เส้นทางนี้ทั้งสองเลือกใช้เป็ประจำ ครั้งหนึ่งที่ริมรั้วมีดอกไม้ดอกเล็กเหี่ยวเฉายืนต้นอยู่ เซียวซีให้คนมาขุดเอาไปปลูกที่ตำหนักของมารดาเพื่อต่ออายุมัน มาถึงตอนนี้ ดอกไม้ชนิดเดิมแต่เป็สีม่วง ปลายกลีบดอกแซมด้วยสีขาวยืนต้นอยู่ตรงที่เดิม แม้ไม่เหี่ยวแห้ง แต่ก็ไม่ได้เบ่งบานสวยงามเท่าที่ควร
เซียวซีหยุดตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีแล้วออกคำสั่งด้วยความเคยชิน
“ขุดมันขึ้นมา ข้าจะเอาไปปลูกที่ตำหนัก”
“ข้ามิใช่จื่อเว่ย ไม่ทำตามคำสั่งของผู้ใด”
“ข้ากำลังขอร้องอยู่ต่างหาก” ขณะที่พูดอยู่นั้น แววตาของเซียวซีก็อ่อนลงด้วย เมื่อเห็นท่านอ๋องผู้ใจแข็งยังนิ่ง เขาจึงดึงแขนเสื้อของอีกฝ่ายเบา ๆ
เฉิงอี้ทอดถอนใจ ดึงมือเขาออกจากแขนเสื้อ ลังเลเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะนั่งคุกเข่าตรงหน้าไม้พุ่ม เซียวซีลอบยิ้มกับความใจดีแต่ท่ามากของสหาย เขาหันซ้ายหันขวาไปเจอกิ่งไม้แหลมดูมีความแข็งแรงก็รีบหยิบมายื่นให้
“ไยเ้าไม่ช่วยกัน”
“ข้าเจ็บแผล” เซียวซีตอบหน้าตาเฉย
เ้าของดวงตาคมเหลือบมองด้วยความระอา แต่ก็ก้มหน้าก้มตาพยายามขุดดินด้วยเครื่องมือไม่สมประกอบ ดูเหมือนว่าคนปลูกไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือไม่อย่างนั้นก็ไร้ความใส่ใจ แม้แต่จะถมดินรอบหลุมก็ยังทำไว้ลวก ๆ รากของต้นไม้ที่ไร้ความมั่นคงจึงไม่อาจเติบโตได้ดี
“ต้นเก่าที่เอาไปให้พระสนมฟื้นตัวดีแล้วหรือ” เฉิงอี้ถามแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับปาดเหงื่อไปด้วย
“เห็นว่าออกดอกอีกครั้งแล้ว ท่านแม่ดูมีความสุขยามเอ่ยถึง ทั้งยังอวดข้าด้วยว่ากลีบดอกของมันซ้อนกันหลายชั้นเพราะฝีมือและความเอาใจใส่ของนางแต่เพียงผู้เดียว”
“เช่นนั้นก็ดีแล้วที่เ้าจะเอาไปมอบให้อีกต้น บางทีอาจเพราะเ้าเป็คนขอให้พระนางดูแล พระนางจึงมีความสุขนัก” เฉิงอี้พูดพลางประคับประคองลำต้นเอาไว้ด้วยสองมือ ไม่ต่างจากตอนที่เขาได้รับคำสั่งจากเซียวซีให้ไปช่วยนกหนูและสารพัดสัตว์าเ็ บางทีก็บนต้นไม้ ริมผา ข้างแม่น้ำ
“ใครว่าข้าจะเอาไปให้ท่านแม่ หนนี้ข้าจะปลูกมันเอง”
“ข้าขอคัดค้าน”
“ไม่อนุญาตให้คัดค้าน” เซียวซีดึงดันแล้วหันหลังกลับไปทางสวนของตำหนัก “มาเร็ว”
“แล้วที่ว่าจะไปเดินเที่ยวเล่า”
“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”
“เ้านี่มัน” เฉิงอี้หยุดคำพูดเอาไว้เพียงเท่านั้นด้วยรู้ดีว่าบ่นไปก็ไร้ประโยชน์ ที่เขาห่วงตอนนี้คือเซียวซีจะลงมือปลูกดอกไม้เอง บางทีให้ฝึกหนัก ยืนถือถังน้ำสักหนึ่งชั่วยามอาจจะง่ายกว่า
“องค์ชาย กระหม่อมตามหาพระองค์ไปทั่ว” จื่อเว่ยวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา “เสด็จไปที่ใดมา ปลอดภัยดีหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ปลอดภัยดี ท่านอ๋องก็อยู่ด้วย เลิกตระหนกเกินเหตุสักที แล้วไปเอาอุปกรณ์สำหรับปลูกเ้าสิ่งนี้มาให้ข้า อ้อ ไม่ต้องยกโขยงขันทีทั้งตำหนักมาช่วยนะ ข้าจะทำเอง”
แม้จะตกอกใจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่ แต่จื่อเว่ยก็รีบทำตามบัญชา เมื่อหาของมาได้ครบ ขันทีหนุ่มรีบหลบฉากไปยืนอยู่ห่าง ๆ ปล่อยให้เซียวซีเดินวนหนที่เหมาะ ๆ ส่วนเฉิงอี้ก็เดินตามใกล้ชิด พยักหน้าทุกครั้งที่อีกฝ่ายขอความคิดเห็น กว่าจะได้มุมที่สามารถมองเห็นยามดอกไม้บานจากหน้าต่างห้องบรรทมก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบ
“ท่านแม่บอกว่าหากดูแลให้ดี เราจะได้เห็นดอกของมันอีกครั้ง และแม้แต่ต้นที่เริ่มเหี่ยวเฉาหลังมันให้ดอกกับเราแล้ว เราก็ยังสามารถเอาเกือบทุกส่วนของมันไปปักชำเป็ต้นใหม่ได้เช่นกัน” เซียวซีลงมือขุดดินด้วยตัวเองอย่างขยันขันแข็ง ใช้เวลาไม่นานนักก็ได้หลุมขนาดไม่กว้างและไม่ลึกเกินไป
เฉิงอี้ได้แต่ยืนฟัง เขาไม่เข้าใจความชื่นชอบในพรรณไม้ของสนมกุ้ยเฟย และยังไม่กระจ่างว่าเพราะเหตุใด เซียวซีถึงได้ให้ความสนใจกับดอกไม้ขึ้นมาปุบปับ
“ข้าคิดว่าวงจรชีวิตของเราก็เหมือนกับต้าลี่ฮวาต้นนี้” เซียวซีเอ่ยเล่าขณะขะมักเขม้นปลูกต้นไม้
“อย่างไรหรือ”
“มันเป็ดอกไม้ที่ทนต่อแดดฝนและความหนาวเย็น ทว่ามันกลับเปราะบางและมีวันโรยรา ถึงกระนั้น มันก็ไม่ยอมจำนนง่าย ๆ ไม่เช่นนั้นมันคงไม่ออกดอกให้ท่านแม่ได้เชยชมอีกครั้ง”
เฉิงอี้ครุ่นคิดตาม “เหมือนที่เราไม่ยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้”
“ใช่ บางทีระหว่างที่พวกเราไปรบ มันอาจจะกำลังออกดอกก็ได้นะ” เซียวซียิ้มอย่างมีความหวัง ไม่วายยิ้มเผื่อแผ่มายังท่านอ๋องด้วย “เอาไว้ครั้งหน้า เรามาดูด้วยกันว่ามันจะฟื้นคืนกลับมาจากความตายได้หรือไม่”