ทางด้านนอกหอคอย....
พญาครุฑหลายร้อยตัวกับปักษาวายุโอบล้อมคนทั้งหมดเป็นวงกลมตีขนาบเข้ามาเรื่อยๆในที่สุดสองพญาครุฑสัมพาทีและสดายุก็ใช้เขตแดนออกมาทำให้สถานการณ์พลิกผันอย่างสมบูรณ์พวกมันได้เปรียบขึ้นเรื่อยๆสัมพาทีและสดายุสัตว์อสูรของศิลาก็ยังต้านทานพญาครุฑทั้งสองอย่างยากลำบากเขตแดนของทั้งสองพญาครุฑนั้นกินพื้นที่ถึงห้ากิโลเมตรเรียกได้ว่าเป็นเขตที่ทรงพลังยิ่งกว่าของศิลาเลยด้วยซ้ำก็ว่าได้
“อย่าพึ่งถอดใจถ้าถอดใจตอนนี้ก็จบ”เพิร์จตวาดลั่นในขณะที่คนทั้งหมดหันหลังชนกันเป็นวงกว้างประจันหน้ากับมัจจุราชร้าย
ฟันโอที่ได้ยินถึงกับฉีกยิ้ม“พูดได้ดีนี่คุณมือขวาถ้าแพ้ก็ถือซะว่าแพ้อย่างมีเกียริต์”
“แต่พวกฉันไม่คิดจะแพ้หรอกนะ” น้ำแข็งพูดพร้อมกับกำดาบทั้งสองมือแน่นเร่งคลื่นพลังสีขาวอาบไร้ไปทั่วร่าง
“หึ!...อดัมฉีกยิ้มออกมาคราหนึ่ง“เรื่องตายฉันไม่เคยกลัวแต่ฉันจะไม่ยอมให้เพื่อนของฉันตายแน่” จบคำอดัมก็พุ่งทะยานเงื้อธนูยิ่งศรพลังสายฟ้าเข้าโจมตีพวกพญาครุฑอย่างรวดเร็ว
“อีต้าบ้า!” อีฟตวาดลั่น “นายเป็นนักธนูนะพุ่งเข้าไปแบบนั้นก็ตายกันพอดี”พูดจบหญิงสาวก็พุ่งพรวดตามหลังอดัมไปติดๆหอกในมือตวัดปัดป้องเหล่าพญาครุฑและปักษาวายุที่เข้ามาโจมตีใส่อดัม
“ฆ่าไอ้คนใช้ธนูก่อนพลังโจมตีของมันเยอะสุด” ปักษาวายุตะโกนลั่นบอกพวกพ้องทำให้พวกมันเริ่มหันมารุมล้อมอดัมแต่ทว่าอีฟก็เข้าขัดตราทัพไว้อย่างแยบยล
“หน่อยอีนั่งตัวแสบนี่” ปักษาวายุตัวหนึ่งที่ผ่านอีฟไปไม้ได้ถึงกับตวาดออกมาอย่างเดือดดาลสายตาอาฆาตถึงขีดสุด
เมื่อทุกคนเห็นอีฟและอดัมจากนั้นพวกเขาก็พุ่งเข้าโรมรันกับพญาครุฑและปักษาวายุอย่างดุเดือดถึงแม้ทั้งสองกิลด์จะเป็นศัตรูกันแต่ทว่ายามนี้พวกเขากลับร่วมแรงร่วมใจต่อสู้สอดประสานช่วยกันดึงสักยภาพของกันและกันออกมาถึงขีดสุดเหล่านักรบของกิลด์จตุรศาสตราหลายสิบคนเข้ามาช่วยอีฟปกป้องอดัม
