห่งแจ้งผลการดำเนินงานของแต่ละแผนกมาให้ผมภายในพรุ่งนี้ด้วย”
ทันใดนั้นมีเสียงทักท้วงอย่างไม่พอใจดังมาจากผู้ถือหุ้นลำดับที่สองซึ่งเป็ทายาทเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของตระกูลจ้าว นั่นคือ จ้าวหลาง
เขาพูดแทรกเสิ่นอี้ขึ้นมาอย่างไม่พอใจว่า
“อะไรกันประธาน? เพิ่งมาถึงก็จะสั่งงานเลยหรือ? ไม่คิดจะให้ผู้ถือหุ้นได้แสดงความคิดเห็นสักหน่อยหรือ?”
เสิ่นอี้เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเขายิ้มเล็กน้อย ก่อนตอบกลับอย่างผ่อนคลายที่พบตัวปัญหาว่า
“เชิญครับ.....คุณมีอะไรจะกล่าวงั้นหรือ?”
จ้าวหลางเหยียดยิ้มอย่างดูแคลนเสิ่นอี้แว่บหนึ่งก่อนที่จะเอ่ยถึงผลประกอบการของมิราเคิลกรุปในส่วนที่มีปัญหาเพื่อทดสอบศักยภาพของชายหนุ่มประธานคนใหม่ว่า
“ตอนนี้มิราเคิลกรุปมีผลกำไรสุทธิลดลงไม่ทราบว่าท่านประธานมีแนวทางแก้ไขยังไง? หากแก้ไขไม่ได้ละก็.....ผมคิดว่าประธานควรขายหุ้นให้กับผมดีกว่านะ”
เสิ่นอี้ได้ยินคำพูดท้าทายจากทายาทไม่เอาไหนของตระกูลจ้าวเขาลอบส่ายหน้าให้อย่างเบื่อหน่ายที่อีกฝ่ายคิดแต่จะขายหุ้นให้กับฝั่งศัตรูอย่างไม่นึกเสียดายทรัพย์สินที่บรรพบุรุษสร้างมา
ถึงอย่างนั้นเสิ่นอี้ตอบกลับอีกฝ่ายอย่างใจเย็นว่า
“ผมยังไม่ได้เริ่มต้นก็ต้องขายหุ้นแล้วหรือ? คิดง่ายเกินไปนะครับ เอาละมาว่ากันต่อในเมื่อทุกคนรับรู้แล้วว่าผลประกอบ
การของมิราเคิลกรุปลดลง ฉะนั้นผมจะปรับโครงสร้างการทำงานใหม่”
เสิ่นอี้หยุดพูดกะทันหันเพื่อประเมินท่าทีของหัวหน้าแผนกทั้งสิบสองแผนกอย่างใกล้ชิดเขาพบว่าหัวหน้าแผนกที่มีปัญหาทั้งสามแผนกที่เขาหมายหัวไว้นั้น ล้วนมีท่าทางเต็มไปด้วยความมั่นใจว่าเขาจะทำอะไรไม่ได้จึงประกาศปลดสายฟ้าผ่าทันทีว่า
“สำหรับแผนกที่มีปัญหานั้นผมขอสั่งปลดในที่นี้เลย เลิกประชุมแล้วให้ไปรับเงินเดือนชดเชยได้ที่แผนกการเงินมีสามแผนกที่ผมจะปลดออก นั่นคือ แผนกบุคคล แผนกบัญชี และแผนกประชาสัมพันธ์”
พลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นกับบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมโดยเฉพาะหัวหน้าแผนกทั้งสามคนที่มีคำสั่งปลดจากเสิ่นอี้สายฟ้าผ่าเช่นนี้ พวกเขาต่างโต้เถียงอย่างไม่พอใจผลการตัดสินใจของเสิ่นอี้ว่า
“อะไรกัน?! ประธานเพิ่งจะมาก็สั่งปลดผมแล้วหรือ? ผมผิดอะไร? ไหนลองบอกมาหน่อยสิ?”
