แรงโจมตีรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด พร้อมเสียงลมถูกแหวกผ่านดังรางๆถ้าเป็คนธรรมดาถูกถีบเข้าครั้งนี้ อย่างน้อยก็น่าจะกระดูกหัก!
“ตึง!” ชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเองเท้าของสวีหยางอี้ก็ถูกอีกฝ่ายจับเอาไว้ในมือ
ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นสายตาทั้งคู่พุ่งชนกันกลางอากาศราวสายฟ้าฟาดกระหน่ำจนคล้ายว่าได้ยินเสียงดาบฟาดฟันกังวานเป็จังหวะทั้งสองต่างจ้องอีกฝ่ายตาเขม็งราวสัตว์ป่า
สวีหยางอี้หรี่ตาลงเล็กน้อยเขารู้ดีว่าฉายาอันดับหนึ่งแห่งเมืองอวี๋หยางของตนได้มาได้อย่างไรมันเป็เพราะเขายืนอยู่บนจุดสูงสุดของนักศึกษาทั้งหมดหากเขาใช้เท้าข้างนี้เตะไปออกเครื่องบินล่ะก็ แผ่นเหล็กคงยุบเป็หลุมใหญ่แน่
ทว่าตอนนี้เขากลับเหมือนถูกพันธนาการไว้ด้วยลวดเหล็กจนดิ้นไม่ได้หลุด
พลังกับสิ่งที่เห็นภายนอกของอีกฝ่ายไม่ด้อยไปกว่าเขาเลยสักนิด!
เขาตะลึงอยู่ในใจเล็กน้อยเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตรงหน้าเองก็จ้องเขาตาไม่กะพริบเหมือนกันเขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าตัวเองจะถึงกับถูกอีกฝ่ายเตะจนเซได้!
เพียงไม่นาน ก็ราวกับมีแรงโจมตีมหาศาลพุ่งเข้ามาปะทะที่หน้าเขา! ทำเอาเขาเจ็บจุกอยู่ที่ลิ้นปี่จนแทบร้องออกมา
สวีหยางอี้แผ่พลังจิตกระจายออกไปเขาััได้อย่างแจ่มชัดว่ากล้ามเนื้อบริเวณกระดูกสะบัก ต้นแขนและท่อนแขนของอีกฝ่ายกำลังออกแรงอย่างรวดเร็วจึงเอนกายไปด้านหลังแล้วพลันยกเท้าถีบฝ่ายตรงข้ามไปสุดแรง!
ในเมื่อฉันสลัดมือแกไม่หลุด ถ้าอย่างนั้นก็เตะมือแกเข้าไปในหน้าอกซะ!
“ป้าบ!” วินาทีต่อมาเด็กหนุ่มพลันรู้สึกว่ามีพลังขุมหนึ่งทะลักออกมาจากรองเท้าทหารราวกับมหาสมุทรทันใดนั้นั์ตาเขาก็เป็ประกายขึ้นมาพลางเกร็งมือต้านแรงเตะของสวีหยางอี้เอาไว้อีกครั้ง
ทว่า...
เขาลุกขึ้นยืนแล้ว
ไม่รู้ว่าโทรศัพท์ถูกโยนไปบนที่นั่งั้แ่เมื่อไรเขาไม่เห็นมันั้แ่แรกเลยด้วย ถูกเตะครั้งที่หนึ่ง เขาจ้องกลับด้วยสายตาเดือดดาลพอถูกเตะครั้งที่สองเขาก็รู้แล้วว่าถ้าตัวเองยังนั่งอยู่คงต้องถูกเตะเข้าไปในตู้แน่!
“ฉิบ...” นักศึกษาคนหนึ่งบนเครื่องบินสะดุ้งเฮือก“ตอนแรกฉันนึกว่าไอ้เด็กนี่เจ๋งสุดแล้ว...ไม่นึกว่าไอ้คนที่มาล่าสุดนี่...จะโหดเหมือนกัน!”
“เด็กนั่นเป็มือวางอันดับหนึ่งของเมืองเทียนเฟิง...”นักศึกษาทุกคนต่างข่มกลั้นความตื่นตะลึงจากการเห็นฉากเมื่อครู่เอาไว้อีกฝ่ายอารมณ์ร้ายแค่ไหนทุกคนต่างรู้กันดีพอขึ้นมาบนเครื่องแล้วก็ไม่มีใครกล้านั่งข้างเขาเขาเองก็คล้ายว่าไม่ชอบให้ใครมานั่งข้างๆ เอาเสียเลย แต่ถึงอย่างนั้น...
ก็ไม่มีใครทำให้เขาลุกขึ้นยืนได้!
หนึ่งคน สองคน สามคน ทุกคนล้วนลองมาหมดแล้วกระทั่งทำให้เขาเคลื่อนสายตาจากโทรศัพท์ก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ!
แต่ด้วยการเตะสองครั้งของสวีหยางอี้ทำให้เขาลุกขึ้นมายืนทำท่าถมึงทึงจนได้
บนเครื่องบินเงียบสนิทราวไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่มีเพียงเสียงใบพัดดังหวูดๆ เท่านั้น
แววตาสวีหยางอี้พลันฉายประกายเย็นเยียบขึ้นแวบหนึ่งมัดกล้ามเนื้อที่ต้นขาทุกส่วนขยายตัวขึ้นเขาจึงเหยียบอีกฝ่ายจนสุดแรงเป็ครั้งที่สามทันที
“เฮอะ...” เสียงแค่นจมูกดังมาลอดไรฟันเด็กหนุ่มออกมาในที่สุดทว่าพร้อมกันนั้นเอง แผ่นหลังของเขาก็ชนเข้ากับเครื่องบินดัง “ตึง”!
มือที่จับรองเท้าทหารของสวีหยางอี้ไว้และมีเส้นเืปูดนูนขึ้นมานั้นถูกเท้าของสวีหยางอี้เหยียบติดไว้กับหน้าอก!
ในวินาทีนั้นเองสวีหยางอี้ก็ััได้ชัดเจนว่าพลังในร่างของอีกฝ่ายกำลังก่อตัวขึ้น เขาแทบไม่ต้องคิดก็ชักเท้ากลับทันที
ทว่าเด็กหนุ่มก็ไม่ได้โจมตีออกไปเช่นกันสายตาของคนทั้งสองเย็นเยียบดุจมีดดาบผ่านไปหลายวินาทีเด็กหนุ่มถึงได้มองเขาอย่างจริงจังก่อนจะเอ่ยเสียงขรึม“อันดับหนึ่ง?”
“เอ๋?” สวีหยางอี้ยิ้ม “นายรู้ได้ยังไง”
“เพราะฉันก็ใช่” เด็กหนุ่มเลียริมฝีปากท่าทางราวกับหมาป่า“นอกจากมือวางอันดับหนึ่งแล้ว ไม่มีใครเตะฉันคืนได้”
“ฉันจะจำนายไว้ เด็กน้อย”
สวีหยางอี้เก็บท่าทางของตัวเอง จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยกกระเป๋าตัวเองขึ้นมาโยนไปข้างๆเด็กหนุ่มจนส่งเสียงดัง ก่อนจะนั่งลงบนที่นั่งตรงนั้น
คราวนี้เด็กหนุ่มไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงเล่นเกมอย่างใจจดใจจ่อ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งคู่อย่างไรอย่างนั้น
คนอื่นๆ เองก็ดึงสายตากลับไปอย่างไร้ซุ่มเสียง
มันเป็เกมของลูกผู้ชาย ไม่ต้องใช้ตัวอักษร และไม่้าคำอธิบาย
ปลาใหญ่กินปลาเล็ก...มันก็ง่ายดายอย่างนี้เอง
เครื่องบินบินวนขึ้นบนฟ้าส่งเสียงดังกระหึ่ม กระทั่งสิบนาทีผ่านไป อยู่ๆชายหนุ่มที่ดูโทรศัพท์ก็พลางถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “นายชื่ออะไร”
สวีหยางอี้เอนศีรษะพิงพนักบนที่นั่งแล้วหลับตาลงผ่านไปหลายวินาทีถึงได้ตอบด้วยท่าทีเกียจคร้าน “สวีหยางอี้”
เด็กหนุ่มพยักหน้า “ฉู่เจาหนาน”
“อันดับหนึ่งของเมืองเทียนเฟิง”
ไร้ซึ่งบทสนทนาตลอดเส้นทาง
เมื่อผ่านบททดสอบการต่อสู้อย่างจริงจังมาแล้ว ทั้งคู่ก็คล้ายว่าจะสงบลงมากหรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พอได้บันดาลโทสะที่สะสมอยู่ในใจมานานหลายปี อารมณ์ของพวกเขาก็กลับคืนสู่ความสงบลงได้เสียที
สวีหยางอี้หลับตาพักผ่อนราวว่าไม่สนใจการมีตัวตนของอีกฝ่ายจนไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว อาจจะสิบนาที หรือสิบห้านาทีเขาถึงได้ลืมตาขึ้นเงียบๆ
สองวินาทีต่อมา ฉู่เจาหนานถึงได้เก็บมือถือของตัวเอง
ทั้งสองคนหรี่ตาลงพร้อมกันก่อนจะมองไปยังประตูห้องโดยสารด้านหน้าที่ปิดสนิทอยู่
“เพื่อนนักศึกษาทุกคน” แทบจะในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสียงๆหนึ่งก็ดังมาจากด้านหน้า ทำเอาทุกคนราวกับถูกเข็มแทงจึงอดเงยหน้าขึ้นมาทันทีไม่ได้
พลังกดดันิญญาสุดแข็งแกร่ง!