ยามนี้กองทัพของพวกเขาสูญเสียนักเวทมนต์ไปจนหมดจึงมีเพียงอดัมคนเดียวเท่านั้นที่มีหน้าที่คล้ายนักเวทมนต์และพลังโจมตีสูงที่สุดทัดเทียมกับนักเวทมนต์หากพวกเขาสูญเสียอดัมกับเหล่านักเวทย์ดาบอย่างพวกเพิร์จไปอีกไม่ต้องสงสัยเลยว่าพลังโจมตีของพวกเขาจะตกลงฮวบขนาดไหนอาจจะปิดหนทางรอดชีวิตของคนทั้งหมดไปเลยก็ว่าได้
“คุณฟ้าครามไปไหนแล้วล่ะครับ”เทนกิเอ่ยถามกับเร็ดที่ยืนอยู่ข้างๆพร้อมกับกวาดสายตามองหาอย่างจริงจังจนหยุดมือกวัดแกว่งหอกคู่ในมือ
เคร้ง!... ซูนะโถมร่างตวัดหอกเข้าใส่พญาครุฑตนหนึ่งที่กำลังโจมตีเทนกิ “อย่าเหม่อซิเทนกิเดี๋ยวก็ตายเอาหรอกนี่ไม่ใช่สวนสยามหนือพาราก้อนนะ” หญิงสาวตะโกนเรียกชายหนุ่มจนเทนจิสะดุงเฮือกเมื่อเห็นแบบนั้นเร็ดจึงเอ่ยตอบ
“ฟ้าครามเข้าไปด้านในหอคอยแล้ว”
แสงโสมกับบูลเลเบิ้ลกำลังพุ่งทะยานไปยังจุดหนึ่งบริเวณขอบม่านพลังของสองพญาครุฑพวกเขายืนมองม่านพลังเขตแดนสีแดงสีเขียวสลับไปมาอย่างวิเคราะห์มันเป็นม่านพลังที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเจอมาแถมยังเป็นม่านพลังที่แข็งแกร่งกว่าของศิลาถึงสองขั้น
“ทำไมม่านพลังถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้พวกนั้นก็ระดับเทพเท่ากับศิลาแท้ๆ” บูลเลเบิ้ลพูดพร้อมกับขมวดคิ้วย่นเข้าหากันแสงโสมจ้องมองม่านพัลงเขตแดนอยู่ชั่วขณะนัยน์ตาของเขามีละอองแสงสีทองคล้ายดวงดาว
“ม...!ไม่น่าเชื่อ” แสงโสมหน้าซีดเผือดเม็ดเหงือไหลอาบไปทั่วหน้าจนบูลเลเบิ้ลต้องหันมามองเพื่อนของเขา “นี่มันเขตแดนผสม” แสงโสมพูดอย่างตลึงตาเบิกกว้าง
“เขตแดนผสม!...เขตแดนผสมคืออะไรฉันไม่เคยได้ยิน”
“มันเป็นการรวมเขตแดนทั้งสองเข้าด้วยกัน” แสงโสมหลับตาถอนหายใจเรียบเรียงคำพูด “ยกตัวอย่างพันธสัญญาของศิลากับฟ้าครามสองคนนั้นถูกระบบนับว่าเป็นคนเดียวกันใช่ไหมเขตแดนนี้ของสองพญาครุฑนั่นก็คล้ายๆกันคือเขตแดนของทั้งสองถูกนับเป็นเขตแดนเดียวกัน” เมื่อได้ยินแบบนั้นบูลเลเบิ้ลก็ตาเบิกตากว้างกระจ่างวูบ
“หมายความว่า?
