God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 157 การประลองราชันย์รุ่นเยาว์

                “พี่ชาย” ซ่งหงเสวี่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้มสดใสนางละความสนใจจากมู่เทียนหลงและก้าวขาเข้าหาซ่งไป่หลาง “ตอนนี้อาการของท่านอาเจียงดีขึ้นมากแล้ว นอกจากแขนขาและอวัยวะภายในจะถูกฟื้นฟูจนสมบูรณ์แข็งแรงระดับพลังที่เคยถดถอยเพราะอาการบาดเจ็บก็ฟื้นฟูจนถึงจุดสูงสุดดั้งเดิมแล้วเช่นกันท่านอาเจียงคิดถึงท่านมาก”

            “ข้าเข้าใจ รอให้ข้ามีเวลาจะไปเยี่ยมเยียนท่านอาเจียงอีกรอบ” ซ่งไป่หลางตอบกลับ

            อันที่จริงซ่งหงเสวี่ยต้องการเอ่ยถึงมารดาบุญธรรมของนางเช่นกันทว่าเนื่องจากมู่เทียนหลงเองก็อยู่ที่นี่จึงทำให้นางไม่สะดวกเอ่ยปาก

            มู่เทียนหลงมีท่าทีอึดอัดใจเล็กน้อยเนื่องจากการปรากฏตัวของซ่งไป่หลางได้ทำลายโอกาสในการสารภาพความรู้สึกของมันออกไปอย่างไรก็ตามมันไม่รู้ว่าซ่งไป่หลางจงใจทำเช่นนั้นดังนั้นมันจึงพยักหน้าทักทายซ่งไป่หลางคราหนึ่งก่อนจะเอ่ย“หงเสวี่ยซ่งไป่หลางข้าขอตัวก่อน ไม่รบกวนพวกเจ้าแล้ว”

            “อืม” ซ่งไป่หลางตอบรับสั้นๆ

            “เจ้าอยู่กับองครักษ์หยุนก็ตั้งใจฝึกฝนเข้าละ มิเช่นนั้นข้าจะแซงหน้าเจ้าไปก่อน” ซ่งหงเสวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ

            “แน่นอน” มู่เทียนหลงหัวเราะแกนๆก่อนจะจากไป

            เมื่อมั่นใจว่ามู่เทียนหลงจากไปแล้วซ่งหงเสวี่ยจึงเอ่ยถึงมารดาบุญธรรมของนาง “พี่ชาย อาการของท่านแม่ดีขึ้นมากแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ถึงจุดที่เรียกได้ว่าหายขาดแต่ท่านแม่ก็ยืนยันว่าอาการของนางจะไม่ทรุดหนักลงมากไปกว่านี้ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณท่านและท่านลุงเซี่ยจริงๆ”

            “เหอะๆ มิจำเป็นต้องเกรงใจอันใดข้ารักษาเฉินจือหยาส่วนหนึ่งเพราะนางเป็นมารดาบุญธรรมที่ดูแลเจ้าด้วยความรักใคร่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะข้าต้องการใช้ประโยชน์จากนางและจวินเฟิงซื่อเทียน หลังจากที่การรักษาจบลงทั้งข้าและไป่หลางย่อมได้รับผลตอบแทนที่ควรได้” เซี่ยหยางปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าหญิงสาว

            “ท่านลุงเซี่ย” ซ่งหงเสวี่ยคารวะอีกฝ่าย “เรื่องนี้ข้าได้ยินจากท่านพ่อบุญธรรมแล้ว หากท่านและท่านพี่ได้รับภูมิปัญญาเกี่ยวกับรากฐานศักดิ์สิทธิ์และวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์จากท่านแม่จะต้องเป็นประโยชน์ต่อพวกท่านอย่างแน่นอน”

            เซี่ยหยางพยักหน้า “ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริงความเข้าใจของนางย่อมสูงส่งกว่าคนนอกอย่างข้า ในอดีตข้าใช้เวลายาวนานเพื่อซึมซับและศึกษาเกี่ยวกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์อาศัยความรู้ของข้ารวมกับเฉินจือหยาพี่ชายของเจ้าจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้โดยใช้เวลาน้อยกว่าข้าหลายเท่าตัว”

            “ท่านลุงเซี่ยหลังจากที่ท่านรักษาท่านแม่จนหายขาดแล้วท่านและพี่ชายมีแผนการจะทำสิ่งใดต่องั้นหรือ” ซ่งหงเสวี่ยเอ่ยถามขึ้นมาเรื่องนี้เป็นความกังวลลึกๆของนางเนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้มีโอกาสอยู่กับพี่ชายเป็นเวลานานตั้งแต่เกิดมาการได้มีพี่ชายที่คอยห่วงใยและปกป้องทำให้นางรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยและมีความสุขอย่างมาก ดังนั้นเมื่อคิดว่าในอนาคตซ่งไป่หลางจะจากไปอีกครั้งสิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกใจหายอย่างไม่อาจหักห้าม

            เซี่ยหยางตอบกลับ “เป้าหมายต่อไปของข้าก็คือดินแดนร้อยประตู”

            “ที่แท้ก็เป็นสถานที่แห่งนั้น” ซ่งหงเสวี่ยถอนหายใจเบาๆนางสามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็วบนโลกที่กว้างใหญ่นี้มีเพียงไม่กี่ดินแดนเท่านั้นที่อยู่นอกอำนาจการควบคุมของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ดินแดนเทพพฤกษาที่ถูกปกป้องโดยปู่ของรั่วอวี่ ดินแดนราชันย์ที่มีสามจักรพรรดิมารบรรพกาลดูแลรักษาและสุดท้ายคือดินแดนร้อยประตูที่เป็นศูนย์รวมของภูมิปัญญาและยอดฝีมือที่แข็งแกร่ง

            เซี่ยหยางหัวเราะเบาๆ “เจ้าวางใจเถอะกว่าจะรักษาเฉินจือหยาเสร็จต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกครึ่งปี และยังต้องเผื่อเวลาให้เฉินจือหยาถ่ายทอดภูมิปัญญาของนางให้แก่พี่ชายของเจ้าอีกด้วยจนกว่าพวกเราจะไปจากดินแดนราชันย์ข้าคาดว่าต้องใช้เวลาราวๆหนึ่งปีเป็นอย่างต่ำ”

            “หนึ่งปีงั้นหรือ” ซ่งหงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเผยรอยยิ้ม“เช่นนั้นก็นับว่าพอดียิ่งนักปีหน้าจะเป็นปีที่พิเศษสำหรับดินแดนราชันย์ นั่นคือเป็นปีที่งานประลองราชันย์รุ่นเยาว์ถูกจัดขึ้นข้าเองก็จะเข้าร่วมการประลองครั้งนี้เช่นกัน”

            “โอ้การประลองราชันย์รุ่นเยาว์ของดินแดนราชันย์จะจัดขึ้นปีหน้างั้นรึ นับว่าพอดีเสียจริง” เซี่ยหยางอุทานเบาๆ

            “งานประลองราชันย์รุ่นเยาว์คือสิ่งใดหรือ” ซ่งไป่หลางเอ่ยถามอย่างสับสน

            ซ่งหงเสวี่ยอธิบาย “พี่ชาย งานประลองราชันย์รุ่นเยาว์จะเป็นการแสดงความสามารถของเหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่มีอายุไม่ถึงสามสิบปีอัจฉริยะรุ่นใหม่ในดินแดนราชันย์จากทุกขั้วอำนาจจะมาเข้าร่วมการประลองนี้เพื่อแสดงศักยภาพของตนเองการประลองนี้ถูกจัดทุกเจ็ดปีดังนั้นมันจึงได้รับความสนใจอย่างมาก”

            “การประลองราชันย์รุ่นเยาว์นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของข้าในวังจักรพรรดิมารอัคคีเมื่อเจ็ดปีก่อนข้าที่มีพลังระดับขั้นหนึ่งรวมวิญญาณได้เอาชนะราชันยุทธ์ผู้หนึ่งในงานประลองนี้และได้แสดงพรสวรรค์ธาตุอัคคีของข้าออกมาทำให้ท่านพ่อบุญธรรมเล็งเห็นถึงความสามารถของข้าและต้องการดึงตัวข้าเข้าร่วมกับวังจักรพรรดิมารอัคคี”

            “เช่นนี้เอง” ซ่งไป่หลางพยักหน้าเข้าใจในที่สุดอย่างไรก็ตามความกังวลได้ฉายแสดงบนใบหน้าของชายหนุ่ม “เจ้าเข้าร่วมการประลองเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อนทั้งยังมีพลังระดับรวมวิญญาณเพียงเท่านั้น หากคู่ต่อสู้ของเจ้าไม่ใช่ราชันยุทธ์ขั้นต้นแต่เป็นยอดฝีมือราชันยุทธ์ขั้นปลายหรือกระทั่งจักรพรรดิมนุษย์เช่นนั้นเจ้าคงไม่รอดมาจนถึงทุกวันนี้เป็นแน่”

            ซ่งหงเสวี่ยหัวเราะสดใส “พี่ชายท่านไม่ต้องกังวล อันที่จริงการประลองก็มีกฎของมันอยู่นั่นคือผู้ที่มีระดับพลังต่ำกว่าสามารถท้าทายผู้ที่มีระดับพลังสูงกว่าได้ทว่าผู้ที่มีระดับพลังสูงไม่สามารถท้าทายผู้ที่มีพลังต่ำกว่าตนเอง ดังนั้นข้าจึงไม่มีโอกาสได้รับอันตรายอันใดข้าจะเลือกคู่ต่อสู้ที่ประเมินแล้วว่าข้ามีโอกาสเอาชนะได้ก่อนที่จะลงมือมิใช่ท้าทายโดยไม่ยั้งคิด”

            “อืม เช่นนั้นก็ดีอย่างไรก็ตามเนื่องจากตอนนี้เจ้ากลายเป็นบุตรสาวบุญธรรมของจักรพรรดิมารอัคคีและมีพรสวรรค์ที่สูงส่งระดับพลังของเจ้าก็ยังแข็งแกร่งกว่าในอดีตอย่างชัดเจนดังนั้นการประลองนี้คงไม่มีที่ให้เจ้าได้แสดงความสามารถแล้วกระมัง”

            ซ่งหงเสวี่ยส่ายหน้าทันที “ท่านพี่ท่านประเมินศักยภาพของอัจฉริยะในดินแดนราชันย์ต่ำเกินไปแล้ว ดินแดนราชันย์มิได้มีเพียงวังจักรพรรดิมารอัคคียังมีวังจักรพรรดิมารดาบและวังจักรพรรดิมารโลหิตอยู่ด้วยเช่นกัน อัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของขั้วอำนาจทั้งสองนี้ล้วนแข็งแกร่งจนข้าไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะพวกมันได้”

            “โอ้” ความสนใจของซ่งไป่หลางเพิ่มทวีมากขึ้น ระดับพลังของซ่งหงเสวี่ยขณะนี้นับว่าแข็งแกร่งยิ่งนักในความเป็นจริงนางน่าจะแข็งแกร่งกว่าหลี่เฉียนและมู่เทียนหลงอย่างน้อยสองถึงสามขั้นดังนั้นตัวตนของอัจฉริยะจากสองขั้วอำนาจที่เหลือย่อมต้องแข็งแกร่งไม่น้อยไปกว่านางเช่นกัน

            “พวกมันเป็นใครงั้นหรือ” ซ่งไป่หลางเอ่ยถามด้วยความสนใจ

            “บุตรชายคนเล็กของจักรพรรดิมารดาบฮั่วตงฟางอายุยี่สิบปีระดับพลังอยู่ที่ขั้นจักรพรรดิมนุษย์ ด้วยสายเลือดดาบมารบรรพกาลผสมผสานกับวิชาดาบอันร้ายกาจของจักรพรรดิมารดาบจึงทำให้มันเป็นยอดฝีมือผู้ใช้อาวุธที่แข็งแกร่งอย่างมาก ความสามารถในการต่อสู้ของมันสามารถเอาชนะได้กระทั่งจักรพรรดิปฐพีเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง” ซ่งหงเสวี่ยอธิบายตามความเข้าใจของนาง

            “สำหรับวังจักรพรรดิมารโลหิต บุตรสาวเพียงคนเดียวของจักรพรรดิมารโลหิตหลินอี้หรานอายุสิบเก้าปีระดับพลังอยู่ที่ขั้นจักรพรรดิมนุษย์เช่นกัน นางมีสายเลือดมารโลหิตบรรพกาลและมีพรสวรรค์มากกว่าพี่ชายทั้งสี่คนของนางเสียอีกว่ากันว่าจักรพรรดิมารโลหิตตั้งความหวังไว้กับนางมากความสามารถในการต่อสู้ของนางก็เทียบเคียงกับจักรพรรดิปฐพีเป็นอย่างน้อยเช่นกัน”

            “อายุสิบเก้าปีและยี่สิบปีมีพลังขั้นจักรพรรดิมนุษย์งั้นหรือ” ซ่งไป่หลางรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้คู่ควรแก่การเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดในดินแดนราชันย์อันยิ่งใหญ่ระดับพลังของมันด้วยอายุเพียงเท่านี้นับว่าหาได้ยากจริงๆ

            ที่สำคัญก็คือศักยภาพในการต่อสู้ข้ามขั้นสิ่งนี้จึงเป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าพวกมันมิใช่ยอดฝีมือธรรมดาแต่เป็นอัจฉริยะที่สามารถท้าทายศัตรูที่อยู่เหนือขอบเขตของตนเอง

            “นอกจากนี้เนื่องจากนี่เป็นการประลองครั้งใหญ่ของดินแดนราชันย์ทั้งหมดดังนั้นนอกจากสามขั้วอำนาจใหญ่ของวังจักรพรรดิแล้วยังมีขั้วอำนาจระดับรองลงมาเข้าร่วมด้วยจำนวนมากอายุสูงสุดของผู้เข้าร่วมประลองคือสามสิบปีดังนั้นจึงมีจักรรพรดิปฐพีและจักรพรรดิมนุษย์อีกมากมายเข้าร่วมการประลองนี้ แต่ในความคิดของข้านอกจากฮั่วตงฟางและหลินอี้หรานแล้วคนอื่นๆยังไม่นับว่าน่ากลัวมากเท่าใดนัก”

            “อืม เมื่อเทียบกับคนเหล่านั้นเจ้ามีอายุน้อยกว่าพวกมันและยังมีระดับพลังต่ำกว่าอีกด้วยดังนั้นการประลองครั้งนี้เจ้าอาจจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็เป็นได้” ซ่งไป่หลางถอนหายใจเบาๆ

            ปัจจุบันซ่งหงเสวี่ยอายุสิบแปดปีและมีระดับพลังขั้นแปดราชันยุทธ์นับว่าเป็นระดับพลังที่สูงส่งเหนือมาตรฐานแล้ว อย่างไรก็ตามนางยังคงตามหลังอัจฉริยะเหล่านั้นอยู่ก้าวหนึ่ง

            “ท่านพี่ไม่ต้องกังวล เนื่องจากอาการเพลิงแฝงร่างทำให้ข้าไม่สามารถทุ่มเทสมาธิไปกับการฝึกฝนอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาอย่างไรก็ตามตอนนี้อาการเพลิงแฝงร่างได้ถูกแก้ไขแล้วเวลาหนึ่งปีที่เหลือข้าจะทุ่มเทฝึกฝนยิ่งได้รับการช่วยเหลือด้านโอสถจากท่านข้ามั่นใจว่าจะสามารถทะยานไปถึงจุดสูงสุดของขั้นราชันยุทธ์หรือกระทั่งอาจก้าวผ่านไปสู่ขั้นจักรพรรดิมนุษย์ได้ในเวลาหนึ่งปี” ซ่งหงเสวี่ยตอบกลับ

            ซ่งไป่หลางลังเลเล็กน้อยมันต้องการมอบเคล็ดวิชากายาบัวพิสุทธิ์ให้แก่น้องสาวเนื่องจากนี่เป็นไพ่ตายที่สามารถช่วยให้สามารถพัฒนาพลังต่อสู้อย่างก้าวกระโดดและมีโอกาสเอาชนะศัตรูที่เหนือกว่าอย่างไรก็ตามเซี่ยหยางได้หยุดยั้งความคิดของมันเอาไว้

            ‘เคล็ดวิชากายาบัวพิสุทธิ์ของเจ้าเป็นวิชาประเภทต่อต้านสวรรค์ที่อันตรายอย่างยิ่งนอกจากนี้เคล็ดวิชาแต่ละอย่างมีความเหมาะสมกับบุคคลต่างกัน หากน้องสาวของเจ้าพยายามเรียนรู้เคล็ดวิชากายาบัวพิสุทธิ์มีความเป็นไปได้สูงมากที่นางจะไม่สามารถใช้งานมันได้ในระดับเดียวกับเจ้าและสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เจ้าวางใจเถอะคิดว่าจวินเฟิงซื่อเทียนเป็นตาเฒ่าที่มีชีวิตหลายร้อยปีโดยเปล่าประโยชน์หรืออย่างไรมันย่อมมีวิชาที่เหมาะกับเพลิงมารบรรพกาลถ่ายทอดแก่น้องสาวของเจ้าอยู่แล้ว’

            ซ่งไป่หลางพยักหน้าช้าๆ “เอาเถอะเจ้าพยายามฝึกฝนอย่างเต็มที่ข้าเชื่อว่าหนึ่งปีจากนี้ไปเจ้าจะสามารถไล่ตามพวกมันทันได้อย่างแน่นอนข้าเองก็ต้องฝึกฝนตนเองเช่นกัน พลังระดับขั้นรวมวิญญาณของข้าทำให้เกิดอุปสรรคในการต่อสู้หลายครั้งบางทีข้าควรเร่งพัฒนาให้ถึงขั้นราชันยุทธ์ได้แล้ว”

            “อืม ท่านพี่หากต้องการฝึกฝนท่านสามารถไปยังหอมารอัคคีบรรพกาลได้ท่านพ่อบุญธรรมได้อนุญาตในเรื่องนี้แล้วหอมารอัคคีบรรพกาลเป็นสถานที่ที่มีพลังวิญญาณธาตุอัคคีเข้มข้นสูงส่ง แม้ท่านจะใช้พลังธาตุวารีเป็นหลักแต่พรสวรรค์พลังธาตุอัคคีของท่านก็ยังโดดเด่นเช่นกันหากฝึกฝนในหอมารอัคคีบรรพกาลข้าเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านในการฝึกมากทีเดียว”

            ซ่งไป่หลางพลันนึกถึงค่ายกลธรรมชาติที่ดินแดนตราสูญและหอเทพพฤกษาของสำนักพงไพรการฝึกในสถานที่ที่มีพลังงานหนาแน่นนับว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ฝึกมากจริงๆอย่างที่ซ่งหงเสวี่ยกล่าวแม้ธาตุอัคคีจะไม่ใช่ธาตุหลักที่มันใช้แต่ก็เป็นธาตุที่เหมาะสมกับร่างกายและพรสวรรค์ดั้งเดิมของมันดังนั้นการฝึกฝนในหอมารอัคคีบรรพกาลล้วนแต่เป็นประโยชน์ไม่มีโทษสำหรับมัน

            “เช่นนั้นพวกเราไปเยี่ยมท่านอาเจียงกันก่อนแล้วค่อยเริ่มต้นฝึกฝนก็แล้วกัน”

            “อืม ไปกันเถอะ” ซ่งหงเสวี่ยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

            เรือนพักของซ่งเจียงร่างที่เคยบาดเจ็บสาหัสและอ่อนแรงบัดนี้ได้ฟื้นกลับคืนมาอยู่ในสภาวะสมบูรณ์ในที่สุดเวลานี้ซ่งเจียงกำลังฝึกฝนพลังของมันเนื่องจากระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมามันตกอยู่ในอาการบาดเจ็บพลังของมันจึงถดถอยลงและมิอาจพัฒนาขึ้นมาได้จนถึงตอนนี้มันเป็นเพียงราชันยุทธ์ขั้นเก้าผู้หนึ่งความสามารถในการต่อสู้ของมันยังด้อยกว่าซ่งหงเสวี่ยและมู่เทียนหลง กระทั่งซ่งไปหลางเองหากใช้เคล็ดกายาบัวพิสุทธิ์ก็สามารถเอาชนะมันได้

            ในฐานะคนรับใช้ของตระกูลซ่งการเติบโตของคนทั้งสองทำให้ซ่งเจียงรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนักทว่าหลังจากนี้ไปด้วยระดับความสามารถของมันคงไม่อาจช่วยเหลืออันใดซ่งหงเสวี่ยได้อีกแล้วดังนั้นซ่งเจียงจึงได้พยายามอย่างหนักที่จะพัฒนาตนเองแม้เพียงน้อยนิดเพื่อที่ว่าในอนาคตมันจะมีโอกาสได้ทำประโยชน์ให้กับซ่งหงเสวี่ยอีกครั้ง

            “ฟู่” ซ่งเจียงสูดลมหายใจลึกก่อนจะผ่อนลมหายใจออก ในฐานะที่เป็นข้ารับใช้ของตระกูลซ่งมันเชี่ยวชาญวิชาธาตุอัคคีเป็นหลักดังนั้นสภาพแวดล้อมของพื้นที่รอบๆวังจักพรรรดิมารอัคคีจึงเป็นผลดีกับการฝึกฝนของมันเช่นกัน

            “ท่านอาเจียง พวกเรามาเยี่ยมท่านแล้ว” เสียงสดใสของซ่งหงเสวี่ยทำให้รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซ่งเจียงทันทีมันรีบลุกขึ้นก่อนจะก้าวเท้าออกไปต้อนรับการมาถึงของนางแต่เมื่อเห็นว่านางมิได้มาเพียงลำพังรอยยิ้มบนใบหน้าของมันก็ยิ่งกว้างขึ้น

            “ท่านอาเจียง อาการของท่านดีขึ้นมากทีเดียว” ซ่งไป่หลางหัวเราะอย่างพึงพอใจดูเหมือนโอสถที่มันหลอมให้ซ่งเจียงจะใช้ได้ผลดีเยี่ยม

            “นายน้อย โอสถของท่านนับว่าเป็นสุดยอดโอสถอย่างแท้จริงอาการของข้าที่ผ่านมากระทั่งผู้ปรุงโอสถของวังจักรพรรดิมารอัคคีที่คุณหนูพามาดูอาการก็ยังส่ายหน้าและบอกว่าไม่มีหนทางรักษาให้กลับสู่สภาพปกตินึกไม่ถึงโอสถของนายน้อยกลับสามารถทำให้ร่างกายที่ใกล้ตายของข้ากลับมาเป็นปกตินอกจากนี้ข้ายังรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่พัฒนาขึ้นอีกด้วย” ซ่งเจียงเอ่ยด้วยความซาบซึ้งและชื่นชม

            “โอสถคุณภาพระดับห้าจะเทียบกับโอสถทั่วไปได้อย่างไร” ซ่งไป่หลางตอบกลับ“ท่านหายดีก็ดีแล้วอาการของท่านทำให้น้องสาวข้ากระวนกระวายใจเป็นเวลานาน หลังจากนี้นางจะได้เลิกกังวลเสียที”

            “ทำให้คุณหนูต้องลำบากแล้ว” ซ่งเจียงถอนหายใจเบาๆ

            “ลำบากอันใดกัน หากไม่ใช่เพราะท่านเสียสละตนเองปกป้องข้าเอาไว้ข้าจะยังมีชีวิตรอดได้จนถึงทุกวันนี้หรือ หากไม่ใช่เพราะท่านดูแลข้ามาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ข้าจะเติบโตขึ้นมาได้อย่างไรกัน” ซ่งหงเสวี่ยแสดงท่าทีไม่พอใจ“ท่านอาเจียง แม้ว่าแท้จริงพวกเราจะมิได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดแต่ในสายตาของข้าท่านเป็นเหมือนบิดาอีกคนหนึ่งของข้า ดังนั้นอย่าได้พยายามแสดงท่าทีห่างเหินต่อข้าอีกเลย”

            “เสวี่ยเอ๋อพูดถูกแล้ว ท่านเป็นคนที่เลี้ยงดูและช่วยเหลือนางตั้งแต่ยังเป็นทารกนางนับถือท่านดุจดังบิดาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เฮ้อเอ่ยถึงเรื่องนี้แล้วข้าต่างหากที่โชคร้ายมีคนที่ให้ข้าเรียกว่าบิดาแต่กลับไม่เคยใส่ใจเลี้ยงดูข้าเป็นเวลานับสิบปีเทียบกันแล้วเสวี่ยเอ๋อนับว่าโชคดีกว่าข้ามากนักท่านก็อย่าได้ปฏิเสธความต้องการของนางเลย” ซ่งไป่หลางเอ่ยเสริม

            “คุณหนู นายน้อย” หยาดน้ำตาเอ่อคลออยู่ในดวงตาของซ่งเจียง ‘นายท่าน บุตรทั้งสองของท่านช่างเติบโตมาได้ดียิ่งนัก’

            “ท่านอาเจียงเนื่องจากท่านพี่จะพักอาศัยอยู่ที่วังจักพรรดิมารอัคคีเป็นเวลาหนึ่งปีจนถึงช่วงการประลองราชันย์รุ่นเยาว์ดังนั้นหนึ่งปีนี้ท่านก็ย้ายเข้ามาพักที่เขตด้านในวังจักรพรรดิมารอัคคีเถอะ พวกเราจะได้พบกันบ่อยๆ” ซ่งหงเสวี่ยเอ่ยชวน

            อันที่จริงก่อนหน้านี้ซ่งเจียงเองก็อาศัยอยู่ในเขตด้านในเนื่องจากมันเป็นคนสนิทของซ่งหงเสวี่ยแต่หลังจากที่มันได้รับบาดเจ็บทุกครั้งที่ซ่งหงเสวี่ยเห็นสภาพของมันมักจะทำให้นางรู้สึกเสียใจอยู่เสมอซ่งเจียงเองก็ไม่ต้องการให้นางเห็นสภาพที่น่าอนาจของมันจึงร้องขอด้วยตนเองและออกมาอาศัยอยู่ที่อาณาเขตภายนอกแม้ซ่งหงเสวี่ยจะคัดค้านแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถขัดความต้องการของมันได้สำเร็จ

            “อืม เรื่องนี้ข้าเห็นด้วย แม้วังจักรพรรดิมารอัคคีจะกว้างใหญ่ทว่าคนที่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของข้าและสามารถพูดคุยด้วยได้นับดูแล้วก็มีไม่กี่คนจะให้ข้าสนทนากับสี่องครักษ์หรือจักรพรรดิมารอัคคีก็ไม่เหมาะนักเสวี่ยเอ๋อเองก็ใกล้จะต้องเก็บตัวฝึกฝนอย่างตั้งใจแล้ว นอกจากนี้ข้ายังมีผู้ติดตามคนใหม่ที่ต้องเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างหากท่านอาเจียงช่วยดูแลให้คงทำให้ข้าวางใจได้” ซ่งไป่หลางพยักหน้าเห็นด้วย

            ซ่งเจียงมองสองพี่น้องตระกูลซ่งด้วยความซาบซึ้ง“ข้าเข้าใจแล้วเช่นนั้นข้าจะย้ายเข้าไปด้านในเขตวังจักรพรรดิมารอัคคีและช่วยอบรมสั่งสอนผู้ติดตามของนายน้อยให้เอง”

คล้ายกับเรื่องGod of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์) ที่คุณอ่าน