พลังกดดันิญญา คือการที่นักฝึกตนปลดปล่อยพลังของตนออกมาภายนอกจะมีก็แต่ขั้นหยวนอิงในตำนานที่ไม่อาจพบเจอได้ปัจจุบันแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถปลดปล่อยพลังนี้ออกมาทำร้ายศัตรูได้ไม่อย่างนั้นก็เป็ได้เพียงแค่การกดดันข่มขู่ในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น
สั่นสะท้านไปทุกอณูขุมขนราวกับกำลังเดินอยู่บนแอ่งน้ำกระทั่งหายใจและปล่อยให้หัวใจเต้นก็ยังลำบากเหมือนกับตกลงไปในหลุมสุญญากาศ
เลี่ยนชี่ขั้นปลายงั้นเหรอ!
เสียงรองเท้าหนังทหารดังกริ๊กๆๆอยู่ที่หน้าประตูราวกับกำลังเสียงดีดเปียโนตามโน้ตดนตรีจากนั้นประตูก็ถูกเปิดออกเบาๆ
“สวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกคน ตำแหน่งของฉันไม่สำคัญหรอกถ้าทุกคนโชคดีได้เข้ามาในเทียนเต้าแล้วก็จะได้รับฉายาเป็ของตัวเองพวกเธอจะเรียกฉันว่า ‘C-ติงเซียง’ ก็ได้ ด้านหน้านั่นเป็ระดับในเทียนเต้าของฉัน ส่วนด้านหลังเป็ฉายาแต่ในขณะเดียวกันฉันก็ต้องจำใจบอกกับทุกคนว่า ระดับ C เป็ระดับที่ต่ำที่สุด”
เธอเป็ผู้หญิงหน้าตาสะสวยมากคนหนึ่งทีเดียว
ดวงตาของเธอไม่ได้เป็ดวงตาตามแบบฉบับหญิงสาวตาโต ทว่าเธอมีดวงตาสองชั้นเรียวยาวดุจนกการเวกยามลืมตาขึ้นทั้งงดงามจับตาและดุดันไปในเวลาเดียวกันหรืออาจพูดได้ว่าเป็ดวงตาสารพัดอารมณ์ความรู้สึกในดวงตาเรียวเล็กใต้เรือนคิ้วงามนั้นเย้ายวนดุจพระจันทร์เสี้ยวไม่ปรากฏไอสังหารเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าเรียวยาวประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเจิดจ้าเปล่งประกายลักยิ้มสองข้างที่มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนักช่วยขับให้เธอดูเป็มิตรและน่าสนิทชิดเชื้อมากเป็พิเศษ
จมูกโด่งได้รูปกับริมฝีปากแดงอวบอิ่มราวว่าจะมีน้ำหยดลงมาเสียให้ได้บวกกับเสื้อกั๊กลายพรางที่เปิดเผยให้เห็นอย่างไม่คิดถือสายิ่งช่วยขับเน้นให้หน้าอกหน้าใจอันสมบูรณ์แบบของเธอดูโดดเด่นขึ้นกว่าเดิม...น่าจะคัพ D ถึง E โดยประมาณ
เอวบางอ้อนแอ้นจนแทบจะกำรอบด้วยฝ่ามือนั้นยามขยับเคลื่อนย้ายไปมาอย่างไม่ตั้งใจยังแฝงไว้ด้วยเสน่ห์ชวนหลงใหลกางเกงขายาวลายพรางพอมาอยู่บนร่างเธอแล้วกลับกลายเป็อีกสไตล์หนึ่งที่แตกต่างออกไปทั้งผมยาวเป็ลอนคลื่นตกระลงมาลาดไหล่กับรอยสักรูปดอกติงเซียง[1]บนหัวไหล่แสนดุดันนั้นถึงกับทำเอาเหล่าคนหนุ่มเืร้อนที่ไม่ได้เจอหญิงสาวมานานหลายปีหายใจหอบกระชั้นขึ้นมาจนเห็นได้ชัด
และตอนนี้ หญิงสาวหน้าตาสะสวยคนนี้ก็กำลังแนะนำตัวเองด้วยท่าทีสนิทสนมั้แ่แรกพบ
