ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 102 การวิวัฒนาการครั้งที่หก! แม่ทัพอสูรไป๋ฉางเซิง!

            นี่มัน...จะเกินไปหน่อยไหม?  

            เมื่อม่านฝุ่นจางหายไปพวกเขาจึงรีบเข้าไปตรวจดูเสาสำริดต้นนั้น ทว่าไม่ว่าจะมองจากมุมไหนนอกจากเสาสำริดจะไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ แล้วการโจมตีเมื่อครู่กลับช่วยขจัดคราบสนิมที่เคยเกาะกินออกไปจนสิ้นเผยให้เห็นพื้นผิวที่ผ่องใสและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม  

            เดี๋ยวสิพวก...แบบนี้มันใช่เหรอ?  

            หากไป๋ฉางเซิงไม่รู้ซึ้งว่าเมื่อครู่เขาออกแรงไปมากเพียงใดเขาคงทึกทักเอาเองว่าตนเองยังไม่ได้ทุ่มสุดกำลัง  

            แต่ความจริงก็คือทั้งตัวเขารวมถึงเจียงจืออวี๋ ต่างก็ใส่จนสุดตัวในการโจมตีเมื่อครู่นี้  

            หากไม่ใช่เพราะเรี่ยวแรงเหือดแห้งและพลังจิตวิญญาณถึงขีดจำกัดพวกเขาคงไม่ยอมหยุดมือแน่  

            แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านั้นมันช่างน่าท้อแท้ใจเกินไป  

            หากการโจมตีเต็มกำลังในตอนนี้ยังไม่อาจสั่นคลอนเสาสำริดได้แม้แต่น้อยต่อให้เขาเลื่อนระดับไปถึงระดับแม่ทัพอสูรก็เกรงว่าคงยากที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ  

            ของพรรค์นี้เกรงว่าอย่างน้อยต้องใช้พลังระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงหรือแม้แต่ระดับโหวแห่งยุทธ์กระมังถึงจะสะเทือนมันได้?  

            ในใจของไป๋ฉางเซิงพลันเกิดความห่อเหี่ยวทว่าเมื่อเขาเหลือบไปมองเจียงจืออวี๋ กลับพบว่าเธอไม่มีทีท่าท้อแท้แม้แต่น้อยเธอกำลังจ้องมองลายสลักบนเสาสำริดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด  

            “เป็นอะไรไป?” ไป๋ฉางเซิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม  

            “ลวดลายพวกนี้ มีบางอย่างผิดปกติ”  

            “ฉันเหมือนจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน”  

            เจียงจืออวี๋ขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือไปสัมผัสลายสลักบนเสาต้นนั้น  

            ทว่าทันทีที่มือของเธอสัมผัสลงไปบนเสากลับปรากฏแสงเรืองรองจาง ๆ ขึ้นมาขวางกั้นไม่ให้เธอแตะต้องมันได้  

            เมื่อเห็นแสงเรืองนั้นหัวใจของไป๋ฉางเซิงพลันกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุในขณะที่คิ้วที่ขมวดมุ่นของเจียงจืออวี๋กลับคลายออกมุมปากของเธอหยักโค้งเป็นรอยยิ้ม  

            “เข้าใจแล้ว”  

            เข้าใจ?เข้าใจอะไร?  

            เจียงจืออวี๋ไม่มีเจตนาจะอมพะนำเธอเอ่ยอธิบายทันที  

            “ก่อนหน้านี้ฉันก็รู้สึกแล้วว่าลวดลายบนเสานี้ต่างจากที่อยู่บนกำแพงรอบ ๆ”  

            “เพียงแต่ตอนแรกมีคราบสนิมบดบัง เลยมองเห็นไม่ถนัดนัก”  

            “แต่ตอนนี้ เพราะแรงกระแทกจากการโจมตีเมื่อครู่ทำให้สนิมหลุดลอกออกไปหมดลวดลายที่สลักไว้จึงปรากฏออกมาอย่างครบถ้วน”  

            “ลวดลายเหล่านี้ แท้จริงแล้วคือ ‘ข่ายอาคม’ ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ”  

            “ตราบใดที่พลังงานที่ค้ำจุนข่ายอาคมนี้ยังไม่เหือดหายหรือข่ายอาคมยังไม่ถูกทำลาย เสาสำริดต้นนี้ก็จะหยัดยืนอยู่ที่นี่ตลอดกาล!”  

