เทียนอวี่นั่งพิงกำแพงหินอยู่เงียบๆ ลมหายใจแ่เบาราวคนใกล้ตาย
ความร้อนในร่างยังคงเผาไหม้อวัยวะอย่างช้าๆขณะที่ความเย็นก็กัดกินกระดูกไม่หยุด
เขาทนมานานเกินพอแล้ว
เด็กชายค่อย ๆก้มลงคลำพื้นหินข้างตัวอย่างเชื่องช้า ก่อนปลายนิ้วจะััเข้ากับบางสิ่ง
เศษกระดูกแหลมคม
คงเป็ของศพราชวงศ์คนใดคนหนึ่งที่แตกหักอยู่ในสุสานแห่งนี้
เทียนอวี่กำมันแน่น
แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
“พอสักที…”
เสียงแหบพร่าหลุดออกจากริมฝีปาก
จากนั้น เขาก็ค่อย ๆยกเศษกระดูกขึ้น
ปลายแหลมเย็นเยียบหยุดอยู่ตรงลำคอ
เพียงแทงลงไป—
ทุกอย่างก็จะจบ
ไม่ต้องทนไฟเผาไม่ต้องทนน้ำแข็งกัดกระดูกไม่ต้องตื่นขึ้นมาเจอนรกทุกวันอีกต่อไป
มือของเทียนอวี่เริ่มออกแรงช้าๆ
แต่ในจังหวะที่ปลายกระดูกกำลังจะแทงทะลุิั—
ครืนนน!
อักขระสีทองพลันปรากฏขึ้นทั่วแขนของเขา
ราวกับโซ่ที่มองไม่เห็นพุ่งเข้ามารัดกล้ามเนื้อทุกส่วนเอาไว้
มือทั้งข้างแข็งค้างกลางอากาศทันที
“อ๊ะ…?”
เทียนอวี่เบิกตากว้าง
เขาพยายามออกแรงต่อ
แต่แขนกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย
ราวกับร่างกายไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป
เด็กชายกัดฟันแน่นก่อนฝืนแทงลงอีกครั้ง
ทว่า—
กร๊อบ!
กระดูกในมือกลับแตกละเอียดเสียเอง
แรงสะท้อนมหาศาลกระแทกจนข้อมือชาไปทั้งแขน
เทียนอวี่หอบหายใจแรงดวงตาสั่นไหวอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไม…”
เขารีบคลานไปคว้าหินแหลมอีกก้อนขึ้นมา
ครั้งนี้แทงใส่หัวใจตัวเองทันที
แต่ก่อนปลายหินจะััร่าง—
ครืดดด!
อักขระสีทองก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
มือของเขาถูกบิดออกอย่างรุนแรงจนหินกระเด็นหลุด
“อ๊าก—!”
เทียนอวี่ทรุดลงกับพื้นหอบหายใจถี่
ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน
เขา…ฆ่าตัวเองไม่ได้?
เพราะอะไร?
เพราะเข็มสีดำ?
เพราะสมุนไพร?
หรือเพราะบัญชาเซียน?
ในความมืดอันว่างเปล่าความคิดของเทียนอวี่เริ่มย้อนกลับไปยังคืนแรกในห้องลับใต้สุสาน
ย้อนกลับไปยังโครงกระดูกที่สลักอักขระแน่นทั่วสันหลัง
และข้อความประหลาด่สุดท้ายที่ดูแตกต่างจาก“สามบัญชาเซียน”
“…จุติ…กลาง…ไร้วรรค…”
เด็กชายนิ่งค้าง
ลมหายใจเริ่มช้าลง
เขาจำได้…
ตอนนั้นมีข้อความอีกส่วนหนึ่งที่เขาอ่านไม่ทันเพราะเทียนเสียนคงมาถึงเสียก่อน
ข้อความที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับวิชาบัญชาเลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้—
มันกลับค่อย ๆผุดขึ้นมาในหัวทีละคำ ราวกับถูกสลักเอาไว้ในจิติญญาั้แ่แรก
“ผู้ฝึกจุติกลางไร้วรรค…”
“…จะรับพันธะบัญชาเป็แกนิญญา…”
“…ตราบใดที่บัญชายังอยู่…”
“…ผู้ฝึกไม่อาจทำร้ายสายเืเทียนได้…”
เทียนอวี่เบิกตากว้างทันที
หัวใจราวหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“ไม่อาจ…ทำร้าย…”
เด็กชายค่อย ๆก้มมองมือตัวเองที่ยังสั่นไม่หยุด
ก่อนเสียงหัวเราะแหบพร่าจะหลุดออกมาเบาๆ
“ฮ่า…”
“ฮ่า…ฮ่า…”
เดิมทีวิชานี้คือสิ่งที่เทียนเสียนคงสร้างขึ้นเพื่อทำลายพันธนาการของบัญชาเซียน
แต่เขา—
กลับเป็คนที่ฝึกมันก่อน
และเพราะร่างของเขารับ“บัญชาเซียน” เข้าไปเป็แกนกลางของวิชา
ผลลัพธ์จึงบิดเบี้ยวโดยสมบูรณ์
วิชาจุติกลางไร้วรรคไม่ได้ลบคำสั่ง
แต่มันกลับ “ยึด”คำสั่งนั้นเข้ากับิญญาของผู้ฝึกแทน
นั่นหมายความว่า—
ตราบใดที่เขายังเป็สายเืราชวงศ์เทียน
เขาจะไม่มีวันฆ่าตัวตายได้สำเร็จ
สุสานทั้งแห่งกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
เหลือเพียงเสียงหัวเราะแ่เบาของเด็กชายผู้แม้แต่ความตาย…ก็ยังถูกพรากไปแล้ว
เทียนอวี่นั่งพิงกำแพงหินอยู่เงียบๆ ลมหายใจแ่เบาราวคนใกล้ตาย
ความร้อนในร่างยังคงเผาไหม้อวัยวะอย่างช้าๆขณะที่ความเย็นก็กัดกินกระดูกไม่หยุด
เขาทนมานานเกินพอแล้ว
เด็กชายค่อย ๆก้มลงคลำพื้นหินข้างตัวอย่างเชื่องช้า ก่อนปลายนิ้วจะััเข้ากับบางสิ่ง
เศษกระดูกแหลมคม
คงเป็ของศพราชวงศ์คนใดคนหนึ่งที่แตกหักอยู่ในสุสานแห่งนี้
เทียนอวี่กำมันแน่น
แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
“พอสักที…”
เสียงแหบพร่าหลุดออกจากริมฝีปาก
จากนั้น เขาก็ค่อย ๆยกเศษกระดูกขึ้น
ปลายแหลมเย็นเยียบหยุดอยู่ตรงลำคอ
เพียงแทงลงไป—
ทุกอย่างก็จะจบ
ไม่ต้องทนไฟเผาไม่ต้องทนน้ำแข็งกัดกระดูกไม่ต้องตื่นขึ้นมาเจอนรกทุกวันอีกต่อไป
มือของเทียนอวี่เริ่มออกแรงช้าๆ
แต่ในจังหวะที่ปลายกระดูกกำลังจะแทงทะลุิั—
ครืนนน!
อักขระสีทองพลันปรากฏขึ้นทั่วแขนของเขา
ราวกับโซ่ที่มองไม่เห็นพุ่งเข้ามารัดกล้ามเนื้อทุกส่วนเอาไว้
มือทั้งข้างแข็งค้างกลางอากาศทันที
“อ๊ะ…?”
เทียนอวี่เบิกตากว้าง
เขาพยายามออกแรงต่อ
แต่แขนกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย
ราวกับร่างกายไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป
เด็กชายกัดฟันแน่นก่อนฝืนแทงลงอีกครั้ง
ทว่า—
กร๊อบ!
กระดูกในมือกลับแตกละเอียดเสียเอง
แรงสะท้อนมหาศาลกระแทกจนข้อมือชาไปทั้งแขน
เทียนอวี่หอบหายใจแรงดวงตาสั่นไหวอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไม…”
เขารีบคลานไปคว้าหินแหลมอีกก้อนขึ้นมา
ครั้งนี้แทงใส่หัวใจตัวเองทันที
แต่ก่อนปลายหินจะััร่าง—
ครืดดด!
อักขระสีทองก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
มือของเขาถูกบิดออกอย่างรุนแรงจนหินกระเด็นหลุด
“อ๊าก—!”
เทียนอวี่ทรุดลงกับพื้นหอบหายใจถี่
ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน
เขา…ฆ่าตัวเองไม่ได้?
เพราะอะไร?
เพราะเข็มสีดำ?
เพราะสมุนไพร?
หรือเพราะบัญชาเซียน?
ในความมืดอันว่างเปล่าความคิดของเทียนอวี่เริ่มย้อนกลับไปยังคืนแรกในห้องลับใต้สุสาน
ย้อนกลับไปยังโครงกระดูกที่สลักอักขระแน่นทั่วสันหลัง
และข้อความประหลาด่สุดท้ายที่ดูแตกต่างจาก“สามบัญชาเซียน”
“…จุติ…กลาง…ไร้วรรค…”
เด็กชายนิ่งค้าง
ลมหายใจเริ่มช้าลง
เขาจำได้…
ตอนนั้นมีข้อความอีกส่วนหนึ่งที่เขาอ่านไม่ทันเพราะเทียนเสียนคงมาถึงเสียก่อน
ข้อความที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับวิชาบัญชาเลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้—
มันกลับค่อย ๆผุดขึ้นมาในหัวทีละคำ ราวกับถูกสลักเอาไว้ในจิติญญาั้แ่แรก
“ผู้ฝึกจุติกลางไร้วรรค…”
“…จะรับพันธะบัญชาเป็แกนิญญา…”
“…ตราบใดที่บัญชายังอยู่…”
“…ผู้ฝึกไม่อาจทำร้ายสายเืเทียนได้…”ตามบัญชา แรก
เทียนอวี่เบิกตากว้างทันที
หัวใจราวหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“ไม่อาจ…ทำร้าย…”
เด็กชายค่อย ๆก้มมองมือตัวเองที่ยังสั่นไม่หยุด
ก่อนเสียงหัวเราะแหบพร่าจะหลุดออกมาเบาๆ
“ฮ่า…”
“ฮ่า…ฮ่า…”
เดิมทีวิชานี้คือสิ่งที่เทียนเสียนคงสร้างขึ้นเพื่อทำลายพันธนาการของบัญชาเซียน
แต่เขา—
กลับเป็คนที่ฝึกมันก่อน
และเพราะร่างของเขารับ“บัญชาเซียน” เข้าไปเป็แกนกลางของวิชา
ผลลัพธ์จึงบิดเบี้ยวโดยสมบูรณ์
วิชาจุติกลางไร้วรรคไม่ได้ลบคำสั่ง
แต่มันกลับ “ยึด”คำสั่งนั้นเข้ากับิญญาของผู้ฝึกแทน
นั่นหมายความว่า—
ตราบใดที่เขายังเป็สายเืราชวงศ์เทียน
เขาจะไม่มีวันฆ่าตัวตายได้สำเร็จ
สุสานทั้งแห่งกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
เหลือเพียงเสียงหัวเราะแ่เบาของเด็กชายผู้แม้แต่ความตาย…ก็ยังถูกพรากไปแล้ว
โลกของเทียนอวี่กลับเข้าสู่ความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าก้นเหวอีกครั้ง
ฤทธิ์ของเข็มดำยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ดวงตาไม่อาจเห็นแสงหูไม่อาจได้ยินเสียงแม้แต่กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งอยู่ทั่วสุสานก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น
สิ่งเดียวที่ยังยืนยันว่าเขามีชีวิตอยู่—
คือ “ความเ็ป”
ไฟยังคงเผาอวัยวะภายในช้าๆน้ำแข็งยังคงแช่แข็งเส้นเืทุกสาย
ความร้อนและความเย็นตีกันอยู่ในร่างของเขาราวสัตว์อสูรสองตัวที่ไม่มีวันหยุดเข่นฆ่ากัน
เทียนอวี่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหินมือที่เคยพยายามจะปลิดชีพตนเองยังคงสั่นระริก
แต่ภายในความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งััทั้งห้านั้น—
จิตสำนึกของเขากลับเริ่ม“ขยาย” ออกอย่างประหลาด
เมื่อหูไม่ได้ยินเขากลับเริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นะเืบางอย่างในอากาศ
เมื่อตาไม่อาจมองเห็นเขากลับเริ่มััได้ถึง“ไอพลัง” ที่หลงเหลืออยู่รอบตัว
ปลายนิ้วของเขาที่แตะอยู่บนเศษกระดูกแตกหักข้างกายค่อย ๆ รับรู้ถึงบางสิ่งที่ลึกยิ่งกว่าผิวัั
มันไม่ใช่แค่รอยร้าว
แต่มันคือ“ร่องรอยของพลัง”
ทุกเศษกระดูกที่แตกหักอยู่ในสุสานแห่งนี้ล้วนมีอักขระจาง ๆ ซ่อนอยู่ภายใน
อักขระที่ราชครูแอบสลักเอาไว้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เทียนอวี่ค่อย ๆลากปลายนิ้วไปตามรอยสลักเ่าั้ช้า ๆ
ในความมืดที่ไร้ภาพและเสียงอักขระประหลาดที่เขาเคยเห็นเพียงเสี้ยววินาทีในห้องลับวันนั้นเริ่มผุดขึ้นมาในหัวทีละตัว…ทีละตัว…
ราวกับมีใครกำลังสลักมันลงในจิติญญาของเขาอีกครั้ง
มันไม่ใช่การ “อ่าน”
แต่มันคือการ—
“จดจำด้วยกระดูก”
อักขระแต่ละตัวค่อยๆ เชื่อมต่อกันอย่างช้า ๆ
“…จุติกลางภพ…”
“…ไร้พันธนาการ…”
“…ตัดขาดโซ่บัญชา…”
เทียนอวี่พลันชะงัก
หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที
เขาเข้าใจแล้ว
วิชานี้ไม่ได้ชื่อ“จุติกลางไร้วรรค”
แต่แรกเริ่ม—
มันมีชื่อเต็มอยู่แล้ว
“วิชาจุติกลางภพไร้พันธนาการ”
เพียงแต่ส่วนท้ายของชื่อและเนื้อหาวิชาถูกทำลายไปบางส่วนจึงเหลือเพียงคำขาด ๆ บนกระดูกสันหลัง
เทียนอวี่นิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนความคิดหนึ่งจะค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัว
ถ้าวิชานี้สามารถปลดพันธนาการของบัญชาเซียนได้จริง…
เหตุใดเทียนเสียนคงจึงไม่ทำลาย“กระดูกที่บันทึกวิชาบัญชาเซียน” ทิ้งเสีย?
ราชครูเกลียดสามบัญชาเซียนยิ่งกว่าสิ่งใดบนโลกเกลียดจนถึงขั้นสร้างวิชาจุติกลางภพไร้พันธนาการขึ้นมาเพื่อต่อต้านมัน
แต่ในเมื่อเป็เช่นนั้น—
เหตุใดเขาจึงยังปล่อยให้กระดูกพวกนี้คงอยู่?
และยิ่งประหลาดกว่านั้น…
เหตุใดราชครูถึงสลัก“วิชาของตัวเอง” ทับลงไปบนกระดูกเดียวกัน?
ความคิดมากมายไหลผ่านหัวของเทียนอวี่อย่างเชื่องช้า
ก่อนเขาจะค่อย ๆเข้าใจบางอย่าง
เพราะเทียนเสียนคง“ทำลาย” มันไม่ได้
บัญชาแรกไม่ได้ห้ามเพียงการฆ่าสายเืราชวงศ์เทียนเท่านั้น
แม้แต่ “ศพ” และ“สุสาน” ของราชวงศ์ ก็ยังถูกนับเป็ส่วนหนึ่งของพันธะ
ราชครูจึงไม่อาจบดทำลายกระดูกเหล่านี้ได้โดยตรง
ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาทำได้—
คือใช้มัน
ใช้กระดูกบรรพชนเป็พื้นที่ทดลอง
ใช้ร่องอาคมของบัญชาเซียนที่สลักอยู่บนกระดูกเป็ฐานในการวิเคราะห์หาช่องโหว่
และเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี…
รอยสลักของ“สามบัญชาเซียน” กับ “วิชาจุติกลางภพไร้พันธนาการ” ก็เริ่มเชื่อมทับกันโดยสมบูรณ์
ราวกับวิชาทั้งสองกำลังกัดกินกันเอง
เทียนอวี่หายใจช้าลง
ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจอีกเื่หนึ่งเช่นกัน
บางที…
วิชาจุติกลางภพไร้พันธนาการอาจไม่ใช่วิชาที่ “สร้างขึ้นใหม่” ั้แ่ต้น
แต่มันคือวิชาที่ราชครูค่อยๆ ดัดแปลงออกมาจาก “ตัวอาคมบัญชาเซียน” เอง
ใช้พันธนาการ—
เพื่อหาทางทำลายพันธนาการ
และเพราะเหตุนี้วิชาทั้งสองจึงเชื่อมโยงกันลึกกว่าที่ใครคาดคิด
ลึกเสียจน—
เมื่อเทียนอวี่ฝึกมันเข้าไปร่างของเขาจึงกลายเป็สิ่งประหลาดที่แม้แต่ราชครูก็คาดไม่ถึง
ในความมืดอันเงียบงันเทียนอวี่ค่อย ๆลากลมปราณที่กำลังเผาไหม้อวัยวะภายในให้ไหลไปตามแนวอักขระที่ตนจดจำได้
ความเ็ปรุนแรงจนร่างแทบฉีกขาด
แต่ครั้งนี้—
เขาไม่ได้ต่อต้านมัน
ไฟเผาเส้นชีพจรน้ำแข็งแช่แข็งกระดูก
ส่วนเขา…
กำลังใช้สองสิ่งนั้น“สลักวิชา” ลงบนร่างตัวเอง
ทีละรอยทีละส่วน
ราวกับกำลังสร้างเส้นชีพจรใหม่ขึ้นจากซากปรักหักพังของร่างเดิม
โดยที่แม้แต่เทียนเสียนคงเองก็ไม่อาจล่วงรู้