“ใช่” แสงโสมตอบสั้นๆหันหน้าเงยไปมองสองพญาครุฑ “สองพญาครุฑพี่น้องนั่นมีสกิลเชื่อมวิญญาณเข้าด้วยกันหรือไม่ก็พวกมันตัวใดตัวหนึ่งก็คงทำสัญญาเป็นอสูรรับใช้ของอีกตัวถ้าแบบนั้นต่อให้เราฆ่าไปหนึ่งตัวหากไม่ใช่เจ้านายมันก็ฟื้นขึ้นมาใหม่”
“มันทำได้ด้วยเหรอไอ้เรื่องแบบนั้น” บูลเลเบิ้ลถามแบบทึ่งๆ
“ไม่รู้ซิ!...แต่ในคู่มือการเล่นเกมก็บอกไว้แล้วว่าผู้เล่นทำอะไรได้สัตว์อสูรก็ทำได้เช่นเดียวกับผู้เล่นแถมยังมากกว่าผู้เล่นอีกหนึ่งข้อคือพวกมันไม่มีเวลาจำกัดในการอยู่ในโลกนี้”แสงโสมตอบเสียงขรึม
“หึ..ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า” บูลเลเบิ้ลหัวเราะรั่น“โอ๊ยคนออกแบบเกมมันจะโรคจิตไปหน่อยใหม่แบบนี้”
จากนั้นสองหนุ่มก็หันมาใช้มหาเวทมนต์สูงสุดของตนโจมตีใส่เขตแดนจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นแสงสีแดงสีดำอาบไล้สูงเหนือผืนฟ้าทว่าเขตแดนก็ไม่มีลอยขีดขวนแม้แต่น้อยอย่างที่เพิร์จเคยบอกหากการต่อสู้ไหนที่ระบบจัดให้เป็นสงครามเขตแดนสามารถถูกทำลายได้แต่ถ้าเป็นการต่อสู้ในเขตแดนแบบดวลเดี่ยวเขตแดนจะไม่มีวันถูกทำลายกับการต่อสู้ที่ระบบไม่นับว่าเป็นสงครามสาเหตุนั่นก็เพราะป้องกันการเกิดเขตแดนทับซ้อนนั่นเอง
เมื่อโจมตีใส่เขตแดนร่างของทั้งสองก็ถูกดีดลอยกระเด็นลิ่วเคว้งในอากาศพร้อมกับกระอักเลือดออกมาเป็นสายตามทางที่พุ่งผ่าน
“บ้าเอ่ย!” แสงโสมลุกขึ้นยืนตวาดลั่นอย่างไม่พอใจ “นี่ขนาดพวกเราใช้มหาเวทมนต์สูงสุดแล้วนะเนี่ยถ้าโซดาอยู่ล่ะก็สามเวทย์ประสานคงทำลายได้แน่”
“อย่าพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยป่านนี้มันนั่งดื่มสบายใจเชิบไปแล้ว”
“คลื่นพลังเวทมนต์แบบนี้ของนายท่าน” สัมพาทีมองไปยังหอคอย
ในขณะที่ทั้งหมดกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดนั้นในหอคอยก็สาดคลื่นพลังสีทองสาดออกมาทั่วบริเวณสัมพาทีสดายุเบิกตาลงมองไปด้านร่างพร้อมกับพุ่งตัวทะยานลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วเป็นจังหวะเดียวกับคลื่นลำแสงสีทองกำลังพุ่งเขาอาบทุกสิ่งมีชีวิตบนพื้น
“ซวยแล้วอนันตกาลแห่งสูญของนายท่าน” สัมพาทีเร่งความเร็วถึงขีดสุด
“แบบนี้พวกเพิร์จจะโดนลบไปด้วย” สดายุและสัมพาทีลงมายืนขวางเบื้องหน้าของพวกคนทั้งหมดในเสี้ยววินาทีพวกมันทั้งสองก็คืนร่างเดิมกลับไปเป็นมังกรและนกฟีนิกซ์ร่างของสัมพาทีใหญ่ถึงสองกิโลเมตรจากการหลอมกับพลังแห่งธรรมชาติเช่นเดียวกับสดายุที่กางปีกออกร่างของพวกมันทั้งสองเมื่อกางปีกออกกินพื้นที่ไปครึ่งทวีป
วูบบบ!....