หัวหน้าแผนกบัญชีเป็ชายวัยกลางคนชื่อกัวหนิงเฉิง รูปร่างท้วม ท่าทางเ้าเล่ห์ เขาเป็คนแรกที่โต้เถียงเสิ่นอี้อย่างไม่เกรงกลัว
เสิ่นอี้ยิ้มเล็กน้อยอย่างเข้าใจทว่าเขาเตรียมตัวรับมือในเหตุการณ์นี้ไว้ก่อนกับลูกน้องและเล่าตงแล้ว เขาหันหน้าไปส่งสัญญาณให้กับเทาเซียวเพราะไม่้าให้เล่าตงออกหน้าในเวลานี้
ชายหนุ่มเหลือบมองกัวหนิงเฉิงแล้วกล่าวท้าทายด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า
“คุณแน่ใจนะว่าจะให้ผมเปิดเผยความผิดของคุณตรงนี้เลย? หากเปิดเผยไปแล้ว ผมให้คนเชิญตำรวจมาพร้อมเมื่อผมกล่าวจบ คุณจะได้ออกไปพร้อมตำรวจพอดี และนี่คือความผิดทั้งหลายของคุณผมจะอธิบายให้คนอื่นฟังด้วยละกัน”
เสิ่นอี้ยิ้มน้อยๆ ก่อนใช้ปากกาเลเซอร์ชี้ไปยังหน้าจอนำเสนอผลงานขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามเขาเพื่อให้ทุกคนดูข้อมูลไปด้วยกัน โดยเขาอธิบายความเชื่อมโยงของตัวเลขบัญชีอย่างเชื่องช้า
เหล่าผู้ถือหุ้นและผู้เข้าร่วมประชุมต่างพากันอึ้งตะลึงที่ประธานคนใหม่มีความละเอียดและสามารถเข้าใจเื่บัญชีที่ซับซ้อนได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ทั้งนี้ผู้ถือหุ้นและหัวหน้าแผนกทั้งหลายต่างรับรู้กันเป็อย่างดีว่าประธานคนใหม่เพิ่งมีโอกาสเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับมิราเคิลกรุปในตอนเช้าดังนั้นระยะเวลาเพียงครึ่งวันไม่นานจะทำให้เสิ่นอี้เข้าใจตัวเลขมากมายได้
“นี่คือเอกสารที่ผมตรวจสอบแล้วพบว่าเป็เอกสารทางการเงินเท็จคุณเบิกไปใช้จ่ายส่วนตัว จะให้ผมแจ้งด้วยไหมว่าใช้จ่ายไปที่ไหนบ้าง?”
เสิ่นอี้ถามกัวหนิงเฉิงอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่าเขาไม่อยากประจานเื่ส่วนตัวอีกฝ่ายในที่ประชุม ยกเว้นว่าหัวหน้าแผนกบัญชีจะไม่ยินยอมรับผิดและยังคิดที่จะงัดข้อกับเขาอีก
กัวหนิงเฉิงเหงื่อตกั้แ่เสิ่นอี้ชี้ตัวเลขเชื่อมโยงระหว่างบัญชีต่างๆ เขาไม่คาดคิดว่าประธานคนใหม่จะเข้าใจเื่ตัวเลขซับซ้อนนี้ได้
ประการสำคัญเขามีชนักติดหลังในเื่ส่วนตัวที่ไม่สามารถเปิดเผยให้ครอบครัวรับรู้ได้เขาไหล่ตกด้วยความหดหู่ใจ พลางตอบกลับเสิ่นอี้อย่างยอมแพ้ว่า
“ผมยอมแล้ว.....ไม่ต้องชี้แจงรายละเอียดเชิงลึกหรอกครับ”
เขาไม่คาดคิดว่าการได้ทำบัญชีและมีโอกาสเบิกเงินของบริษัทมาใช้ส่วนตัวเป็เวลานานจนทำให้เขาลำพองใจและคิดว่าไม่มีใครตรวจพบ ทว่าสุดท้ายแล้วเขาได้แต่จำนนต่อหลักฐานอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
เสิ่นอี้พยักหน้าพึงพอใจที่อีกฝ่ายยอมแพ้ตนเองทว่าเขาไม่สามารถปล่อยอีกฝ่ายไปได้โดยง่ายเพราะเป็การทำผิดกฎหมาย จึงแจ้งกัวหนิงเฉิงเพื่อให้เตรียมใจไว้ว่า
“ยอมรับก็ดีแล้วโทษหนักจะได้กลายเป็เบา เชิญคุณออกไปได้ ตำรวจรออยู่หน้าห้องประชุมแล้ว”
เสิ่นอี้กล่าวจบเขาปล่อยให้ซินดี้และเทาเซียวจัดการกัวหนิงเฉิงต่อไปส่วนเขากวาดสายตาสำรวจหัวหน้าแผนกทั้งหลายต่อไปด้วยความสนใจ
เขาพบว่าหัวหน้าแผนกบุคคลและประชาสัมพันธ์ต่างก้มหน้าด้วยท่าทางตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจึงกล่าวต่ออย่างไม่กังวลใจว่า