“ก่อนอื่น ฉันขออวยพรล่วงหน้าให้ทุกคนสอบเรียนจบได้อย่างราบรื่นสมบูรณ์ในฐานะเ้าพนักงานพิเศษของ ‘สำนักงานสอบสวนพิเศษใหญ่แห่งกองทัพหวาเซี่ย’‘ChinaSpecialInvestigationBureau’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า CSIB แห่งมณฑลหนานทง ยินดีเป็อย่างยิ่งที่ได้พบกับทุกคน”เธอพลันหันมายิ้มหน้าบานแล้วเดินมาหยุดอยู่ข้างกายสวีหยางอี้ก่อนจะใช้ไหล่กรุ่นกลิ่นหอมนั้นชนเขาเล็กน้อย “รูปหล่อ ขอนั่งนี่ได้ไหม”
สวีหยางอี้ไม่ได้ตอบ เพราะติงเซียงนั่งลงก่อนที่เขาจะได้พยักหน้าเสียอีกทั้งยังเอาร่างกายส่วนบนที่อ่อนนุ่มและหอมกรุ่นมาพิงอยู่บนร่างเขาโดยไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อยอีกด้วย
“เหลืออีกประมาณครึ่งชั่วโมงจะถึงเมืองเฟิงอี้” ติงเซียงยิ้มเอ่ย“ก่อนจะถึงตอนนั้น ฉันมีคำถามอยากจะถามทุกคนสักหน่อยขอให้ทุกคนตอบฉันมาตามความสัตย์จริงด้วย”
เธอลุกพรวดขึ้นพลางใช้มือหนึ่งลูบคางตัวเองั์ตาใสเป็ประกายคู่นั้นเจือแววระลอกคลื่น “มีเวลาไม่มากพี่สาวเองก็ไม่ชอบคนอ้อมค้อมน่ะนะ คำถามของฉันก็คือ พวกเธอมีเงินไหม”
เพียงประโยคนั้นประโยคเดียวก็ทำเอาใบหน้าของทุกคนในที่นั้นชะงักค้างแข็งไปตามๆกัน
เบี้ยเลี้ยงจากเทียนเต้าสมควรตายนั่นก็มีแค่หนึ่งพันหยวนเท่านั้น! เงินหนึ่งพันที่น่าสงสาร! ยังต้องมาถูกผู้หญิงคนหนึ่งขอไปต่อหน้าทุกคนอีก!
“ไม่ใช่เงินเป็แสนเป็ล้านหรอก” ติงเซียงกะพริบตาที่แสนขี้เล่นคู่นั้นทว่าทุกคนกลับไม่ได้รู้สึกว่ามันดูขี้เล่นแต่อย่างใด“เพื่อนนักศึกษาทุกคนรู้บ้างไหมว่าะุปลุกเสกจากตู้มหาสมบัตินัดหนึ่งก็ห้าหมื่นหยวนเข้าไปแล้วอัตราแลกเปลี่ยนหินิญญากับเงินตราในตลาดมืดอยู่ที่สองหมื่นต่อหนึ่ง ซ้ำยังเป็หินิญญาระดับล่างด้วย...หินิญญาระดับล่างหนึ่งร้อยก้อนแลกหินิญญาระดับกลางได้หนึ่งก้อนหินิญญาระดับกลางร้อยก้อนแลกระดับสูงได้หนึ่งก้อน”
เธอยกมือขึ้นเอาผมทัดหูไม่ได้สนใจสายตาของนักศึกษาบางคนที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยหากยังคงยิ้มเอ่ยด้วยท่าทางสงบนิ่งดังเดิม “หลังจากเริ่มฝึกตนแล้วเราก็จะพัฒนาไปสู่สิ่งที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิต พูดให้ชัดขึ้นอีกหน่อยก็คือบนเครื่องบินลำนี้ไม่มีมนุษย์อยู่ มีแต่...ยอดมนุษย์”
“พวกยอดมนุษย์ในหนังฮอลลีวู้ดเมื่อเทียบกับเซียนในขั้นจินตันแล้วยังถือว่าอ่อนแอเกินไปคนอื่นแค่ใช้่เวลาสั้นๆ ก็สามารถผดุงความสงบสุขของเมืองเล็กๆ ได้แล้วเหาะเหินเดินอากาศไล่ล่าหาดวงจันทร์ แทบไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ แต่ทุกคนรู้ไหมว่า การที่จะบำเพ็ญเพียรไปถึงขึ้นจินตันได้เซียนขั้นจินตันคนหนึ่งต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าไร”เธอใช้มือม้วนปอยผมแล้วระบายยิ้มบางๆ“ศาสตราจารย์อวี๋ที่สอนวิชาสถิติการฝึกตนเคยคำนวณเอาไว้...”
เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเน้นย้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำ “33.78 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ”
“เหวอ...” “โห...”
ตัวเลขมหาศาลจนน่าสะพรึงทำเอาทุกคนในที่นั้นต่างสะท้านเฮือกด้วยความใแม้แต่สวีหยางอี้เองก็ยังเลิกคิ้วขึ้นให้กับตัวเลขที่ฟังดูน่าใพวกนั้นด้วยเหมือนกัน
“แล้วทุกคนรู้ค่า GDP ในแต่ละปีของหวาซย่าหรือเปล่า”ติงเซียงควักโทรศัพท์ออกมา ก่อนจะดึงแก้มหอมกรุ่มของตัวเองแล้วจิ้มลงไปเบาๆจากนั้นก็เอ่ยกับทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “68.92 แสนล้าน...หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือหาก้าบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็เซียนขั้นจินตันแล้วล่ะก็ต้องใช้เงินอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของหวาซย่า หรือจะบอกว่าเกือบเจ็ดร้อยล้านคนต้องร่วมกันหาเลี้ยงนายคนเดียวนายถึงจะพอมีหวังสำเร็จเป็เซียนขั้นจินตันขึ้นมาบ้างเล็กน้อย”
“เพราะฉะนั้น เซียนขั้นจินตันถึงจะเรียกว่ายอดคน”
ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
คำพูดพวกนี้ของติงเซียงมุ่งแฝงความนัยเื่หลักฝึกตนสี่ประการที่สามารถเห็นได้ชัดเจนที่สุดและการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนนี้เองก็ทำให้ความรู้สึกของนักศึกษาที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมและกำลังเตรียมตัวมุ่งหน้าไปยังสาขาย่อยเพื่อเข้าร่วมพิธีจบการศึกษาพลันหนักอึ้งขึ้นมาชั่วขณะ
“ฉันไม่ได้ขาดเงิน” ฉู่เจาหนานหลับตาลงไม่คิดจะไว้หน้าสาวสวยพริ้งอย่างติงเซียงเลยแม้แต่น้อยสวีหยางอี้ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วหยักยกริมฝีปากขึ้น
น่าสนใจดีนี่
คาดว่าติงเซียงเองก็ไม่คิดว่าจะเจอไม้นี้เช่นนี้รอยยิ้มเธอพลันชะงักค้างไปอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในวินาทีต่อมาก็กลับคืนสู่สภาพปกติ
“แต่ขอแค่เข้ามาอยู่ใน CSIB ของพวกเราได้เื่พวกนี้ล้วนไม่ใช่ปัญหา!” ติงเซียงผุดลุกขึ้นรอยยิ้มนั้นเปล่งประกายงดงามจับตา “CSIB เป็หน่วยงานที่มีประวัติยาวนานของหวาซย่าไม่ได้ขึ้นกับทั้งสี่เหล่าทัพ ไม่ได้ขึ้นกับกรมตำรวจ หน่วยตำรวจติดอาวุธและยิ่งกว่านั้นยังเป็อิสระจากรัฐบาลอีกด้วยในแต่ละเดือนเรามีเงินสวัสดิการมอบให้สามหมื่นห้าพันดอลลาร์สหรัฐนี่สำหรับเลี่ยนชี่ขั้นต้นเท่านั้นนะ สำหรับนักฝึกตนที่เพิ่งเข้ามาในเทียนเต้าพอบรรลุถึงขั้นจู้จี เงินจำนวนนี้จะถูกปรับให้สูงขึ้นถึงหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ! ส่วนขั้นจินตัน...ฮึๆถ้าทุกคนโชคดีเข้าสู่ขั้นจินตันที่ตอนนี้ในหวาซย่ามีจำนวนแค่สิบคนได้ล่ะก็นะอย่าว่าแต่สิบล้านเลย ร้อยล้าน ต่อให้เป็สักกี่ร้อยล้าน หรือพันกว่าล้านดอลลาร์ก็ใช่ว่าจะต่อรองไม่ได้”
--------------------------------------------------------------------------------
[1] ดอกติงเซียง คือ ดอกไลแลค