“เวร!...ตายห่าแน่แบบนี้” เสียงหนึ่งพูดขึ้นจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงร้องดังระงมถึงแม้สัมพาทีและสดายุจะกันไว้ได้แต่ว่าแสงสีทองก็สาดผ่านเข้ามาได้คล้ายกับแสงตะวันที่สาดลงผ่านผืนป่าเพียงมีช่องว่างเล็กมันก็สามารถเข้าทำลายลบทุกคนที่ดวงกุจได้
ม่านพลังที่แข็งแกร่งสั่นสะเทือนส่งเสียงครืนดังสนั่น....
วินาทีต่อมาเมื่อทุกอย่างสงบลงเผยให้เห็นพื้นที่กว้างห้ากิโลเมตรพร้อมกับร่างที่โชกชุ่มด้วยเลือดของทุกสิ่งมีชีวิตบนพื้นเหล่าพญาครุฑปักษาวายุดวงดีหลบหลังของสัมพาทีและสดายุทันทำให้พวกมันเหลือรอดในบางส่วนเช่นเดียวกับผู้คนแต่ถึงอย่างนั้นสภาพร่างกายแขนขาก็ถูกลบออกไปกลายเป็นภาพที่สยองเกล้าเป็นที่สุดพวกแปดมงกุฎเองก็มีสภาพทุลักทุเลร่างกายขาดวิ่นนอนทอดร่างหายใจโรยรินทั้งครุฑทั้งนกนอนแผ่หลาจมกองเลือดเกลื่อนกราดไปทั่วบริเวณ
สดายุสะบัดปีกวูบเพลิงสีฟ้าวิ่งวนไปทั่วบริเวณราวกับมีชีวิตเพลิงนั้นแล่นเข้าอาบไล้ร่างของพรรคพวกของศิลาอย่างรวดเร็วเพื่อคืนชีวิตให้กับทุกคนแต่มันไม่คิดจะรักษาให้คนอื่นนอกจากคนในกิลด์ของศิลาสายตาทั้งหมดจับจ้องไปยังบริเวณหอคอยอย่างตลึงเมื่อพบว่าศิลามีสองคนแถมยังเหมือนกับทุกประการขนาดสัมพาทีสดายุฟ้าครามยังไม่สามารถแยกแยะไม่ได้ว่าคนไหนคือศิลาตัวจริง
สัมพาทีก้มมองร่างกายอย่างตลึง “นี่มัน?” เช่นเดียวกับฟ้าครามและสดายุที่กำลังมองร่างกายของตนเพิร์จรีบเปิดช่องรายชื่อเพื่อนขึ้นมาดูทันทีทว่าตอนนั้นเองเขาก็พบว่าข้อความถูกส่งเข้ามาซึ่งผู้ส่งคือศิลา
“แพ้ซะแล้ว” ศิลากล่าวพร้อมรอยยิ้มร่างของเขาค่อยๆสลายหายกลายเป็นแสงเช่นเดียวกับพวกสดายุสัมพาทีและฟ้าคราม
“พี่ศินี่มัน!...” ฟ้าครามพูดขึ้นอย่างตกใจสายตาสั่นระริกนัยน์ตาแสดงถึงความเศร้าหมองจนผู้จ้องมองต่างรู้สึกเศร้าในดวงตาคู่นั้นไปตามๆกันแต่ศิลากลับหันมายิ้มให้หญิงสาวอย่างอ่อนหวาน
เคร้ง!...เสียงของตกลงกับพื้นทุกคนต่างจับจ้องเป็นตาเดียว“ดวงใจภูติไปเอามาโอรีโอ้” ฟันโอตวาดลั่น
เมื่อร่างของศิลาหายกลายเป็นแสงร่างของศิลาอีกคนก็หายไปในสายลมพร้อมกับบนพื้นปรากฎดวงใจภูติตกอยู่ถึงเจ็ดก้อนโอรีโอ้ดีดตัววูบเก็บดวงใจภูติทั้งเจ็ดอย่างรวดเร็วทว่ายามนั้นเองสดายุก็ลงมายังพื้นแต่มันกลับไม่สนใจดวงใจภูติมันหยิบผลึกสีทองสว่างรูปแปดเหลี่ยมมีละอองแสงสีเขียวสดคล้ายดวงดาวลอยไปอย่างสับสนอยู่ภายใน
ตอนนั้นเองพวกแปดมงกุฎอดัมอีฟเทนกิซูนะหมายจะเข้าไปขวางแต่ทว่าก็ถูกเพิร์จจ้องมองเขม็งพร้อมกับสายหัวเชิงปรามถึงแม้ทุกคนจะสับสนนิดๆแต่ก็ยอมหยุดอันที่จริงคนแรกที่จะเข้าขัดขวางพวกเขาคิดว่าคงเป็นเพิร์จอย่างแน่นอนแต่ชายหนุ่มก็ยืนสงบอย่างน่าประหลาด
“กลับ!..” เพิร์จพูดเสียงเรียบพร้อมกับหันหลังเดินออกมา
“พวกเรากลับ” สัมพาทีตวาดลั่น “เราได้ของที่ต้องการแล้ววันหลังเราจะยกทัพมามากกว่านี้เพื่อชิงดวงใจภูติจำไว้” จากนั้นทั้งหมดก็บินหายขึ้นไปบนผืนฟ้า
“แปลกมาก!...” เสียงหนึ่งดังขึ้นในบริเวณที่ห่างไกลเห็นเงาของหญิงสาวหุ่นอรชรงดงามนามว่าพลัมยืนดูเหตุการอยู่บนยอดไม้ห่างออกไปหกกิโลเมตรข้างกายคือบูรพา
“นั่นซิ ปกติไอ้เจ้าพวกแปดมงกุฎมันต้องไม่ยอมแน่ๆ” บูรพากล่าวสีหน้าครุ่นคิดคิ้วย่นเข้าหากัน “แถมคนอย่างไอ้ศิลามัน?
“นายคิดเหมือนฉันไหมอาโน” พลัมเอ่ยถาม
“ก็ว่างั้นคนอย่างไอ้ศิลามันละเอียดอ่อนรอบครอบจะตายแบบนี้มันง่ายเกินไป”
พวกเพิร์จกำลังพุ่งทะยานผ่านป่าอย่างรวดเร็วพร้อมกับพระอาทิตย์ที่ค่อยๆสาดส่องไปทั่วโลกหล้าทั้งหมดเงียบไม่มีใครเอ่ยถามอะไรถึงแม้จะมีแต่ความสับสนเต็มหัวไปหมดก็ตามจนกระทั่งเทนกิเอ่ยถามขึ้น
“แบบนี้พันธสัญญาภูติของคุณศิลาก็ขาดซิครับ แล้วพลังเวทมนต์แสงสีทองนั่นมันของใครกันถึงขนาดจัดการคุณศิลาได้รวมถึงสัตว์อสูรของคุณศิลาที่เป็นอมตะด้วย”
“มหาเวทย์แห่งสูญของศิลานะ” อดัมตอบเสียงเรียบ
“ว่าแต่สัตว์อสูรของพี่ศิลาเป็นสามพี่น้องไม่ใช่หรอคะซูนะเห็นแค่สองตัวเองกับอีกสี่ตัวที่คุณฟ้าครามเรียกออกมาที่หลัง ซูนะงงคะบอกตามตรงปวดหัวตึบๆเลย” หญิงสาวเห็นบรรยากาศมาคุเลยพูดเปลี่ยนบรรยากาศเสียหน่อย
จากนั้นอีฟก็ถามขึ้นต่อด้วยความสงสัย “นั่นสิฉันก็ไม่เห็นซุนหงอคงเลยนะ”
“หยุดได้แล้ว” เพิร์จเรียกให้ทุกคนหยุดพร้อมกับในมือขวาของเขาถือการ์ดสีทองที่ใช้วาร์ปไปยังตำหนักศิลา “วาร์ปไปยังตำหนักศิลากันเลย”