            “ถึงฉันจะไม่รู้แน่ชัดว่าข่ายอาคมนี้สามารถต้านทานการโจมตีระดับไหนได้บ้างแต่ที่แน่ ๆ มันไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะทำลายได้ด้วยพละกำลัง!”  

            คำพูดของเจียงจืออวี๋ทำให้ไป๋ฉางเซิงเข้าใจถึงความ‘โกง’ ของสิ่งนี้ทันที  

            นี่มันบ้าบอชัดๆ! ถ้าเกิดมันป้องกันการโจมตีจากแม่ทัพยุทธ์ได้สมบูรณ์แบบจริงไม่เท่ากับว่าพวกเขาต้องใช้พลังเลือดของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามเพื่อระเบิดพลังระดับโหวแห่งยุทธ์ออกมาหรอกเหรอ?  

            ใครมันจะไปทำได้กัน?  

            ไป๋ฉางเซิงก่นด่าในใจอย่างดุเดือดก่อนจะหันไปมองเจียงจืออวี๋ ก็พบว่าเธอยังคงมีท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็นรอยยิ้มที่มุมปากยังไม่เลือนหายไป  

            ในใจเริ่มคาดเดาบางอย่างได้เขาจึงลองถามหยั่งเชิง “เธอแก้ข่ายอาคมนี้ได้เหรอ?”  

            “ฉันเองก็พอมีความรู้เรื่องข่ายอาคมอยู่บ้าง”  

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้ตอบรับตรงๆ แต่คำพูดนี้กลับกลายเป็นความหวังเดียวของไป๋ฉางเซิงในยามนี้  

            นี่คือคลังความรู้ของระดับจักรพรรดินีงั้นเหรอ?ยอดเยี่ยมจริง ๆ  

            เจียงจืออวี๋นั่งขัดสมาธิลงเบื้องหน้าเสาสำริดหลับตาลงช้า ๆ ไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสัมผัสเทวะจาง ๆที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเธอ ก่อนจะเข้าพัวพันรอบเสาสำริดตรงหน้า  

            แสงเรืองรองจางๆ ก่อนหน้านี้ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้งมันวูบวาบราวกับกำลังขัดขวางไม่ให้เจียงจืออวี๋สำรวจเสาทั้งต้นได้  

            ทว่าในตอนนี้เป้าหมายของเจียงจืออวี๋ไม่ใช่ตัวเสาอีกต่อไป แต่เป็นแสงเรืองจาง ๆ นั่นต่างหาก  

            สัมผัสเทวะของเธอประดุจปลิงที่เกาะติดหนึบอยู่บนแสงนั้นคอยวิเคราะห์และแยกแยะโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง  

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าวิธีการทำลายข่ายอาคมที่แท้จริงเป็นอย่างไรเขามีใจอยากจะเรียนรู้ดูบ้างแต่หลังจากจ้องมองอยู่นานถึงสิบนาทีก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆแม้แต่สีหน้าของเจียงจืออวี๋ก็ยังคงนิ่งค้างเขาจึงเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายและตัดสินใจเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง  

            อัสนีบาตสายเมื่อครู่สูบพลังจิตวิญญาณของเขาไปจนหมดสิ้นตอนนี้เขารู้สึกเพียงว่าหนังตาหนักอึ้งจนแทบจะปิดลงมา ทันทีที่หลับตาลงเขาก็ดิ่งเข้าสู่สภาวะหลับลึกทันที  

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าตนเองหลับไปนานเพียงใดแต่เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งระบบก็แจ้งเตือนว่าค่าพลังเลือดถึงขีดจำกัดสูงสุดในปัจจุบันแล้ว  

            เขาหันไปมองอีกด้านเจียงจืออวี๋ยังคงง่วนอยู่กับการถอดรหัสข่ายอาคมเห็นได้ชัดว่าเธอรักษากิริยาเดิมมานานมากแล้ว  

            หลังจากหาวหวอดใหญ่ไปหนึ่งครั้งไป๋ฉางเซิงก็ตัดสินใจเริ่มการวิวัฒนาการครั้งที่หกของตนเอง  

            [ยินดีด้วยโฮสต์ เงื่อนไขการวิวัฒนาการครั้งที่หกครบถ้วนแล้วต้องการเริ่มการวิวัฒนาการหรือไม่?]  

            “ใช่!”  