“หัวหน้าอีกสองแผนกที่ผมจะปลดออกวันนี้คือแผนกบุคคลและแผนกประชาสัมพันธ์ หากใครโต้แย้งผมอีก ผมพร้อมแสดงหลักฐานให้พวกคุณดูแต่อย่าลืมนะว่า.....หลักฐานนั้นจะเชื่อมโยงไปถึงใครบางคนในห้องประชุมนี้ด้วย”
เสิ่นอี้กล่าวปรามาสหัวหน้าแผนกอีกสองคนที่เขาสั่งปลดฟ้าผ่าตามหลังกัวหนิงเฉิง
พลันเกิดความโกลาหลมากกว่าเดิมเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าประธานคนใหม่จะกล้าปลดหัวหน้าแผนกสำคัญในเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการเข้ารับตำแหน่งใหม่เช่นนี้
อย่างไรก็ตามมีเสียงคัดค้านจากผู้ถือหุ้นที่เป็ชายวัยกลางคนชื่อจางเจียวชิน เขาเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่เห็นด้วยว่า
“ผมว่าประธานเพิ่งจะมารับตำแหน่งวันแรกควรสร้างความสามัคคี และเรียกขวัญกำลังใจจากคนในองค์กรดีกว่านะ ไม่ใช่มาถึงก็สั่งปลดคนเป็ว่าเล่นแบบนี้”
ผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนต่างส่งเสียงเห็นด้วยในความคิดที่มีหลักการและเหตุผลของจางเจียวชินอีกทั้งมีเสียงกล่าวนินทาอย่างไม่เห็นด้วยในพฤติกรรมรุนแรงของเสิ่นอี้ที่เลือกการทำาโดยตรงเช่นนี้
เสิ่นอี้ยิ้มลึกลับเขาจ้องมองจางเจียวชินอย่างไม่เกรงกลัว พลางคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องใช้เงินซื้อหุ้นของอีกฝ่ายไว้เพื่อตัดเนื้อร้ายออกไปจากมิราเคิลกรุปเสียทีโดยกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างผู้ถือหุ้นและหัวหน้าแผนก
ประชาสัมพันธ์ที่เป็สาวสวยว่า
“คุณจาง.....จะให้ผมบอกกับทุกคนไหม? ระหว่างคุณกับหัวหน้าคังเซี๊ยะ พวกคุณมีความสัมพันธ์กันอย่างไร?”
พลันเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าเดิมเมื่อผู้เข้าประชุมได้ยินคำถามกำกวมจากเสิ่นอี้
จางเจียวชินโกรธให้เสิ่นอี้จนหน้าเขียวเขาไม่คาดคิดว่าประธานหนุ่มจะเลือกบังคับเขาอย่างนี้จึงกล่าวท้าทายอย่างสมเพชอีกฝ่ายว่า
“ชิชะ! ประธานเสิ่น!คุณเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่ง เงินทุนหมุนเวียนของมิราเคิลก็ติดขัด คุณจะเอาเงินจากที่ไหนมาโปะ? ผมขอถอนหุ้นจากมิราเคิลกรุปวันนี้เลยคุณหาเงินมาจ่ายให้ผมด้วยสองร้อยล้านหยวน ต้องหามาให้ผมเดี๋ยวนี้!”
เมื่อจางเชียวชินเรียกร้องเงินทุนในส่วนหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์จากเสิ่นอี้แล้วชายหนุ่มกลับยิ้มยินดีแล้วตอบกลับอย่างไม่กังวลใจว่า
“ตกลง! เลิกประชุมแล้วผมจะโอนเงินให้คุณคุณเตรียมทำเื่โอนหุ้นให้ผมกับแผนกกฎหมายได้เลย”
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้เพิ่งกดปุ่มเสี่ยงโชคที่เขายังไม่ได้กดดูั้แ่ที่ได้รับโทรศัพท์จากเล่าตงจนเขาลืมไปว่ายังไม่ได้เสี่ยงโชคเพื่อรับรางวัลจากระบบโกลาหล
พอเขากดปุ่มเสี่ยงโชคกลับพบว่าตนได้รับโชคใหญ่อย่างไม่คาดคิดอีกครั้งนั่นคือ หุ้นของธนาคารกลางแห่งสวิสเป็จำนวนหุ้นสี่สิบเปอร์เซ็นต์ทำให้เขากลายเป็ผู้ถือหุ้นอันดับสองในทันที
อีกทั้งเขายังได้รับเงินก้อนโตอีกหนึ่งร้อยล้านหยวนรวมกับที่มีอยู่เดิมแล้วสองร้อยล้านหยวน ช่วยให้เขาไม่กลายเป็คนไร้เงินไปเสียทีเดียวถึงแม้ว่าจะต้องจ่ายเงินซื้อหุ้นในส่วนของจางเชียวชินไปมากถึงสองร้อยล้านหยวนก็ตาม