บทที่ 62
เป้าหมายที่คนอยากสังหาร
จะมีใครบ้างที่เกิดขึ้นมาก็โดนฟ้าดินตัดแบ่งจิตให้กลายเป็นคนสองคนในร่างเดียว
เป็นคนสองคนจริงๆเพราะแบบนั้นสภาวะนี้จึงเป็นสภาวะที่พิเศษเป็นอย่างยิ่ง
เจียงเฟิงเลยค่อนข้างอยากจะรู้เกี่ยวกับข้อมูลพวกนี้ แม้ว่าอาจารย์ของเขาจะบอกหลายอย่างเกี่ยวกับคนที่มีสภาวะนี้แล้วบอกถึงความพิเศษ
แต่อันที่จริงแล้วเกี่ยวกับเรื่องความลับส่วนลึกหลายๆอย่าง มันจำเป็นจะต้องไปถามผู้ที่มีสภาวะนี้ด้วยตนเอง
เกาเฉินยกชาขึ้นมาดื่ม “เหตุใดเจ้าถึงคิดว่าข้าทำให้เขาหลับลึกไปแล้ว”
เจียงเฟิงยิ้ม “เห็นได้ชัดว่าสภาพตัวตนทั้งสองของพวกเจ้า เจ้ามีพลังอำนาจมากกว่า”
“ถ้าเกิดว่าเจ้าอยากให้อีกฝ่ายนั้นหลับไปตลอดก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย”
“เพราะแบบนั้นข้าเลยค่อนข้างจะสงสัยว่าตอนนี้เจ้าทำให้อีกคนในร่างกายของเจ้าหลับไปแล้วหรือ?”
เกาเฉินหรี่ตาของตนเองเล็กลง เกาเฉินจ้องมองบุรุษที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง
ในตอนแรกเกาเฉินไม่ค่อยมั่นใจแต่หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก ในตอนนี้มันมั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายนั้นรู้เกี่ยวกับความลับของมันจริงๆ
ความลับเกี่ยวกับตัวของมันที่มีสองคนภายในร่างเดียว เรื่องนี้มีคนรู้น้อยเป็นอย่างมาก
และถ้าเกิดว่าคนที่รู้เกี่ยวกับความลับเรื่องนี้เป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจ สิ่งที่มันจะทำก็คือการสังหารคนผู้นั้น
เพราะว่าความลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ถือว่าเป็นความลับที่ใหญ่เป็นอย่างยิ่ง
เกาเฉินรู้จากข้อมูลในอดีตว่าตัวตนอย่างพวกเขา มีพวกสัตว์ประหลาดเท่าที่อยู่ในโรงมากมายอยากสังหาร
การปิดบังเกี่ยวกับเรื่องความรักเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่โตที่สุด
เกาเฉินแผ่จิตสังหารออกมาทางดวงตา
เจียงเฟิงยิ้มส่ายหัว “ข้าไม่ได้คิดจะบอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“เจ้าจะเติบโตจนสามารถบรรลุไปถึงระดับของเทพเซียนได้หรือไม่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้า”
เกาเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าไม่กลัวอย่างนั้นหรือ?”
เจียงเฟิงส่งเสียงหัวเราะ
“กลัวสิ่งใด กลัวว่าเจ้าจะแข็งแกร่งเกินไปอย่างนั้นหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่กลัว” เจียงเฟิงพูดอย่างยิ้มๆ
ตัวตนอย่างคนที่มีจิตหยินหยางตั้งแต่กำเนิด คนส่วนใหญ่ที่ต้องการสังหารพวกเขาเพราะว่าคนพวกนั้นหวาดกลัวในความแข็งแกร่ง
หวาดกลัวในความแข็งแกร่งในอนาคตของคนที่มีจิตหยิงหยางตั้งแต่กำเนิด เพราะแบบนั้นคนพวกนั้นจึงต้องการสังหารคนที่มีความสามารถนี้
แต่ว่าสำหรับเจียงเฟิงไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เหตุผลนั้นง่ายดายเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่เกรงกลัวเขามั่นใจว่าในอนาคตตัวของเขาต้องแข็งแกร่งกว่าคนที่มีจิตหยินหยางตั้งแต่กำเนิด
ต่อให้อีกฝ่ายสามารถสร้างตัวตนในระหว่างต่อสู้แบ่งแยกได้เป็นถึงสองคน แล้วมันอย่างไรเล่าเขามั่นใจว่าถึงแม้จะมีคนแบบนั้นเขาเองก็มีหนทางในการรับมือมากมาย
ไอ้พวกสัตว์ประหลาดเฒ่าที่อยู่ภายในหลุมศพ พวกนั้นที่ต้องการที่จะสังหารคนที่มีจิตหยินหยาง พวกมันส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วเป็นคนขี้ขลาดในอดีตทั้งสิ้น
การที่พวกมันส่วนใหญ่มีชีวิตรอดมาจนถึงปัจจุบัน ก็แสดงให้เห็นว่าพวกมันใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง
อันที่จริงแล้วเกี่ยวกับตัวตนดึกดำบรรพ์ที่มีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน
มีเพียงแค่หนึ่งในสิบส่วนเท่านั้นถึงจะเป็นตัวตนที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งและน่ายำเกรงจริงๆ
อย่างเช่นอาจารย์ของเขาที่ผู้คนก็กล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในคนที่แข็งแกร่งที่สุด
แต่ไอ้พวกตัวตนบรรพกาลบางตัวตนที่มีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ แล้วผู้คนมากมายมองว่าอีกฝ่ายนั้นสูงส่งท่านอาจารย์ของเขาเคยบอกว่าเจ้าพวกนั้นมันก็เป็นเพียงแค่พวกขี้ขลาดเท่านั้น
คนพวกนั้นเอาตัวรอดเก่ง และพวกมันเองก็กำจัดคนที่คิดว่าจะเป็นภัยกับตนเองในอนาคต ตั้งแต่อีกฝ่ายนั้นยังไม่ทันเติบโต
เพราะแบบนั้นในสายตาของท่านอาจารย์ของเขาคนพวกนั้นก็เป็นเพียงแค่ขยะเท่านั้น
ท่านอาจารย์เคยบอกว่าส่วนใหญ่แล้วทุกวันนี้ คนที่สามารถยืนอยู่บนกองซากศพในอดีต แล้วก็สามารถมีชีวิตอยู่มาถึงปัจจุบันได้มีน้อยเป็นอย่างยิ่ง
คนที่กล้าหาญในการปะทะแล้วก็ช่วงชิงในเส้นทางแห่งการฝึกตน ส่วนใหญ่พวกเขาเองก็จะต้องจบชีวิตลง หรือถ้าเป็นคนที่สามารถรอดมาได้ก็กลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน
แต่ไอ้พวกผู้ฝึกตนบางคนที่ยกย่องว่าตนเองนั้นเป็นคนที่เหลือรอดจากยุคบรรพกาล ไอ้พวกนั้นที่ชอบอวดอ้างตนเองส่วนใหญ่เป็นพวกที่ขี้ขลาดตั้งแต่ในอดีตแล้ว
แล้วท่านอาจารย์ของเขาก็บอกวิธีง่ายๆที่จะแยกแยะคนพวกนี้
นั่นก็คือไอ้พวกคนที่ไร้สังหารตัวตนอย่างตัวตนจิตหยินหยาง ไอ้พวกเฒ่าพวกนั้นล้วนแล้วไม่มีความสามารถหวาดกลัวคนแข็งแกร่ง เพราะแบบนั้นเลยสังหารตัวตนที่อาจจะเติบโตและเป็นภัยกับมันในอนาคต
เกาเฉินไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก
อันที่จริงแล้วเขาเองก็ไม่ได้มั่นใจในคำพูดของอีกฝ่ายมากนัก
แต่ว่ามองดูท่าทางที่อีกฝ่ายไม่ได้เกรงกลัวเขาแล้ว ถึงแม้ว่าจะรู้ถึงความลับและตัวตนของเขาที่พิเศษกว่าคนอื่น
นั่นก็แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ได้เกรงกลัวเขาจริงๆ แต่ว่าเรื่องนี้ก็จำเป็นจะต้องจับตาดูไปก่อน การที่เขาไม่ลงมือเป็นเพราะว่ายังคงรู้สึกสับสนในตัวตนของบุรุษที่อยู่ด้านหน้าด้วย
เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นมีความลับอันใดซ่อนเอาไว้
ถ้าเกิดว่าเป็นคนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางที่จะรู้ถึงเรื่องของเขาที่มีสองคนในร่างเดียวกัน
ความลับในส่วนนี้แม้แต่พวกอัจฉริยะรุ่นเยาว์ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยได้ยิน
มีแต่พวกสัตว์ประหลาดเฒ่าที่มีชีวิตอยู่มานานนับพันปีเท่านั้นที่พอจะรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง
แสดงให้เห็นว่าบุรุษหนุ่มที่อยู่ด้านหน้ามีความลับบางอย่างอยู่จริงๆ และนี่เองก็คือเหตุผลที่เกาเฉินไม่ได้รีบร้อนลงมือแม้ว่าอีกฝ่ายจะรู้ความลับของตนเอง
“ช่วงเวลาที่สามารถสัมผัสได้ถึงอันตราย ข้าเองก็มักจะเป็นคนออกมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ” เกาเฉินเริ่มอธิบายออกมา
เจียงเฟิงรู้สึกประหลาดใจก่อนที่เขาจะเริ่มพูดขึ้น “เจ้านี่แปลกจริงๆ ทั้งที่ตนเองมีพลังมากกว่า แต่กลับให้อีกคนนึงที่ไร้เดียงสาออกมาใช้ชีวิตแต่ตนเองกับหลับใหล”
“หรือว่าเจ้ากำลังมีแผนการที่จะทำอันใดอยู่”
เกาเฉินตอบกลับอย่างเรียบเฉย “ข้าจะทำอะไรหรือไม่แผนการอันใดก็เรื่องของข้า”
เจียงเฟิงพยักหน้า “นั่นสินะไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือคนๆนั้นทั้งสองเองก็เป็นต้นกำเนิดเดียวกัน เพียงแค่เมื่อรู้สึกตัวดวงจิตก็ถูกแยกออกกลายเป็นคนสองคนเท่านั้น เหมือนกับพี่น้องสองคน”
“ว่าแต่การที่เจ้าโดนตามล่าแบบนี้”
“มันเป็นเพราะว่ามีคนรู้ถึงตัวตนของเจ้าอย่างนั้นหรือ”
เจียงเฟิงค่อนข้างจะสนใจในตัวตนของเกาเฉินคนนี้เป็นอย่างมาก
อันที่จริงแล้วอีกฝ่ายค่อนข้างจะเป็นคนที่เจียงเฟิงค่อนข้างชอบพูดคุยด้วย
เป็นคนที่ดูลึกลับเล็กน้อยแถมยังมีเรื่องต่างๆที่คอยปิดบังเอาไว้
เจียงเฟิงเป็นพวกโรคจิตประเภทหนึ่งที่ค่อนข้างอยากรู้ความลับของคนอื่น
โดยเฉพาะอีกฝ่ายที่เป็นคนที่มีจิตวิญญาณหยินหยางตั้งแต่กำเนิด มันเหมาะสมกับการค้นหาเป็นอย่างยิ่งเพราะเขาอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องคนที่เกิดมาแล้วมีสภาวะนี้
คนที่มีจิตวิญญาณหยินหยางในยุคสมัยนึงจะปรากฏออกมาเพียงแค่คนเดียว หรือว่าไม่ปรากฏออกมาเลยสักคน
ในตอนนี้เขามีโอกาสที่จะพบเจอคนผู้นี้ แล้วเหตุใดตัวของเขาจะไม่หาโอกาสนี้ศึกษาอีกฝ่ายละ
ที่เขายอมพูดคุยกับอีกฝ่ายมากขึ้น เพราะว่าอีกคนอยู่ภายในร่างนี้
ถ้าเกิดว่าอีกคนนึงที่มีนิสัยที่ค่อนข้างจะไร้เดียงสาออกมา เขาเองก็ต้องรับมืออย่างปวดหัวแล้วก็ดูจากท่าทีของอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ที่แสดงเวลาที่เจอเขา ไม่ว่าจะเป็นคำพูดจาหรือแม้กระทั่งท่วงท่าที่แสดงออกมาล้วนแล้วทำให้คนกุมขมับจริงๆ
เจียงเฟิงมั่นใจว่าไม่ใช่เพียงแค่ตัวของเขาเท่านั้นที่รู้สึกปวดหัว
ถ้าเกิดว่าใครสักคนเจอผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้า มาร่ายรำท่วงท่าที่สะเปะสะปะออกมาตรงหน้าของตนเอง มีใครบ้างที่จะรู้สึกไม่ละอายลูกตาของตนเองที่กำลังมอง
แถมอีกฝ่ายเวลาที่ออกหมัดยังเป็นหมัดที่อีกฝ่ายคิดว่าสง่างาม หลังจากออกหมัดเสร็จก็ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ เจียงเฟิงแค่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ปวดหัวแล้ว