            ทันทีที่ระบบรับคำสั่งแต้มวิวัฒนาการที่เหลืออยู่น้อยนิดของไป๋ฉางเซิงก็เกือบจะกลายเป็นศูนย์  

            ในขณะเดียวกันความเยือกเย็นสุดขั้วพลันก่อตัวขึ้นจากภายในร่างกายและแผ่ซ่านไปทั่วทุกรูขุมขนด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ  

            ไป๋ฉางเซิงตั้งท่าจะโคจรพลังเลือดเพื่อต่อต้านความหนาวเหน็บนี้ทว่าเขากลับต้องตกใจเมื่อพบว่ากล้ามเนื้อทั่วร่างคล้ายจะถูกแช่แข็งจนแข็งทื่อใต้ไอเย็นนี้จนไม่สามารถออกแรงได้เลยแม้แต่น้อย  

            การค้นพบนี้ทำให้ไป๋ฉางเซิงใจหายวาบเขาพยายามบิดลำตัวให้ได้มากที่สุดเพื่อให้เลือดลมไหลเวียน  

            แต่การทำเช่นนั้นก็เพียงแค่ช่วยชะลอความแข็งทื่อของร่างกายให้ช้าลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  

            ไม่นานนักไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกว่าสติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือนภายใต้ความเย็นยะเยือกร่างกายบิดเคลื่อนไหวช้าลงเรื่อย ๆ จนสิ้นแรงในที่สุด  

            เจียงจืออวี๋ที่อยู่อีกด้านคล้ายจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติเธอถอนสติออกจากสภาวะสัมผัสเทวะภายนอก  

            สายตาของเธอเบนมามองไป๋ฉางเซิงพลันปรากฏแววตระหนกวาบขึ้นในดวงตา  

            ภาพเหตุการณ์เช่นนี้เธอเคยเห็นไป๋ฉางเซิงเป็นมาก่อนแล้ว  

            เดิมทีเธอคิดว่าการวิวัฒนาการอันน่าประหลาดครั้งที่สามก็น่าจะเป็นขีดจำกัดแล้วแต่ตอนนี้ ไป๋ฉางเซิงกลับทำให้เธอต้องเบิกตากว้างอีกครั้ง  

            เพราะไป๋ฉางเซิงกำลังเริ่มการวิวัฒนาการอีกครั้งต่อหน้าต่อตาเธอ!  

            พรสวรรค์ของเสี่ยวไป๋...มันจะแข็งแกร่งเกินไปแล้วไหม!  

            เจียงจืออวี๋รำพึงในใจแม้แต่เธอก็ยังต้องยอมรับว่าสถานการณ์ของไป๋ฉางเซิงนั้นมันหลุดโลกเกินไปจริง ๆ  

            หากมันไม่ใช่เพียงงูเกล็ดขาวแต่เป็นสัตว์อสูรที่มีสายเลือดระดับสูงกว่านี้สักหน่อย เกรงว่าในตอนนี้ศักยภาพของมันคงเทียบชั้นได้กับเทพอสูรไปแล้ว!  

            ทว่าแม้จะตกตะลึงเพียงใดแต่การเคลื่อนไหวของเจียงจืออวี๋กลับไม่ได้ล่าช้าเลยแม้แต่น้อย  

            เพียงแค่สะบัดมือในใจกลางฝ่ามือของเธอก็ปรากฏดอกบัวสีแดงสดดอกหนึ่ง  

            ทันทีที่ดอกบัวนี้ปรากฏอุณหภูมิภายในห้องสำริดก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วประดุจเตาหลอมอัคคีที่มอบความอบอุ่นจาง ๆ ให้แก่ไป๋ฉางเซิง  

            หากไป๋ฉางเซิงลืมตาขึ้นเขาคงจำได้ว่าดอกบัวแดงนี้คือ ‘บัวแฝดทะเลสาบวิญญาณ’หนึ่งในสมุนไพรวิญญาณที่คณบดีเฉียนเตรียมไว้ให้เจียงจืออวี๋เพื่อใช้สร้างทะเลปราณแห่งที่สอง  

            ทว่าในยามนี้เจียงจืออวี๋หาได้เสียดายของวิเศษไม่ เธอขยำมือลงไปเพียงครั้งเดียวดอกบัวแดงดอกนั้นก็ถูกบีบขยำจนแหลกคามือ  

            จากนั้นของเหลวสีแดงสดก็เริ่มไหลซึมตามง่ามนิ้วของเจียงจืออวี๋และหยดลงบนลำตัวของไป๋ฉางเซิงจนทั่วทั้งร่าง

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน